Wednesday, August 19, 2009

การตรวจเลือดสำหรับโรคเบาหวาน

การตรวจเลือดสำหรับโรคเบาหวาน
ประกอบ คุปรัตน์
มูลนิธิก้าวไกลในเอเซีย
Updated: Thursday, August 20, 2009
Keywords: cw805, สุขภาพ อนามัย เบาหวาน
Diabetes: Blood Tests to Help You Manage Your Diabetes

ความนำ

ข้อแนะนำจากแพทย์สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ในการตรวจน้ำตาลในเลือด

โรคเบาหวาน (Diabetes) เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่สามารถใช้การควบคุมตนเองที่จะทำให้ใช้ชีวิตได้เหมือนปกติ มีชีวิตที่ยืนยาวได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป หากรู้จักตนเอง และวิธีการดูแลตนเอง การดูแลรักษาโรคเบาหวานที่ผู้ป่วยกระทำได้ด้วยตนเอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ คือร้อยละ 90 เป็นผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2) ตับอ่อนยังทำหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน (Insulin) ที่เป็นฮาร์โมนในเก็บน้ำตาลในร่างกาย และการควบคุมน้ำตาลในเลือด แต่ร่างกายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอินซูลินได้เต็มที่ หรือตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ แคในปริมาณไม่มากพอ ทางควบคุมน้ำตาลในเลือดให้มีในระดับปกติ หรือใกล้ปกติ จะกระทำได้ดีเมื่อรู้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ระดับใด สูงหรือต่ำเกินไป และสิ่งที่ต้องกระทำ คือ

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในระดับที่เหมาะสม เช่นเดินวันละ 3-5 กิโลเมตร หรือเทียบเท่า
การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มอย่างเหมาะสม ทั้งปริมาณและประเภทของอาหาร รับประทานได้หลายครั้งทุกมื้อต่อวัน แต่จำกัดจำนวน อาหารคิดได้เป็นแคลอรี่ (Calories)

การใช้ยาควบคุมที่ทำให้ร่างกายใช้ประโยชน์จากอินซูลินอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องกินยาตามปริมาณที่แพทย์กำหนด ซึ่งควรจะเป็นไปแบบใช้ยาน้อยที่สุด หรือไม่ต้องใช้เลย หากมีการควบคุมอาหาร หรือการออกกำลังกายที่เหมาะสม และสมดุลกัน ไม่มีพลังงานเหลือเกินในแต่ละวัน น้ำหนักตัวเป็นปกติ ไม่ขึ้น ไม่ลง
ในกิจกรรม 3 ส่วนนี้มีผลสัมพันธ์กัน เช่น

1. หากมีการออกกำลังกายมาก ก็บริโภคอาหารได้มาก หรือต้องมากขึ้น
2. หากลดการบริโภคอาหาร ก็ลดการออกกำลังกายลง หรือหากจะต้องออกกำลังกายมากขึ้นด้วยความจำเป็น ก็ต้องปรัยเรื่องอาหารเพิ่มให้ได้สมดุลย์
3. การรักษาโรคเบาหวานประการหนึ่งคือการเฝ้าระวังโรค (Monitoring) ด้วยการตรวจน้ำตาลเลือด ซึ่งมีหลายแบบ

เอกสารนี้ได้จากคู่มือของ AAFP สำหรับแพทย์ที่จะให้คำแนะนำแก่คนไข้ โดยมีอยู่ในเอกสารที่ชื่อว่า "Self-control: A Physician's Guide to Blood Glucose Monitoring in the Management of Diabetes,"

การตรวจน้ำตาลในเลือดมี 2 แบบ
A1c and self-monitoring of blood glucose (SMBG)

การตรวจน้ำตาลในเลือดมี 2 แบบ

การตรวจแบบ A1c

การตรวจน้ำตาลในเลือดแบบ A1c มักระทำที่โรงพยาบาล หรือคลินิกที่ห้องแลบ เป็นการตรวจที่หาค่าสะสมของน้ำตาลในเลือดในช่วง 3 เดือน แทนที่จะเป็นการหาเฉพาะในช่วงวันหรือเวลาที่ตรวจ เพราะคนไข้ส่วนใหญ่เวลาจะไปหาหมอ มักจะอดอาหาร แต่บางครั้งหลังจากไปหาแล้ว กลับมามักกลับไปสู่นิสัยการกินตามใจ ออกกำลังน้อยแบบขี้เกียจ นิสัยแบบนี้เรียกว่า “หลอกหมอ” แบบไม่ตั้งใจ

การตรวจ SMBG

การตรวจด้วยตนเองได้

SMBG เป็นคำย่อมาจาก Self-Monitoring of Blood Glucose ซึ่งสามารถตรวจได้บ่อยครั้งทำได้ด้วยตนเอง โดยมีเครื่องมือที่พกติดตัวไปได้ แม้ช่วงการเดินทาง เพราะเครื่องมือมีขนาดเล็กและเบา ตลอดจนการตรวจด้วยการเจาะเลือด ก็ใช้เข็มที่มีการกำหนดว่าจะเจาะลึกมากน้อยเพียงใด ก็มีการตั้งความลึกให้เหมาะกับผิวหนังของเรา บริเวณที่จะเจาะ ส่วนใหญ่เลือกเจาะที่ปลายนิ้ว

การตรวจแบบนี้ไม่สามารถให้รายละเอียดได้เหมือนกับ A1c ซึ่งต้องไปหาแพทย์ หรือไปตรวจที่สถานพยาบาล แต่ต้องเป็นการตรวจบ่อยๆ หลายครั้งใน 1 เดือน เหมาะสำหรับการดูแลรักษาโรคเบาหวานด้วยตนเอง โดยถือหลักอยู่ว่า ไม่มีใครจะเป็นแพทย์ที่ดีไปกว่าตนเอง หรือ “ตนต้องรู้จักเป็นที่พึ่งแห่งตน”
นอกจากนี้ เครื่องยังช่วยบันทีกข้อมูลเอาไว้ในระบบได้ หรือบางที่ก็ใช้การจดไว้ในกระดาษ โดยจดว่า ได้เจาะตรวจเลือดในวัน เดือน และปีอะไร เวลาอะไร ได้ค่าการตรวจเป็นอย่างไร (MG/DL)

ควรจะตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองถี่มากน้อยเพียงใด
How often should I do SMBG testing?

ควรจะตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองถี่มากน้อยเพียงใด

แพทย์ประจำครอบครัวสามารถแนะนำได้ว่าควรจะตรวจบ่อยมากน้อยเพียงใด เวลาในการตรวจจะขึ้นอยู่กับลักษณะของยาที่รับประทาน และระดับการควบคุมน้ำตาลในเลือดของเราว่าดีเพียงพอแค่ไหน แพทย์จะแนะนำว่าควรตรวจบ่อยเพียงใด

หากเป็นเบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1) ซึ่งต้องมีการฉีดอินซ๔ลินเข้าร่างกาย ต้องตรวจวันละ 3-4 ครั้ง
หากเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2) และต้องใช้การฉีดอินซูลินช่วยร่วมกับกินยาควบคุมเบาหวาน ควรตรวจวันละ 3 หรือ 4 ครั้ง

หากเราต้องการใช้ยาควบคุมเบาหวาน และยังไม่มีระดับน้ำตาลที่ตรวจแบบ A1c ที่ตั้งเป้าหมายไว้ ก็ใช้ตรวจ 2 ถึงบ 4 ครั้งต่อวัน

หรือในกรณีที่เราใช้ยาควบคุมน้ำตาลในเลือด หรือควบคุมเบาหวานด้วยการจัดโภชนาการ และการออกกำลังกายโดยไม่ใช้ยา ก็ให้ปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจเลือดบ่อยครั้งเพียงใด

ควรตรวจในเวลาใดของวัน
What time of day should I test?

ควรตรวจเวลาใดของวัน

คำแนะนำว่าเวลาใดควรจะตรวจน้ำตาลในเลือดในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับการใช้ยา มื้ออาหาร กินกี่มื้อ มื้อละกี่แค
ลอรี่ และการควบคุมน้ำตาลด้วยตนเอง ในตารางข้างล่าง แพทย์จะแนะนำให้เราตรวจในช่วงเวลาต่างๆ โดยเน้นวัตถุประสงค์และสถานะของแต่ละคน เช่นคนทำงานในแบบสำนักงานปกติ หรือคนที่ต้องทำงานออกกำลังกายมาก ก็ย่อมจะมีสถานะและระดับน้ำตาลที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 8 ช่วง

1. อดอาหาร ก่อนอาหารเช้า
2. 1-2 ชั่วโมงหลังอาหารเช้า
3. ก่อนอาหารกลางวัน
4. 1-2 ชั่วโมงหลังอาหารกลางวัน
5. ก่อนอาหารเย็น
6. 1-2 ชั่วโมงหลังอาหารเย็น
7. ก่อนนอน
8. ตอนตี 3

เวลาในการตรวจ
Time to Test:

ช่วงของเป้าหมายค่าน้ำตาลในเลือด (Target Goal Ranges) ซึ่งหากตรวจแล้ว เรากระทำได้ตามเป้าหมาย ก็จะถือว่าเป็นที่น่าพอใจ

ควรตรวจน้ำตาลในเลือดแบบ SMBG ถี่เพียงใด
What does SMBG at the recommended times tell me?

ช่วงเวลาการตรวจ (Time of Test) มีประโยชน์สำหรับต่อไปนี้

การตรวจในช่วงอดอาหารในตอนกลางคืน (ตี 3 – 4) Fasting blood sugar (FBG) nighttime (3-4 a.m.) เพื่อการปรับการใช้ยาหรืออินซูลินที่มีผลในระยะยาว (Adjust medication or long-acting insulin)

ก่อนอาหาร (Before a meal) เพื่อปรับมื้ออาหาร หรือการใช้ยา (Modify meal or medication)

1-2 ชั่วโมงก่อนอาหาร (1-2 hours after a meal) เพื่อเรียนรู้ว่าอาหารที่รับประทานไปนั้นมีผลต่อน้ำตาลในเลือดมากน้อยเพียงใด ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวมักจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงที่สุดในแต่ละวัน (Learn how food affects sugar values ... often the highest blood sugars of the day*)

ช่วงเวลานอน (ตอนกลางคืน - At bedtime) เพื่อปรับการควบคุมอาหารและยา (เป็นช่วงสุดท้ายก่อนนอนไปอีก 8 ชั่วโมง) Adjust diet or medication (last chance for the next 8 hours)

*Depends on the size of the meal and the amount of medicine you take.

เหตุผลอื่นๆที่ทำให้ต้องตรวจน้ำตาลในเลือด
Other reasons to check your blood sugar

ทำไมจึงต้องมีการตรวจน้ำตาลในเลือดกันบ่อย หรือต้องบ่อยๆในช่วงใด

  • เมื่อเรารู้ว่าเรามีอาการของน้ำตาลในเลือดต่ำ (Low blood sugar) หรือเรียกในทางการแพทย์ว่า hypoglycemia ซึ่งหากมีอาการดังกล่าวจะมีอาการหน้ามืด มือไม้สั่น เหงื่อออก และมีสภาพจิตสับสน
  •  เมื่อเรามีอาการน้ำตาลในเลือดสูง (High blood sugar) หรือในทางการแพทย์เรียกว่า hyperglycemia ซึ่งจะทำให้มีอาการง่วงนอน สายตาพร่า ปัสสาวะบ่อย และหิวน้ำ
  •  เมื่อเราต้องการเรียนรู้ว่า อาหาร (meals), การออกกำลังกาย (physical activity) และยาที่ใช้ (medicine) มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดอย่างไร
  •  เพื่อบันทึกไว้เป็นข้อมูลว่าเราได้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ในระดับใด และหากเรามีงานที่หากไม่มีการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดีพอ จะมีผลต่อความปลอดภัยของตนเอง และคนอื่นๆ
  •  เพื่อให้เราได้ตัดสินใจว่า จะปลอดภัยที่จะขับรถ หรือทำงานที่ต้องใช้สมาธิมากน้อยเพียงใด หรือในอดีต เรามีปัญหาด้านน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
เหตุผลที่ทำให้ต้องตรวจน้ำตาลในเลือดอย่างถี่
Reasons to check your blood sugar more frequently

โดยปกติ หากเราได้ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ มีการออกกำลังกายที่อยู่ในระดับปกติ เรากินอาหารอย่างควบคุม ไม่มีงานเลี้ยงงานสังสรรค์พิเศษอะไรในช่วงนั้น และสภาพร่างกายรับรู้ด้วยอาการที่เราสังเกตได้ว่าเป็นปกติ ชั่งน้ำหนักตัวทุกเช้าเป็นปกติ ดังนี้เราก็ไม่ต้องไปตรวจกันบ่อยๆ แต่เราจำเป็นต้องมีการตรวจน้ำตาลในเลือดบ่อยด้วยเหตุต่อไปนี้

  • เมื่อมีการเปลี่ยนยาควบคุมน้ำตาลในเลือด ยาแต่ละชนิดมีการควบคุมน้ำตาลในเลือด และมีฤทธิที่ต่างกัน
  •  เมื่อเราต้องมีการใช้ย่าชนิดใหม่ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อน้ำตาลในเลือด
  •  เมื่อเรามีการเปลี่ยนการควบคุมอาหาร (Diet)
  •  เมื่อระดับการออกกำลั้งกายของเราในแต่ละวันเปลี่ยนแปลงไป เช่น มากขึ้น เพราะออกกำลังกายมากขึ้น หรือน้อยลง ด้วยเหตุผลบางประการ
  •  เมื่อเรามีระดับความเครียดเพิ่มขึ้น
  •  เมื่อเรามีอาการป่วย (Sick) เช่น เป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน หรือกินอาหารไม่ได้ ระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูง ดังนี้การต้องตรวจน้ำตาลในเลือดบ่อย ก็เป็นสิ่งจำเป็น
ดำเนินการตามที่แพทย์แนะนำระหว่างนี้ และดำเนินการต่อไป จนสามารถควบคุมน้ำตาลได้ตามค่าที่ตั้งเป้าไว้เป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์

จาก American Academy of Family Physicians

การสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination)

การสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination)
รศ.ดร. ประกอบ คุปรัตน์
โครงการดุษฎีบัณฑิต
ความเป็นผู้นำและการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

Updated: วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ความนำ

ผมได้เข้าไปในอินเตอร์เน็ต แล้วพบคนเข้ามาเขียนคุยกันใน Weblog ดังนี้

ใครนะช่างพูดจริง ว่าการสอบQE ( Qualifying Examination) เป็นการสอบของของควาย ช่างคิดเสียนี่กระไร หรือจริงหว่า และแล้วก็ยังไม่ได้อ่านหนังสือที่จะสอบเลย มั่วแต่เที่ยว ไม่ช่าย คงต้องเร่งอ่านเสียแล้วเรา ปีที่แล้วไม่ได้สอบ เพราะคุณแม่เสียพอดี ปีนี้เลยต้องมาสอบกับรุ่นน้อง เสียดายเหมือนกัน ถ้าสอบปีที่แล้ว คงไม่ต้องอ่านมาก เพราะเพิ่งเรียนจบใหม่ ก็สอบเลย แค่ทบทวนนิดหน่อย แต่มาสอบปีนี้ เลยต้องอ่านมากหน่อย เริ่มลืมแล้ว

บอกหน่อย เผื่อคนไม่รู้ว่า QE คือไร ก็คือการสอบวัดคุณภาพของนักศึกษาปริญญาเอก ว่าสมควรจะเรียนหรือเปล่า เป็นการสอบความรู้ที่เหมาะสมกับการเรียน การทำวิทยานิพนธ์ ในแต่ละสถาบัน และแต่ละคณะจะกำหนดวิธีการสอบ รูปแบบ คะแนน หรือเกณฑ์แตกต่างกันไป
จาก Webblog แห่งหนึ่ง
Create Date : 13 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2549 13:14:35 น.

ผมจึงเข้าหาเวลาว่างเพื่อเขียนบทความสั้นๆนี้ เพื่อสื่อให้กับผู้เรียนในระดับปริญญาเอก และเป็นการแลกเปลี่ยนกับผู้สอน และผู้ต้องบริหารหลักสูตรในระดับปริญญาเอกที่มีอยู่ทั่วประเทศหลายแห่งในปัจจุบัน
ความหมายและวัตถุประสงค์

การสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination) เรียกย่อๆว่า QE ในบางประเทศและบางมหาวิทยาลัยมีเรียกว่า Preliminary Examination หรือสอบ Prelims บางแห่งเรียก Comprehensive Examination ซึ่งพิจารณาจากศัพท์ที่เกี่ยวข้องได้ดังต่อไปนี้

หลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เรียกการสอบนี้ว่า Qualifying Examination หรือ QE มีคำหลักที่ใช้ คือ qualifying มีความหมายว่า- มีสิทธิ, มีคุณวุฒิ, เพื่อคัดเลือกในชั้นแรก, เพื่อวางเงื่อนไข
มีหลายมหาวิทยาลัยในยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือเรียกการสอบนี้ว่า Preliminary Examination เรียกสั้นๆว่า Prelims มีคำหลักคือ Preliminary มีความหมายว่า เบื้องต้น ชั้นต้น ตอนต้น อันหมายความว่าเป็นการสอบเบื้องต้น ในขณะที่การทำวิทยานิพนธ์ และการสอบปากเปล่าและนำเสนอในท้ายสุด เป็นการสอบสุดท้าย หรือ Finals

บางแห่งเรียกว่า Comprehensive Examination มีคำหลักคือ Comprehensive มีความหมายว่า รวม, สรุป, กว้างขวาง, กินความกว้าง, เข้าใจ, หยั่งรู้ การสอบนี้มีความหมายว่า เป็นการสอบที่รวม สรุป กินเนื้อหาที่กว้างขวาง เพื่อทดสอบความรู้กว้าง หยั่งรู้ ในสาระวิชาการ

โดยทั่วไป คือการสอบกลุ่มวิชา (Set of examinations) ที่ทางมหาวิทยาลัยฯจัดขึ้น เป็นช่วงกึงกลางระหว่างการรับเข้า และการสอบจบการศึกษา ซึ่งเรียกว่า Finals ซึ่งในระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต คือการทำวิทยานิพนธ์ตามหัวข้อที่กำหนด และสอบปากเปล่า (Oral Examination)

ในหลายมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา การสอบ Prelims จะใช้เป็นการสอบเบื้องต้น ก่อนที่ผู้เรียนจะได้รับอนุญาตทำงานวิจัยในวิทยานิพนธ์ (Doctoral dissertation) เพื่อให้ผู้เรียนและผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ได้มั่นใจว่า ผู้เรียนมีความเข้มแข็งทางวิชาการพอที่จะทำการวิจัยในวิทยานิพนธ์เป็นขั้นพื้นฐานแล้ว สำหรับผู้สอนที่มีประสบการณ์มาแล้ว จะพบว่า หากผู้เรียนที่มีพื้นฐานไม่พอ เมื่อจะทำวิทยานิพนธ์นั้นจะมีปัญหากับผู้สอน สื่อความกันไม่ค่อยเข้าใจ หรือเข้าใจความต้องการที่ไม่ตรงกัน
แต่อย่างไรก็ตาม บางมหาวิทยาลัยอาจให้การสอบวัดคุณสมบัติ (QE) และการเริ่มต้นทำวิทยานิพนธ์เป็นกิจกรรมคู่ขนานกันไปได้ เพราะหากเป็นการต้องทำอย่างหนึ่งก่อนแล้วจึงจะไปมีสิทธิทำอีกอย่างหนึ่งนั้น อาจเป็นผลให้มีการสดุดได้ แต่อย่างไรก็ตาม คนที่จะมีสิทธิสอบ QE นั้น ควรต้องผ่านการศึกษาวิชาการต่างๆให้ครบถ้วนเป็นขั้นต้นตามกำหนด

รูปแบบการสอบ

สำหรับรูปแบบการสอบมีความแตกต่างกัน ยากที่จะบอกได้ว่ารูปแบบใดที่ดีที่สุด แต่และแห่ง แต่ละสายวิชาชีพได้มีประสบการณ์มาต่างกัน ลักษณะผู้สอน เนื้อหาวิชาการที่ต่างกัน ย่อมมีความประสงค์ และกำหนดรูปแบบที่ต่างกัน

แต่หลักโดยรวม คือ

1. การสอบเป็นสอบข้อเขียน ไม่ใช่สอบแบบปรนัย หรือทำเป็นข้อย่อยมากเกินไป เพราะผู้ออกข้อสอบต้องการวัดความคิดรวบยอด ความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการนำเสนอเหตุผลอย่างเชื่อมโยงมากกว่าที่จะไปถามความรู้เฉพาะ เป็นจุดๆไป
2. การให้เวลาแก่ผู้เข้าสอบอย่างเหมาะสม ได้ใช้เวลาอย่างเหมาะสม ไม่มาก หรือไม่น้อยเกินไป
3. มีความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงต้องมีการประกาศให้ทราบว่า ใครบ้างมีสิทธิเข้าสอบ และมีกรอบ กฎ กติการในการสอบอย่างไร
4. งานที่จะให้ผู้ตรวจงานสอบ ได้มีงานที่จะอ่านอย่างเหมาะสม หากมีมากจนเกินไป แต่เป็นแบบน้ำท่วมทุ่ง ก็ไม่เป็นประโยชน์

ถามและตอบ

นอกจากนี้ยังมีคำถามที่มักจะมีคนถาม และต้องการรับรู้ก่อนสอบดังนี้

การสอบเป็นครั้งเดียวหรือหลายครั้ง (Single Tests หรือเป็น Set)
บางแห่งใช้การสอบเพียงครั้งเดียว แล้วแบ่งเป็นการวิเคราะห์ไปเป็นส่วนๆ
เช่นให้โจทย์ว่าด้วยเรื่องปัญหาโลกร้อน (Global Warming) แล้วแบ่งออกเป็นส่วนการวิเคราะห์

ส่วนที่หนึ่งว่าด้วย มิติด้านสิ่งแวดล้อม
 ส่วนที่สองว่าด้วย มิติเศรษฐกิจและสังคม
 ส่วนที่สามว่าด้วย มิติวัฒนธรรมและการเปลี่ยนแปลง
 ส่วนที่สี่ว่าด้วย การวางแผนการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างเป็นระบบ

แต่ทั้งหมดว่าด้วยการตอบปัญหาว่าด้วย “โลกร้อน” แต่ใช้หลายๆมิติเข้ามาวิคราะห์และแก้ปัญหา และท้ายสุดที่ต้องแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ เป็นต้น

แล้วให้เวลายาวนานติดต่อกัน หรือว่าแบ่งเป็นช่วงเวลา

บางแห่งสอบเป็น Set แบ่งเป็นส่วนๆ เช่นอาจเป็น 2 -3 - 4 ส่วน แต่ละส่วนไม่สัมพันธ์กัน ก็มีกระทำได้ เพื่อทำให้แบ่งการตรวจงานกระทำได้ในทางบริหาร

การให้ผู้เรียนมีเวลามาก เคยมีการจัดสอบประเภทให้เปิดตำราเรียนได้ แล้วให้เวลานาน 24 ชั่วโมง แล้วให้ผู้เรียนไปเก็บตัวในสถานที่กำหนด แล้วนั่งทำงานสอบให้เสร็จ การมีเวลาให้ถึง 24 ชั่วโมงติดต่อกันนั้น ดูเหมือนจะดี ให้เปิดตำราได้ก็ดูดี เหมือนทำให้ง่าย แต่ที่สำคัญคือ การมีเวลา 24 ชั่วโมง ผู้เข้าสอบก็ต้องใช้เวลาให้เต็มที่ อดหลับอดนอนในช่วงเวลายาวนั้น อาจทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายได้ และกลับเป็น
การสร้างความเครียดจนเกินไป

การมีเวลาทำงานมากผู้ตรวจก็ต้องใช้เวลาตรวจมาก งานของครูอาจารย์ผู้สอบก็ยิ่งจะต้องมากตามไปด้วย ในปัจจุบัน มีการสอนนิสิตนักศึกษาปริญญาเอกกันเป็นรุ่นละหลายๆคน ก็จะทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะตรวจงานได้อย่างมีคุณภาพ

ในการสอบปัจจุบันมักจะมีการแบ่งออกเป็นส่วนๆ แต่ไม่ใช่ไปเอารายวิชาที่เรียนมาทั้งหมดมาสอบใหม่ การสอบจะมีลักษณะเป็นแบบรวบยอด เป็นการประมวลหลายสิ่งเข้าด้วยกัน

การให้นำหนังสือเข้าห้องสอบได้หรือไม่

บางแห่งบางวิชา ให้นำหนังสือเข้าห้องสอบได้ แต่อย่างไรก็ตาม มันจะถูกจำกัดด้วยเวลาทีให้ในการสอบ และการสอบในสมัยใหม่ มีคนเรียนจำนวนมาก และมีหลายคน จึงยุ่งยากแก่ผู้เรียน และทำให้เกิดความยุติธรรมถ้วนหน้าได้ลำบาก หลายแห่งจึงมีการจำกัดด้านนำหนังสือเข้าห้องสอบ หรือไม่ให้นำหนังสือหรือตำราเรียนเข้าห้องสอบเลย

การนำโน๊ตย่อเข้าห้องสอบได้หรือไม่

มีบางแห่ง และในการสอบบางสายวิชาชีพและวิชาการที่อนุญาตให้นำโน๊ตย่อ ที่เขียนในกระดาษขนาดตามที่กำหนด เช่น “ให้นำโน๊ตย่อขนาดกระดาษ A4 1 แผ่น เขียนได้ 2 ด้าน” เข้าในห้องสอบ
ทั้งนี้เพื่อให้การสอบมีลักษณะใกล้กับการทำงานในชีวิตจริง ที่เราไม่ได้พึ่งความจำ เพราะแม้แต่การไปกล่าวสุนทรพจน์ ก็ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่มีการเตรียมโน๊ตไปอ่านได้ หรือบางที่เป็นโน๊ตย่อ เพื่อบรรยายหรือนำเสนอสุนทรพจน์นั้นได้อย่างเป็นระบบ แต่ในลักษณะการให้นำโน๊ตย่อเข้าห้องสอบเช่นนี้ จะไม่มีการให้แนวข้อสอบล่วงหน้ามากนัก เพราะหากผู้เรียนรู้แนวข้อสอบ ก็จะกลายเป็นเขียนร่างมาเพื่อจะมาขยายความตอบในห้องสอบ

การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องสอบได้หรือไม่

ในยุคที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (Personal Computer – PCs) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว (Notebooks, Laptop) หรือเครื่องคอมพิวเตอร์มือถือ (Palmtop, PDA) และรวมถึงโทรศัพท์มือถือ เหล่านี้ไม่ได้รับอนุญาตนำเข้าห้องสอบ

แต่ด้วยการสอบนี้เป็นการสอบข้อเขียน บางคนอาจมีข้อจำกัดในการเขียน จะด้วยความพิการในสายตา หรืออื่นๆ ก็จะได้รับการอนุญาตเป็นกรณีไป และเป็นเครื่องมือที่เขาเตรียมไว้ให้ ซึ่งมีการล้างข้อมูล การไม่ให้ติดกับระบบสื่อสารผ่านเครือข่าย (Offline)

การนำเครื่องมือในการทำงานเข้าห้องสอบได้หรือไม่

บางแห่งที่เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ ก็มีการอนุญาตให้นำเครื่องมือในการทำงานที่จำเป็นเข้าห้องสอบได้ แต่โดยทั่วไปแล้วจะจำกัดให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

ในการสอบในสายวิชาการและวิชาชีพอย่างวิศวกรรมศาสตร์ อาจอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลข (Calculators, slide rules) หรืออื่นๆที่ใกล้เคียง เพราะเมื่อทำการสอบจริง ผู้ออกข้อสอบมักเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ อาจไม่ได้เป็นผู้มาคุมสอบเอง แต่มีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเขาต้องปฏิบัติไปตามกฎและเกณฑ์

เวลาที่ใช้ในการสอบควรนานสักเท่าใด

ในประวัติศาสตร์การเรียนในระดับปริญญาขั้นสูง เคยมีการสอบแบบเปิดตำรา (Open Books) คือให้ผู้เรียนนำหนังสือเข้าไปใช้ในห้องสอบได้จำนวนหนึ่ง และขณะเดียวกันให้เวลาที่ยาวนานแบบต่อเนื่องกัน เช่น 24-48 ชั่วโมง ส่งเข้าห้องสอบ แล้วให้ทำข้อสอบได้อย่างไม่จำกัด ส่วนใหญ่ข้อสอบแบบนี้ก็เป็นเรื่องยากเช่นเดียวกัน แต่ผลก็คือบางทีผู้เรียนทุ่มเทมาก อดหลับอดนอน เป็นอันตรายต่อร่างกาย เหมือนเป็นความทรมานมากกว่าจะเป็นผลดี

ความจริงในชีวิตนั้นมีงานหลายอย่างที่เราได้รับโจทย์ไปทำ ที่ให้เวลาทำมากยิ่งกว่านี้ เช่นเป็นงานภายใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน แล้วระหว่างนั้น เราต้องวางแผนงาน และทำงานนั้นๆให้เสร็จในช่วงเวลาที่กำหนด แต่ปํญหาที่จะตามมาอีกก็คือ ย่งมีเวลามาก เขียนมาก ก็ต้องมีผู้ตรวจที่ต้องมีงานอ่านมาก หากมีผู้เข้าสอบหลายๆคน ก็จะมีงานมากทวีคูณไปอีก จึงเป็นเรื่องยากทางปฏิบัติ

ในทางปฏิบัติ คือการให้สอบ และมีเวลาพัก และสอบโดยรวมก็ควรจะไม่ใช้เวลายาวนานเกินไปนัก มีการแบ่งตามหมวดวิชาบ้าง ผู้ตรวจงาน ก็จะได้มีการแบ่งงานกันทำได้ สอบข้อเขียนรวมกันไม่เกิน 2-3 วันละไม่เกิน 6 ชั่วโมง หรือ รวมไม่เกิน 12-18 ชั่วโมง

การสอบข้อเขียนอาจมีการสอบปากเปล่า (Oral Examination) ติดตามไปด้วย เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ อะไรที่ยังไม่ชัดเจนจากข้อเขียน ก็มีการหยีบยกมาถามเพิ่มเติมได้

หากสอบไม่ผ่านจะทำอย่างไร

คำถามนี้ผู้เรียนเป็นอันมากต้องการทราบ เพราะก่อให้เกิดความกังวล

ทางที่ดีควรได้ผู้เรียนควรปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา (Academic Advisor) เสียก่อนว่าพร้อมที่จะสอบแล้วหรือยัง อย่าคิดว่าเรียนจบหลักสูตรรายวิชาแล้วจะเป็นสิทธิที่จะสอบ เพราะการได้สอบนั้น ส่วนใหญ่เขาให้สอบได้ไม่เกิน 2 ครั้ง หากครั้งแรกไม่ผ่าน และสอบครั้งที่สองอีก ก็ไม่ผ่าน ก็เท่ากับเราไม่มีความเหมาะสมที่จะศึกษาต่อ นั่นคือต้องถูกให้ออก

เมื่อได้ปรึกษาแล้ว และอาจารย์ที่ปรึกษาเห็นว่าควรจะได้เข้าสอบแล้ว ก็ต้องเตรียมพร้อมก่อนสอบ โดยทั่วไป ทางฝ่ายบริหารหลักสูตรเขาจะสื่อสารกับผู้เรียนว่ากรอบในการสอบ (Frames) จะเป็นอย่างไร มีอะไรบ้างควรจะเตรียมตัว อ่านซ้ำ

กระบวนการ

คณะกรรมการหลักสูตรจะได้ตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น และแจ้งให้นักศึกษาทราบ โดยทั่วไป จะมีเงื่อนไขความพร้อมในการเข้าสอบ ซึ่งคณะกรรมการวิชาการของแต่ละหลักสูตรจะพิจารณาจากเช่นต่อไปนี้

- สอบผ่านในวิชาหลัก และได้คะแนนรวมไม่น้อยกว่าที่กำหนด
- มีทักษะสำคัญที่จะใช้ในการทำวิทยานิพนธ์

o ภาษาอังกฤษ ให้ใช้คะแนน IELTS, TOEFL, หรือ CU-TEP ได้ ตามคะแนนที่แจ้งให้ทราบ
o ทักษะภาษาต่างประเทศ (English) และคอมพิวเตอร์ หรือที่เขาเรียกว่าเป็นภาษาที่สอง ในสมัยก่อนใน
ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ใช้ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ เช่น ลาติน ฝรั่งเศส เยอรมัน ฯลฯ ซึ่งเป็นภาษาที่นักวิชาการในยุโรปใช้ในการสื่อสารกัน
o ทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์เพื่อการทำงานและการสื่อสาร ถือว่าเป็นความจำเป็น และเป็นสิ่งไม่ยาก เกือบจะสามารถใช้แทนการสอบภาษาที่สองได้ และต้องการให้เป็นการ Screen พวกที่กลัวเทคโนโลยี (Technophobia) หรือคนที่ปิดกั้นการเรียนรู้ในแบบใหม่

- มีความสามารถในการเขียนงานวิชาการ การศึกษาหาข้อมูล การเรียบเรียงเขียนอย่างมีวิจารณญาณ และถูกต้องตามหลักวิชา ในเรื่องนี้ คณะกรรมการสอบจะมีการรวบรวมผลงาน คะแนนที่ได้รับ และภาพรวมของความเป็นนักวิชาการหรือนักวิชาชีพว่ามีความพร้อมเพียงพอหรือไม่ และอย่างไร
รายชื่อผู้มีสิทธิสอบ คณะกรรมการฯ จะประกาศให้ทราบในภายหลัง

การเตรียมตัวสอบ

การเตรียมตัวโดยทั่วไป

ศึกษาเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มาเพียงเริ่มศึกษาเอาก่อนสอบ

การทำ short notes การเขียนในฟอร์มอย่างสั้นที่สุด หรือในแบบที่เขานำเสนอเป็น Presentation เห็นหรืออ่านแล้วเข้าใจ เห็นคำศัพท์เทคนิคหรือวิชาการ (Terminology) ที่เขาใช้กันแล้วเข้าใจ สามารถอธิบายความต่อไปในภาษาของเราเองได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง

การเห็น Graphics หรือภาพระบบ แล้วนำไปสู่ความเข้าใจอธิบายความได้ บางคนมีความจำและความเข้าใจได้ดี หากมองเห็นเป็นภาพ ดังเช่นการอธิบายเกี่ยวกับระบบบางอย่าง ก็จะเขียนหรือเริ่มทำกับฝึกขยายความจากภาพ หรือกราฟฟิกนั้นๆ

บางคนมีความเข้าใจได้ดี และทดสอบความเข้าใจได้จาก “คำหลัก” หรือ Keywords ซึ่งในทุกสายวิชาการและวิชาชีพ มักจะมีคำหลักที่จะต้องสื่อความกัน

การเข้าสอบ

ศึกษาทำความเข้าใจให้ดีก่อนเข้ารับการสอบ
ไปถึงสถานที่สอบก่อนเวลา มีเวลาพักผ่อนให้เพียงพอก่อนสอบ หากเป็นในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ต้องเผื่อเวลารถติดเอาไว้ด้วย

เงื่อนไข

สำหรับหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตความเป็นผู้นำและการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ได้ให้มีการทดสอบใน 3 วิชาหลัก (1) หลักการ และทฤษฏีเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา (2) ความเป็นผู้นำทางการศึกษา (3) การวิจัยทางความเป็นผู้นำและการบริหารการศึกษา

ความจริงในวิชาที่เรียนมีมามากกว่านี้ แต่โดยหลัก Good things come in three. ในท้ายที่สุดก็ต้องเลือกเอาว่าส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะต้องสอบวัดคุณสมบัตินั้นคืออะไร

3 เรื่องรวบยอดที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนนี้ คณะกรรมการบริหารหลักสูตรจะเป็นผู้กำหนด นอกจากนี้ยัมีหลักการเพิ่มเติม คือ

สอบได้ไม่เกิน 2 ครั้งในแต่ละวิชา

มีการให้สอบได้ปีละ 2 ครั้ง โดยทั่วไปจะอยู่ประมาณเดือนที่สามของแต่ละภาคการศึกษา หากมีความจำเป็น ผู้เรียนอาจขอทำการสอบ หรือทึ่ปรึกษาอาจเสนอให้สอบนอกเหนือจากนี้ได ตามกรณี

หลังจากสอบข้อเขียนแล้ว ในสัปดาห์ต่อไป จึงมีการสอบสัมภาษณ์ (Oral Examination)

ประกาศสอบ

ตัวอย่างการประกาศสอบ
ประกาศสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination – QE)
หลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาความเป็นผู้นำและการบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ ภาคต้น ปีการศึกษา 2551

วิชาที่ 1

วิชา - การบริหารการศึกษาขั้นสูง
 เวลา/สถานที่
 หัวเรื่องในการสอบ ดูได้จาก Presentation หลักที่ใช้ในการสอน หรือ
 Download ได้จาก
 เงื่อนไขการสอบ ข้อสอบ 2 ข้อ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง
 ไม่อนุญาตให้นำตำราใดๆเข้าสอบ
 นำบันทึกย่อเข้าสอบได้ ขนาด A4 จำนวน 1 แผ่น เขียนหน้าและหลังได้

วิชาที่ 2

วิชา - ความเป็นผู้นำทางการศึกษา
 เวลา/สถานที่
 หัวเรื่องในการสอบ ดูได้จาก Presentation หลักที่ใช้ในการสอน หรือ
 Download ได้จาก
 เงื่อนไขการสอบ - ข้อสอบ 2 ข้อ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง
 ไม่อนุญาตให้นำตำราใดๆเข้าสอบ
 นำบันทึกย่อเข้าสอบได้ ขนาด A4 จำนวน 1 แผ่น เขียนหน้าและหลังได้

วิชาที่ 3

วิชา – การวิจัยทางความเป็นผู้นำและการบริหารการศึกษา
 เวลา/สถานที่
 หัวเรื่องในการสอบ
 เงื่อนไขการสอบ

Sunday, August 16, 2009

ประธานาธิบดีคอราซอน อาคิโน (Corazon Aquino)

ประธานาธิบดีคอราซอน อาคิโน (Corazon Aquino)
ประกอบ คุปรัตน์
ศึกษาและเรียบเรียงจาก
Wikipedia, free encyclopedia

Updated: Sunday, August 16, 2009
Keywords: cw114, ประเทศฟิลิปปินส์, ความเป็นผู้นำ

ภาพถ่ายประธานาธิบดีคอราซอน อาคิโน
ในขณะทำพิธีรับตำแหน่ง ปี ค.ศ. 986


หากนางคอราซอน อาคิโนอยู่ในระบบการเมืองไทย คงต้องให้ฉายาว่า “เสาหลักประชาธิปไตย” หรือไม่ก็ “สตรีเหล็กแห่งฟิลิปปินส์

คอราซอน อาคีโน มีชื่อเต็มว่า Maria Corazon "Cory" Sumulong Cojuangco Aquino เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1933 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2009 เป็นประธานาธิบดีคนที่ 11 ของฟิลิปปินส์ และได้รับฉายานามในประเทศฟิลิปปินส์ว่า “มารดาแห่งประชาธิปไตย” (Mother of Democracy) เธอทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีในช่วงปี ค.ศ. 1986 ถึงปี ค.ศ. 1992 จัดเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของประเทศฟิลิปปินส์ และเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเอเซีย

เธอกล่าวถึงตนเองว่าเป็นแม่บ้านธรรมดา (Plain housewife) อาคีโนแต่งงานกับวุฒิสมาชิกชื่อเบนิญโญ อาคิโน ( Senator Benigno Aquino, Jr) ซึ่งมีชีวิตในช่วงปี ค.ศ. 1932 และเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1983 วุฒิสมาชิกอาคิโนผู้สามีจัดเป็นนักการเมืองที่บทบาทสูง โดยเป็นผู้ต่อต้านระบอบเผด็จการประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์คอส (Ferdinand Marcos) แต่หลังจากสามีของเธอเสียชีวิตด้วยการถูกลอบสังหารในขณะที่เดินทางกลับจากลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1983 นางอาคิโนไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองใดๆมาก่อนหน้านี้ แต่เพราะแรงกดดันที่หลายฝ่ายจะให้เธอเป็นผู้นำในการต่อสู้กับเผด็จการมาร์คอส โดยให้เป็นผู้นำฝ่ายต่อต้านทั้งหมด ในการลงสนามเลือกตั้งประธานาธิบดีปี ค.ศ. 1986 เป็นการจัดเลือกตั้งอย่างเร่งรีบ (1986 snap presidential elections) หลังจากนั้น มาร์คอสได้ประกาศชัยชนะท่ามกลางการรายงานผลการเลือกตั้งที่มีการโกงอย่างกว้างขวาง ในช่วงหลังจากนั้นได้เกิดการเดินขบวนต่อต้านโดยประชาชนที่เรียกว่า “การปฏิวัติโดยอำนาจประชาชน” (People Power Revolution) นางอาคิโนได้รับการสถาปนาเป็นประธานาธิบดีอย่างสันติ โดยไม่เสียเลือดเนื้อ ส่วนเผด็จการมาร์คอสและครอบครัวต้องอพยพลี้ภัยไปอยู่ในฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา

การดำรงตำแหน่งของนางอาคิโนเป็นการฟื้นฟูประชาธิปไตยใหม่ขึ้นในประเทศฟิลิปปินส์ โดยการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งจำกัดอำนาจประธานาธิบดีให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงสมัยเดียว การมีระบบรัฐสภาแบบสองสภา (Bicameral) การฟื้นฟูสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ได้ถูกจำกัดสิทธิไปในช่วงที่มาร์คอสครองอำนาจ รัฐบาลของนางอาคิโนได้ถูกทำรัฐประหารหลายครั้งโดยฝ่ายทหารและฝ่ายขวาที่สูญเสียอำนาจ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ในอีกด้านหนึ่งคือความไม่สงบที่เกิดจากกบฏมุสลิมแบ่งแยกดินแดง การประท้วงจากกลุ่มคนที่ได้รับความเดือดร้อน ในช่วงที่นางดำรงตำแหน่งการเมืองดูเหมือนไม่มั่นคง เศรษฐกิจมีการพัฒนาไปอย่างตะกุกตะกัก แต่การที่นางได้คงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์จนถึงวาระสุดท้าย เท่ากับเป็นการปูฐานประชาธิปไตยใหม่ให้กับประเทศฟิลิปปินส์อีกครั้ง

นางอาคีโนได้ป่วยเป็นมะเร็งในลำไส้ (colon cancer) และเสียชีวิตไปอย่างสงบในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2009

ความสำเร็จเกิดจากการต้องแสวงหา

ความสำเร็จเกิดจากการต้องแสวงหา

ประกอบ คุปรัตน์
สถาบันเด็ก มูลนิธิเด็ก

สุภาษิต ความขยันหมั่นเพียร

มีคำกล่าวในภาษาอังกฤษว่า "God creates a worm for every bird - but He does not throw it in the nest". แปลได้ความว่า "พระเจ้าสร้างหนอนมาให้นกทุกตัว แต่ว่าท่านไม่ได้จับมันไปใส่ไว้ในรังนก" หมายความว่าในโลกนี้มีโอกาสอยู่โดยทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง แต่คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือคนที่ต้องแสวงหา เพราะจะไม่มีโอกาสอะไรที่จะเดินเข้ามาหาเราได้ง่ายๆ โดยที่เราไม่ต้องออกแรงเหนื่อย.

ในภาษาไทยมีคำที่คนสรรสร้างคำขึ้นมาแล้วคล้องจองและเป็นแง่คิดที่ดีว่า อันคนเรานั้นมีโอกาสได้ทั้ง "พรสวรรค์" และ "พรแสวง" อันว่าพรสวรรค์นั้น ทุกคนต่างก็มีอยู่ เราจะรู้ว่าเราจะมีความถนัดเป็นพิเศษ ทำอะไรบางอย่างได้สำเร็จได้ไม่ยาก ทำแล้วทำอย่างสบายๆ แล้วบางทีก็ทำได้อย่างสนุกสนาน ถ้าเป็นดังนี้ก็ให้ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่านั่นอาจเป็นพรสวรรค์ หรือเป็นสิ่งที่เหมือนสวรรค์ได้ให้เรามา แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนบางคนไม่ได้มีพรสวรรค์มากนัก แต่เป็นพวกมี "พรแสวง" เป็นคนมีความพยายาม มีโอกาสอะไรใหม่ๆ ก็สนใจศึกษา ศึกษาแล้วสนใจก็เรียนรู้เพิ่มเติม แล้วก็หาโอกาสฝึกฝน มีอุปสรรคขวากหนาม ก็ไม่ย่อท้อ ทำไม่ได้ดีเท่าคนอื่นๆ ก็พยายามเพิ่มขึ้น ฝึกฝนเพิ่มขึ้น จนทำได้ดีไม่แพ้คนอื่นๆ เขา และในบางครั้งก็สามารถพัฒนาขีดความสามารถจนถึงขั้นดีเด่นก็มี

อันคนเราถ้ามีทางเลือก คือให้มองหาสิ่งที่เป็นพรสวรรค์ของเรา แล้วพัฒนาสิ่งเหล่านั้นเพิ่มเติม มุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นด้วยความตั้งใจ เราก็จะประสบทั้งความสำเร็จ และมีความสุขกับชีวิต และในงานที่เราทำ นี่นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าคนเรามีพรสวรรค์ แต่ก็ไม่สนใจนำสิ่งที่ดีเหล่านั้นมาพัฒนาต่อ เสริมให้ได้ดีเด่นยิ่งขึ้น พรสวรรค์นั้นๆ ก็อาจจะหมดไป เป็นการสูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

มีเพื่อนใหม่ แต่อย่าลืมเพื่อนเก่า

มีเพื่อนใหม่ แต่อย่าลืมเพื่อนเก่า
ประกอบ คุปรัตน์
E-mail: pracob@sb4af.org
Updated: Thursday, December 07, 2006

ผมนำบทความที่ได้เขียนเนื่องในปีใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เห็นว่าได้พูดไว้เกี่ยวกับ Human Network การสร้างกลุ่มเพื่อน จึงได้นำมาเสนออีกครั้งใน My Words นี้

สวัสดีปีใหม่ สำหรับทุกๆ คน
มีเพลงในภาษาอังกฤษสำหรับให้เด็กๆ ร้อง มีความบางส่วนดังนี้

Make new friends,
but keep the old.
One is silver,
And the other gold,

แปลความเป็นไทยได้ว่า

มาหาเพื่อใหม่กัน
แต่ก็ให้รักษาเพื่อนเก่า
คนหนึ่งนั้นเป็นดังเงิน
และอีกคนก็เป็นดังทอง

มันเป็นเพลงสอนให้เด็กเล็กๆ ดังเช่นเริ่มต้นตั้งแต่อนุบาล สอนให้รู้จักสร้างเพื่อนผูกมิตร และขณะเดียวกันมีเพื่อนเก่าอยู่ ก็ต้องให้รู้จักมีมิตรภาพที่ยั่งยืนต่อกัน สิ่งที่ผูกพันให้เด็กๆ ได้อยู่ในสถานศึกษานั้นไม่ใช่ครูอาจารย์หรอก บางทีเด็กๆ เมื่อเปิดเทอมใหม่นั้น เขาจะร้องไห้กระจองอแง เพราะกลัวโรงเรียน กลัวคุณครู แม้แต่ครูที่ว่าใจดีที่สุด ก็ยังมีเด็กบางคนหวาดกลัว มันเป็นธรรมชาติเช่นนั้น แต่สิ่งที่จะทำให้เด็กๆ ได้คุ้นเคยกับโรงเรียน ห้องเรียนเล็กๆ ของเขา คือเพื่อนๆ ในห้องเรียนนั้นๆ หากเด็กๆ มีมิตรไมตรีต่อกัน สนุกที่จะเรียนร่วมกัน เล่น และกินร่วมกัน ก็จะทำให้เขามีความสุขในการเรียนไปด้วย

ในสุภาษิตจีนมีคำกล่าวว่า

“อันนกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อนนั้นดูจะกระไร” เขาหมายจะสอนให้คนทุกคน ต้องมีเพื่อน คนเราธรรมดา ไม่ว่าดีหรือเลวอย่างไร ก็ต้องมีเพื่อน คนไม่มีเพื่อนนั้นยากที่จะอยู่ในโลกมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมได้อย่างมีความสุข

หรือ สุภาษิตที่ว่า “คนเรามีเพื่อนสักร้อยคน ก็นับว่ายังไม่พอ แต่ถ้ามีศัตรู 1 คน ก็นับว่าเกินพอ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการต้องมีเพื่อน และต้องพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น

ในการประชุมกรรมการประจำปีของมูลนิธิเด็ก ครั้งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเป็นกรรมการอยู่ด้วย ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ประธานกรรมการมูลนิธิเด็ก ได้เก็บความจากในมุมมองฝรั่งที่มีประโยชน์ต่อการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชนของไทยเรา จับความได้ว่า

อันคนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น ต้องมี 3 สิ่ง คือ INN ซึ่งเป็นคำสอนของ

I = Individual คือความรู้ ความสามารถ และสิ่งที่เป็นตัวตนของเรา
N = Node คือกลุ่มคนที่เป็นแกนหลักในการดำเนินการนั้นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มคนขนาดไม่ใหญ่ ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด อาจจะเรียกว่า Teamwork ก็ได้
N = Network คือ เครือข่าย อันหมายถึงเครือข่ายคน ซึ่งเป็นบุคคล องค์กรที่อยู่ในระดับรอบนอกออกไป แต่คนที่มีความสามารถในการใช้ความร่วมมือ รับรู้สื่อสาร และทำงานร่วมกันในแต่ละงาน ผ่านเครือข่ายที่โยงใยเข้าหากัน และอาจทำงานร่วมกันเป็นเฉพาะกิจ

I = Individual - ผมลองมาพิจารณาดู คนเรามีความรู้ ความสามารถ ฉลาดเฉลียว และมีคุณธรรมอันดี นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องหมั่นฝึกฝน เรียนรู้ และพัฒนาขีดความสามารถอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ก็จะไม่ใช้ทั้งหมด
N = Node - จุดต่อเชื่อม - คนเราต้องรู้จักทำงานกับทีมงาน (Node) Node เป็นคำที่คนไทยไม่ค่อยคุ้นนัก แต่สำหรับพวกทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแล้วจะคุ้นเคยดี เขาให้ความหมายว่าเป็นจุดต่อเชื่อม และส่งสัญญาณและข้อมูลข่าวสารออกไป และ Node นี้ก็จะส่งสัญญาณต่อๆ ไปยัง Node อื่นๆ
N = Network - ในองค์กรหนึ่งๆ อาจมีคณะทำงานหลายๆทีม และแต่ละทีมต้องมีการต่อเชื่อมสัญญาณ สื่อสารไปยังส่วนอื่นๆ ขององค์กร ดังนี้ก็เรียกว่า เครือข่ายภายใน (Local Area Network – LAN) ในทางคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร ระบบเครือข่ายภายในมีความสำคัญอย่างสูง คอมพิวเตอร์แต่ละตัว หากไม่มีการเชื่อมต่อ ก็แทบจะไม่มีความหมายในปัจจุบัน เพราะมันต้องมีการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ต่อกัน

ในบางกรณี การต่อเชื่อมนั้นเปิดกว้างสู่ภายนอก ดังเช่น อินเตอร์เน็ต (Internet) คือระบบเครือข่ายที่มีการต่อเชื่อมเป็นวงกว้างไปได้ทั่วโลก เครือข่ายวงกว้างเช่นนี้ ในทางคอมพิวเตอร์เรียกว่า Wid Area Network – WAN และการเชื่อมต่อในองค์กร และการเชื่อมต่อในวงกว้างเช่นนี้ ที่ทำให้คนทำงานที่รู้จักวิธีการ สามารถทำงานร่วมกัน แม้ตัวจะต้องอยู่ห่างไกลกัน แต่การเชื่อมต่อที่สำคัญนั้น ส่วนหนึ่งคือ การที่ต้องมีการรู้เขา รู้เรา จะทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกหลอกผ่านเครือข่าย ทำอย่างไร คนที่มีความสามารถสูง และเฉพาะมากๆ จึงจะสามารถมาทำงานร่วมกันได้ นั่นก็ต้องย้อนกลับไปที่ ตัวตนของเราเอง เราเป็นคนมีความรู้ความสามารถ ฉลาดเฉลียว และที่สำคัญเป็นคนดี มีพื้นฐานที่สำคัญในการทำงานร่วมกันหรือไม่ และเพื่อนใกล้ตัวเรา เขาจะเป็น Node ในการส่งสัญญาณว่า เราเป็นคนเช่นใด

จากประสบการณ์ในต่างประเทศ ฝรั่งเขาให้ความเห็นว่า คนที่จะทำงานในองค์กรยุคใหม่ได้มีประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยเรื่องของเครือข่าย (Network) อย่างมาก บางที่ในแต่ละวัน คนทำงานของเขาต้องติดต่อกับหน่วยงานและคนไปในหลายๆ มุมโลก และต้องประสาน สื่อสารกัน พูดและเข้าใจในสิ่งเดียวกัน ซึ่งต้องใช้เครื่องมือการสื่อสารยุคใหม่ ต้องฝึกทักษะอ่านและเข้าใจคนที่มีความต่างกันในวัฒนธรรม

อันความสำเร็จในการดำรงชีวิตและการทำงานของคนเรานั้น มันขึ้นอยู่กับอย่างน้อย 3 สิ่งนี้แหละ คือ INN อันหมายถึง การทำตนให้เป็นคนดีมีความสามารถ การสร้างและพัฒนาทีงาน กลุ่มทำงานที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน และขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์กับคน กลุ่มคน องค์กร และสังคมวงกว้างที่เราจะสามารถทำงานร่วมกันได้ในรูปแบบต่างๆ

ในวารดิถีขึ้นปีใหม่นี้ ผมซึ่งเป็นคนเลยวัยทำงานตามปกติแล้ว และกำลังทำงานในอีกแบบหนึ่งในลักษณะเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนรุ่นใหม่ ได้เติบโตส่งต่อประสบการณ์ต่อไป ขออำนวยพรไปยังเพื่อนๆ น้องๆ ลูกหลาน และวงการที่รู้จัก ขอให้ท่านมีความสุขความสำเร็จในการทำงาน มีชีวิตครอบครัวที่ดี อบอุ่น มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีพลังใจที่จะทำงานใช้ประโยชน์จากสติปัญญาและพรสวรรค์ของท่านได้อย่างเต็มที่

สำหรับผู้เคารพนับถือ อาวุโสยิ่งกว่าผม ผมขอใช้โอกาสนี้ส่งความระลึกถึง ขอบพระคุณครูอาจารย์ที่ได้เคยสั่งสอน ขอบคุณพี่ๆ และผู้หวังดีที่ได้ให้คำแนะนำในหลายๆ ครั้งของชีวิต

สวัสดีปีใหม่ พ.ศ. 2550 ครับ

Saturday, August 15, 2009

NUMMI ตัวอย่างความร่วมมือในกิจการผลิตรถยนต์

ประกอบ คุปรัตน์
แปลและเรียบเรียงจาก

Wikipedia, the free encyclopedia

Updated: Sunday, August 16, 2009
Keywords: การบริหารธุรกิจ,

ตำนานการเกิดและการดับของ NUMMI จะต้องเป็นสิ่งที่บันทึกไว้ในแง่ความคิดการร่วมมือแบบข้ามค่ายบริษัทของประเทศในสองวัฒนธรรมธุรกิจ คือประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งจะต้องมีการบันทึกไว้เป็นกรณีศึกษาทางการบริหารธุรกิจ

Toyota เป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน ของประเทศผู้ผลิตรถยนต์มากที่สุดอันดับหนึ่งของโลก คือประเทศญี่ปุ่น

GM หรือ General Motors เคยเป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เคยเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลก และในปัจจุบันได้ตามหลังประเทศจีน ซึ่งได้ขึ้นมาเป็นอันดับสองของโลก

ทั้งสองบริษัท Toyota และ General Motors ได้ร่วมมือกันจัดตั้งบริษัทใหม่ ชื่อว่า New United Motor Manufacturing, Inc. ซึ่งมีชื่อย่อว่า NUMMI เป็นโรงงานประกอบรถยนต์ที่ตั้งที่เมือง Fremont, ในรัฐ California ประเทศสหรัฐอเมริกา โรงงานแห่งนี้เดิมเป็นของ General Motors เปิดดำเนินการในปี ค.ศ. 1962 และต้องปิดตัวไปในปี ค.ศ. 1982 หรือ 20 ปีให้หลัง ในปี ค.ศ. 1984 GM และ Toyota ได้ร่วมกันเปิดโรงงานใหม่ (joint venture) ที่จะผลิตรถยนต์ป้อนให้กับทั้งสองค่ายรถยนต์ ในช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2009 กิจการผลิตรถยนต์ในสหรัฐประสบปัญหาอย่างหนัก ได้ถอนตัวจากการร่วมทุนกับ Toyota และ Toyota เองก็จะถอนตัวจากโรงงานในปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2009

ในปี ค.ศ. 1984 เมื่อเริ่มดำเนินการนั้น จัดเป็นการร่วมทุนทำโรงงานของบริษัทรถยนต์สองค่ายเป็นแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา GM ต้องการเรียนรู้การบริหารการประกอบรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ (lean manufacturing) จากบริษัทญี่ปุ่น และขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็ต้องการปักหลักฐานการผลิตในทวีปอเมริกาเหนือ ที่สหรัฐอเมริกาเอง ก็เริ่มมีการปกป้องตลาดภายในของตนมากยิ่งขึ้น บริษัทญี่ปุ่นเองมีวัฒนธรรมธุรกิจแบบตะวันออก ต้องการเรียนรู้การดำเนินการในบรรยากาศแรงงานในระบบสหภาพแรงงานแบบอเมริกัน

ในการดำเนินการของบริษัทร่วมทุนนี้ NUMMI ได้เป็นที่กล่าวขวัญถึงในตำราบริหารธุรกิจมากมาย ในแต่ละปี GM จะมีการหมุนเวียนเอาผู้จัดการประมาณ 12 คนเข้ามาเรียนงานจากในโรงงานนี้ เพื่อจะเรียนรู้เทคนิคการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง เรียนรู้การปรับเพิ่มคุณภาพการผลิต โรงงานผลิตรถยนต์ของ GM ในที่อื่นๆ ก็ได้ประโยชน์จากการปรับวิธีการผลิต ดังเช่นโรงงาน GM ที่ Oshawa ในเมือง Ontario ประเทศแคนาดาได้รับรางวัลในปี ค.ศ. 2006 ได้รับรางวัล JD Power Gold Plant Quality Award และได้รับรางวัลติดต่อกันเป็นครั้งที่สามในช่วง 5 ปีสุดท้าย

จนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2009, โรงงานที่ NUMMI ได้เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ Toyota Corolla อันเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก (compact car), Toyota Tacoma อันเป็นรถยนต์ขนาดกลาง และรถกระบะ (pickup truck), ส่วนบริษัท GM ผลิต Pontiac Vibe hatchback, ในส่วนหลังนี้จะเลิกผลิตในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2009 โดยจะเป็นการปิดตัวของรถยนต์ยี่ห้อง Pontiac ของ GM ทั้งหมด

ในอดีต โรงงานได้ผลิต Chevrolet Nova (1984-1988); รถ Geo Prizm (1989-1997), รถ Chevrolet Prizm (1998-2002) และรถ Hilux (1991-1995, ซึ่งในต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Tacoma) นอกจากนี้ยังผลิตรถ Toyota Voltz, ซึ่งเป็นรถญี่ปุ่นที่เป็น Pontiac Vibe ที่มีพวงมาลัยด้านขวา (right-hand drive) รถดังกล่าวที่ผลิตในโรงงานที่ Cambridge, เมือง Ontario, ประเทศ Canada โรงงานที่ NUMMI มีคนงาน 5500 คน ซึ่งมี สหภาพแรงงานที่ชื่อว่า The International, United Automobile, Aerospace and Agricultural Implement Workers of America (UAW) ในท้องถิ่นที่ 2244 โรงงาน NUMMI ขายผลิตผลร้อยละ 60 ของ Toyota และร้อยละ 40 ให้กับ General Motors

NUMMI เป็นตัวอย่างความร่วมมือของบริษัทค่ายผลิตรถยนต์ที่ดี ในแง่นำความเด่นของทั้งสองบริษัท และวัฒนธรรมทางธุรกิจของสองประเทศมาร่วมกันทำให้เกิดประโยชน์ในแบบ Win/Win แต่เป็นบทเรียนที่ต้องเรียนรู้ในวงการรถยนต์ว่า เพียงความคิดเน้นประสิทธิภาพการผลิตอย่างเดียวยังไม่พอ เพราะการมีโรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ค่าแรงงานสูง การมีระบบสหภาพแรงงานที่แข็งแกร่ง ต่อรองอย่างแข็งขัน ตลอดจนการตั้งโรงงานในรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีค่าครองชีพสูง ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในการผลิตสูง โอกาสในการแข่งขันก็ยิ่งลดลง ในขณะที่โรงงานที่เปิดใหม่ที่จะอยู่ในประเทศเม๊กซิโกที่มีพรมแดนติดกันทางตอนใต้ แล้วส่งรถเข้าสู่ตลาดสหรัฐนั้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า

การจัดการกับผู้นำเป็นพิษ

การจัดการกับผู้นำเป็นพิษ
ประกอบ คุปรัตน์

Updated: Saturday, August 15, 2009
Keywords: cw059, ความเป็นผู้นำ

ผู้นำบางคนร้ายมากและเป็นพิษต่อองค์การ บทความนี้ได้ความคิดมาจาก PATRICIA WALLINGTON APRIL 15, 2006 | CIO MAGAZINE แต่สิ่งที่เขาได้นำเสนอนั้น น่าคิดและนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาระบบองค์การ การปกครองประเทศ ชุมชน องค์การต่างๆ รวมถึงรัฐวิสาหกิจ และบริษัทภาคธุรกิจในประเทศไทยเรา ที่นับวันองค์การจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีความซับซ้อนที่ยากสำหรับประชาชน และเจ้าของในฐานะผู้ถือหุ้นเล็กๆ น้อยๆ จะเข้าไปจัดการเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ละส่วนเมื่อมีปัญหาผู้นำเป็นพิษ (Toxic Leaders) ก็จะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นได้อย่างมาก และมีผลกระทบกว้างไกล

ก่อนจะเกษียณจาก Xerox ในปี ค.ศ. 1999 Patricia Wallington ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการของบริษัทด้านสารสนเทศ และในระยะต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการของบริษัท CIO Associates ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมือง Sarasota รัฐ Florida ประเทศสหรัฐอเมริกา หากต้องการเขียนถึง ติดต่อได้ที่ leadership@cio.com..

ความนำ

ในระยะหลังนี้ คนให้ความสนใจกับ “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) ในทั้งการปกครองประเทศ สังคม ชุมชน และองค์การมากขึ้น ในองค์การภาคธุรกิจ แม้จะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ แต่มีบริษัทเป็นอันมากได้จัดตั้งเป็นบริษัทมหาชน (Public Company) ที่อาศัยเงินลงทุนจากผู้ถือหุ้น และเป็นอันมากที่ประชาชนที่มีเงินทองไม่มากนัก ได้ใช้วิธีการนำเงินที่ได้เก็บมาเล็กๆ น้อยๆ มาร่วมลงทุนกับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และจากกรณีของบริษัท Enron และ WorldCom บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่มีทุนจดทะเบียนนับเป็นหลายพันล้านเหรียญ ได้ล่มสลายไปอย่างที่คนภายนอกไม่ทราบเลยว่าได้เกิดอะไรขึ้นกับบริษัท

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงเป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด ตัดสินใจด้านนโยบายที่ผิด แต่เป็นลักษณะการดำเนินการที่ขาดหลักจริยธรรมอย่างน่าใจหาย ผิดกฎหมาย แต่ก็กระทำกันอย่างเป็นกระบวนการ
ลักษณะผู้นำเป็นพิษ

จากหนังสือเรื่อง "Bad Leadership: What It Is, How It Happens, Why It Matters," โดย Barbara Kellerman (2004) ได้เสนอให้เห็นผู้นำที่เป็นปัญหา 7 ประเภท ดังได้แก่

1. ไม่มีความสามารถ

Incompetent –
ผู้นำและรวมพวกพ้องบางส่วน ขาดแรงจูงใจ ความพยายาม หรือทักษะที่จะทำกิจกรรมใดๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความท้าทายของงานการนำ เขาไม่สามารถดำเนินการปรับเปลี่ยนอะไรได้ ในยุคที่ต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง

2. แข็งกระด้าง ไม่ยืดหยุ่น

Rigid –
ผู้นำและรวมถึงพวกพ้อง ที่ไม่ยืดหยุ่น และไม่มีการผ่อนปรน อาจจะเป็นคนมีความสามารถ แต่จะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความคิด ข้อมูล และความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามา

3. ควบคุมตนเองไม่ได้

ผู้นำที่ควบคุมตนเองไม่ได้ (Intemperate) ขาดการควบคุมตนเอง และมีลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ไม่สามารถให้สติ หรือสอดแทรกได้ จึงมีลักษณะที่ควบคุมตนเองไม่ได้ และเป็นผลที่นำให้องค์การได้รับผลพลอยไปด้วย

temperate (1) แปลว่า ที่ควบคุมอารมณ์ได้ดี ส่วนคำว่า intemperate มีความหมายตรงกันข้าม คือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนได้ดี ผู้นำประเภทนี้อาจดื่มสุรา หรือใช้ของมึนเมา

4. ไม่มีเมตตาและกรุณา

Callous
เป็นศัพท์ที่มีมาจาก Latin แปลว่าอาการของการแข็งกระด้าง ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความเห็นใจต่อผู้อื่น
Callous หมายความถึงผู้นำที่ไม่มีจิตเมตตา แข็งกระด้าง ไม่ใยดีต่อความต้องการ ความปรารถนาของสมาชิกในกลุ่ม องค์การ ไม่แยแสแม้ต่อผู้ใต้บังคับบัญขาของตนเอง

5. คดโกง ฉ้อราษฎร์บังหลวง

Corrupt –
ผู้นำประเภทฉ้อราษฎร์บังหลวง เขาอาจแสดงภาพออกมาอย่างหนึ่ง แต่ในที่จริงของเขาแล้ว คือขี้โกง ขโมย มีพฤติกรรมที่มากกว่าคนทั่วๆ ไป โดยถือเอาความต้องการส่วนตัวเหนือประโยชน์ของส่วนรวม และสาธารณะ

6. ไม่ใยดีต่อคนในองค์การนอกกลุ่มตน

Insular –
insulate - VT. แปลว่า ห่อหุ้มด้วยฉนวน (ป้องกันความร้อน, เสียง, กระแสไฟ, รังสีฯลฯ)

ผู้นำในแบบ Insular เป็นลักษณะผู้นำที่แปลกแยก ถูกห่อหุ้มด้วยฉนวน คนเข้าถึงได้ยาก แบ่งอาณาจักรและความเป็นส่วนตน ห่างไกลจากประชาชนหรือกลุ่มคนที่ตนเองนำ

ผู้นำดังกล่าวอาจมีบุคลิกและพฤติกรรมอันเป็นผลมาจากอายุ สุขภาพ หรือจิตใจ หรืออยู่ในตำแหน่งนาน เมื่อเริ่มต้นในตำแหน่งอาจมีความกระฉับกระเฉง จริงจัง ลงปฏิบัติงาน แต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งนานมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มชินชา หมดกำลัง อ่อนล้า จึงไม่ใยดีต่อความเป็นอยู่ สวัสดิการของกลุ่ม องค์การ หรือคนที่ตนรับผิดชอบ

7. ใช้ทารุณกรรมทั้งทางร่างกายและอารมณ์

Evil –
อาจเรียกว่า “ผู้นำแห่งความชั่วร้าย” (Evil) คือตนเองและพวกพ้องได้ก่อให้เกิดหายนะใหญ่หลวง ใช้ความเจ็บปวด ทารุณกรรม ความหวดกลัว บีบบังคับทั้งทางร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนเองปรารถนา ตัวอย่างเช่น

มีนักการเมืองประเภทที่ใช้การได้มาซึ่งตำแหน่งด้วยการคุกคามนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ทั้งข่มขู่ และในบางกรณีคือลอบทำร้าย

มีนักธุรกิจที่ใช้วิธีการข่มขู่ฝ่ายตรงกันข้าม ไม่ให้เข้าร่วมประมูล เพราะจะทำให้เสียราคาที่ต้องแข่งขัน และอาจไม่ได้ วิธีการคือข่มขู่ฝ่ายตรงกันข้ามไม่ให้กล้าส่งซองการประมูล

มีผู้บริหารระดับสูง (Chief Executive Officer – CEO) แสวงหาการเข้าสู่ตำแหน่งในบริษัทมหาชนที่รัฐบาลถือหุ้นใหญ่ ทั้งนี้ทำให้ขาดกลไกในการดำเนินการอย่างตอบสนองต่อประชาชนโดยรวม หรือเจ้าของเงิน เจ้าของประเทศ เมื่อเข้ามาแล้วก็แสวงหาทางอยู่ในตำแหน่ง แบ่งปันผลประโยชน์ให้กับพรรคพวก พรรคการเมือง เพราะความเป็นองค์การผูกขาดในสมัยหนึ่งทำให้กำไรหรือขาดทุนไม่ได้เกี่ยวกับประสิทธิภาพการบริหาร เพราะมันเป็นระบบผูกขาดอยู่แล้ว หนทางในการอยู่ในตำแหน่งคือการสร้างความพอใจต่อผู้ที่จะมีบทบาทในการแต่งตั้งหรือถอดถอน ซึ่งก็เป็นคนมาจากพรรคการเมือง

เมื่อต้องอยู่ในองค์การ

ปัญหาเหล่านี้เกิดจากปรากฏการณ์ “ผู้นำเป็นพิษ” (Toxic Leaders) เมื่อคนที่อยู่ในระดับนำขององค์การเป็นตัวทำให้องค์การนั้นๆ ต้องอ่อนแอ ดำเนินการอย่างไร้จริยธรรมทางวิชาชีพ ไม่ซื่อสัตย์ต่อสังคม และประชาชนผู้เป็นเจ้าของ

มีหลายฝ่ายถามว่า แล้วคนที่เขาทำงานให้กับองค์การเหล่านี้เขารับรู้หรือไม่ เขาคิดอย่างไร และเขาได้ทำอะไรไปบ้าง

คนเราเมื่อต้องทำงานภายใต้การนำของผู้นำเป็นพิษ จะเหมือนกับต้องกินยาพิษไปอย่างเต็มขนาน และพฤติกรรมของผู้นำเหล่านี้จะแผ่ซ่านไปทั่วทั้งองค์การ เจ้านายพวกนี้จะเป็นผู้กดขี่ (Despot) มากกว่าจะเป็นผู้นำ เขาจะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทะเลาะกันเอง หวาดระแวง ไม่ไว้ใจกัน และทำให้องค์การต้องเป็นอัมพาตด้วยความหวาดกลัว

มันเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย

ในประเทศไทย การเมืองของเรายังวนเวียนอยู่กับปัญหาผู้นำที่ซื้อเสียง สร้างภาพหลอกประชาชน และเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งก็ฉ้อราษฎร์บังหลวง แสวงหาผลประโยชน์เข้าตน แต่ปล่อยความเสียหายแบบทบเท่าทวีคูณเอาไว้กับสังคมประเทศชาติ และเมื่อเขาเหล่านี้ได้เข้าสู่ตำแหน่ง จะด้วยวิธีการใด เขามีกลไกในการเกาะกุมอำนาจมากยิ่งขึ้น และด้วยวิธีการแบบเผด็จการ จนยากที่จะมีใครเข้าไปแก้ไขได้

ในองค์การต่างๆ ยิ่งมีขนาดใหญ่ โอกาสที่จะมีการเล่นการเมือง และละทิ้งระบบคุณธรรม คนดีสูญหาย แต่คนไม่ดีได้ครองอำนาจด้วยวิธีการต่างๆ นานา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเมืองภายนอก และอีกส่วนหนึ่งเป็นจากภายในที่ไม่สามารถมีกระบวนการสรรหาและคัดเลือกคนดีเข้าสู่ระบบที่ดีพอ

ท่านอาจเป็นผลพลอยในองค์การ

ในบางช่วงของชีวิตการทำงานในองค์การของท่าน อาจเป็นบริษัทมหาชน รัฐวิสาหกิจ ระบบราชการ ระบบปกครองท้องถิ่น ระบบการศึกษา ฯลฯ ท่านอาจต้องประสบกับผู้นำเป็นพิษเหล่านี้ หรือบางทีท่านอาจพบผู้นำที่มีสัญญาณบอกเหตุปรากฏขึ้นในหน่วยงานของท่าน และหวังว่าท่านคงไม่เป็นเขาคนนั้นเสียเอง และต่อไปนี้เป็นคำแนะนำทีท่านจะมองหาและสังเกตเห็นผู้นำเป็นพิษ ทำอย่างไรท่านและทีมงานจะป้องกันพิษร้ายจากผู้นำเหล่านี้ และทำอย่างไรจึงจะกำจัดผู้นำเหล่านี้ออกจากองค์การของท่านได้

เราจะสังเกตเห็นเจ้านายเป็นพิษได้อย่างไร

ผู้นำเป็นพิษมีลักษณะบางอย่างเหมือนๆกัน เขาจะยึดติดกับเป้าหมายที่มีลักษณะอุดมคติของเขาอย่างแข็งกระด้าง และเขาจะเห็นว่าใครก็ตามที่ท้าทายวิสัยทัศน์ของเขา จะเป็นพวกทรยศ ท่านจะเป็นพวกของเขา 100 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ก็เป็นศัตรูของเขา

ในสุภาษิตไทยมีคำที่ว่า “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” นั่นหมายความว่า อันที่จริงเราจะไม่มีใครรู้ในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มิฉะนั้นเราคงหาทางทำลายเผด็จการชั่วร้ายได้เสียตั้งแต่เมื่อเขายังไม่มีอำนาจ ไม่มีใครจะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้อย่างเที่ยงแท้แน่นอน แต่เราพอจะสังเกตได้

เมื่อเราจะดูช้าง ดูว่าตัวจะใหญ่แค่ไหนในอนาคต ให้ดูที่หาง จะดูว่าเด็กคนนั้นๆ จะเติบโตแล้วร่างกายจะสูงใหญ่แค่ไหน เราอาจดูที่สายพันธุ์ของเขา หรือดูที่มือ เท้า แขนขา หรือขนาดกระดูกของเขา คนที่มือเท้าใหญ่ ก็จะมีแนวโน้มว่าเมื่อโตขึ้น เขาจะมีขนาดร่างกายที่ใหญ่โต

“จะดูนางให้ดูที่แม่” กล่าวคือ เราอยากรู้ว่าหญิงสาวที่เราจะแต่งงานด้วยนั้น เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว เขาจะเป็นคนอย่างไร ก็ให้ดูที่ลักษณะแม่ เพราะแม่เป็นคนเลี้ยงดูสั่งสอน แม่เป็นสายพันธุ์ ลูกจะฉลาดหลักแหลมหรือไม่ ก็ดูได้จากสายพันธุ์ของพ่อแม่

ให้สังเกตผู้นำลักษณะต่อไปนี้

1. ทำอะไรอย่างคิดเอาตนเองเป็นหลัก

Self-centeredness. – คิดจากต้นเองเป็นหลัก ผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อจะทำให้ตนเองเด่น จึงพร้อมที่จะทำร้ายผู้อื่น เพื่อให้ตนเองได้ไต่เต้าสู่ที่สูง การคิดอะไรอย่างเอาตนเองเป็นหลัก มิได้หมายเพียงคิดหาผลประโยชน์เข้าสู่ตนและพวกพ้อง แต่หมายรวมถึงคิดอะไร โดยถือเอาตนเองเป็นใหญ่ ทำตามอำเภอใจ โดยไม่ฟังเสียหรือคำนึงถึงผลกระทบต่อคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน หรือสังคมภายนอก

2. ความคิดผู้นำเป็นใหญ่ แล้วจะปลอดภัย

Messianic visions. - มีวิสัยทัศน์ดุจดังในคัมภีร์ ทิศทางการดำเนินการต้องเป็นดังที่ผู้นำคิดเท่านั้น ผู้ใต้บังคับบัญชามีวิสัยทัศน์ที่ไม่ดีพอ ไม่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ ผู้นำเป็นพิษ จะคิดทำผิดๆ ด้วยเหตุเชื่อว่าเขากำลังทำในสิ่งที่เป็นคุณ และจะไม่ยอมรับคำแนะนำจากผู้อื่น

3. ลักษณะอหังการ

Arrogance. - แสดงลักษณะยโส โอหัง เยาะเย้ยความคิดเห็นของคนอื่น และไม่ฟังความคิดเห็นของใคร ยิ่งอยู่นาน ก็ยิ่งฟังคนลดน้อยลง ยิ่งมีความสำเร็จจากการงานบ้าง ก็ยิ่งเหิมเกริม

4. ปล่อยให้ลูกน้องรับโทษ

Blame-shifting. – แม้จะเป็นคนสั่งให้คนทำ แต่เมื่อเกิดข้อบกพร่องเสียหายขึ้น จะไม่รับผิด และปล่อยให้ลูกน้องที่รับคำสั่งไปทำนั้นต้องรับผิดไปตามลำพัง ในภาษาไทยมีคำพังเพยอยู่ว่า “เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วให้คนอื่น”

ผู้นำประเภทนี้ แม้เมื่อก่อน เขาอาจจะยังไม่เคยกระทำผิดพลาดให้เราเห็นได้มาก แต่บางทีเราจะเห็นพฤติกรรม “ปีนป่ายบันไดสังคม” มุ่งแสวงหาความก้าวหน้าสู่ตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูง แต่ไม่เคยมีผลการทำงานที่เป็นเรื่องเป็นราวก็มี บางที่เป็นพวกวิ่งเต้น หาผู้ใหญ่สนับสนุน เพื่อให้ได้ดำรงตำแน่งระดับสูง แม้จะต้องยอมแลกหรือเสียอะไรก็ยอม

พฤติกรรมติดสินบนเพื่อขอกินเมือง ดังในประเทศจีนสมัยโบราณ ดังที่เขาเรียกว่า “ส่งไปกินเมือง” ปัจจุบันนี้ ก็ยังมีปรากฏในระบบราชการ และบางทีก็แพร่เข้าไปในองค์การภาคเอกชน ที่มีการวิ่งเต้นเส้นสาย ผู้นำเป็นพิษบางส่วนมีประวัติดังกล่าวมาแล้วให้เห็น เมื่อเขาปีนป่ายกว่าจะได้มาอยู่ ณ ที่เขาเป็นอยู่ในปัจจุบัน

5. มีลักษณะอหังการ คิดว่าตนเองถูกเสมอ

ผู้นำเป็นพิษจะมีลักษณะอหังการ ในใจของเขา เขาจะถูกเสมอ เขาจะรับความคิดเห็นจากพวกที่เป็น Yes-men/women คือพวกที่เดินตามเขาอย่างไม่โต้แย้ง คนเหล่านี้จะได้รับข้อมูล แต่คนพวกนี้ก็จะไม่ได้ทำอะไรให้บรรลุล่วง ไม่มีการพูดคุยกันว่าจะทำงานกันอย่างไร

6. ระคายเคืองเมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างทันทีหรือเต็มที่

ผลกระทบจากผู้นำเป็นพิษจะรุนแรงสำหรับผู้ที่ไม่สนับสนุนเขาหรือการตัดสินใจของเขา เขาจะประพฤติปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเย็นชา เขาจะโทษคนอื่น แต่จะรับความดีความชอบเข้าหาตนเอง หากมีอะไรผิดพลาดแม้ด้วยการนำของเขา เขาจะกล่าวว่าเป็นความเสี่ยงร่วมกัน แต่หากมีอะไรที่เป็นเครดิต เขาจะรับมันไว้

แล้วทำไมผู้นำเหล่านี้จึงประพฤติเช่นนี้ บางคนให้เหตุผลว่าเป็นเพราะความโลภ ไม่ใช่โลภในทรัพย์สินเงินทองอย่างเดียว แต่เป็นความอยากในอำนาจหรือไม่ก็เป็นความต้องการยอมรับ เพราะความไม่มีความสามารถก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง เพราะผู้นำเป็นพิษจะกลัวว่าคนจะรู้และจับได้ว่าเขาไม่มีความสามารถเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

ผลเสียจากการมีผู้นำเป็นพิษ

เมื่อองค์การใดปล่อยให้มีผู้นำเป็นพิษเข้าสู่ความเป็นผู้นำ ก็จะนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

1. ทำให้กำลังและความเข้มแข็งขององค์การหมดไป

ผู้นำเป็นพิษจะทำให้พลังความเข้มแข็งขององค์การกร่อนลงไป ความต้องการความสวามิภักดิ์อย่างมาก ทำให้ลูกน้องกลัวว่า เมื่อเขาทำอะไรลงไปแล้วผู้นำจะเห็นว่ามันผิดพลาด ในบรรยากาศที่ทำลายขวัญและกำลังใจ และไร้ความเป็นมนุษย์เช่นนี้ ผู้นำเป็นพิษจะทำให้องค์การกลายเป็นอัมพาต ภาษาที่ใช้กันในปัจจุบัน เรียกว่า ผู้ใต้บังคับบัญชาจะ “ใส่เกียร์ว่าง” คือไม่ทำอะไร และเมื่อคนทำงานไม่ทำอะไร หรือทำไปตามสิ่งที่เป็นงานประจำที่เคยๆ เท่านั้น องค์การก็จะเสื่อมและหมดความเข้มแข็ง

2. ผู้ใต้บังคับบัญชาหยุดความคิดสร้างสรรค์ ผลงานตกต่ำลง

คนทำงานจะหยุดความคิดสร้างสรรค์ ผลิตผลจากการทำงานจะต่ำลง เขาจะพลาดเป้าหมาย ในกรณีที่เป็นอย่างรุนแรง คนทำงานจะต้องพยายามเอาใจเจ้านายด้วยความกลัวความไม่มั่นคงในการทำงาน และจะทำให้ยอมทำในสิ่งที่ผิดหลักศีลธรรมหรือการคดโกง (Corruption)

ทำไมคนจึงอดทนต่อผู้นำเป็นพิษ

แล้วคนจะถามว่า แล้วคนทำงานเขาทนผู้นำเป็นพิษได้อย่างไร

ประการแรก ผู้นำเป็นพิษจะมีบุคลิกที่น่าสนใจเป็นหน้ากาก ผู้นำพวกนี้จะเป็นนักแสดง เป็นคนเล่นไปตามที่จะทำให้เขาบรรลุเป้าหมายในท้ายสุด

ประการที่สอง ในหลายๆองค์การธุรกิจจะมีความสำเร็จที่เกิดขึ้น และจะบดบังเงาความอ่อนด้อยของผู้นำเหล่านี้ ผู้นำบางคนจะก้าวร้าวกับลูกน้อง แต่จะทำตัวน่ารักกับเจ้านายเหนือขึ้นไป และแม้ว่าเจ้านายเหนือขึ้นไปจะจับพฤติกรรมของเขาได้ แต่ก็จะไม่มีใครว่าอะไร เพราะเจ้านายเป็นพิษพวกนี้จะยังสามารถทำงานให้กับองค์การได้ตามเป้า จนกระทั่งเมื่อมีการลาออกของคนทำงานสูงจนผิดสังเกต และเขาเริ่มทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ยังไม่ได้ถูกดำเนินการอย่างไร

ในบางกรณี ผู้บังคับบัญชาระดับสูงขึ้นไปคิดอย่างมีจริยธรรม เมื่อเห็นว่าเขามีปัญหาก็จะพยายามช่วย เช่นจัดกิจกรรมปรับปรุงแก้ไข เช่น ให้เขาได้รับโอกาสใหม่ ได้ทำเข้าโครงการฝึกอบรมขณะปฏิบัติงานภายใต้ครูฝึก (Job Coaching) อันเป็นกิจกรรมสำหรับนักบริหารระดับกลางและสูงขึ้นไป เขาก็ปรับตัวได้อย่างทันทีทันใด แต่นั้นก็เป็นเพียงการปฏิบัติตนเปลี่ยนแปลงเพียงหน้ากาก (Mask) และนี่ก็เป็นความเสี่ยงขององค์การที่เท่ากับว่าเกื้อหนุนให้รางวัลสำหรับผู้นำเป็นพิษเหล่านี้ได้ประสบความสำเร็จต่อไป

ผู้นำเป็นพิษในขณะไต่เต้า มีขีดความสามารถที่จะปรับหน้ากากไปตามสภาพการณ์ แม้ความเป็นตัวตนของการเป็นผู้นำเป็นพิษนั้นจะยังคงอยู่

หนทางแห่งการอยู่รอด

A Survival Guide – ท่านจะอยู่กับหน่วยงานที่มีผู้นำเป็นพิษได้อย่างไร
หากท่านต้องเผชิญกับผู้นำเป็นพิษ เขาอาจเป็นเจ้านายของท่าน หรือไม่ก็ตาม ท่านสามารถดำรงอยู่ได้โดยท่านจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่จะดำเนินการ

ท่านจะอยู่หรือจะไป

ประการแรก ท่านต้องตัดสินใจก่อนว่าท่านจะอยู่หรือจะไปจากองค์การนี้ สภาพแวดล้อมอาจทำให้ท่านจำเป็นต้องอยู่ต่อไป อาจจะด้วยหลายสาเหตุ บางทีในองค์การอาจมีการโยกย้ายเจ้านายพวกนี้ไปยังตำแหน่งอื่นๆ ท่านก็อดทนรอจังหวะนั้น หรือไม่เช่นนั้น ก็จงทำดีมีผลงานเอาไว้ สิ่งที่ท่านได้มีฝีมือ การทำดีเอาไว้จะเป็นเกราะป้องกันตนเอง ท่านอาจแข็งแรงพอที่จะไม่ได้รับพิษภัยเหล่านี้

เมื่อจะอยู่ คิดจะเผชิญหน้า หรือจะหลบ

ในกรณีที่ท่านตัดสินใจที่จะอยู่ต่อไป ก็ต้องตัดสินใจว่าจะเผชิญหน้ากับพฤติกรรมดังกล่าวอย่างไม่ปล่อยวาง หรือจะทำตัวเงียบเฉย การจะให้คำแนะนำแก่เจ้านายพวกนี้ ต้องหมายความว่าท่านได้เข้าไปอยู่ในกระแสวงใน และการให้คำแนะนำที่อาจจะจำเป็นมากๆ นั้น อาจทำให้เขาคิดว่าจะตัดท่านออกไปจากกลุ่ม และในอีกลักษณะหนึ่ง การเลือกที่จะเผชิญหน้ากับผู้นำดังกล่าวจะต้องได้รับความเสี่ยงในลักษณะคล้ายๆกัน ดังนั้นท่านต้องตัดสินใจว่าท่านจะมีกำลังพอที่จะดำเนินการเผชิญหน้าไปได้ไกลสักเพียงใด

และเมื่อต้องการจะเผชิญหน้ากับผู้นำเหล่านี้ ท่านจะต้องมีข้อมูลที่สอดคล้องแน่นหนา มีการบันทึกเวลาและสถานที่ และมีแผนที่จะนำประเด็นเหล่านี้เพื่อเดินหน้าต่อไป

หาการสนับสนุนจากเจ้านาย หรือผู้ใหญ่คนอื่นๆ

ในขณะเดียวกัน ท่านอาจจะหาการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารคนอื่นๆ ในองค์การ และสร้างสัมพันธภาพที่แข็งแกร่ง มีจังหวะก้าวย่างที่ทำให้เราเป็นอิสระ ไม่ต้องไปปกป้องหรือไปช่วยผู้นำเป็นพิษเหล่านี้ นอกเหนือจากงานแล้ว ต้องพยายามทำกิจกรรมต่างๆ ที่จะยังรักษาระดับศักดิ์ศรีและความเชื่อมั่นของตนเอง

ไม่ว่าท่านจะทำอะไร ต้องพยายามปกป้องคนทำงานที่ท่านรับผิดชอบจากผู้นำเหล่านี้ ต้องดูแลรักษาคนที่อาจถูกทำร้ายจากเบื้องบน การที่เราไม่กล้าดูแลคนที่เรารู้ว่าเขาได้ทำงานอย่างถูกต้องและเสียสละ ปล่อยให้คนเหล่านี้ต้องถูกทำร้าย ถูกโจมตีอย่างไม่เป็นธรรมและไม่เป็นข้อเท็จจริง เราก็เป็นคนขี้ขลาด ไม่รับผิดชอบ และนั่นก็เป็นสัญลักษณ์ของตัวเราเองที่ขาดความเป็นผู้นำ หรืออาจเป็นผู้นำเป็นพิษเสียเองในอีกแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่ยากยิ่งคือ คนโดยธรรมชาติ ก็ต้องการความมั่นคงปลอดภัย ไม่มีใครอยากเสี่ยงตกงาน แต่ท่านต้องทำใจให้ได้ ผู้นำที่ดีต้องไม่ทิ้งลูกน้อง ซึ่งสิ่งเหล่านี้บุคลิกภาพ ความเป็นตัวตนของเราเท่านั้นที่จะทำให้เราต้องทำในสิ่งที่เป็นเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งตน

บางทีเราต้องมีเข็มทิศแห่งคุณธรรม (Moral Compass) ต้องมีสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดีที่มีอยู่ในตัวเรา เราทำดี ทำในสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจ แม้คนทั่วไปไม่รู้ แต่ฟ้าดินจะเป็นพยาน

การแสวงหาพวก

Seek safety in numbers. - การต้องไม่หยุดเฉย การต้องออกมาแสดงบางอย่าง
ตัวอย่างของคนที่ออกมาแสดงออก เรียกว่า Whistle-blower ดังกรณีของ Sherron Watkins ที่เป็นรองประธานกรรมการดูแลฝ่ายการเงินขององค์การที่มีปัญหานี้ ได้แสดงถึงการเป็นตัวอย่างในการที่ต้องพูดหรือแสดงออกมาในองค์การที่มีสภาพแวดล้อมเป็นพิษแล้ว โอกาสก็คือผู้นำเป็นพิษนี้มักจะมีอำนาจควบคุมองค์การอย่างเบ็ดเสร็จ การทำตัวเป็นหมาป่าที่โดดเดี่ยว (Lone Wolf) ทำงานใหญ่ด้วยตัวคนเดียวไปตามลำพัง มีแต่จะต้องเตรียมตัวถูกจัดการหรือถูกทำให้ตายในทางสังคมได้ หากท่านต้องการที่จะเป็นตัวแทนของเสียงที่ไม่พอใจ ในที่สุด ท่านก็จะถูกเชิญออกหรือไล่ออกจากองค์การด้วยวิธีการต่างๆ Lipman-Blumen (2004) แนะนำว่า หากไม่มีกลุ่มคนหรือผู้สนับสนุนอย่างเพียงพอ โอกาสที่จะแสดงความเป็นวีรบุรุษหรือสตรีที่จะประสบความสำเร็จคงมีไม่มาก

กรณีตังอย่าง Erin Brockovich.

From Wikipedia, the free encyclopedia
กรณีการต่อสู้กับองค์การที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมจากภายนอก ดังกรณีของ Erin Brockovich นับเป็นกรณีพิเศษ

Erin Brockovich-Ellis เกิดเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 1960 ที่เมือง Lawrence รัฐ Kansas ทำงานเป็นเสมียนฝ่ายกฎหมาย ด้วยความที่แม้ขาดการศึกษาที่จะเป็นทนายความ แต่ความจริงจังและติดตามงานอย่างไม่ปล่อย จึงเป็นคนสำคัญในการฟ้องร้องบริษัท Pacific Gas & Electric Company (PG&E), อันเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีขนาดธุรกิจ 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ตั้งอยู่ในรัฐ California ในปีค.ศ.1993.

กรณีบริษัท Anderson, et al v Pacific Gas & Electric

กรณีดังกล่าวเป็นการฟ้องร้องบริษัทฯ ที่ได้ปล่อยให้มีสารพิษ hexavalent chromium ไหลรั่วลงไปในระบบน้ำดื่ม ในเมืองเล็กๆ ชื่อว่า Hinkley ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย กรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นยาวนาน นับแต่ปี ค.ศ. 1952 ที่ได้มีการก่อสร้างระบบปั้ม (The Hindley Compressor Station) ท่อส่งแก๊สธรรมชาติไปยังบริเวณอ่าวของ San Francisco กรณีที่ได้เกิดขึ้นและกว่าจะรู้ผล และได้มีการฟ้องร้อง จนทำให้บริษัทฯ ต้องทดแทนความเสียหายที่ได้เกิดแก่ชาวเมืองทั้งทางด้านสุขภาพร่างกายและชีวิต เป็นมูลค่า 333 ล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ

ความสำเร็จเกิดจากการที่มีคนในเมืองผู้ได้รับความเสียหายร่วมด้วย มีคนภายในบริษัท PG&E ที่เป็นฝ่ายให้ข้อมูลภายในอย่างลับๆ และมีคนทำงานอย่าง Erin Brockovich ที่แม้ไม่มีปริญญาหรือใบประกอบวิชาชีพทนายความ แต่เป็นคนสู้อย่างไม่ถอย

การทำให้ฝ่ายเขาต้องรับผิดชอบ

Hold them accountable. - การต้องจัดทำหลักฐานอย่างเป็นระบบ อย่าปล่อยให้คนไม่ดีได้ลอยนวล
บางครั้งคนทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูง ทำให้องค์การต้องเสียหายไปนับเป็นพันๆล้านบาท แต่ตัวเองเมื่อจะออกมีสวัสดิการต่างๆ รองรับอย่างสบาย เรียกว่าล้มแล้วไม่เจ็บ เพราะมีฟูกรองรับ แต่สำหรับคนทำงาน เมื่อองค์การเกิดวิกฤติ หรือต้องปิดกิจการไป คนงานต้องถูกระบายออกจากองค์การ

คนที่เป็นนักการเมืองก็ดี หรือหัวหน้างานก็ดี บางทีสั่งงานด้วยวาจา แล้วให้มีคนดำเนินการมาให้ คนที่จะดำเนินการนั้น ก็ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ แต่จะไปเอาผิดกับฝ่ายเหนือที่สั่งงานมาอย่างด้วยวาจาได้ยาก ดังนี้ ต้องให้ทุกอย่างมีบันทึกและลงความเห็นสั่งการมา หากเป็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล และหากเราไม่เห็นด้วยก็ต้องแทงเรื่องบันทึกความเห็นเอาไว้

การจะทำเช่นนี้ได้จะต้องทำให้ฝ่ายที่ทำผิดไว้ ทำให้องค์การต้องเสื่อมถอย ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบ ทั้งนี้โดยฝ่ายคนทำงานต้องมีการบันทึกในทุกเรื่องที่ไม่ชอบมาพากล เช่นต้องบันทึกว่า อะไรคือการได้ตัดสินใจ มีความเห็นเบื้องต้นมาอย่างไรเพื่อวัตถุประสงค์อะไร หากมีความบกพร่องเกิดขึ้น เจ้านายหรือหัวหน้าได้รับในความบกพร่องผิดพลาดหรือไม่ ไม่มีใครที่จะไม่เคยทำผิดพลาด เจ้านายที่แสดงตนว่าเป็นคนไม่เคยบกพร่องนั้นแหละมักจะเป็นคนที่ไม่ซื่อสัตย์ มีการปิดบังอำพราง และไม่กล้าเผชิญกับความผิดพลาดที่ตนได้ก่อขึ้น และผู้นำเช่นนั้นมักจะเป็นผู้นำที่ไวใจไม่ได้ และเขาจะมีผลกระทบต่อคนทำงานในองค์การในที่สุด

ทางแก้ไขระยะยาว

หากมองสังคมไทยเราคงต้องยอมรับว่ามีปัญหาของผู้นำเป็นพิษอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในระบบการปกครองประเทศ ที่มักจะมีปัญหาการเมืองแบบไม่พัฒนา คือการใช้เงินซื้อเสียง ปูทางเข้าสู่อำนาจ แล้วเมื่อมีอำนาจ จะใช้กลไกที่จะสร้างขึ้นนี้ ผูกขาดอำนาจ ตัดโอกาสคู่แข่งขัน เพื่อรักษาอำนาจไว้ให้ได้นานที่สุด และในขณะเดียวกัน ใช้อำนาจสร้างความนิยม อย่างที่เรียกว่า “ประชานิยม” (Populism) คือใช้เงินของแผ่นดินนั้นเพื่อการสร้างคะแนนนิยม แม้นโยบายนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมในระยะยาว แต่เป็นการผูกใจฐานเสียงและฐานอำนาจ

การเมืองในระดับประเทศหรือการเมืองในระดับชุมชน ก็มีลักษณะใกล้เคียงกัน คือมีการซื้อเสียง ใช้ฐานอำนาจ สร้างอิทธิพลทั้งในที่มืดและในที่สว่าง

ในองค์การขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะยังมี
บริษัทที่บริหารไม่โปร่งใส อย่างไม่มี “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) อีกมาก

ในการที่จะแก้ไขไม่ให้มีหัวหน้าหรือผู้นำที่เป็นพิษ อันจะทำให้องค์การได้รับความเสียหาย จะต้องมีแนวทางบางประการ เพื่อให้เป็นหลักประกันได้ว่า องค์การจะมีภูมิต้านทานกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น และจะมีกลไกในการจัดการกับระบบความเป็นผู้นำที่เป็นพิษ ซึ่งได้รวบรวมไว้ดังนี้

ต้องเปลี่ยนทิศทางขององค์การ

องค์การยิ่งมีขนาดใหญ่เท่าใด ก็จะต้องยิ่งสูญเสียอำนาจในการบริหารอย่างเป็นประชาธิปไตย เพราะในข้อเท็จจริง เราก็ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า องค์การทุกแห่งต้องมีการแข่งขัน มีคู่แข่งขัน ไม่มีอะไรจะเปิดเผยกันได้หมดทุกเรื่อง ทุกองค์การยังมีความลับ และสิ่งไม่เปิดเผย ผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของนั้น เขาจะคิดว่า ไม่ว่าผู้นำจะเป็นอย่างไร ตราบที่เขายังทำหน้าที่ได้ดี ก็ต้องปล่อยให้เขาบริหารกันไป

แต่ความคิดการปล่อยวางเช่นนี้ไม่เป็นสิ่งที่ดี เพราะเมื่อมีผู้นำที่เป็นพิษนั้น เขาอาจเข้ามาครอบงำ และใช้เวลาปิดบัง ซ่อนเงื่อน และบางทีความสำเร็จที่เห็นนั้นอาจเป็นการสร้างภาพระยะสั้น และยิ่งระยะยาวออกไป เขากลับยิ่งเข้ามาครอบงำ และนำพาองค์การไปสู่ความเสียหายได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

หากองค์การใดมีผู้นำเป็นพิษ และไม่นำพา ปล่อยให้ครองอำนาจ บริหารองค์การยิ่งนานเท่าใด ก็ยิ่งสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น ระบบคุณธรรม ระบบความกล้าหาญทางการบริหาร และความคิดสร้างสรรค์ของคนในองค์การก็จะหมดไป องค์การนั้นๆ ก็จะอ่อนแอและอยู่ได้ยาก แต่หากจะรอให้องค์การต้องเสียหายไป น่าจะมีวิธีการริเริ่ม และมีภูมิต้านทานผู้นำเป็นพิษจากภายใน

การแสดงความคาดหวังที่ชัดเจน

ท่านอาจเป็นระดับผู้นำ เป็นกรรมการบริหารขององค์การ อาจเป็นผู้บริหารระดับกลาง หรืออาจเป็นเจ้าหน้าที่ในระดับล่าง หากท่านไม่นำพา องค์การในระยะยาวอยู่ไม่ได้ ท่านก็จะได้รับผลกระทบ คนทุกคนจึงต้องมีส่วนร่วมในองค์การอย่างใดอย่างหนึ่ง และสิ่งหนึ่งที่ต้องมีส่วนร่วมคือ องค์การของท่านจะไม่ต้อนรับผู้นำประเภท “ผู้นำเป็นพิษ”

การมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนลักษณะผู้นำที่กำลังจะขึ้นมาใหม่ว่า ท่านต้องการและแสดงความคาดหวังที่ชัดเจนในลักษณะผู้นำ ว่าท่านและองค์การต้องการผู้นำอย่างไร นอกจากนี้คือการต้องสังเกตลักษณะขวัญและกำลังใจในองค์การ และหาทางแก้ที่ต้นเหตุ นอกจากนี้คือต้องมั่นใจได้ว่ามีการบันทึก (Document) เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เป็นพิษที่ได้เกิดขึ้น และทำให้คนที่ก้าวล้ำได้เข้าใจว่าการไม่ดูแลคนอื่นๆจะมีผลทำให้อาชีพและอนาคตของเขาต้องสั้นลง และในอีกด้านหนึ่งคือการต้องส่งเสริมและรับทราบในผู้นำที่ไม่มีลักษณะเป็นพิษ กล่าวคือ ต้องส่งเสริมคนดีให้ได้รับกรรมดี ได้ก้าวหน้า และในทางตรงกันข้าม ต้องไม่ให้คนไม่ดีได้มี
อำนาจที่จะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับองค์การและส่วนรวม

ผู้นำและผู้ตามที่ต้องสำรวจตัวเองเสมอ

นอกจากนี้ ผู้นำคนหนึ่ง ไม่ได้ดีไปหมด และไม่ได้เลวไปเสียทุกอย่าง เมื่อท่านเป็นผู้นำหรือคิดจะเป็นผู้นำ
ต้องตระหนักในจุดอ่อนและดำเนินการแก้ไขมัน ทำตนเป็นคนพร้อมที่จะรับฟัง และปรับปรุงแก้ไขตนเองได้ ต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนมีศักดิ์ศรี ตรงไปตรงมา ทำงานอย่างไม่ย่อท้อที่จะอำนวยประโยชน์ให้กับทีมงานและส่วนรวม ผู้นำเป็นพิษนั้น อาจจะก้าวหน้าได้ในบางขณะ แต่จะไม่เจริญก้าวหน้าได้ตลอดไป พยายามปกป้องไม่ให้ผู้นำเป็นพิษสามารถมานำท่านหรือคนที่ท่านนำเขาได้กลายเป็นผู้นำเป็นพิษ และนั่นจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ท่านและองค์การของท่านดำเนินไปสู่ความสำเร็จ

ขจัดพิษสำหรับคนรุ่นต่อไป

Detoxifying the Next Generation – ต้องขจัดพิษสำหรับผู้นำในยุคต่อไป
ในบางยุค คนที่จะเป็นผู้นำ ถือว่ารางวัลสำคัญของการทำงานคือการได้รับผิดชอบในงานที่สังคมมอบให้ เกียรติคือความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในองค์การ คนญี่ปุ่นในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น เขาจะมีจิตใจรักชาติ ต้องการฟื้นฟูชาติให้กลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป ความกินดีอยู่ดีมีมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็เกิดขึ้นในระบบราชการ บริษัทห้างร้าน ความอยากได้อยากมีก็ยิ่งมากขึ้น วัตถุนิยมก็กลายเป็นค่านิยมใหม่ขึ้นมา

ในประเทศจีน หรือประเทศไทยก็เช่นกัน วัตถุนิยม ความอยากได้อยากมี ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ยิ่งมีมาก และคนที่มีแล้ว จะนึกว่าเขาจะไม่โลภมากนั้นเป็นความเข้าใจผิด เขามีสิทธิที่จะยิ่งอยากมาก และโกงได้มาก
ในปัจจุบันนี้ เราอยู่ในช่วงของกระแสทุนนิยมรุนแรง มีการแข่งขันสูง มีการชิงไหวชิงพริบในธุรกิจสูง ไม่ว่าจะได้มาด้วยอะไร คนเป็นอันมาก พร้อมที่จะทำเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่เขาปรารถนา ปัญหาผู้นำเป็นพิษจะยิ่งมีมากขึ้น

ผู้นำไม่ได้เกิดมาเป็นพิษ แต่เป็นเพราะประสบการณ์ของเขาสั่งสมมาให้เป็นเช่นนั้น หากท่านพบแววว่าจะมีคนประเภทดังกล่าวในองค์การของท่าน เขาอาจจะยังเป็นผู้น้อยภายใต้ท่าน ที่สักวันเขาต้องเติบโตขึ้นในองค์การ หรือจะเป็นในที่ใดๆ เราก็จงหาทางปรับปรุงแนะนำพฤติกรรมของเขา ให้รู้จักทำในสิ่งที่ชอบที่ควร ท่านอาจสังเกตเห็นสัญญาณของผู้นำเป็นพิษเหล่านี้ได้ตั้งแต่เมื่อเขายังเป็นผู้น้อยอยู่ จงอย่าปล่อยเฉย ต้องหาทางแก้ไขเขาได้เสียแต่เนิ่นๆ

การควบคุมตนเอง

Control yourself ในคำพังเพยไทยมีว่า “ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเสียเอง”

ในขณะที่เรากำลังจะจัดการกับเจ้านายที่เป็นพิษ เราในฐานะคนทำงานต้องไม่ไปเป็นพนักงานเป็นพิษ (Toxic Employee) เสียเอง คนหมู่มาก มัจจะเป็นฝ่ายผลักดันให้ผู้นำต้องตัดสินใจอย่างรีบเร่ง และไม่เป็นการตัดสินใจที่ดี ทำให้องค์การทั้งองค์การต้องเป็นพิษ ทั้งนี้จะทำอะไรต้องคิดถึงผลประโยชน์ของกลุ่ม และ
เป็นผลประโยชน์ระยะยาว มากกว่าที่จะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และแก้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันโอกาสที่จะเกิดปัญหาหมักหมมระยะยาวในองค์การ

บางครั้งเอง ลูกน้องโดยเฉพาะลูกน้องที่มีพลังกลุ่มอยู่ในมือ ก็กลายเป็นฝ่ายเสริมเร่งให้หัวหน้าต้องดำเนินการไปสู่การเป็นผู้นำเป็นพิษในที่สุด