Friday, May 1, 2009

การขนส่งทางเลือก เรามีทางออกทางเลือกอย่างไร

การขนส่งทางเลือก เรามีทางออกทางเลือกอย่างไร
(Alternative Transportation Movement)
ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
SpringBoard4Asia Foundation (SB4AF)
Tel: +66 2 3548254, +66 2 3548255
Fax: +66 2 3548255
Email: pracob@sb4af.org
Blogger: http://pracob.blogspot.com

Keywords: cw071, พลังงาน, energy, energy, conservation, การขนส่งทางเลือก
Updated: Updated: Sunday, August 10, 2008
From Wikipedia, the free encyclopedia.

ความนำ

การขนส่งทางเลือก หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Alternative Transportation Movement เป็นการดำเนินอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้านหนึ่งที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาหาทางเลือกในการการเดินทางและการขนส่ง ซึ่งในปัจจุบันมีทางเลือกกระแสหลักคือการใช้ยานพาหนะรถยนต์ส่วนตัว (Private Automobiles) และยานพาหนะที่เป็นส่วนตัว มักจะเดินทางไปเพียงคนๆเดียว (single occupant vehicles - SOVs) ดังปรากฏในประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งในทุกวันคนทำงานแต่ละคนจะใช้รถยนต์ขับไปทำงานในเมืองต่างๆ แบบต่างคนต่างขับทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและค่าใช้จ่าย โดยไม่มีประสิทธิภาพในด้านการเดินทางและการขนส่ง

บทความนี้เป็นส่วนนำสู่บทเรียนด้านพลังงานศึกษา (Energy Education) และการขนส่งและเดินทางทางเลือก สำหรับให้เยาวชนและประชาชนคนไทยได้ศึกษา ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการเชื้อเชิญนักวิชาการในด้านต่างๆ เพื่อมาร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐานสำหรับเด็กและเยาวชนไทย เพื่อให้เข้าใจในปัญหาที่ประเทศไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญอยู่ และให้สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับนโยบายภาครัฐ ตลอดจนใช้ชีวิตอย่างมีทางเลือกในการเดินทาง และการทำงานที่ต้องใช้ยานพาหนะต่างๆ ในการดำเนินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เหตุผล

ทำไมจึงต้องให้ความสำคัญสำหรับการศึกษาด้านการขนส่งและการเดินทางแบบทางเลือก เหตุผลมีดังต่อไปนี้

1. ปัญหาการเร่งใช้พลังงานเชื้อเพลิง ที่เพิ่มขึ้น ประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้พลังงานในแนวทางเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศจีน และประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย เมื่อเศรษฐกิจเติบโตมาก ก็มีการใช้พลังงานในการหุงต้มและประกอบอาหารมากขึ้น มีการขนส่งมากขึ้น การใช้เครื่องปรับอากาศกันมากขึ้นดังในกรณีประเทศในเขตร้อนอย่างไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหลาย และมีแนวโน้มการใช้พลังงานอย่างไม่มีแผนงานที่ดีทั้งในระดับประเทศและในแต่ละชุมชน

2. การก้าวสู่วัฒนธรรมการใช้รถยนต์ การใช้รถยนต์ในแบบที่เป็นอยู่ในประเทศเจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า Automotive Culture ทำให้คนต้องใช้ชีวิตด้วยการต้องเดินทางด้วยรถส่วนตัวเกือบจะตลอดเวลา ตั้งแต่ไปทำงาน ไปจ่ายของ ไปเที่ยว และการเดินทางเป็นอันมากนั้นใช้รถคันใหญ่กับคนเพียงน้อยนิด อย่างที่เรียกว่า SOVs หรือ Single Occupant Vehicles ยิ่งทำให้การใช้พลังเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพที่สุด อย่างที่เขาเรียกว่าขนรถ ไม่ใช่ขนคน ในการนี้การจัดการด้านที่อยู่อาศัย ดังกรณีบ้านจัดสรรเป็นอันมาก มีลักษณะรูปแบบที่ต้องไปควบคู่กับการต้องมีรถส่วนตัวไว้ใช้งาน

3. ปัญหาด้านโลกร้อน (Global Warming) ถึงแม้เราจะสามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงที่สร้างทดแทนได้ เช่นการใช้ Biodiesel หรือการใช้ Gasohol อันนำผลิตผลการเกษตรมาแปลงเป็นพลังงานเชื้อเพลิงได้บ้าง แต่นั่นก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาใหญ่ของโลก คือปัญหาโลกร้อนด้วยการใช้พลังงานที่มีฐานจาก Carbon ดังเช่น Petroleum, แก๊สธรรมชาติ ถ่านหิน ฯลฯ โลกร้อนขึ้นทุกวัน และเป็นแนวโน้มที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ในช่วงสั้นๆนี้

4. ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ยิ่งพึ่งพามากก็ทำให้เศรษฐกิจของชาติอ่อนแอลง เพราะราคาเชื้อเพลิงมีแต่จะสูงยิ่งขึ้น ปัญหาด้านพลังงานที่มีส่วนในทุกธุรกิจอย่างน้อยในระดับ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การแข่งขันด้านการอุตสาหกรรมและอื่น ได้รับผลกระทบไปด้วย รวมถึงด้านการเกษตร ซึ่งในปัจจุบัน ต้องใช้พลังงานทั้งในด้านการพรวนดิน ไถที่ดิน การสูบน้ำเพื่อชลประทาน เป็นต้น

ทางเลือก

การขนส่งจัดเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะการใช้รถยนต์ส่วนตัว
รถยนต์หนึ่งคัน เฉลี่ยเดินทางประมาณ 35,000 กิโลเมตรต่อปี และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ 12-14 กิโลเมตรต่อลิตร และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลิตรละ 25-30 บาท คิดเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิงปีละ 70000 บาทต่อคัน การใช้รถ Pickup ขนาด 1 ตันที่ใช้เครื่องน้ำมันดีเซลที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในชนบท แต่ก็ยังเป็นการใช้ระบบขนส่งที่ยังไม่ประหยัดหากไม่ได้มีการวางแผนการเดินทางที่เหมาะสม

การใช้การขนส่งทางเลือกที่มีอยู่มากมายนั้น จะช่วยทำให้การเดินทางแบบที่เป็นอยู่ในประเทศไทยลดลง หากมีการวางแผน และออกแบบระบบที่ดี ทำให้การใช้พลังงานเพื่อการเดินทางที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ทางเลือกในการเดินทางในประเทศไทย เมื่อมองภาพรวมของทั้งประเทศ มีมากมายดังต่อไปนี้

1. การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีอยู่แล้ว เช่นรถประจำทางให้ดียิ่งขึ้น (Mass Transportation) ซึ่งในที่นี้จะพบว่าในต่างจังหวัดมีเป็นอันมากที่ไม่มีระบบรถประจำทาง ยังคงใช้รถสองแถวดัดแปลงจากรถบรรทุกเล็ก (Pickup Trucks) หรือดังในประเทศฟิลิปปินส์ยังใช้รถโดยสารขนาดเล็กดัดแปลงจากรถจี๊ปดัดแปลงที่เรียกว่า Jeepney การจะนำระบบขนส่งมวลชนไปใช้ในชุมชนระดับเมืองของต่างจังหวัดเป็นอันมากเกี่ยวกับผลประโยชน์และการเมืองท้องถิ่นที่ต้องมีความลงตัวในแนวทาง และเอื้อประโยชน์ที่ยุติธรรมให้กับหลายๆฝ่าย

2. ระบบการเดินทางด้วยเครื่องบิน (Airplanes) ซึ่งในปัจจุบันได้มีค่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงใกล้กับรถโดยสาร หากเป็นการเดินทางระยะไกล แต่มีการใช้เวลาที่สั้นกว่า และปัจจุบันเครื่องบินต่างๆ ได้มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการใช้น้ำมันที่ประหยัดกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้วอย่างมาก สำหรับประเทศไทย การเดินทางด้วยเครื่องบินจะมีค่าใช้จ่ายไม่แตกต่างจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ไม่ต้องเครียดในการเดินทาง และใช้เวลาที่น้อยกว่า เหมาะแก่การเดินทางไปทำธุรกิจในเส้นทางที่มีความยาวกว่า 500 กิโลเมตรขึ้นไป แต่การเดินทางด้วยเครื่องบินยังมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารถโดยสารอยู่มาก แม้จะประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้มาก

3. การพัฒนาและใช้ระบบรถไฟ (Trains, Hi Speed Trains) รถไฟในประเทศไทยได้เริ่มมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อการต้องพัฒนาประเทศให้ทันสมัย แต่ในระยะหลัง กิจการรถไฟได้หยุดการพัฒนาและมีลักษณะถดถอย เป็นกิจการรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนมาตลอด ในประเทศที่พัฒนาแล้วดังในยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศขนาดใหญ่อย่างจีนและอินเดีย กิจการรถไฟยังเป็นความจำเป็นและเขาต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การเดินทางเป็นไปได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว แต่สำหรับในประเทศไทยความเร็วในการเดินทางโดยรถไฟยังไม่พัฒนาขึ้นเลยในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา จึงถูกทดแทนด้วยรถโดยสารที่สะดวกกว่า แต่ต้องมีค่าการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงต่อคนสูงกว่า มีปัญหาความสึกหรอ เช่นยางรถ และอื่นๆ มากกว่า

4. รถไฟความเร็วสูง (Hi Speed Trains) ได้กลายเป็นทางเลือกเพื่อการเดินทางที่แข่งขันกับเครื่องบิน มีความเร็วสำหรับการเดินทางภายใน 500 กิโลเมตรที่ไม่ช้ากว่าเครื่องบิน สามารถวิ่งเข้ารับผู้โดยสารได้จนถึงเขตเมืองชั้นใน เหมาะสำหรับการเชื่อมเมืองขนาดใหญ่ 2 เมืองหรือมากกว่า และเป็นการเสริมกับการเดินทางด้วยรถบนทางถนน และเครื่องบินที่มีขอบจำกัด แต่การจัดทำให้มีรถไฟความเร็วสูงนั้น ส่วนใหญ่ต้องใช้รางรถไฟที่มีลักษณะเฉพาะ ในประเทศไทยเป็นทางในแบบเดิมมีความกว้างเพียง 1.00 เมตร มีลักษณะคด มีทางโค้งมาก นอกจากนี้คือความเป็นชุมชนเมืองที่มีการกระจายตัวเองสูง เมืองขนาดใหญ่กำลังเริ่มจะมีการขยายตัว เช่น ในฝั่งตะวันออก มี ชลบุรี พัทยา ทางสู่สายเหนือมีนครสวรรค์ พิษณุโลก สายตะวันออกเฉียงเหนือมี นครราชสีมา

5. การพัฒนาระบบรถไฟฟ้า บนฟ้า บนดิน และใต้ดิน (Mass Transits) จัดเป็นระบบการขนส่งที่มีประโยชน์ต่อเมืองขนาดใหญ่ดังกรุงเทพมหานคร มีการประมาณการกันว่าจะต้องมีเครือข่ายทางประมาณอย่างน้อย 300 กิโลเมตร ปัจจุบันดำเนินการไปได้เพียงร้อยละ 10-15 ซึ่งนโยบายของรัฐบาลชัดเจนแล้ว และเห็นความสำคัญ แต่ทำอย่างไรจึงจะหาวิธีการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ใครจะเป็นผู้จ่าย เพราะเป็นกิจการที่ไม่กำไร แต่หากการนำเงินงบประมาณของแผ่นดินที่จัดเก็บมาจากทั้งประเทศมาสนับสนุน ก็จะไม่เป็นการยุติธรรม

6. ระบบรถประจำทาง (Buses) ในบางประเทศมีการพัฒนาไปใช้พลังงานทางเลือกดังเช่น ไฟฟ้า เป็นการลดมลพิษในเมืองใหญ่ หรือการใช้ระบบยานลูกประสมไฟฟ้ากับพลังเชื้อเพลิง (Hybrids) สำหรับในประเทศไทยนั้น การวางแผนที่จะมีรถโดยสารแบบใช้ไฟฟ้านั้นมีความเป็นไปได้ แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากฝ่ายบริหารเมือง (City Management) ต้องมีการติดตั้งระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อการเดินรถ

7. การใช้ระบบรถโดยสารขนาดเล็ก (Minibuses) เพื่อการขนส่งผู้โดยสารในหมู่บ้านเพื่อทดแทนการต้องใช้รถส่วนตัว มีบางที่ๆ รถโดยสารขนาดใหญ่เข้าไปเดินไม่ได้ จะปรับขยายทางก็ทำไม่ได้ง่ายนัก หากไม่มีการปรับปรุง ประชาชนคนอาศัยก็จะต้องหาทางมีรถส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น หากมีระบบรถโดยสารขนาดเล็กทดแทน ก็จะช่วยลดความจำเป็นในการใช้รถส่วนตัว หรือใช้รถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

8. รถตุ๊กๆ ยังมีประโยชน์ (Tuk Tuk) ในประเทศไทยมีการขนส่งขนาดเล็กที่รถสามล้อสามารถมีประสิทธิภาพในการขนส่งในที่แคบได้ดีกว่า เช่นตามตรอกซอย ซึ่งยังไม่สามารถปรับปรุงขยายถนนได้มากนัก แต่ทางเลือกเพื่อใช้พลังงานไฟฟ้ากับรถสามล้อประเภทตุ๊กๆ เป็นไปได้ หากมีการวางแผนและระบบเครือข่ายเติมกระแสไฟฟ้า (Electric Grids)

9. ปรับปรุงระบบรถแท๊กซี่ (Taxicab) รถแท๊กซี่เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางในเมือง ในปัจจุบันใช้แก๊สหุงต้ม ซึ่งเป็นสินค้าราคาสนับสนุน คือเป็นราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด มีรถยนต์บ้านมากขึ้นที่หันมาใช้แก๊สดังกล่าว และแก๊สทุกชนิดนั้นเป็นสิ่งที่เมื่อหมดแล้วไม่สามารถหาทดแทนได้ นอกจากนี้คือในต่างจังหวัดยังไม่มีบริการรถแท็กซี่อย่างในกรุงเทพฯหรือปริมณฑล แม้แต่เมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา หรือเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ นครราชสีมา เหล่านี้กิจการรถแท๊กซี่ยังไม่ได้รับการพัฒนา

สำหรับเขตจังหวัดในชนบทที่เขาไม่ได้รับประโยชน์จากการขนส่งในเมืองหลวง หรือเมืองใหญ่ หากมีการพัฒนาระบบแท็กซี่เพื่อใช้ในการเดินทางภายในตัวเมือง ก็จะทำให้คนทำธุรกิจไม่ต้องขับรถส่วนตัวไปเป็นระยะทางไกล เช่น เมื่อเดินทางไปสู่จังหวัดหนึ่ง ก็ไปใช้บริการรถแท็กซี่รับจ้างของ ณ จังหวัดนั้นๆ หากเป็นการเดินทางไปในบริเวณในเมือง หรือการเดินทางช่วงสั้น

10. การใช้รถจักรยาน (Bicycling) และการพัฒนาเส้นทางรถจักรยาน ในต่างประเทศที่พัฒนาแล้วจะใช้การเดินทางโดยรถจักรยานประเภทใช้แรงมนุษย์เพื่อการเดินทางระยะสั้นเพื่อไปทำงานหรือไปจับจ่ายใกล้บ้าน เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย ในประเทศจีนสมัยหนึ่งจะมีคนใช้รถจักรยานกันมาก แต่เมื่อเจริญขึ้นก็หันมาใช้รถยนต์ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีความพยายามที่จะจัดให้มี Bike Route เพื่อการกันไว้สำหรับรถจักรยาน และต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางผังเมืองขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ซึ่งจะมีผลดีทั้งต่อสิ่งแวดล้อม การลดการใช้พลังงาน และต่อสุขภาพของประชาชน

11. การใช้ระบบรถยนต์แบบร่วมกัน (Carpooling) ในประเทศไทย การใช้รถตู้ขนาดนั่งได้ 11-12 คน จัดเป็นรถไมโครบัส นับเป็น Carpool ในแบบหนึ่งที่ได้ผลดี ดีกว่านำรถบ้านออกมาขับ หากขับกันคนละคัน ก็จะประหยัดไปได้สัก 10-11 คัน และรถดังกล่าวสามารถเวียนวิ่งได้หลายครั้งต่อวัน ตัวอย่างที่เห็นใช้กันมากที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และบางชุมชนศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานคร เป็นการเพิ่มทางเลือกสำหรับการเดินทางระยะกลางระหว่างกรุงเทพฯและจังหวัดชานเมือง

12. การใช้ระบบคอมพิวเตอร์และการสื่อสารแบบเครือข่ายช่วยในการทำงานแบบอิเลคโทรนิกส์ (Telecommuting)จัดเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการลดความจำเป็นในการเดินทางต่อวัน ในต่างประเทศ มีคนทำงานสำนักงานจำนวนมากที่เลือกทำงานในแบบยืดหยุ่นที่ทำให้สามารถทำงานทีบ้านได้ เช่นงานด้านการตลาด การบริการลูกค้าที่อาศัยการสื่อสารผ่านโทรศัพท์ โทรสาร การใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อทั้งด้วยข้อความและการใช้เสียง และในปัจจุบันคือสื่อย่างเห็นภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย

13. การเดิน และการพัฒนาทางเท้าเพื่อการเดิน (Walking) ในบางเขตของเมืองใหญ่ ในต่างประเทศได้เปลี่ยนจากทางรถวิ่ง แต่มีการจราจรติดขัดให้กลายเป็นทางเดิน ในภาษาอังกฤษมีคำเรียกว่า esplanade หรือ promenade เป็นทางที่ยกระดับเป็นทางเดิน ทางเดินเหล่านี้สามารถทำได้ทั้งในบริเวณชายทะเล ทางริมแม่น้ำ หรือบนสันเขื่อน

ในเมืองขนาดใหญ่ที่ต้องการกันรถไม่ให้เข้ามาพลุกพล่าน เป็นเขตท่องเที่ยว เขตลดมลพิษ เขาจะกันรถออกไปแล้วปรับเป็นทางเดินแทน แล้วขณะเดียวกันจัดหาระบบขนส่งมวลชน เช่นรถโดยสารขนาดใหญ่หรือเล็กมารับและส่งคนบริเวณรอบนอกอีกทีหนึ่ง ในบรรดาเขตชั้นในของกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์การธุรกิจอาจต้องจัดระบบการเดินทางใหม่ในลักษณะดังกล่าว

รถยนต์ทางเลือก

เมื่อจำเป็นต้องใช้รถยนต์ เช่นรถส่วนตัว หรืออื่นๆ โดยไม่มีทางเลือก ก็ต้องมีวิธีการเลือกใช้รถยนต์อย่างเหมาะสม และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมด้วย รถยนต์ในโลก เฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีประชากรประมาณ 300 ล้านคน มีรถยนต์ส่วนบุคคล 132.4 ล้านคัน เป็นรถกระบะ (Light trucks และรวม Minivans, SUVs, Pickup Trucks) 75.4 ล้านคัน รวมแล้วมียานพาหนะดังกล่าว 207.8 ล้านคัน ยังไม่รวมรถมอเตอร์ไซค์อีก 4.2 ล้านคัน

ประเทศไทยก็กำลังดำเนินไปในทิศทางนี้ ดังในกรุงจะมีการใช้รถยนต์นั่งที่เพิ่มขึ้น และในต่างจังหวัดจะใช้หนักไปทางรถกระบะและรถบรรทุกดัดแปลง รถอเนกประสงค์ เหล่านี้มากขึ้น แต่กระนั้นหากวิเคราะห์ให้ดี ก็จะมีทางเลือกในการใช้ยานพาหนะอย่างฉลาดได้อีก

การใช้รถยนต์ทีใช้พลังงานทางเลือก (Alternative Cars/vehicles) กล่าวคือ เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะส่วนตัว ก็ยังมีทางเลือกในการใช้ประเภทยานพาหนะที่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อีกมาก เช่น

1. รถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Eco Cars) คำว่า Eco Car มีความหมายได้ทั้งรถยนต์ประหยัด คือราคาไม่สูง มีขนาดเล็ก มีที่นั่งสำหรับ 2 คนเป็นหลัก เพราะโดยทั่วไป การใช้ประโยชน์ก็จะเพื่อการเดินทางของคน 2-3 คนเป็นหลัก และในอีกด้านหนึ่งคือมีค่าการใช้พลังงานที่ต่ำ เช่นวิ่งได้ 75 ไมล์ ต่อ 1 แกลลอน (1 Imperial Gallon = 4.546 ลิตร) หรือเทียบได้เท่ากับ 26 กิโลเมตรต่อลิตร เป็นต้น

2. การใช้รถที่เป็นพลังงานไฟฟ้า (Electric cars) รถยนต์บางส่วนสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักได้ หากพลังงานไฟฟ้านั้นมีค่าใช้จ่ายต่ำ และมีเครือข่าย (Electricity Grid) เป็นเครือข่ายเติมกระแสไฟได้อย่างสะดวก ทั้งนี้หมายความว่าในสังคมนั้นมีวิธีการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วยพลังที่ไม่ใช้น้ำมันเป็นหลัก เช่น พลังลม พลังจากโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ พลังจากเขื่อน เป็นต้น

3. รถลูกประสมระหว่างไฟฟ้าและพลังเชื้อเพลิง (Hybrid cars) ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังจัดเป็นรถยนต์ประเภทฟุ่มเฟือย มีราคาแพง และไม่ได้ผลิตในประเทศ ระในลักษณะดังกล่าวสามารถประหยัดพลังงานน้ำมันได้กว่าร้อยละ 50 หรือเท่ากับเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันได้เป็น 2 เท่า

4. การใช้น้ำมันไบโอดีเซล (Biodiesel ซึ่งสามารถใช้ผลิตผลทางการเกษตรมาพัฒนาเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งในปัจจุบัน เครื่องยนต์ใช้น้ำมันดีเซลได้พัฒนาไปอย่างมาก ในยุโรปมีการใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กมีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันดีขึ้นกว่าเดิม และลดปัญหาการเผาไหม้ไม่หมดได้มาก เครื่องยนต์ไม่สั่นมาก และมีพลังเร่งที่เพิ่มขึ้นกว่าเทคโนโลยีเครื่องดีเซลเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

5. รถยนต์ใช้ Fuel Cells ซึ่งมีกาวิจัยกันอย่างมากในสหรัฐ ซึ่งเป็นพลังไฟฟ้าไปทำปฏิกิริยาทางเคมีทำให้แยกน้ำออกเป็นออกซิเจนและไฮโดรเจน การใช้พลังงานจากก๊าสไฮโดรเจน ซึ่งเมื่อเกิดการเผาผลาญแล้วจะคืนสภาพเป็นน้ำ ไม่ก่อให้มีมลภาวะ และไม่ไปเพิ่มปัญหาสภาวะโลกร้อน

ความส่งท้าย

การขนส่งทางเลือกนี้ หากเราได้ศึกษาและมีความรู้พื้นฐาน และเข้าใจทางเลือกต่างๆ จะเป็นประโยชน์ เพราะในประเทศประชาธิปไตยนั้น การตัดสินใจในนโยบายภาครัฐต่างๆ นั้นต้องอาศัยความเข้าใจของประชาชน มีหลายสิ่งหลายอย่างในประเทศไทยที่เรายังไม่ได้คิดและเตรียมการอนาคตของชาติด้านพลังงาน การคมนาคม การขนส่งและการสื่อสาร

หน่วยที่ 12. การประหยัดพลังงานในภาคอุตสาหกรรม

หน่วยที่ 12. การประหยัดพลังงานในภาคอุตสาหกรรม
( Industrial sector)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
SpringBoard4Asia Foundation (SB4AF)
Tel: +66 2 3548254, +66 2 3548255
Fax: +66 2 3548255
Email: pracob@sb4af.org
Blogger: http://pracob.blogspot.com

Keywords: cw310, พลังงาน, energy, energy, conservation

การประหยัดพลังงานในภาคอุตสาหกรรม ( Industrial sector)

Cogeneration คือการใช้พลังงานที่เกิดขึ้นสองทาง

ในระบบโรงไฟฟ้าทั่วไปในการผลิตไฟฟ้านั้นจะต้องมีหอระบายความร้อน (Cooling Towers) หอระบายความร้อนนี้จะได้ส่วนเกินจากการผลิต คือความร้อน สำหรับในประเทศทางยุโรปเหนือเช่น Scandinavia ก็จะนำความร้อนไปใช้เพื่อสร้างความอบอุ่นโดยตรง แต่สำหรับที่ๆ อากาศร้อนหรืออบอุ่นพอแล้ว ก็จะนำความร้อนไปใช้ในทางอื่นๆ

ตัวอย่างง่ายๆจากระบบรถยนต์ในเมืองหนาว เครื่องยนต์ใช้พลังงานในการขับเคลื่อน แต่ความร้อนที่เหลือ สามารถใช้ในการทำความอบอุ่นในห้องโดยสาร

ในการใช้พลังงานเพื่อผลิตเหล็ก หรือกระดาษ จะสามารถตัดการใช้พลังงานไปได้ร้อยละ 40 การกลั่นน้ำมันหรือผลิตอลูมิเนียม จะลดลงไปได้ร้อยละ 25 ทั้งนี้โดยการนำวัสดุที่ใช้ในการผลิตสร้างความร้อน มาเข้ากระบวนการที่เรียกว่า Cogeneration เพื่อให้ได้ทั้งไฟฟ้า และความร้อน

การดูแลการใช้น้ำ

การประหยัดน้ำ คือการประหยัดพลังงานอย่างหนึ่ง

ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พลังงานที่เป็นไฟฟ้า และแก๊สธรรมชาติถูกนำไปใช้เพื่อน้ำ การสูบน้ำเพื่อการเกษตรร้อยละ 20 ของการใช้พลังงานในรัฐทั้งหมด ซึ่งนับว่ามาก ในกรุงเทพฯ พลังงานไฟฟ้าเป็นอันมากเช่นกัน ถูกใช้เพื่อการควบคุมน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพฯ

ในภาคอีสาน และชุมชนเลี้ยงปลาน้ำจืดจะใช้พลังงานเพื่อการสูบน้ำเข้าหรือออกจากบ่อปลา
ในการทำการเกษตรยุคใหม่ในประเทศไทย ต้องมีการใช้น้ำที่ต้องสูบ กักเก็บและส่งต่อที่ต้องใช้พลังงาน ทั้งเครื่องสูบน้ำด้วยพลังเครื่องยนต์ขนาดเล็ก หรือไฟฟ้า

การใช้พลังลมเพื่อการสูบน้ำ

ดังในประเทศยุโรป ได้มีการใช้พลังลมเพื่อการสูบน้ำ การเลื่อยไม้ การโม่เมล็ดธัญพืช ฯลฯ ได้มีการดำเนินการกันมาหลายร้อยปีแล้ว

การใช้กังหันลม

การใช้กังหันลมเพื่อการวิดน้ำเข้าไร่นา ฟาร์มเลี้ยงปลา หรือนาเกลือ ในปัจจุบันมีการใช้กันน้อยลง ด้วยหันไปใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่เคลื่อนย้ายได้ง่ายมาทดแทน หรือใช้มอเตอร์จากพลังไฟฟ้ามาทดแทน แต่ปัญหาด้านค่าใช้จ่ายพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ต้องกลับไปคิดหาวิธีใช้พลังทางเลือก ซึ่งพลังลมเป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ใกล้ทะเล เช่น จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ทางชายฝั่งทะเลตะวันออก ชลบุรี ระยอง ไปจนถึงตราด และทางชายทะเลภาคใต้ ตั้งแต่เพชรบุรี ไปจนถึง ปัตตานี ยะลา

กังหันลมยุคใหม่ (Modern windmill)

กังหันลมยุคใหม่ มีการออกแบบให้สอดคล้องกับอากาศพลศาสตร์มากขึ้น สามารถใช้ระบบคอมพิวเตอร์ไปควบคุมการทำงาน เมื่อลมอ่อนตัว หรือลมแรงจัดด้วยพายุ

พลังงานที่ได้อาจนำไปใช้โดยตรง เช่นการสูบน้ำ หรือนำไปปั่นไฟฟ้า แล้วนำไฟฟ้าไปใช้อีกต่อหนึ่ง
ที่ Aalborg, ประเทศ Denmark

ในบริเวณชุมชนที่พักอาศัย ต้องมีการปลูกต้นไม้เพื่อความสวยงามและตามบ้านเรือน แต่เนื่องด้วยไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงใช้น้ำประปา ซึ่งต้องใช้พลังงานในการจัดการกระบวนการกรอง และการจัดส่ง ซึ่งใช้พลังงานไปอย่างมากเช่นกัน และล้วนมีราคา

ในบริเวณที่มีการทำการเกษตรย่านริมฝั่งแม่น้ำโขง จะมีการใช้พลังงานเพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ในการเกษตร แต่เนื่องจากระดับน้ำอยู่ในที่ต่ำ ต้องสูบขึ้นในที่สูง ดังนี้พลังงานที่ถูกใช้ไปจึงมาก

- Energy crisis
- Energy efficiency
- Energy efficiency in British housing
- Energy use in the United States
- Fuel economy
- Fuel efficiency
- Lighting
- Light pollution
- Oil phase-out in Sweden
- Oil price increases of 2004-2006
- Over-illumination
- Timeline of environmental events
- MIT Design Advisor
- Category:Low-energy building

การอ้างอิง
References

- ^ US Dept. of Energy, "Annual Energy Report" (July 2006), Energy Flow diagram
- ^ US Dept. of Energy, "Annual Energy Outlook" (February 2006), Table A2
- ^ http://www.consumerenergycenter.org/transportation/consumer_tips/speeding_and_mpg.html
- ^ US Dept. of Energy, "Buildings Energy Data Book" (August 2005), sec. 1.2.3
- ^ US Dept. of Energy, "Buildings Energy Data Book" (August 2005), sec. 1.3.3
- ^ Susan L. Burks, Managing your Migraine, Humana Press, New Jersey (1994) ISBN 0-89603-277-9
- ^ Cambridge Handbook of Psychology, Health and Medicine, edited by Andrew Baum, Robert West, John Weinman, Stanton Newman, Chris McManus, Cambridge University Press (1997) ISBN 0-521-43686-9
- ^ L. Pijnenburg, M. Camps and G. Jongmans-Liedekerken, Looking closer at assimilation lighting, Venlo, GGD, Noord-Limburg (1991)
- ^ Igor Knez, Effects of colour of light on nonvisual psychological processes, Journal of Environmental Psychology, Volume 21, Issue 2, June 2001, Pages 201-208
- ^ California Energy Commission, "California's Water-Energy Relationship" (November 2005), p.8
- Scott Davis, Dana K. Mirick, Richard G. Stevens (2001). "Night Shift Work, Light at Night, and Risk of Breast Cancer". Journal of the National Cancer Institute 93 (20): 1557-1562.
- Bain, A., “The Hindenburg Disaster: A Compelling Theory of Probable Cause and Effect,” Procs. NatL Hydr. Assn. 8th Ann. Hydrogen Meeting, Alexandria, Va., March 11-13, pp 125-128 (1997}
- Gary Steffy, Architectural Lighting Design, John Wiley and Sons (2001) ISBN 0-471-38638-3
- Lumina Technologies, Analysis of energy consumption in a San Francisco Bay Area research office complex, for (confidential) owner, Santa Rosa, Ca. May 17, 1996
การเชื่อมโยงสู่ภายนอก
External links
Conservation education:
- MIT Design Advisor
- Kilowatt Ours - a film about energy conservation and renewable energy
- Conservation within Capitalism
- The Home Energy Saver
- Energy Star
- Choosing Energy Efficient Products
- The Energy Saving Trust
- Choosing Energy Efficient Windows
- Energy conservation tips for apartments
- Energy Efficiency: First Things First
Energy Saving Resources for the Home
Dividing heating bill by ten to build for tomorrow(translated from french)
สถิติเกี่ยวกับพลังงานในสหรัฐอเมริกา
U.S. energy statistics:
U.S. Energy Information Administration
Buildings Energy Data - commercial/residential building consumption patterns
International collaborative research:
IEA Energy Conservation in Buildings and Community Systems Programme.
UNEP- Energy Branch:
UNEP- Energy Branch.

หน่วยที่ 11. การทำการเกษตรยุคใหม่ ประหยัดพลังงาน

หน่วยที่ 11. การทำการเกษตรยุคใหม่ ประหยัดพลังงาน

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
SpringBoard4Asia Foundation (SB4AF)
Tel: +66 2 3548254, +66 2 3548255
Fax: +66 2 3548255
Email: pracob@sb4af.org
Blogger: http://pracob.blogspot.com

Keywords: cw310, พลังงาน, energy, energy, conservation

การทำการเกษตรยุคใหม่

เมืองไทยเป็นเมืองเกษตรมาแต่ดั่งเดิม และการเกษตรแบบดั่งเดิมจริงๆนั้นใช้พลังงานจากแหล่งที่สามารถทดแทนได้ เช่นใช้แรงงานสัตว์ ดังเช่น วัว ขาย หรือม้า สัตว์เหล่านี้กินอาหารตามธรรมชาติ

- การเกษตรกับอุตสาหกรรมขนาดย่อย การทำการเกษตรบนแปลงที่ดินขนาดย่อย ที่ขณะเดียวกันมีงาน หรือสร้างงานจากกิจกรรมอุตสาหกรรมขนาดย่อยในชุมชน ลดความจำเป็นในการต้องไปหางานในเมืองใหญ่ ลดความหนาแน่นในเมือง ลดการเดินทางที่สูญเปล่าเพราะการจราจรติดขัด แต่ขณะเดียวกัน มีรายได้เสริมจากการเกษตร มีกิน และมีใช้แบบพอเพียง

- การเกษตรแบบธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี หรือปุ๋ยลง หรือไม่ใช้เลย ลดการไถ พรวน เพราะดินที่ปล่อยตามธรรมชาติ มีพืชคลุมดิน มีความร่วนซุยตามธรรมชาติ ก็ไม่ต้องไถพรวน

- การปลูกผักสวนครัว ปลูกผักริมรั้ว หรือสวนครัวหลังบ้าน ใช้น้ำที่เหลือใช้จากในครัวเรือน เพื่อใช้ประโยชน์ซ้ำ และมั่นใจได้ว่าไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ลดปัญหาการต้องเก็บรักษาผัก ผลไม้ในตู้เย็น หรือการขนส่ง และยังเป็นการใช้ใช้ประโยชน์จากน้ำให้คุ้มค่า

- สะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมี และประหยัดพลังงาน

หน่วยที่ 10. การประหยัดไฟฟ้าในภาคธุรกิจ (Commercial sector)

หน่วยที่ 10. การประหยัดไฟฟ้าในภาคธุรกิจ (Commercial sector)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
SpringBoard4Asia Foundation (SB4AF)
Tel: +66 2 3548254, +66 2 3548255
Fax: +66 2 3548255
Email: pracob@sb4af.org
Blogger: http://pracob.blogspot.com

Keywords: cw310, พลังงาน, energy, energy, conservation

การประหยัดไฟฟ้าในภาคธุรกิจ (Commercial sector)
การประหยัดไฟฟ้าในภาคธุรกิจ ดังเช่น

ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมศูนย์การค้า – ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ 1 แห่งใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับประชากรทั้งอำเภอในต่างจังหวัด เหตุผลสำคัญคือเรื่องของการใช้พลังงานไปเป็นอันมากกับการปรับอากาศ และการให้แสงสว่าง ซึ่งเป็นทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

สิ่งที่เปลืองมากที่สุดในเขตร้อนอย่างประเทศไทย คือเรื่องของการปรับอากาศ ใช้พลังงานถึงร้อยละ 30
การใช้แสงสว่างที่ร้อยละ 25 ดังนั้นการออกแบบอาคารพาณิชย์ที่ใช้แสงสว่างธรรมชาติได้มากเท่าใด ก็จะประหยัดการใช้ไฟฟ้าไปได้มากตามตัว เพราะคนเราในเกือบทุกที่ทำงาน มักจะทำงานกันในเวลากลางวัน แต่หากการออกแบบเน้นการสร้างอาคารที่ใช้ความกว้างมาก มีห้องซับซ้อน ไม่มีหน้าต่าง ก็จะต้องใช้ไฟฟ้าทดแทน

นอกจากนี้คือการเลือกใช้หลอดไฟที่เหมาะสม คือการใช้หลอดประเภท LED เป็นหลอด Fluorescent ทีประหยัดไฟกว่าหลอดธรรมดาถึง 4 เท่า

จับจ่ายใกล้บ้าน เดินทางใกล้ สินค้าอาจแพงบ้าง แต่ร้านข้างบ้านไม่ต้องติดเครื่องปรับอากาศ เราไม่ต้องเดินทางไปไกล ให้เสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ไปเสริมปัญหาการจราจรติดขัด

สร้างวัฒนธรรมร้านอาหารใหม่

เมืองไทยกำลังเป็นเมืองร้านอาหาร (Restuarants) เพราะมีผู้คนที่ฝากชีวิตกับบริการร้านอาหารกันมากขึ้น เพราะการทำอาหารที่บ้านนั้นมีความยุ่งยากทั้งการทำ และการล้างชามและภาชนะต่างๆ ประกอบกับการรับประทานอาหารเป็นการพักผ่อนสันทนาการอย่างหนึ่ง

ในประเทศไทยมีร้านอาหารเปิดบริการกันทั่วทุกสายถนน มีทั้งร้านอาหารราคาประหยัด และร้านที่มีราคา ร้านรองรับนักท่องเที่ยว แต่ร้านอาหารเป็นอันมาก เป็นส่วนหนึ่งของการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นอยู่มาก ซึ่งต้องทำและสามารถสร้างวัฒนธรรมใหม่ได้

ร้านอาหารบรรยากาศเปิด (Open Air Restuarant)

ร้านอาหารที่ออกแบบมาให้แขกชอบที่จะนั่งนอกห้องปรับอากาศ ชื่นชมธรรมชาติได้ ก็จะประหยัดพลังงานได้มาก

การจัดบริเวณที่ร่มรื่น

ร่มไม้ที่ร่มรื่นแบบสวนเขตร้อน ช่วยสร้างบรรยากาศให้คนอยากนั่งภายนอกอาคาร หรือนอกห้องปรับอากาศ

ร้านอาหารริมทะเล (Seaside Restuarants)

นักท่องเที่ยว ได้เที่ยวทะเล ถ้าอากาศไม่ร้อนจนเกินไป ก็อยากนั่งริมทะเลชื่นชมกับธรรมชาติ มากกว่าจะไปนั่งในห้องปรับอากาศ จึงต้องมีวิธีการจัดการให้ไม่ได้รับแสงแดดที่ร้อนเกินไป แต่ขณะเดียวกัน ได้รับลมธรรมชาติกำลังพอเหมาะ

ลดการดื่มน้ำขวด

วัฒนธรรมการดื่มน้ำขวด น้ำเปล่าที่บรรจุขวด ทำให้ต้องใช้พลาสติกอย่างสิ้นเปลือง ต้องมีระบบขนส่งน้ำที่เพิ่มขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ เพราะความเชื่อในความสะอาดของน้ำที่บรรจุขวด เราไม่สามารถไว้วางใจในน้ำดื่มที่จะต้องบริโภคในที่ๆเราไม่คุ้นเคย เช่น ร้านอาหาร หรือที่อื่นๆ

แต่น้ำดื่มที่สะอาดนั้นอาจผลิตได้ในร้านอาหาร การมีระบบกรองน้ำที่บ้าน ที่ทำงาน หรือร้านอาหารได้โดยไม่ต้องไปพึ่งพาน้ำขวด และหากมีการประชาสัมพันธ์สาธิตกันอย่างจริงจัง ทำให้คนบริโภคน้ำสะอาดที่ผ่านขั้นตอนอย่างถูกต้อง แต่ไม่ต้องบรรจุขวด

การหยุดใช้น้ำดื่มจากขวดพลาสติก

ร้านอาหารมีคุณภาพในต่างประเทศ เขาจะไม่นิยมใช้น้ำดื่มจากขวด และด้วยเหตุที่ขวดพลาสติกทำมาจาก Petroleum และมีปัญหาด้านขยะ หากร้านอาหารสามารถสร้างวัฒนธรรมการให้บริการน้ำดื่มฟรี และใช้น้ำประปาที่กรอง และขจัดกลิ่นคลอรีนแล้ว ก็จะเป็นบริการที่ดีได้ โดยช่วยด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน

ระบบกรองน้ำ (Water filters)

ปกติน้ำประปามีการฆ่าเชื้ออยู่แล้วด้วยสารคลอรีน แต่อาจมีกลิ่นฉุน และมีสิ่งเจือปน จึงควรใช้เครื่องกรองน้ำ เครื่องกรองน้ำบางระดับสามารถกรองให้ได้น้ำใสสะอาด ปราศจากสีและกลิ่น บริโภคได้อย่างมั่นใจ
ใช้ติดตั้งที่ร้านอาหาร สำนักงาน หรือบ้านได้ตามความเหมาะสม

ร้านอาหารต่างประเทศเขาบริการน้ำฟรี โดยใช้น้ำประปาที่กรองแล้วนี้แหละ แต่เขามีวัฒนธรรมจ่ายค่าทิปสำหรับบริกร และการบริการน้ำดื่มในแก้วปกติ ดูจะมีรสนิยมกว่าการดื่มน้ำจากขวด หรือต้องรินจากขวดพลาสติก
นอกจากนี้คือการดื่มน้ำขวดนำไปสู่การผลักดันให้ดื่มน้ำขวดใส่สี ใส่ Carbonate ใส่น้ำตาล ทำให้บริโภคแคลอรี่เกินความจำเป็นของร่างกาย เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวานมากเพิ่มขึ้นอีก

การไม่ใช้แสงเกินความจำเป็น

การใช้แสงเกินความจำเป็น (Over-illumination) เป็นการใช้แสงจ้าที่เกินความจำเป็นของกิจกรรมนั้นๆ ในช่วงปี ค.ศ. 1950-1990 ซึ่งคนยังไม่กังวลและตระหนักในด้านวิกฤติพลังงานกันมากนักนั้น ได้พบว่าตามร้านรวงของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะในอเมริกาเหนือ ได้มีการใช้แสงเกินความจำเป็นกันมาก
ปัญหาการใช้แสงมากเกินจำเป็นนั้นมี 2 ประเด็นคือ

1. การทำให้ใช้พลังงานไฟฟ้า เกินความจำเป็น เป็นความสิ้นเปลือง
2. เป็นผลเสียต่อสุขภาพ คนบางคนอยู่ในสภาวะใช้แสงมากทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หรือทำให้เสียสายตา

การมีที่พักที่ทำงานที่มีขนาดความกว้างของอาคารไม่มากนัก ทำให้ห้องโดยส่วนใหญ่ติดกับหน้าต่าง สามารถเปิดรับลมธรรมชาติได้ และมีแสงสว่างตามธรรมชาติได้นั้น จะช่วยทำให้ไม่ต้องใช้แสงสว่างมากเกินความจำเป็น สามารถปล่อยให้แสงแดดได้เข้ามาถึง เป็นการฆ่าเชื้อโรคที่อาจสะสมในห้องได้

หน่วยที่ 9. อยู่อาศัยอย่างฉลาด (Residential sector)

หน่วยที่ 9. อยู่อาศัยอย่างฉลาด (Residential sector)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
SpringBoard4Asia Foundation (SB4AF)
Tel: +66 2 3548254, +66 2 3548255
Fax: +66 2 3548255
Email: pracob@sb4af.org
Blogger: http://pracob.blogspot.com

Keywords: cw310, พลังงาน, energy, energy, conservation

อยู่อาศัยอย่างฉลาด (Residential sector)

ในการอยู่อาศัย (Residential Sector) ประชาชนมีทางเลือกที่จะกินอยู่ใช้จ่ายอย่างประหยัด และก็สามารถประหยัดพลังงานได้มาก การใช้พลังงานตามบ้านเรือนนั้นมีความหลากหลายและแตกต่างกันมากในด้านการใช้พลังงาน ในแต่ละประเทศในโลกมีมาตรฐานการใช้พลังงานที่แตกต่างกันออกไป ในสหรัฐมีมาตรฐานการใช้พลังงานที่สูงกว่าทีอื่นๆ ในโลก โดยเฉพาะในเขตที่มีอากาศหนาว จะมีการใช้พลังงานสูงกว่าในที่อากาศลักษณะเดียวกันในประเทศอื่นๆ โดยเฉลี่ย ถึงเป็นเท่าตัว

อยู่แบบไทยไม่ต้องใช้เครื่องทำความร้อน

เครื่องทำความร้อนด้วยไฟฟ้า

ในซีกโลกส่วนเหนือ เปลืองพลังงานด้วยการทำความร้อนและอบอุ่น ซึ่งบางแห่งจะเลือกติดเฉพาะที่ เช่นในห้องน้ำที่ต้องการความอบอุ่นมากกว่าที่อื่นๆ

การทำน้ำร้อนด้วยแสงอาทิตย์ (Solar Hot Water)

การอาบน้ำ ไม่จำเป็นไม่ต้องใช้น้ำอุ่น แต่สำหรับคนชรา หรือผู้ป่วยที่จำเป็นต้องอาบน้ำอุ่น โดยเฉพาะในยามหน้าหนาว เครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้แสงอาทิตย์ จะประหยัดพลังงานได้โดยตรง

ในเกือบทุกที่ในประเทศไทยไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องทำความอบอุ่น แม้ในบ้านเรือนทางภาคเหนือ ในยามหน้าหนาว เพียงสร้างบ้านเรือนให้สามารถกันลมได้ดี ก็จะปลอดภัยจากอากาศหนาวได้ดีพอแล้ว เครื่องทำน้ำอุ่นสำหรับอาบน้ำ มีใช้กันตามโรงแรมเพื่อตอบสนองต่อลูกค้า แต่สำหรับบ้านทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้

การใช้เครื่องปรับอากาศ (Air Conditioning)

หากเป็นไปได้ สร้างบ้านเรือนให้อยู่อาศัยได้อย่างเย็นสบายในทุกฤดูกาล และไม่ใช้หรือใช้เครื่องปรับอากาศให้น้อยที่สุด และหากจำเป็นต้องใช้ ก็ใช้อย่างฉลาดและประหยัด

เครื่องปรับอากาศ (Air-conditioner)

ในเขตร้อน ร้อนชื้นอย่างไทย จะเปลืองด้วยการปรับอากาศร้อนให้เย็น
(เครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่าง)

การตั้งอุณหภูมิที่เหมาะสม

ในประเทศที่มีอากาศทั้งหนาวในฤดูหนาว และร้อนในฤดูร้อน เขาจะกำหนดอุณหภูมิ เมื่อหนาว ก็ใช้ Heater อย่างประหยัด กำหนดอุณหภูมิที่ 68 F และเมื่ออากาศร้อน ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ก็กำหนดอุณหภูมิที่ 78 F

หลักการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างเหมาะสม

1. เลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่ไม่กินไฟ เลือกใช้ที่มีสัญลักษณ์เบอร์ 5 ซึ่งมีการรับรองโดยมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว
2. ล้างเครื่องปรับอากาศตามเวลาที่กำหนด เครื่องที่มีการอุดตัน แม้จะใช้ได้ แต่จะใช้พลังงานแบบสูญเปล่ามาก
3. ใช้เฉพาะในห้องที่จำเป็น เช่นห้องนอน ดังนั้นทำหรือเลือกห้องนอนที่มีขนาดเล็กหรืออยู่แบบพอตัว ห้องยิ่งใหญ่ เพดานยิ่งสูง
4. ห้องนอนมีการใช้เครื่องปรับอากาศกันมากกว่าห้องอื่นๆ และมักจะอยู่ชั้นบนในกรณีที่เป็นบ้าน 2 ชั้นหากไม่มีการออกแบบบ้านและใช้วัสดุและหลังคาที่ช่วยกันความร้อน หรือระบายความร้อนที่ดี จะทำให้ใช้พลังงานเปลือง
5. เลือกตั้งอุณหภูมิให้พอเหมาะ คือประมาณไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส

การนอนโดยใช้ผ้าห่มที่เหมาะสม

เลือกผ้าห่มนอนที่เหมาะสม

ผ้าห่มนอน หรือ Blanket นั้นในต่างประเทศเขาจะใช้ผ้านวมหนา เพราะต้องช่วยให้ความอบอุ่นในยามหลับนอน และเป็นการทำให้ไม่ต้องใช้ความร้อนสร้างความอบอุ่นในบ้านมากเกินไป แต่ในประเทศไทยที่เป็นเขตร้อนชื้น การใช้ผ้าห่มที่มีขนาดบางพอเหมาะ จะช่วยทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศ

เลือกใช้ผ้าห่มที่เหมาะสม

ในประเทศเขตร้อน การนอนไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าห่ม (Blanket) ที่มีขนาดหนา หรือเป็นพวกขนสัตว์ หรือสารสังเคราะห์ อาจเป็นพวกผ้าฝ้ายก็ได้

อยู่เมืองไทย แต่งกายแบบไทย

คนไทยอยู่ในเมืองเราบ้านเรามานานหลายร้อยปี โดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ส่วนหนึ่งเพราะเราแต่งกายแบบเหมาะสมสำหรับเมืองเขตร้อน คือใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนาหนัก ไม่ใช้ผ้าขนสัตว์หรือผ้าที่สังเคราะห์เพื่อเก็บรักษาความร้อน ผ้าที่ใส่เมืองร้อนคือผ้าประเภทบางเบา ระบายอากาศได้สะดวก

เน๊คไทแบบตะวันตก

หากไม่จำเป็น ไม่ต้องใส่เสื้อนอก ผูกเน๊คไท (Necktie) ในสถานที่ทำงาน นับว่าเป็นความเพียงพอ แต่เมื่อต้องใส่ชุดเสื้อนอกทำงานด้วย จะทำให้ต้องใช้เครื่องปรับอากาศมากขึ้น

เครื่องแต่งกายแบบตะวันตก

การแต่งกายในแบบตะวันตก ที่สุภาพคือใส่เสื้อเชิร์ตด้านใน ผูกเน็คไทเรียบร้อย และใส่เสื้อนอก (Suits) และบางครั้งผ้าที่ใช้ตัดใส่แล้วดูเข้าทรงสวยงาม จะเป็นพวกผ้าขนสัตว์ การแต่งกายในแบบนี้ไม่เหมาะแก่อากาศร้อนในประเทศไทย

เสื้อผ้าในแบบสบายๆ (Casual Dress)

เสื้อผ้าในแบบสบายๆ เวลามีงาน แทนที่จะให้คนมางานรื่นเริงแต่งแบบฝรั่ง ก็แนะนำให้แต่งกายแบบ Casual Dress สบายๆ สะดวกสำหรับแขก และจัดงานในที่แจ้งได้

เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายประจำชาติฟิลิปปินส์

ด้วยความที่อากาศร้อน และการแต่งกายแบบตะวันตกในที่ทำงานจะทำให้ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ จึงส่งเสริมการแต่งกายแบบประจำชาติ ที่เสื้อผ้าผู้ชายเป็นแบบบางเบา ใส่แล้วสบายๆ

เสื้อครุยจุฬาฯ

เสื้อครุยแบบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นลักษณะผ้ามุ้ง โปร่งเบา เหมาะแก่เมืองร้อน สมัยก่อนพิธีประสาทปริญญานั้นกระทำกันในที่ๆ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ

การซักเสื้อผ้า (Laundry)

เมื่อต้องแต่งกาย ก็ต้องมีการซักเสื้อผ้า หากใช้ผ้าหนา ก็ต้องเปลืองผงซักฟอกมาก และในการซักผ้ายุคใหม่เพื่อประหยัดเวลา จึงมีการใช้เครื่องซักผ้ากันมากขึ้น

เครื่องซักผ้าร่วมกัน

(Laundromat)

ร้านซักเสื้อผ้าแบบช่วยตัวเอง เรียกว่า Laundromat ทำให้แต่ละบ้านไม่จำเป็นต้องมีเครื่องซักผ้า ซึ่งเปลืองสถานที่จัดวาง และทำให้ควบคุมความร้อน ความชื้นในบ้านไม่ได้ดีนัก ในประเทศตะวันตกจึงมีบริการร้านซักผ้าแบบช่วยตัวเองนี้

เครื่องอบผ้า (Drying Machine)

เครื่องอบผ้าจำเป็นสำหรับเขตหนาว ไม่สามารถไปตากผ้าภายนอกอาคารได้

แต่สำหรับประเทศไทยหากสามารถตากผ้าในที่กลางแจ้ง โดยใช้แสงแดดปกติ นับว่าประหยัดและถูกสุขอนามัยที่สุด

แต่หากจำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้า ใช้ติดต่อกันจะไม่เสียค่าพลังงานมากเท่ากับใช้หยุดๆ สลับกันไป ทำให้สูญเสียความร้อนไป

อยู่เมืองไทย อากาศร้อน มีแสงอาทิตย์ตลอดปี เกือบไม่มีความจำเป็นต้องมีเครื่องอบผ้า หากหาที่โล่งที่จะตากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มได้ จะเป็นการดีที่สุด

นกน้อยสร้างบ้านแต่พอตัว

แนวโน้มคนไทยจะอยู่อาศัยร่วมกันในขนาดครอบครัวที่เล็กลง คือมีพ่อแม่และลูก โอกาสที่จะมีคนรับใช้มีลดลงเป็นลำดับ เพราะค่าแรงงานจะสูงขึ้น ค่านิยมเป็นลบมากขึ้นสำหรับการทำงานเป็นคนรับใช้ตามบ้าน เมื่อมีสมาชิกในบ้านลดลง ก็เลือกที่จะมีบ้านขนาดเล็กลง อยู่อาศัยกันแบบพอตัว

บ้านสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก

ห้องขนาดพื้นที่กว้างขวาง และมีเพดานห้องยิ่งสูง ก็จะทำให้เปลืองเครื่องปรับอากาศ ที่เห็นนี้เป็นห้องในแบบที่เรียกว่า Studio ที่เป็นที่พักผ่อน ห้องนั่งเล่น ห้องทำงานไปด้วยในตัว

คอนโดมีเนียม (Condominium)

บ้านพักอาศัยชนิดเป็นกรรมสิทธิ์ อยู่ร่วมกันได้มาก โดยมีการสร้างอาคารในทรงสูงหลายชั้น เหมาะเป็นที่พักอาศัยในเมือง

บ้านเช่าแบบในเมือง (Apartments)

อพาร์ทเมนท์ เป็นที่พักอาศัยแบบให้เช่า อาจเป็นรายเดือน หรือเช่าระยะยาวเป็นปีตามสัญญา อาจมีเครื่องเฟอร์นิเจอร์ (Furnished) หรือฝ่ายผู้เช่าต้องจัดหาเอง (Unfurnished)

การมีระบบขนส่งมวลชนรองรับ

การเลือกทำเลที่พักอาศัย ปัจจุบันมีผู้เลือกบ้านพัก Apartment, Condominium ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางรถไฟฟ้า ผ่านกันมากขึ้น เพราะต้องการความสะดวกในการเดินทาง

(ภาพสถานีรถไฟฟ้า BTS ในกรุงเทพฯ)
สวนสาธารณะ (Public Park)

ในเมืองขนาดใหญ่ ที่พักอาศัยมีราคาแพง จะอยู่อาศัยกันก็ต้องประหยัดพื้นที่ จึงต้องมีการใช้พื้นที่ส่วนกลาง (Public Area) ดังเช่นสวนสาธารณะร่วมกัน

เมื่อมีบ้านหรือห้องพักอาศัยขนาดเล็ก ก็จะทำให้อยู่อาศัยกันเป็นชุมชนที่ใช้บริการส่วนกลางที่ลดลง ความจำเป็นที่จะใช้ยานพาหนะส่วนตัว เช่นรถยนต์ลดลง

การใช้พลังงานในบ้านเรือน

จากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทั้งเขตหนาว อบอุ่น และร้อน

การปรับอากาศให้ร้อน/เย็น (space conditioning) 44%
การทำน้ำร้อน (water heating) 13%
การให้แสงสว่าง (lighting) 12%
การใช้ตู้เย็น (refrigeration) 8%
การใช้ไฟฟ้าในบ้าน (home electronics) 6%
การใช้เพื่อการซักผ้า (laundry appliances) 5%
การใช้ในครัว (kitchen appliances) 4%
อื่นๆ (other uses) 8%

พบว่าการใช้พลังงานในบ้านที่มากที่สุดคือเพื่อการปรับอากาศ คือทำให้อากาศอบอุ่นในหน้าหนาว และทำอากาศในบ้านให้เย็นในช่วงฤดูร้อน ซึ่งต้องใช้พลังงานถึงร้อยละ 44 และนอกจากนี้ยังมีเรื่องการทำน้ำอุ่น เพื่อการอาบน้ำ การล้างชาม และการซักเสื้อผ้า แต่ในประเทศไทยซึ่งเป็นเขตร้อนชื้น เราจะไม่มีปัญหาด้านค่าพลังงานทำความอบอุ่น แต่จะหนักไปทางการใช้เครื่องปรับอากาศ ซึ่งหากเป็นไปได้ การสร้างบ้านให้พึ่งเครื่องปรับอากาศให้น้อยที่สุด หรือไม่ใช้เลย ก็จะช่วยด้านการลดพลังงานไปได้มาก

มีเครื่องใช้ในบ้านหลายประการที่เป็นตัวใช้พลังงานไฟฟ้ามากเป็นพิเศษ บางอย่างเป็นเรื่องจำเป็น แต่หากรู้จักเลือกซื้อ และเลือกใช้อย่างประหยัด ก็จะลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก

เตียงน้ำ

หากห้องนอนเป็นห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ก็ต้องคำนึงถึงว่าทำอย่างไรห้องนั้นจะใช้พลังงานให้น้อยที่สุด ในการนี้ เตียงนอนเป็นอุปกรณ์หนึ่งในห้องนอนที่อาจมีผลต่อการประหยัดหรือไม่ประหยัดพลังงาน

เตียงน้ำ (Water Bed)

เตียงน้ำคือเตียงสำหรับผู้ป่วยบางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ ไม่สามารถใช้เตียงที่มีวัสดุปกติ เตียงน้ำมีวัสดุบุด้านนอกที่เป็นพวกไวนิล น้ำไม่รั่วซึม สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดี แต่ว่าต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำอุ่นหรือทำให้น้ำเย็น

เตียงน้ำมีข้อดีสำหรับคนในส่วนภูมิอากาศหนาว เพราะสามารถทำความอบอุ่นผ่านน้ำในที่นอน (Mattress) ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งคือค่าไฟฟ้าในการทำความอบอุ่นนั้นจะเทียบเท่ากับตู้เย็น 1 ตู้ขนาดใช้ไฟฟ้า 300-500 kW หรือเทียบเท่ากับเปิดหลอดไฟธรรมดา 10 ดวง

ในทางตรงกันข้าม หากใช้เตียงน้ำ ก็จะต้องทำให้ที่นอนเย็น ซึ่งจะดูดซับความเย็นในห้อง ซึ่งก็ต้องใช้เครื่องปรับอากาศทำความเย็นมากและนานขึ้นกว่าปกติ

ขนาดห้องนอน

ห้องนอน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Bedroom คนทั่วไปใช้เวลานอนประมาณ 6-8 ชั่วโมง ห้องนอนจึงเป็นห้องที่คนเราใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากที่สุด และจึงต้องการให้มีความสะบายที่สุด จึงมักจะมีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ห้องนอนควรมีขนาดใหญ่โดสักเพียงใด

เตียงเดี่ยวทั่วไปมีขนาดกว้าง 3.0-3.5 ฟุต (1.10 เมตร) ยาว 6.0-6.5 ฟุต (ประมาณ 2.00 เมตร) ห้องที่พอจะอยู้ได้เพื่อนอนเป็นหลัก คือประมาณ 4 X 4 เมตร หรือประมาณ 16 ตารางเมตร

ห้องนอนในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย มักติดเครื่องปรับอากาศ ห้องนอนในประเทศเขตหนาว มักจะต้องมีระบบทำความอบอุ่น หรือ Heater ซึ่งทั้งสองสภาพแวดล้อม ล้วนต้องใช้พลังงาน

ขนาดพื้นที่ของห้องนอนที่ต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศ นับว่ามีความสำคัญ จึงควรออกแบบให้มีขนาดพอเหมาะ ไม่ใหญ่เกินไป ห้องนอนที่มีทางลมเข้าและออกสะดวก ก็อาจลดความจำเป็นในการต้องใช้เครื่องปรับอากาศลงได้บ้าง

ห้องขนาดใหญ่มาก มีเพดานสูง ทำให้ดูหรูหรา แต่เมื่อใดที่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ก็จะเปลืองพลังงานเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะคำนวณการใช้ขนาดของเครื่องปรับอากาศได้จากปริมาตรความจุของห้องนับเป็นลูกบาตรเมตร

ในประเทศไทย ห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศมากที่สุดสำหรับบ้านชนชั้นกลางคือ ห้องนอน (Bedrooms) เพราะเวลาคนนอนนั้นต้องการสภาพอากาศที่เย็นพอควร และอุณหภูมิสม่ำเสมอตลอดคืน ไม่ใช่ร้อนบ้าง หนาวบ้าง

ในประเทศไทยหากต้องการใช้เครื่องปรับอากาศ และห้องนอนขนาดไม่ใหญ่นัก สามารถใช้เครื่องปรับอากาศขนาด 8000 BTU ก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นห้องนอนขนาดใหญ่ และมีความสูง อาจต้องใช้เครื่องปรับอากาศขนาด 25000-30000 BTU หรือมากเป็น 3 เท่า

อย่าให้ห้องที่ปรับอากาศมีความชื้น

ห้องที่มีความชื้น เช่นมีไม้ประดับที่ต้องใช้น้ำ หรือมีตู้ปลาในห้องปรับอากาศ ก็จะทำให้มีความชื้นในอากาศ ทำให้เปลืองไฟฟ้าในการใช้เครื่องปรับอากาศ

โถเลี้ยงปลา

หรือตู้ปลาสวยงามนั้น จะเพิ่มความชื้นในห้อง และทำให้การปรับอากาศทำงานไม่ได้เต็มที่ การปลูกต้นไม้ในบ้าน เลี้ยงไม้มีชีวิตในห้องปรับอากาศ เช่นห้องนอน ก็เช่นเดียวกัน จะเพิ่มความชื่นในอากาศ และสำหรับบางคนทำให้เกิดความเสี่ยงในโรคภูมิแพ้ นอกเหนือไปจากการเปลืองพลังงานในการปรับอุณหภูมิในอากาศ

อย่าเปิดโทรทัศน์หรือวิทยุทิ้งเอาไว้ในขณะนอนหลับ

เวลานอนไม่เปิดไฟทิ้งไว้

ไม่เปิดเครื่องทีวีทิ้งไว้ นอนจะไม่หลับสนิท มีเด็กๆ และเยาวชนเป็นอันมากที่มักมีนิสัยเปิดทีวีหรือวิทยุเอาไว้ก่อนนอน และหลับไปพร้อมกับทีวี นอกจากจะเปลืองไฟฟ้าแล้ว ยังทำให้แม้หลับก็หลับไม่สนิท และกลายเป็นนิสัยที่ไม่ดี หรือเป็นคนต้องนอนแล้วเปิดไฟ เป็นต้น

ช่วยกันสร้างบ้านอย่างฉลาด ( Best building practices)

บ้านและที่พักอาศัยเป็นแหล่งที่ใช้พลังงานมากที่สุด ทั้งไฟฟ้า และในบางประเทศรวมไปถึงการใช้ก๊าสธรรมชาติ ก๊าสหุงต้มเพื่อการให้พลังความร้อน ทั้งในการทำความอบอุ่น การอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย การประกอบอาหาร ฯลฯ บ้านจึงเป็นแหล่งใช้พลังงานสิ้นเปลืองมากอีกแห่งหนึ่ง

แต่ที่บ้าน ก็มีแนวทางในการประหยัดพลังงาน บางอย่างต้องไปปรับปรุงตั้งแต่การออกแบบชุมชน บางอย่างเมื่อจะสร้างบ้าน ก็ต้องคิดเรื่องการประหยัดพลังงานเอาไว้แต่แรก บางอย่างแม้สร้างเสร็จแล้ว ก็สามารถปรับวิถีชีวิต และทำให้ชีวิตที่บ้านกลายอยู่ในแนวทางประหยัดพลังงานได้

บางอย่างต้องลองเรียนรู้บทเรียนจากที่ได้ทำมาแล้วในต่างประเทศ แต่บางอย่างต้องคิดกันเอง และริเริ่มสร้างสรรค์ และทดลองดำเนินการขึ้นในบ้านเรา

บ้านในประเทศไทย มีอายุได้สัก 25-30 ปีก็นับว่าคุ้มการใช้งานแล้ว แต่ในยุโรปนั้น บ้านหรืออาคารต่างๆ เขาสร้างขึ้นมาแล้วใช้กันไปเป็นร้อยปี การสร้างอาคารบ้านเรือนที่เตรียมไว้เพื่อการประหยัดพลังงานจึงเป็นประโยชน์ เพราะจะช่วยประหยัดและขณะเดียวกัน มีชีวิตอยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพและมีความสุขได้อย่างยั่งยืน

บ้านในแนวคิดใหม่

ลองดูแนวคิดใหม่ในการสร้างบ้านแปลงเมืองดังต่อไปนี้

บ้านแบบ Passive House

อาคารที่มีลักษณะเป็น Apartment ใช้ผนังร่วมกัน ลดโอกาสสูญเสียความร้อน
One of the original Passive Houses at Darmstadt, Germany

บ้านใช้ฟางเป็นส่วนประกอบ

บ้านหรืออาคารที่ใช้ฟางเป็นส่วนฉนวน (Insulation) กันความร้อน และรักษาความอบอุ่นในบ้าน เป็นลักษณะบ้านในเขตหนาว

อาคารฉนวนพิเศษ (Superinsulation)

เป็นการออกแบบบ้านและอาคารที่ใช้ในเขตอากาศหนาว มีการป้องกันการสูญเสียความร้อนในหน้าหนาว และขณะเดียวกัน ป้องกันความร้อนจากภายนอกด้วยวิธีการฉนวนพิเศษ (Superinsulation)
เน้นฉนวนที่หลังคา ที่พื้นล่าง ที่พื้นด้านบน

อาคารประหยัดพลังงาน

การสร้างให้เป็นไปตามหลักธรรมชาติ ให้ใช้พลังงานให้น้อยที่สุด ใช้พลังงานที่สร้างขึ้นเองได้ เข่น พลังแสงอาทิตย์ พลังจากกังหันลม และเมื่อมีขยะ หรือของเสีย ให้สามารถนำกลับไปใช้ใหม่ หรือนำไปทำให้เกิดเป็นพลังงานได้

บางที่จึงเรียกอาคารในแนวคิดนี้ว่า Green Building

บ้านประหยัดพลังงาน

เป็นบ้านในเขตหนาว มี 5 ชั้น ชั้นล่างอยู่ใต้ดิน ในส่วน 4 ชั้นมีด้านหนึ่งรับแสงอาทิตย์ ทำให้อบอุ่นในหน้าหนาว และกลายเป็นบริเวณโล่งที่มีการกันลมและอากาศหนาว

Apartment ในตะวันตก

Telecommuting

การใช้ระบบการสื่อสารยุคใหม่ เพื่อช่วยทำให้ลดความจำเป็นในการเดินทาง ทำให้สามารถเลือกที่พักอาศัยอย่างที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองใหญ่ แต่สามารถจะเลือกอยู่ในชุมชนเมืองบริวาร แล้วทำงานติดต่อสื่อสารได้ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อินเตอร์เน็ต ระบบโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ
โทรศัพท์บ้าน

การเลือกเดินทางเท่าที่จำเป็น

แม่บ้านในสหรัฐ เลือกทำงานโดยใช้อินเตอร์เน็ต และมีเวลาอยู่ดูแลลูกที่บ้าน สถานที่ทำงานอาจเป็นในห้องพักอาหาร

การเลือกใช้ Telecommuting

Orville Hector ทำงานให้กับสำนักข่าว Associated Press, และ Bill Rocco ทำงานที่บ้านของเขาในเมือง Ashland รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา

ADSL .ในอิตาลี

การทดแทนการสื่อสารติดต่อด้วยโทรศัพท์ และการใช้อินเตอร์เน็ต ซึ่งในปัจจุบันได้มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ ADSL ใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก

การอยู่อาศัยอย่างใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน

ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อน มีอากาศชื้นที่ต้องการระบบระบายอากาศที่ระบายความชื้นได้ด้วย
ทำอย่างไรจึงจะอยู่อาศัยได้อย่างสะบาย และขณะเดียวกันประหยัดการใช้พลังงาน เช่นเครื่องปรับอากาศที่ลดลง การใช้แสงสว่างตามธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น

บ้านแบบเมืองร้อน

เป็นอาคารอิฐก่อ มีความหนา และมีหน้าต่าง ช่องระบายลม

บ้านในเขตอากาศร้อน (Tropical)

ออกแบบมาในลักษณะให้มีอาคารมีบริเวณกันแดด หรือกันสาด ผนังมีรูโปร่ง ระบายอากาศได้ดี รอบๆ ตัวอาคารจะปลูกต้นไม้ให้ร่มเย็นครึ้ม กันความร้อนจากแสง และอาศัยความชื้นจากสภาพแวดล้อมเป็นตัวระบายความร้อนไปในตัว

บ้านในมาเลเซีย

บ้านในแบบชนบทดั่งเดิมของมาเลเซีย บริเวณรอบอาคารปล่อยโปร่ง เพื่อรับลม และขณะเดียวกัน บ้านจะมีหน้าต่างอยู่โดยรอบ เพื่อใช้ลมตามธรรมชาติเป็นตัวปรับอากาศ

บ้านในมาเลเซีย

ในบ้านเขตอากาศร้อน บ้านจะมีหน้าต่างมาก และเปิดทุกด้าน เพื่อระบายอากาศ พื้นบ้านยกสูง ป้องกันน้ำท่วมเพราะฝนตกหนักและเร็ว บ้านชนบทในประเทศไทยก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน

หลังคามุงด้วยจากหรือใบไม้

เป็นฉนวน ทำให้ใต้ร่มหลังคา อากาศเย็นสบาย เพิงริมทะเลดังนี้มีให้เห็นทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และในเขตร้อนชายทะเลทั่วไป

การอยู่อาศัยในเขตร้อนหรือร้อนชื้นอย่างประเทศไทยนั้นมีปัญหาประการหนึ่งคือสถาปนิกที่ได้รับการอบรมมาในแบบตะวันตก จะคิดและสร้างบ้านหรูหราในแบบตะวันตก แล้วก็จะมีปัญหาด้านระบบระบายอากาศ (Ventilation) โดยแทนที่จะคิดหาทางปรับอากาศตามแบบธรรมชาติ กลับไปใช้วิธีการใส่เครื่องหรือระบบปรับอากาศแทน

การใช้พัดลม

พัดลมไฟฟ้า (Electric Fans) นับเป็นระบบปรับอากาศที่ประหยัดกว่าเครื่องปรับอากาศ และในบางสถานะ แทนที่จะต้องใช้เครื่องปรับอากาศ เราสามารถใช้พัดลมเพื่อทำให้อากาศเคลื่อนไหว แม้อุณหภูมิจะไม่ลดลง แต่การเคลื่อนไหวของอากาศในที่ๆร่มจากแดด ก็ทำให้สามารถระบายความร้อนจากร่างกายได้พอสมควร ลดความจำเป็นต้องใช้เครื่องปรับอากาศลง

พัดลมตั้งพื้นหรือตั้งโต๊ะ (Electric Fans)

ในห้องที่มีทางลมระบายอากาศตามธรรมชาติอยู่แล้ว การมีพัดลมช่วยทำให้อากาศเกิดความเคลื่อนไหว ก็จะเป็นการลดความร้อนลงได้ และประหยัดกว่าใช้เครื่องปรับอากาศ

พัดลมติดเพดาน (Ceiling Fans)

ในบางสถานที่ พบว่าไม่มีระบบระบายอากาศที่ดี ไม่สามารถดึงอากาศร้อนออกจากห้องได้ มีพัดลมติดเพดาน ก็เป็นเพียงผลักลมร้อนด้านบนลงสู่เบื้องล่าง

เครื่องดูดอากาศ (Ventilator)

ในห้องที่อากาศมีระบาย มีความชื้นสูง การมีเครื่องดูดอากาศออก จะทำให้อากาศที่เย็นกว่าไหลเข้าแทนที่ อาจไม่จำเป็นต้องติดเครื่องปรับอากาศ

พัดลมระบายอากาศ (Ventilator)

พัดลมระบายอากาศติดด้านบนของหลังคาอาคาร เพื่อให้อากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นสูง และไปทำให้ตัวพัดลมหมุนและไปเร่งการระบายอากาศร้อนภายในสู่ภายนอก ส่วนใหญ่ใช้ติดเสริมอาคารขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรมในเขตร้อน มีไม่มากนักที่จะใช้ติดอาคารประเภทบ้านเรือน

เรื่องเกี่ยวกับที่พักอาศัย

- บ้านพักอาศัย และหมู่บ้าน
- บ้านประหยัดพลังงาน
- หลังคาที่ไม่ร้อน ทำได้อย่างไร – ventilation and roofing หากหลังคาไม่ร้อน บริเวณด้านล่างก็จะไม่ร้อนจนเกินไป
- นำความเย็นมาจากดิน และกำแพง (Earth House) ดินจะช่วยเก็บความเย็นจากยามค่ำคืนมาสู่ตอนกลางวัน ขณะเดียวกัน ทำให้เกิดการซืมซับความอบอุ่นในตอนกลางวันไว้สำหรับตอนกลางคืน ยามอากาศหนาว
- การกำจัดขยะในหมู่บ้านขนาดเล็ก โดยนำไปใช้ให้เกิดพลังงาน
- การดูแลน้ำทิ้งอย่างธรรมชาติ การนำกลับไปใช้ในการรดน้ำต้นไม้
- การใช้เครื่องทำน้ำอุ่น จำเป็นหรือไม่ สำหรับบ้านในประเทศไทย หรือในเขตอากาศร้อน

การใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า

หม้อหุงข้าวไฟฟ้า (Electric Rice Cooker, Rice Cooker) เป็นอุปกรณ์คู่บ้านคู่ครัวในสังคมเอเชียและตะวันออกทั่วไป

คนเอเซีย เช่นคนไทยเป็นพวกบริโภคข้าวเจ้า หรือข้าวสวย (Rice) เหมือนกับพวกตะวันตกที่มักต้องกินข้าวสาลีในรูปขนมปัง (Bread) คนตะวันตก หรือฝรั่งจะพึ่งเครื่องปิ้งขนมปัง แต่คนเอเชียโดยเฉพาะพวกจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด จะกินข้าว และกินกันเกือบจะทุกมื้อ ดังนั้นจึงต้องมีเครื่องมือหุงข้าวอย่างง่ายๆ ซึ่งในปัจจุบัน หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ขาดเสียไม่ได้ และมีใช้กันทั่วโลกที่มีคนเอเชียอยู่

หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เรียกว่า Rice Cooker

หม้อหุงข้าวไฟฟ้า (Electric Rice Cooker)

อย่างมาตรฐาน ราคาประหยัด ปัจจุบันมีผลิตขายทั่วไป ทั้งที่เป็นผลิตในประเทศ และที่นำเข้าจากประเทศอื่นๆ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีสูง แต่มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของคนไทยและคนเอเชียอย่างมาก

ข้อแนะนำ

1. เลือกใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าให้พอเหมาะกับขนาดครอบครัว หรือกลุ่มคน หม้อใบโตเกินความจำเป็น ก็ใช้ไฟฟ้าเกินความจำเป็น
2. กะว่าหม้อ 1 ใบหุง 1 ครั้งใช้กินใน 1 วันหมดพอดี นั่นคือความเหมาะสม
3. หุงมือเช้า กินมื้อเช้า เหลือเก็บใส่ตู้เย็น จะกินใหม่ใช้อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟได้ แม้เหลือก็เก็บไว้ได้สัก 2-3 วันไม่เสียของ
4. บางคน บางบ้าน ใช้วิธีการหุงข้าวสวยร้อนๆ แต่ซื้อกับข้าวจากภายนอก แล้วนำมาอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ จัดทำเป็นมื้ออาหาร

การใช้เตาไมโครเวฟ (Microwave Ovens)

เตาไมโครเวฟ (microwave oven) เป็นอุปกรณ์ในครัวที่ใช้พลังคลื่นไมโครเวฟในการประกอบอาหาร หรืออุ่นอาหาร เตาไมโครเวฟได้ทำให้วิธีการประกอบอาหารและการกินอาหารเปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา แต่สำหรับพ่อครัวมืออาชีพแล้ว บางส่วนยังเห็นว่าเตาดังกล่าวยังมีข้อจำกัดในการประกอบอาหารระดับมืออาชีพ

เตาไมโครเวฟ (Microwave Oven)

เป็นอุปกรณ์ในครัวที่มีใช้กว้างขวาง มีทั้งที่เป็นแบบใช้เป็นเตาอบ ทำหน้าที่ร่วมกับคลื่นไมโครเวฟ สามารถปิ้ง ย่าง อบร่วมด้วยได้ เรียกว่า Combo

เตาไมโครเวฟ หากใช้เพื่ออุ่นอาหาร หรือเครื่องดื่มแล้ว จัดเป็นการประหยัดพลังงานได้อย่างดี เพราะเป็นการให้ความร้อนเพียงพอ และใช้เวลาสั้น คือเพียงประมาณ 60 วินาทีสำหรับอาหารหลายอย่าง ก็ทำให้อุ่นพอรับประทานได้แล้ว และเพราะการให้ความร้อนผ่านคลื่นไมโครเวฟ จึงไม่ทำให้ภาชนะจานรองหรือแก้วที่ใส่อาหารต้องร้อนไปด้วย เป็นการร้อนเฉพาะส่วนอาหาร หรือส่วนที่มีความชื้น

หากใช้เตาไมโครเวฟอย่างเหมาะสมแล้ว จะเป็นการประหยัดพลังงาน และอาหารนั้นๆ ก็ยังคงมีคุณค่าบริโภคได้อย่างปลอดภัย

แต่เพราะเป็นการให้ความร้อนในระยะเวลาสั้น และเป็นการให้ความร้อนด้วยคลื่นไมโครเวฟ จึงบางครั้งดูเหมือนสุก แต่สุกไม่ทั่วถึง ดูเหมือนร้อนเพราะมีอาการเดือด แต่ไม่ได้ให้ความร้อนพอ และไม่นานพอที่จะฆ่าเชื้อโรคได้อย่างสมบูรณ์ จึงอาจทำให้เป็นอันตราย ทำให้ผู้บริโภคอาหารเจ็บป่วยได้

แต่โดยรวมแล้ว เตาไมโครเวฟเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลา และปลอดภัยหากใช้อย่างเข้าใจและเหมาะสม

ขัอแนะนำในการใช้อย่างง่ายๆ

1. ใช้ภาชนะพลาสติก ต้องเลือกเกรดที่เขาให้ใช้กับเตาไมโครเวฟได้ แต่กระนั้น การใช้ภาชนะพลาสติกทุกชนิด ก็ต้องใช้ในช่วงเวลาสั้น เช่นไม่เกิน 3-5 นาที เพราะพลาสติกจะหลอมละลาย หรือเสียหายได้

2. หากใช้พวกเครื่องเคลือบ (Chinaware) ให้เลือกที่มีความบาง และสีขาว จะประหยัดไฟฟ้า ดีกว่าที่เป็นสี หรือมีวัสดุพวกโลหะเจือปนอยู่ด้วย นอกจากนี้ อย่าหลงลืม ช้อนส้อม วัสดุโลหะเข้าไปในเตา

3. การทำไข่ให้สุก มักจะประสบกับปรากฏการณ์ไข่ระเบิด ทางแก้คือต้องใช้ความร้อนพอประมาณ

4. อย่าใช้เพื่อการอบแห้ง เช่นทำให้ของแห้งอยู่แล้ว แห้งหรือกรอบยิ่งขึ้น ดังนี้ต้องระวัง เพราะอาจเกิดการไหม้จากส่วนใน อาหารหรือของที่มีความแห้งมากๆ เช่น นมผง หรือแป้ง มักจะเกิดการไหม้ เสียของได้

การใช้ตู้เย็น (Refrigerators)

ตู้เย็น หรือ Refrigerators เป็นความจำเป็นสำหรับการอยู่อาศัยยุคใหม่ แต่ตู้เย็นไม่ว่าจะเป็นแบบประหยัดไฟฟ้ามากน้อยเพียงไร แต่มันต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จึงควรต้องเลือกใช้ให้พอเหมาะ ใช้ขนาดที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ไม่เก็บของในตู้เย็นมากจนเกินความจำเป็น

ตู้เย็น (refrigerator) หรือจะพบเรียกอย่างย่อๆว่า fridge เป็นอุปกรณ์ในครัวเรือนที่จำเป็น ใช้ในการเก็บอาหารและของที่เน่าเปื่อยได้ ซึ่งเพราะความเย็นจึงทำให้ของที่มีเชื้อแบคทีเรียได้ จะหยุดยั้งการเติบโต ตู้เย็นมีส่วนที่จัดเก็บอาหารไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส (freezing point) ส่วนนี้เรียกว่า Freezer ถ้าเก็บน้ำ น้ำก็จะกลายเป็นน้ำแข็ง ส่วนอีกด้านหนึ่ง เป็นส่วนจัดเก็บอาหารที่อุณหภูมิต่ำ แต่ไม่ถึง 0 องศาเซลเซียส ดังใช้ในการเก็บพวกผัก ผลไม้ นม ฯลฯ หากเก็บผักที่อุณหภูมิต่ำเกินไป เกิดการแข็งตัวจับเป็นเกร็ด ก็จะทำให้อาหารเสื่อมคุณภาพ ไม่น่ารับประทาน

ปกติเราจ่ายของที่ต้องจัดเก็บในตู้เย็นในสัก 1 สัปดาห์สักเท่าใด ก็ควรใช้ตู้เย็นขนาดไม่เกินไปกว่านั้น การเก็บของมากเกินความจำเป็น นานเกินจำเป็นก็เป็นความสิ้นเปลือง

ตู้เย็นขนาดเล็ก

ขนาด 3-4 ลูกบาตรฟุต ใช้ห้องพักในโรงแรม หรือในอพาร์ทเมนต์พักอาศัยคนเดียว ไว้ใส่น้ำหรือของกินเล็กๆ น้อยๆ

ตู้เย็นโดยทั่วไป (General Refrigerator)

ส่วนบนมีไว้เก็บอาหารแช่แข็ง เรียกว่า Freezer

ส่วนล่างไว้เก็บอาหารที่ป้องก้นการเน่าเสีย เป็นอุณหภูมิต่ำ แต่สูงกว่าเยือกแข็ง

หากต้องการใช้ตู้เย็นสำหรับบ้านขนาดกลางๆ มีสมาชิก 3-4 คน นั้นขนาดตู้เย็น 6-10 ลบ.ฟุต ก็จะเพียงพอแล้ว

ตู้เย็นขนาดใหญ่ (Large Refrigerator)

แบบมีฝาเปิดสองด้าน มีระบบควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ และอยู่ในที่ๆ เขาจับจ่ายซื้อวัสดุอาหารต่างๆ กันนานๆ ครั้ง แต่สำหรับคนไทยที่มีของกินอยู่ทั่วไป และมีตลาดไว้จับจ่ายได้โดยไม่ยาก การใช้ตู้เย็นขนาดใหญ่เกินไป นอกจากจะเปลืองไฟแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายด้านการจัดซื้อ เพราะจะต้องเป็นสินค้านำเข้าเกือบทั้งหมด

ตู้เย็นสำหรับอุตสาหกรรม

สำหรับ อุตสาหกรรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร หรือ Super Market ตู้เย็นขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพในการควบคุมอุณหภูมิและคุณภาพอาหารนั้นเป็นความจำเป็น

ระดับอุณหภูมิ

Some refrigerators are now divided into four zones to store different types of food:
-18 °C (0 °F) (freezer) เป็นช่องแช่แข็ง ใช้ใส่พวกน้ำแข็ง ไอศกรีม หรือเนื้อสัตว์ประเภทแช่แข็งได้
0 °C (32 °F) (meats) ใช้แช่เนื้อสัตว์ประเภทที่ไม่ต้องการให้แข็งมาก เพื่อรักษาคุณภาพของอาหารตามความสด
4 °C (40 °F) (refrigerator) เป็นช่องใส่สิ่งที่แช่เย็นปกติ ในอุณหภูมิที่ไม่ทำให้อาหารแข็ง แต่จะเก็บของไว้ได้ในเวลาไม่เกินกำหนด ใช้เพื่อการแช่ นมสด น้ำผลไม้ อาหารที่ปรุงแล้ว และเก็บไว้ได้เพียงใน 1-3 วัน เป็นต้น
10 °C (50 °F) (vegetables) เป็นการจัดเก็บพวกผักและผลไม้ สามารถเก็บให้สดได้ในช่วงเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ พวกนี้ต้องระวังไม่ให้เย็นจัดจนแข็ง หรือมีความชื้นมากไป และไม่สะอาด ก็จะเกิดเชื้อรา หรือเชื้อโรคอื่นๆ แพร่ขยายได้

ข้อแนะนำในการใช้

การใช้ตู้เย็นเป็นความจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตในยุคใหม่ แต่ถ้าจะใช้ให้เลือกประเภทประหยัดพลังงาน และใช้ขนาดที่พอเหมาะกับบ้าน เลือกใช้พอเก็บของเท่าที่จำเป็น หากมีของที่จะต้องเก็บมาก และยิ่งเก็บนาน ค่าไฟฟ้าก็จะยิ่งมาก

1. เลือกซื้อตู้เย็นและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหลายที่มีเครื่องหมายเบอร์ 5 อันเป็นเครื่องหมายรับประกันการประหยัดไฟ ตู้เย็นอาจมีราคาแพงสักหน่อย แต่การประหยัดไฟฟ้าในระยะยาว จะคุ้มค่ากว่า นอกจากนี้ การใช้สินค้าที่มีคุณภาพ ไม่ต้องซ่อมบ่อยๆนั้นจะเป็นการประหยัด เพราะสินค้าไฟฟ้าปัจจุบัน ค่าซ่อมจะสูงจนบางครั้งต้องปล่อยทิ้งไปเลย เพราะไม่คุ้มที่จะต้องซ่อม

2. อย่าใส่ของในตู้เย็นมากจนเกินไป ของกินบางอย่าง จัดเก็บเพียงภายในแต่ละสัปดาห์ มีบางส่วนที่จัดเก็บไว้ไม่ควรเกินเดือน หากหลงลืมไม่นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ก็จะเปลืองพื้นที่

3. หมั่นทำความสะอาดตู้เย็นทั้งตู้เป็นระยะๆ และนำของที่เก็บนานแล้วมาใช้ก่อน และขณะเดียวกัน การทำความสะอาดเป็นระยะจะลดปัญหาการเกิดเชื้อราในตู้เย็น

4. ทำความสะอาดช่องน้ำแข็ง (Freezer) อย่าให้มีน้ำแข็งเกาะหนาเป็นเวลานาน จะทำให้ตู้เย็นทำงานไม่มีประสิทธิภาพ และใช้ไฟฟ้าเปลือง หากเป็นไปได้ เลือกซื้อตู้เย็นที่มีระบบระลายน้ำแข็งอัตโนมัติ จะลดภาระในการต้องล้างตู้ลงไปได้มาก

5. ตั้งตู้เย็นในที่โปร่ง ด้านหลังไม่มีควรมีอะไรไปบังทางระบายลม เพื่อให้มีการระบายลมร้อนออกไปได้สะดวก จะประหยัดไฟ

6. ไม่จำเป็นอย่าตั้งตู้เย็นในห้องปรับอากาศ จะทำให้เปลืองไฟฟ้าเป็นสองเท่า เพราะต้องมีการระบายความร้อนจากตู้เย็น และต้องระบายความร้อนจากในห้องนั้นออกนอกอาคาร หากวางตู้เย็นในห้องที่เป็นอากาศโปร่งตามธรรมชาติ ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้ไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศเพิ่ม

7. ใส่อาหารและสิ่งของในตู้เย็นให้เหมาะแก่บริเวณ เช่นถ้าเป็นพวกเนื้อ ให้ใส่ในช่องที่เป็น Freezer หรือห้องแช่แข็งได้ หากเป็นพวกนม ต้องการอุณหภูมิต่ำ เช่นประมาณ 5.0 องศาเซลเซียส แต่ต้องไม่แข็งจนเป็นเกร็ด หากเป็นพวกผลไม้และผัก ต้องให้มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ อยู่ในตู้ส่วนกลาง

8. อย่านำของร้อนไปใส่ในตู้เย็น รอให้ของนั้นๆ เย็นลงตามธรรมชาติ แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น

9. อย่าเปิดตู้เย็นทิ้งไว้นาน เปิดหยิบของแล้วให้ปิดตู้ หรือเมื่อปิดตู้ ต้องดูว่าฝาตู้เย็นปิดสนิท มิฉะนั้นจะทำให้เปลืองไฟฟ้า และที่สำคัญของภายในตู้เย็นอาจเสียหายได้

การดูแลเรื่องแสงสว่าง (Lighting)

แสงสว่าง เป็นเรื่องการใช้พลังงานที่สำคัญอีกประการหนึ่ง การเลือกหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างอย่างเหมาะสมนั้นจะช่วยในการประหยัดพลังงานได้อีกด้านหนึ่ง

หลอดไฟทั่วไป

หลอดไฟฟ้าทั่วไปเรียกว่า incandescent light bulb ให้พลังงานออกมาเป็นความร้อนเสียร้อยละ 85 มีที่ให้เป็นแสงเพียงร้อยละ 5 และเพราะมันให้ความร้อนมาก จึงทำให้วัสดุที่ใช้เสื่อมอายุ หลอดขาดได้โดยเร็ว จึงทำให้เกิดความสิ้นเปลืองมากตามไปด้วย

หลอดไฟประเภทประหยัดพลังงาน ( Compact Fluorescent )

ไฟหลอด fluorescent ประหยัดไฟ ทำให้มีขนาดเล็กเท่ากับหลอดไฟทั่วไป

หลอดไฟฟ้า fluorescent lamp หรือที่เรียกว่าหลอดนีออน มีประสิทธิภาพเป็นร้อยละ 20 คือมากกว่าหลอดไฟธรรมดา 4 เท่า

หลอดไฟประเภทประหยัดพลังงาน

ไฟหลอด fluorescent ประหยัดไฟ ปัจจุบันมีการพัฒนาหลอดนีออนให้สามารถมีขั้วเสียบเข้ากับขั้วของหลอดไฟธรรมดาได้

หลอด fluorescent bulb ขนาด 23 watt สามารถให้พลังงานได้เท่ากับหลอดไฟธรรมดาขนาด 100 watt ยิ่งหากเป็นการใช้ในสถานที่ๆต้องมีการปรับอากาศ การใช้หลอดนีออนก็จะไปลดความร้อนลง ทำให้ไม่ต้องไปเปลืองเครื่องปรับอากาศ

โคมไฟอ่านหนังสือ (Desk Lamp)

ใช้หลอดไฟประเภท Halogen

หลอด halogen incandescents มีประสิทธิภาพร้อยละ 9 หรือประมาณเกือบ 2 เท่าของหลอดธรรมดา (แต่ยังต่ำกว่าหลอดนีออน) และจากการวิจัยเป็นความเสี่ยงด้านความร้อนและทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ได้ จึงมีการห้ามใช้ในบ้านเรือน

แสงไฟที่ใช้ในถนน (Street Lightning)

ไฟฟ้าตามถนนกลายเป็นความจำเป็นสำหรับถนนที่ต้องเน้นความปลอดภัยยามค่ำคืน หลอดไฟที่ใช้ จึงต้องเน้นความสว่าง และมีประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เขาเรียกหลอดประเภทนี้ว่า high-intensity discharge lamps, และมักจะเป็นประเภท HPS หรือเป็น high pressure sodium lamps.

หลอดไฟแบบ LED

หลอดไฟแบบ LED มาจากคำว่า light-emitting diode (LED) is a semiconductor device that emits incoherent narrow-spectrum light when electrically biased in the forward direction. This effect is a form of electroluminescence.

นอกจากจะมีประสิทธิภาพการให้แสงสว่างที่ดีกว่าแล้ว ยังมีความคงทน มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า เพราะมีความร้อนที่ทำให้วัสดุเสื่อมน้อยและเสื่อมช้ากว่า

หลอดแบบ LED ที่เป็นสี

หลอดไฟแบบ LED มีที่เป็นสี มีได้หลายสี และมีอายุการใช้งานยาวนานยิ่งกว่าแบบสีขาว เป็นหลอดใช้เพื่อวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ

ความประหยัดไฟฟ้า

เปรียบเทียบความสิ้นเปลืองของการใช้หลอดแบบธรรมดา และหลอดแบบ Fluorescent
หลอดธรรมดาขนาด 60 W ใช้หลอด Fluorescent ขนาด 14 W ให้แสงได้เท่ากัน
ใช้งาน 8000 ชั่วโมง รวมแล้วหลอดแบบธรรมดาแพงกว่า 5 เท่า แม้ราคาหลอด Fluorescent จะแพงกว่าถึง 7 เท่า แต่เพราะการประหยัดไฟ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญ แต่หากลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ จะเป็นการประหยัดได้ดีที่สุด

Electricity Cost
(for 800–900 lumens at a rate of $0.10/kWh)


- หลอดไฟประเภท LED Bulb มีอายุการใช้งานยืนยาวถึง 30,000-60,000 ชั่วโมง
- สามารถให้แสงสว่างได้มีประสิทธิภาพมากกว่าหลอดแบบดั่งเดิมถึง 4 เท่า
- แม้จะมีราคาแพงกว่า เช่นจะพบว่ามีวางขายในราคาประมาณ 160 บาท/หลอด คือแพงกว่าหลอดธรรมดา 7-8 เท่า แต่ก็มีอายุการใช้งานนานกว่า และประหยัดไฟได้มากกว่า

หน่วยที่ 8. เลือกใช้ยานพาหนะที่ประหยัด

หน่วยที่ 8. เลือกใช้ยานพาหนะที่ประหยัด

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
SpringBoard4Asia Foundation (SB4AF)
Tel: +66 2 3548254, +66 2 3548255
Fax: +66 2 3548255
Email: pracob@sb4af.org
Blogger: http://pracob.blogspot.com

Keywords: cw310, พลังงาน, energy, energy, conservation

เลือกใช้ยานพาหนะที่ประหยัด

โดยทั่วไป รถยนต์สามารถวิ่งได้และประหยัดน้ำมันสูงสุดที่ความเร็วประมาณ 55 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 88-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถประหยัดน้ำมันได้ประมาณร้อยละ 15
การเลือกใช้ยานพาหนะขนาดเล็กและไม่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงหรือใช้ให้น้อยที่สุด ทางเลือกของยานพาหนะส่วนตัว ที่ดูจะแปลกออกไปจากสังคมที่เป็นอยู่ปัจจุบัน มีดังต่อไปนี้

การใช้รถจักรยาน (Bicycles)

เมื่อมีการต้องใช้รถจักรยาน ก็ต้องมีทางวิ่งเฉพาะสำหรับรถจักรยาน (Bike Lanes) เพื่อลดความเสี่ยงจากรถขนาดใหญ่ที่วิ่งด้วยความเร็วสูง

รถจักรยานไฟฟ้า (Electric Bicycle)

การใช้จักรยานที่ใช้พลังไฟฟ้า ร่วมกับพลังคนถีบ

การใช้รถจักรยานยนต์ (Moped)

รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กทั่วไป (Underbone)
ประหยัดน้ำมัน วิ่งได้ด้วยความเร็วต่ำ และใช้พลังถีบจากคนเสริมได้ด้วย

รถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก (Underbones)

อาจมีชื่อเรียกว่า Underbone Motorcycles เป็นรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นลักษณะครึ่งทางของ Scooter และ motorcycles เป็นรถที่มีมากและขายดีในประเทศทางแถบเอเชียตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ ดังเช่น จีน ไทย มาเลเซีย เวียตนาม ใช้เครื่องยนต์ขนาด 90-125 CC มีราคาไม่แพง มีประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันสูง

รถ Scooter

รถจักรยานยนต์สองล้อ ล้อเล็กหนา เหมาะแก่การใช้ขับไปจ่ายตลาด มีกำลังในการวิ่งไต่เขาได้ดี เหมาะกับการขับขี่ในเมือง ไม่เหมาะแก่การขับขี่ในบนถนนหลวง หรือวิ่งระยะไกล
(Vespa, รถจากอิตาลี ได้รับความนิยมทั่วโลก)

รถจักรยายยนต์ประหยัดพลังงาน

รถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาให้ใช้ความเร็วได้และประหยัดพลังงาน

การใช้รถยนต์ประหยัด (Eco car)

การใช้รถยนต์ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ประหยัดพลังงาน มีที่นั่งเพียง 1-2 คน มีขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 1000 CC ในประเทศญี่ปุ่น เหมาะแก่แม่บ้านขับไปจ่ายตลาด และในอนาคต คือการใช้พลังงานจากไฟฟ้าเป็นหลัก หรือเป็นลูกประสม

รถโดยสารในเดนมาร์ก

การใช้รถโดยสารประจำทาง แทนที่จะขับรถส่วนตัว หากในทุกเมืองขนาด 100000 คนขึ้นไป ดังเช่นเมืองพัทยา เชียงใหม่ สงขลา นครราชสีมา เหล่านี้เป็นต้น ได้หันมาพัฒนาระบบรถโดยสารประจำเมือง ก็จะเป็นการประหยัดและลดความจำเป็นที่ประชาชนจะต้องมีหรือซื้อรถส่วนตัวลงไป

หน่วยที่ 7. การออกแบบชุมชนและการอยู่อาศัย

หน่วยที่ 7. การออกแบบชุมชนและการอยู่อาศัย

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
SpringBoard4Asia Foundation (SB4AF)
Tel: +66 2 3548254, +66 2 3548255
Fax: +66 2 3548255
Email: pracob@sb4af.org
Blogger: http://pracob.blogspot.com

Keywords: cw310, พลังงาน, energy, energy, conservation

การออกแบบชุมชนและการอยู่อาศัย

การอยู่บ้านเล็ก ใกล้ที่ทำงาน ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง และเสียเวลาในการเดินทาง

การใช้ Carpooling การใช้รถร่วมกัน อยู่ตามหมู่บ้าน ใช้รถ Microbus หรือรถที่บรรทุกคนได้ 5-7 คน เดินทางพร้อมก้น ประหยัดพื้นที่บนถนน โดยทั่วไป ตามหมู่บ้านของคนชั้นกลาง หากทุกบ้าน ต่างคนต่างขับรถไปทำงานกันโดยมีคนนั่งเพียง 1-2 คน หากไปร่วมกันจัดกิจกรรมใช้รถหรือยานพาหนะร่วมกัน โดยเปลี่ยนลักษณะรถเป็นรถนั่งได้หลายคน (high-occupancy vehicle) ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษ ได้วิ่งในช่องจราจรที่จัดไว้ให้โดยเฉพาะ (high-occupancy vehicle lanes ) และสำหรับรถยนต์ที่มีคนนั่งกันหลายๆ คน ก็จะเสียค่าผ่านทางต่ำ (lower tolls) ดังนี้ก็จะทำให้ประหยัดน้ำมัน และขณะเดียวกัน บนท้องถนนก็จะมีจำนวนรถวิ่งน้อยคันลง

ช่องทางสำหรับ HOV

บนทางหลวง Interstate ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผ่านสู่เมืองใหญ่บางแห่ง จะมี ช่อง ช่องทางสำหรับรถที่มีผู้โดยสาร 2 คนขึ้นไป เรียกว่า HOV หรือ High Occupancy Vehicle

สัญญาลักษณ์สำหรับ HOV

ป้ายบอกว่า สำหรับรถที่มีคนนั่งตั้งแต่สองคนขึ้นไป สำหรับทางหลวงในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนรถวิ่งช้าหรือรถที่มีคนนั่งเพียงคนเดียว ก็ต้องไปใช้ช่องทางด้านขวา (เทียบเท่ากับในประเทศไทยที่รถวิ่งชิดซ้าย) อันเป็นช่องทางสำหรับรถวิ่งช้า หรือรถหนัก

ช่องทางสำหรับ HOV ทางตอนใต้

รถที่มีคนนั่ง 2 คนขึ้นไปจะได้ใช้ทางวิ่งขวาสุด สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูง (สำหรับประเทศสหรัฐที่รถวิ่งชิดขวา ระบบมีพวงมาลัยรถอยู่ด้านซ้าย)

เขามีช่อง HOV ก็เพื่อส่งเสริมให้คนใช้รถร่วมกัน (Car Pool) ในการเดินทางเข้าเมือง คนจะเข้าเมืองไปทำงานทุกวัน ก็จะมีที่นัดหมายเพื่อจะร่วมกันใช้รถไปทำงาน มีที่จอดรถร่วม เรียกว่าจุด Park and Ride คือนัดมาที่นัดหมาย จอดรถไว้ แล้วใช้รถร่วมกันเข้าไปทำงานในเมือง

การเก็บค่าเข้าเมือง

เมืองใหญ่หลายเมือง เช่น นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ลอนดอนของอังกฤษ หรือสิงค์โปร์ มีมาตรการไม่ส่งเสริมให้ใช้รถส่วนตัวขับเข้าเมือง โดยที่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่ ทำให้ติดระบบจ่ายค่าผ่านทางที่เป็นอิเลคโทรนิกส์ รถยนต์ที่ติดระบบ สามารถวิ่งผ่านเข้าเมือง แล้วระบบตรวจจับสัญญาณ ก็จะบันทึกคิดเก็บเงิน ตัดเงินจากบัญชี ซึ่งเขาเก็บอย่างสูง คือถึง 500 บาทต่อเที่ยว ทั้งนี้เพื่อรถความแออัดของการจราจรในเขตในของเมือง ซึ่งเป็นการเผาผลาญน้ำมัน ก่อมลพิษอันเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม

เขต CCZ ในกรุงลอนดอน

เขตเก็บเงินค่าใช้ยานพาหนะที่ต้องเดินทางเข้าไปในเขตการจราจรหนาแน่น (Congestion charge Zone - CCZ) วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บนี้เพื่อลดความแออัดของการจราจรในบางเขตของกรุงลอนดอน และเพื่อเก็บเงินเป็นค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบการขนส่งของมหานคร ระบบนี้เริ่มใช้งานในส่วนกลางของเมืองในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2003 และขยายสู่เขตตะวันตกของเมืองในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007

E-Z Pass ในอเมริกาเหนือ

การจัดเก็บค่าผ่านทางด้วยระบบอิเลคโทรนิกส์ E-Z Pass ในเขตอเมริกาเหนือ อำนวยความสะดวกในการใช้ยานพาหนะ และขณะเดียวกันช่วยลดจำนวนรถที่จะเข้าสู่เมืองใหญ่โดยไม่จำเป็น

ระบบจัดเก็บค่าผ่านทางในปัจจุบัน มีความทันสมัย และประหยัดกำลังคนทำงาน ไม่ต้องไปใช้ระบบหยอดเงินใสมิเตอร์จอดข้างทาง แต่บางแห่งก็จะจัดเก็บทั้งค่าเข้าเมือง และค่ามิเตอร์จอดรถอีกต่างหาก ดังนั้นดีที่สุดในการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ คือการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ (Mass Transits) ไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือลอยฟ้า รถโดยสาร ฯลฯ

Carpool คืออะไร

คือกิจกรรมที่ทำให้คนได้ใช้ประโยชน์จากการขับขี่รถยนต์ โดยหากไปในทิศทางเดียวกัน ก็มาร่วมเดินทางไปและกลับด้วยกัน

Carpool

คือกิจกรรมที่ประสานงานกันสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยใกล้กัน และไปทำงานหรือเข้าเมืองไปยังที่ใกล้เคียงกัน ก็จะใช้ยานพาหนะร่วมกันได้

Carpool

ต้องอาศัยการติดต่อสื่อสาร ซึ่งอาจรวม การใช้โทรศัพท์ โทรสาร หรืออินเตอร์เน็ต เพื่อจัดกลุ่มกิจกรรมการใช้ยานพาหนะร่วมกัน

Multi Purpose Vehicle (MPV)

ขนาดที่นั่งได้ 7 คน เหมาะแก่การร่วมกันเดินทางเข้าเมืองจากหมู่บ้านที่พักอาศัยในลักษณะ Carpool

Microbus

ดังในภาพมีการใช้รถตู้โดยสาร ขนาดจุคนได้ 11-12 คน นั่งได้สะบาย ในประเทศไทยมีการใช้รถดังกล่าวดำเนินการเป็นธุรกิจ รับส่งคนทำงานระหว่างหมู่บ้านและที่ทำงาน ดังเช่นสำนักงาน และโรงงานต่างๆ เป็นต้น ขับ 1 คน แต่รองรับคนร่วมเดินทางได้ 10-11 คน

ย้ายบ้านไปใกล้ที่ทำงาน

ในหลายๆเมืองในต่างประเทศ ดังเช่นในสหรัฐอเมริกา จะมีงานที่คนต้องโยกย้ายไปทำงาน แล้วต้องหาบ้านพักที่จะอำนวยความสะดวก จึงเกิดการสร้างบ้านที่สามารถโยกย้ายไปได้ เรียกว่า Mobile home บางครั้งก็มีบ้านในลักษณะใช้เพื่อความสำราญ

Mobile Home

บ้านที่เคลื่อนย้ายได้ มีการสร้างในระบบอุตสาหกรรม ทำเป็นแบบบ้านแล้วใช้รถ Trailer ในการขนย้ายไปติดตั้ง ณ ที่ๆ อยู่ไกลออกไป เป็นการประหยัดเวลาสร้าง เสร็จแล้วนำมาประกอบได้ในเวลารวดเร็ว และประหยัดค่าแรงงาน

เมื่อต้องการย้ายไปทำงานทื่อื่นๆ ก็มีทางเลือกคือขายบ้าน แล้วไปหาที่ใหม่ หรือไม่ก็แยกชิ้นส่วนอีกครั้ง แล้วขนย้ายไปประกอบยังที่อื่นๆ

Mobile Home

บ้านประเภทใช้รถ Truck ใช้โครงสร้างมาปรับแต่ง ทำในระบบอุตสาหกรรม (Modified) แล้วทำให้เป็นบ้านแบบชั่วคราว โยกย้ายไปทำงาน ณ ที่ต่างๆ ดังกรณีการติดตั้งอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ต้องไปทำงานให้รวดเร็วและเคลื่อนย้ายกลับ

การใช้ Telecommuting

ในระยะหลังนี้ มีการใช้การเดินทางแบบที่เรียกว่า Telecommuting คือการใช้ระบบโทรคมนาคมที่ทำให้การติดต่อสื่อสาร และการทำงานบนเครือข่าย ลดความจำเป็นของคนที่ต้องเดินทางไปทำงานในที่ไกลจากบ้าน เช่นต้องเข้าไปทำงานในใจกลางเมือง ต้องเปลืองทั้งค่าน้ำม้นรถ และเสียเวลาในการเดินทาง ทำให้คุณค่าความสุขของชีวิตลดลง แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อต่างทำงานได้จากที่ห่างไกลแล้ว ก็เลยทำให้คนจากต่างประเทศ สามารถรับทำงานในประเทศของคน โดยไม่ต้องเดินทางไปทำงาน ณ ที่นั้นๆ จริง ดังเช่นพบว่า คนทำงานด้านโทรคมนาคม หรือใช้โทรคมนาคมจากประเทศอินเดีย สามารถไปรับงานจากในประเทศสหรัฐและจากยุโรปได้ เป็นต้น

Telecommuting

การเลือกทำงานที่บ้าน โดยใช้ระบบการติดต่อสื่อสารยุคใหม่ช่วย ลดเวลา ค่าใช้จ่าย และการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง

ซึ่งปัจจุบันในต่างประเทศจะมีคนทำงานในลักษณะดังกล่าวมากขึ้นเป็นลำดับ

นัดพบที่ร้านกาแฟ

คนทำงานแบบ Telecommuting นั้นอาจไม่มีสำนักงาน เวลาจะนัดพบกับลูกค้าหรือเพื่อนทำงาน ก็จะใช้ Laptop แล้วไปพบกับลูกค้า โดยสั่งกาแฟ ของว่าง และเช่าอินเตอร์เน็ตใช้ ณ ที่นัดพบที่เหมาะสมที่สุด
ย้ายบ้านหนีหนาว

snowbird [N] นกขนาดเล็กชนิดหนึ่งในแถบอเมริกาเหนือ หรือหมายถึงธรรมชาติของนกที่จะบินหนีอากาศหนาวในฤดูหนาว เพื่อลงใต้ไปยังที่ๆมีอากาศอบอุ่นกว่า เมื่อเปรียบเทียบมาเป็นคนแล้ว คนประเภท snowbird [N] คือคนประเภทที่ เดินทางไปยังสถานที่อากาศอบอุ่น

คนในปัจจุบันมีสภาพคล้ายนก คือไม่ได้ติดยึดอยู่กับสถานที่ สามารถเคลื่อนย้ายไปในที่ต่างๆได้ตามฤดูกาล เช่นหนีหนาวจากทางตอนเหนือ ไปยังที่ๆอบอุ่นกว่าทางตอนใต้ ทั้งนี้เพราะค่าเดินทางจากเหนือไปยังใต้นั้นถูกกว่าอยู่ในแถบเหนือที่ค่าเชื้อเพลิงทำความอบอุ่นในบ้านนั้นจะแพงกว่ามาก ประกอบกับ คนบางส่วนดังเช่นผู้เกษียณอายุแล้ว อาจมีโรคประจำตัวเช่นพวกข้อเข่าเสื่อม ข้ออักเสบ ทำให้จะเจ็บปวดมากเมื่ออากาศหนาวจัด ไปพักในที่พักทางตอนใต้ ค่าที่พักจะถูกกว่าค่ารักษาพยาบาล และใช้ชีวิตที่มีความสุขกว่า

ประชาชนที่เกษียณอายุ (Retirees)

ในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ผู้เกษียณอายุแล้วมีสิทธิที่จะพักผ่อน หาความสำราญในชีวิต สามารถเลือกจะทำงาน หรือไม่ทำงาน หรือเลือกสถานที่ๆจะทำงานได้

ลงใต้หาความสำราญ

ทางตอนเหนืออากาศหนาว หากลงมาทางใต้ที่อากาศอบอุ่น สนามกอล์ฟหญ้าเขียวขจี เล่นกอล์ฟได้ทั้งวัน หรือจะว่ายน้ำ ตกปลา หรืออื่นๆ โดยไม่ต้องกลัวหนาว

ระบบทำงานแบบ ICT ช่วย

เลือกสถานที่ทำงาน หาความสำราญไปด้วย ทำได้ด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และการสื่อสารใหม่ที่ทำให้ทำงานในระบบออนไลน์ได้มากขึ้น เหมาะสำหรับอาชีพทางการออกแบบ นักวิชาชีพ ที่ปรึกษา ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่สำนักงานทุกวัน

ยามเมื่อทางตอนเหนือ อันเป็นบ้านของตนเองอากาศอบอุ่น ก็ย้ายกลับมาบ้าน ซึ่งก็เป็นช่วงที่อากาศดี ไม่ต้องมีค่าเครื่องทำความอบอุ่น หรือต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะอากาศภายนอกเย็นสบาย