Sunday, October 25, 2009

มารู้จักรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ คลีโนว่า (Cleanova)

ประกอบ คุปรัตน์
E-mail: pracob@surindra.org
ศึกษาและเรียบเรียงจาก

Wikipedia, the free encyclopedia
Updated: Tuesday, October 13, 2009

Keywords: technologies, รถไฟฟ้า, รถลูกประสม

Cleanova เป็นชุดยานพาหนะต้นแบบ ที่เป็นระบบไฟฟ้าผสม (plug-in hybrid vehicles) พัฒนาโดยบริษทั Véhicules Electriques (SVE),เป็นการลงทุนร่วม (joint venture) ระหว่าง Dassault และบริษัท Heuliez. รถ Cleanova II อาศัยพื้นฐานจาก Renault Kangoo ซึ่งเป็นรถที่ผลิตโดยบริษัท Renault ซึ่งได้มีการควบกิจการกับบริษัท Nissan ของประเทศญี่ปุ่น และได้มีการเข้าไปดำเนินการผลิตรถยนต์ในประเทศอาเจนตินาในทวีปอเมริกาใต้

รถ Kangoo จะมีรูปทรงไม่เปลี่ยนไปมากจากรุ่นปี ค.ศ. 1997 หรือ 12 ปีมาแล้ว หลักของมันคือมีขนาดไม่ใหญ่ ความยาวของทั้งคันประมาณ 4.00 เมตร ความสูงประมาณ 1.85 เมตร เหมาะสำหรับทำเป็นรถแทกซี่ (Taxi) หรือรถบรรทุกขนาดเล็กในเมือง

Cleanova มีใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 3 แบบ ซึ่งยังสามารถพัฒนาได้ต่อไป คือ (1) Li-Mn2O4, (2) Li-FePO4, และ (3) Li-NiCoAl ซึ่งทำให้ปรับขีดความสามารถได้ตามประสงค์ของลูกค้า โดยมีพลังงานอยู่ระหว่าง 16 ถึง 30 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง (kWh) สามารถชาร์ตไฟได้ครึ่งหนึ่งของแบตเตอรี่ในเวลา 30 นาที

มีความเร็วที่ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อใช้ในระบบไฟฟ้า (electric mode) ซึ่งความเร็วในระดับนี้เพียงพอที่จะใช้ในเมือง หรือเพื่อวิ่งในระยะสั้นระหว่างบ้านกับที่ทำงานของเมืองทั่วๆไป


ภาพ Cleanova แบบ 5 ประตู

2 ประตูข้างหลังแบบบานเลื่อน
สะดวกสำหรับจอดในเมือง

ภาพ Cleanova แบบ 3 ประตู 2 ประตูชข้าง
สำหรับนั่งสองคนเป็นหลัก และ
ส่วนหลังแบบล้มพับที่นั่ง และบรรทุกของได้

ภาพ Cleanova ใช้แนวคิดสองระบบ
มีเครื่องยนต์ส่วนหน้า มีแบตเตอรี่
และระบบไฟฟ้าอยู่ส่วนหลัง

ภาพ ระบบปลั๊กไฟสำหรับชาร์ตแบตเตอรี่

พลังไฟฟ้าอย่างเดียว
Full Electric Vehicle

เมื่อการใช้รถหรือยานพาหนะเป็นไปแบบกิจวัตร วิ่งในระยะไม่ไกล ใช้ความเร็วอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ไม่สูงแบบรถแข่ง อย่างนี้ก็สามารถใช้รถไฟฟ้าเต็มรูป (Full electric Vehicle) ได้อย่างสะดวก

ใช้พลังแบบประสมไฟฟ้า
Plug-in Hybrid Electric Vehicle

หากการใช้ยานพาหนะเป็นแบบไม่แน่นอน อาจต้องมีการเดินทางทั้งระยะสั้นและระยะยาว และอาจไม่สามารถวางแผนการเดินทาง การชาร์ตไฟเข้าแบตเตอรี่ได้อย่างมีเวลาเตรียมการพอ ก็ให้มีเลือกใช้รถไฟฟ้าลูกประสม (Plug-in hybrid) ซึ่งมีให้เลือกเทคโนโลยีได้ 3 แบบ กล่าวคือ

1. แบบไฟฟ้าอย่างเดียว (All-electric)

2. แบบต่อเนื่อง (Series) เช่น ระบบไฟฟ้าพลังหมด หรืออ่อนไป ก็เรียกระบบเครื่องยนต์เผาไหม้น้ำมันแทน

3. แบบใช้ร่วมกัน (Parallel) ขนานกัน เช่น ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ แล้วใช้พลังเสริมจากแบตเตอรี่ เมื่อต้องเร่งเครื่อง

คนขับเป็นคนเลือกสวิชเอง (Manually) ระหว่าง 3 ระบบ

พลังไฟฟ้าของรถจะสูงถึงระดับ 100 kW.

แนวคิดบริการรถเช่า
Velib

รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Cars) เป็นเรื่องมีอนาคต แต่ในเมื่อเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจะยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและอาจรวดเร็ว คนจะซื้อก็คงมีคำถามมากมาย และไม่มั่นใจ เหมือนกับที่เคยเกิดกับคอมพิวเตอร์ ที่มีเทคโนโลยีต่างๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สินค้าที่ซื้อไปแต่แรก ภายในไม่กี่เดือนเทคโนโลยีตกรุ่น อะไหล่ไม่มีให้ซ่อมแซม ของที่ซื้อไปก็ราคาตก ทางออกคือฝ่ายบริษัทผู้ผลิตต้องใช้วิธีการเช่าใช้แทนการซื้อ อาจจะเป็นการเช่าบางส่วน เช่นแบตเตอรี่ หรือเช่าทั้งคัน

ดังนั้นจึงมีบางบริษัทที่มีแผนงานจะประสมประสานระบบจ่ายเพื่อเช่าใช้รถจักรยานและรถยนต์ โดยมีระบบตั๋วสำหรับและระบบรถสาธารณะทั่วไป (traditional modes of public transport) ซึ่งมีบริการให้เช่าใช้อยู่แล้ว ทั้งนี้ต้องได้ความร่วมมือกันระหว่างบริษัทให้เช่ารถ กับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทางเลือกใหม่

ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสองราย มีแผนที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Cars) และรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม (Hybrid Cars) เพื่อป้อนตลาดรถเช่า คือ บริษัท Dassault Group และ Bolloré บริษัทแรกมียานพาหนะชื่อ Cleanova ซึ่งใช้ตัวถังจาก Renault Kangoo ซึ่งเป็นรถแบบ Van เล็ก ส่วน Bolloré’s Bluecar ได้มีการพัฒนารูปโฉมใหม่ในแบบของอิตาลี โดยมี Pininfarina เป็นบริษัทออกแบบ ซึ่งทั้งสองบริษัทจะมีผลผลิตออกมาในปีหน้า

การอ้างอิง
References

^ http://www.bikeradar.com/news/article/move-over-velib-autolib-is-on-its-way-17274

ศึกษาเพิ่มเติม
See also

การศึกษาจากภายนอก
External links

Retrieved from "http://en.wikipedia.org/wiki/Cleanova"

Categories: Automobile stubs | Dassault | Battery electric vehicles | Plug-in hybrid vehicles | Production plug-in hybrid vehicles

เมืองนิวยอร์คเปลี่ยนรถแทกซี่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม (Hybrid cars)


เมืองนิวยอร์คเปลี่ยนรถแทกซี่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม (Hybrid cars)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

ศึกษาและเรียบเรียง

Updated: Saturday, September 05, 2009

Keywords: การขนส่ง, เทคโนโลยี, วิถีชีวิต, สหรัฐอเมริกา, นิวยอร์ค, New York City, Taxi, รถยนต์ไฟฟ้า, electric car, รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม, hybrid car, 


ภาพ รถแทกซี่ของเมืองนิวยอร์คในแบบเดิม คือเป็นรถขนาด Full sized






มหานครนิวยอร์ค (New York City, New York) มีประชากรประมาณ 8.5 ล้านคน มีที่ตั้งอยู่ในเขตตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกา จัดเป็นตัวนำการเปลี่ยนแปลงในหลายๆด้าน ทั้งด้านศิลปะ แฟชั่น วัฒนธรรม และรวมถึงวิถีชีวิตอย่างระบบขนส่งในเมือง ระบบรถไฟฟ้าใต้ดินที่เรียกว่า Subway ในขณะที่โลกต้องแก้ปัญหาด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์คก็เป็นตัวนำการเปลี่ยนแปลงที่หลายๆฝ่ายต้องจับตามอง

ดูตัวอย่างจากรถแทกซี่ เมืองนิวยอร์คมีรถแทกซี่ประมาณ 62,000 คัน รถเหล่านี้ได้รับการควบคุม เขาพยายามให้มีปริมาณพอเหมาะแก่ขนาดของเมือง และต้องการควบคุมมลภาวะ.ให้การจราจรไม่ติดขัด โดยทั่วไป รถโดยสารส่วนบุคคลที่ต้องวิ่งเข้ามาในบางบริเวณดังเช่นเกาะแมนฮัตตัน (Manhattan) เกือบจะทุกเส้นทางจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสองประการ คือหนึ่ง ค่าผ่านทาง เช่นทางลอดอุโมงค์ใต้ดิน ค่าผ่านทางด่วน และที่สำคัญก็คือเมื่อเข้ามาในหลายบริเวณก็จะต้องหาที่จอดรถ เสียค่าที่จอดรถอย่างแพงระดับอาจถึงเป็นพันบาทต่อวัน

รถรับจ้างอย่างแทกซี่เอง ก็มีให้วิ่งอย่างจำกัดตามโควต้า อีกประการที่เขาทำในขณะนี้ คือให้รถต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ของเมือง ซึ่งได้เพิ่มมาตรการเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย

รถยนต์ที่อนุญาตให้ใช้เป็นรถแทกซี่ในมหานครนิวยอร์คได้ จะมีลักษณะพื้นที่สำหรับคนนั่ง ช่วงพักขา (Leg room) เหยี่ยดขาได้ นั่งสบาย กว้างขวางเพียงพอ มีที่เก็บของในกรณีที่ผู้ใช้บริการเดินทางไปและกลับจากสนามบิน สถานีรถไฟ ที่ต้องมีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ก็สามารถบรรจุได้อย่างเพียงพอ มีความปลอดภัย แม้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ และในยุคต่อไปนี้ คือการสามารถลดมลภาวะทางอากาศ โดยมาตรฐานใหม่รถแทกซี่ต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ รถเหล่านี้จะเห็นได้ว่า เขาอนุญาตให้รถประเภทลูกประสมที่ใช้พลังงานปิโตรเลียมร่วมกับระบบไฟฟ้า เกือบจะทั้งหมด ยกเว้นรถ Volkswagen Jetta ที่เป็นรถยนต์ใช้เครื่องยนต์ดีเซล (Diesel) ซึ่งใช้น้ำมันประหยัดกว่าเครื่องยนต์เบนซินทั่วไปอีกประมาณร้อยละ 40 นอกจากนี้เทคโนโลยียุโรปที่เรียกว่า Euro Diesel ให้หลักประกันด้านการปล่อยแก๊สเสียออกสู่อากาศในอัตราที่รับได้

ในปี ค.ศ. 2008 เมืองนิวยอร์คได้ให้การรับรองรถยนต์ยี่ห้องและแบบที่จะใช้เป็นรถแทกซี่ได้ดังนี้

รุ่น ค.ศ.
ยี่ห้อและแบบ
เครื่องยนต์
คำอธิบาย
2009
Stretch
รถนั่งขนาดใหญ่ที่ยังคงมีใช้อยู่
2009
Hybrid
รถนั่งขนาดกลาง
2009
Hybrid
รถประเภท SUV ในแบบเดียวกับ Mazda Tribute
2009
Hybrid
รถประเภท SUV
2009
Hybrid
รถประเภท SUV
2009
Hybrid
รถนั่งขนาดเล็ก
2009
Hybrid
รถประเภท SUV ในแบบเก๋ง
2009
Hybrid
รถนั่งขนาดกลาง
2009
Hybrid
รถประเภท SUV
2009
Hybrid
รถนั่งขนาดเล็ก เป็นรถ Hybrid ที่ขายดีที่สุดในโลก
2009
Hybrid
รถนั่งขนาดกลาง
2009
Hybrid
รถประเภท SUV ในแบบเก๋ง
2009
Diesel
รถขนาดเล็กที่ปรับขนาดให้ใหญ่พอสำหรับขนาดคนในอเมริกาเหนือ เป็นรถยุโรปที่ขายดีที่สุดในอเมริกา
2008
-
modified Toyota Sienna (wheelchair accessible) จัดเป็น Minvan
2007
-
modified Dodge Caravan (wheelchair accessible) จัดเป็น Minvan
2008
-
modified Toyota Sienna (wheelchair accessible) จัดเป็น Minvan

รถแทกซี่ที่วิ่งตามท้องถนนในเมืองนิวยอร์คในยุคที่ผ่านๆมา จะเป็นรถขนาดใหญ่ (Full size) ที่ใช้น้ำมันเปลือง (Gas-quzzling) ดังรถ Ford Crown Victoria ซึ่งเกือบจะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนิวยอร์คที่เป็นรถแทกซี่สีเหลือง ประเภทเดียวกับที่ใช้เป็นรถตำรวจ แต่แนวคิดนี้ได้เปลี่ยนไปในยุคที่ต้องคำนึ่งถึงการใช้น้ำมันเชื่อเพลิงอย่างไม่ประหยัด

แต่ในยุคต่อไป รถจะมีลักษณะหลากหลายขึ้นตอบสนองต่อผู้ใช้บริการ

รถนั่งขนาดกลาง อย่าง Toyota Camry, Nissan Altima หรือในชื่อ Nissan Teana ที่มีวิ่งในบ้านเรา, Chevrolet Malibu ซึ่งเป็นรถขนาดกลางของบริษัท GM ในสหรัฐเอง

มีที่เป็นสปอร์ตอเนกประสงค์ หรือแบบ SUV ขนาดที่นั่งสบาย พื้นรถยกสูง ทำให้เวลาขึ้นลงสะดวก จุของได้มากพอ ดังเช่น Ford Escape, Mercury Mariner, Mazda Tribute, Saturn Vue, หรือ Toyota Highlander รถประเภทนี้ หากเทียบกับรถนั่งทั่วไปที่เป็นประเภท Sedan จะใช้น้ำมันเปลืองกว่า หากเป็นแบบวิ่งสี่ล้อ แต่หากนำมาใช้เป็นรถแทกซี่ เขาอาจไม่ต้องใช้แบบมี 2 เพลา ส่งกำลังทั้ง 4 ล้อ เพราะส่วนใหญ่เป็นการวิ่งในเมือง บทถนนปกติ

รถแบบ Minivan ซึ่งเป็นรถมีที่นั่ง 3 ตอนรวมถึงคนขับด้านหน้า จุผู้โดยสารได้มากขึ้น เพราะแบบที่นั่ง 2 ตอนหลัง จุดคนได้ 4-5 คนได้สบาย ซึ่งในอนาคต แทกซี่อาจได้รับอนุญาตให้รับผู้โดยสารซ้อนรายได้ ในกรณีเดินทางไปจุดหมายปลายทางใกล้กันหรือที่เดียวกัน ดังการรับผู้โดยสารจากโรงแรมไปยังสนามบิน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของผู้โดยสารที่จะได้ลดค่าโดยสารที่แบ่งจ่าย ทางเมืองเองก็ทำให้ลดการมีรถวิ่งบนท้องถนน และแทกซี่เองก็ได้รับค่าจ้างที่โดยรวมมากขึ้น

รถขนาดเล็กอย่าง Toyota Prius, Honda Civic, หรือ Volkswagen Jetta ซึ่งก็นั่งได้สบายเพียงพอสำหรับขนาดคนมาตรฐานทั่วไป แถมประหยัดน้ำมันเพราะเป็นระบบรถลูกประสม และคันเล็กมีน้ำหนักเบา ในสมัยก่อนๆ จะถือว่าเป็นรถเล็ก คนนั่งแทกซี่ไม่อยากนั่ง คนขับก็ไม่กล้าใช้ เพราะจะไม่มีคนเรียกใช้บริการ แต่ในยุคต่อไป ค่านิยมของคนที่ต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม จะทำให้มีคนเรียกใช้บริการรถขนาดเล็กมากขึ้น

รถ Minivan หรือรถที่นั่งได้ 7 คนนับว่าเป็นความสะดวก ปรับให้คนพิการใช้บริการได้สะดวก หากจัดรับผู้โดยสารจากสนามบินเข้าสู่เมือง สามารถรับผู้โดยสารได้จำนวนมากกว่ารถนั่งธรรมดา 2 เท่า

รถแทกซี่มีประโยชน์ เพราะโดยเปรียบเทียบ การมีรถแทกซี่บริการ 4 คันทำให้ลดการใช้รถส่วนตัวในเขตเมืองได้เฉลี่ย 10 คัน แถมรถแทกซี่ไม่ไปแย่งที่จอดรถในเมืองดังรถนั่งส่วนตัว

การกำหนดให้แทกซี่ที่ใช้ในเมืองนิวยอร์คต้องมีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ระดับ 25 ไมล์/แกลลอน และจะเพิ่มเป็น 30 ไมล์/แกลลอนในปีถัดไป ดังนั้นรถที่จะเข้าข่ายดังกล่าวได้ จึงเป็นรถยนต์ประเภทลูกประสมเป็นส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมด

ในแต่ละปี จะมีการเปลี่ยนและนำรถลูกประสม หรือรถประหยัดพลังงานเข้ามาแทนที่รถรุ่นเก่าที่สิ้นเปลืองพลังงาน และก่อมลพิษทางอากาศ เท่ากับเปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 20 ต่อปี

โดยกฎระเบียบของเมือง เจ้าของแทกซี่ต้องเปลี่ยนใหม่ทุก 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ แม้รถแทกซี่จะเป็นของเอกชน หรือบุคคล แต่ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ของคณะกรรมการควบคุมรถแทกซี่และรถยนต์นั่งบริการ (The Taxi and Limousine Commission) ซึ่งประธานกรรมการของคณะกรรมการดังกล่าวแต่งตั้งโดยนายกเทศมนตรีของเมืองนิวยอร์ค

ค่ารถยนต์ลูกประสมที่จะใช้มีราคาสูงกว่ารถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเดียว แต่อัตราการใช้แทกซี่ที่วิ่งระยะทางมากต่อปี ภายในเพียงปีเดียว ก็จะคุ้มค่าการประหยัดน้ำมันทดแทนราคาแบตเตอรี่ USD 10,000 หรือประมาณ 350,000 บาท

ดูตัวอย่างจาก Liaquat Janjma อายุ 50 ปีทำงานขับรถแทกซี่กะกลางคืน โดยใช้รถที่เพื่อนเป็นเจ้าของ เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา เขาได้เปลี่ยนรถจาก Crown Victoria คันใหญ่ ใช้น้ำมันปกติ มาเป็น Toyota Highlander ใช้เทคโนโลยีรถลูกประสม ด้วยพลังงานน้ำมันปิโตรเลียมและไฟฟ้า ปรากฏผลทันทีคือทุกคืน เขาสามารถประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้ระหว่าง USD20-50 หรือประมาณ 700 – 1,750 บาทต่อกะ ถ้าหากขับสองกะ ทุกวันอย่างในประเทศไทย หนึ่งวันประหยัดเงินได้ถัวเฉลี่ย 2,450 บาท หรือเดือนละ 73,500 บาท หรือปีละ 882,000 บาท นั่นแม้เมื่อบวกค่าซ่อมหรือบำรุงรักษาระบบแบตเตอรี่แล้ว ก็จะยังมีเงินเหลืออีกมากเพียงพอที่จะเป็นแรงจูงใจในการเปลี่ยนรถจากเดิมาใช้เป็นรถรุ่นใหม่ที่เป็นลูกประสม (Hybrid) ที่มีระบบใช้พลังงานไฟฟ้าประสม

ความจริงเมืองใหญ่อื่นๆของสหรัฐอเมริกา อย่าง San Francisco ใน California หรือ Boston ในรัฐ Massachusetts ก็ได้ผลักดันให้มีการนำรถลูกประสมมาใช้ในเมืองเช่นกัน แต่ยังไม่ได้กระทำเป็นขนานใหญ่เหมือนในเมืองนิวยอร์ค

จัดได้ว่าเมืองนิวยอร์คเป็นเมืองต้นแบบด้านการใช้การขนส่งสาธารณะ เมืองนิวยอร์คมีระบบรถไฟฟ้าใต้ดินที่เรียกว่า Subway ที่มีเครือข่ายครอบคลุมกว้างขวางที่สุดในสหรัฐอเมริกา และเมื่อใช้ร่วมกับสเครือข่ายรถประจำทาง (Buses) ซึ่งปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเป็นรถลูกประสม (Hybrid) ไปแล้วเป็นจำนวนมาก และเมื่อรวมกับรถแทกซี่ซึ่งมีการควบคุมค่าบริการ ทำให้คนนิวยอร์คไม่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะแม้รถยนต์โดยทั่วไปในสหรัฐอเมริกาจะมีราคาถูก ไม่เสียภาษีรถยนต์สูงอย่างในยุโรปหรือประเทศไทย แต่การมีรถยนต์ส่วนตัวไม่สะดวกในด้านที่จอดรถ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค

นายกเทศมนตรี Michael Bloomberg แห่งนครนิวยอร์ค ได้ผลักดันขนานใหญ่ที่จะปรับปรุงระบบรถแทกซี่ของเมือง และหากสำเร็จในวงกว้าง จะเป็นตัวผลักดันให้สหรัฐเองต้องให้ความสำคัญแก่รถและการขนส่งทางเลือก โดยเฉพาะรถลูกประสม ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับระบบไฟฟ้า (Hybrid) วิ่งได้ทั้ววันโดยไม่ต้องรอชาร์ตไฟเข้าแบตเตอรี่อย่างรถไฟฟ้าอย่างเดียว โดยความเป็นจริงแล้ว รถลูกประสมประหยัดพลังงานได้มากถึงร้อยละ 40-50 จากรถธรรมดาหากเป็นการวิ่งในเมืองที่ต้องวิ่งๆหยดๆ แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ราคาแบตเตอรี่ที่ต้องเปลี่ยนเป็นระยะ


ภาพ รถแทกซี่ในแบบใหม่ของนิวยอร์คที่เน้นความสะดวกสบาย บันทุกของได้ และใช้พลังงานไฟฟ้าลูกประสม (Hybrid cars)


ภาพ แทกซี่สีเหลืองในนิวยอร์ค ต้นแบบที่ชนะของ Nissan


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม Toyota Prius ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่กว่า Toyota Altis ในกรุงเทพฯ มากนัก


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ อย่าง Nissan Leaf จะมีเห็นวิ่งในนิวยอร์ค






Saturday, October 24, 2009

วิทยาลัยครูกำลังผลิตคนเพียงระดับปานกลางเท่านั้นหรือ

วิทยาลัยครูกำลังผลิตคน
เพียงระดับปานกลางเท่านั้นหรือ

ประกอบ คุปรัตน์
แปลและเรียบเรียงจาก

Are Teacher Colleges Turning out Mediocrity?
โดย Gilbert Cruz Friday, Time, Oct. 23, 2009

คำนำ

ผมจบการศึกษาแล้วก็ทำงานในคณะด้านการศึกษา หรือในวงการในการศึกษาเขาเรียกว่า ศึกษาศาสตร์ การศึกษา หรือครุศาสตร์บ้าง ในภาษาอังกฤษ ดังในประเทศสหรัฐอเมริกา จะเรียกว่า School of Education ซึ่งมีอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วไป เมื่อผมจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีด้านครุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย แล้วไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา ในระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งเป็นระดับปริญญาโท และเอก สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในใจ คือ เขาควบคุมคุณภาพมาตรฐานของการผลิตบัณฑิตด้านการศึกษาที่จะออกมาเป็นครูอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนเป็นนักบริหารการศึกษา ผู้นำ และนักคิดด้านการศึกษา กันอย่างไร

ผมได้คำตอบที่ไม่ชัดเจนนัก เพราะมันมีความแตกต่างกันระหว่างสถานศึกษา และในทางด้านวิชาชีพแล้ว วิชาชีพครูไม่เหมือนทางด้านวิชาชีพอื่นๆ เช่น แพทย์ กฎหมาย วิศวกรรมศาสตร์ เหล่านี้เขามีสมาคมวิชาชีพที่จะเข้ามาควบคุมระบบการผลิตบัณฑิต นอกเหนือไปจากการควบคุมโดยฝ่ายการศึกษาของรัฐแต่ละรัฐ

ในยามปัจจุบันที่ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐมีปัญหา ขาดความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพคนของเขาในเชิงเปรียบเทียบลดลง งานวิจัยและพัฒนาอ่อนด้อยลง ยิ่งทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงไปอีก อเมริกาดำรงอยู่ได้ด้วยการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศ ที่มีคุณภาพและราคาค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า ท้ายสุดจึงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างที่เป็นในปัจจุบัน ช่วงเวลาอย่างนี้ เขาจึงต้องหันกลับไปดูที่ระบบการศึกษาของเขาอีกครั้งว่า เขาเรียนกันอย่างไรในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ตลอดจนพิจารณาว่า เขาได้ใครมาสอน ซึ่งหมายถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา แล้วบุคคลเหล่านี้ทำหน้าที่จัดการเรียนการสอนกันอย่างไร ดีหรือไม่ ทันหรือไม่ทัน สอดคล้องหรือไม่กับโลกเศรษฐกิจที่ต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรงดังเช่นในปัจจุบัน

และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ต้องมีการติดตามเข้าไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการ พัฒนาครู คณะศึกษาศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาต่างๆว่าได้ทำหน้าที่กันอย่างไรในปัจจุบัน

ประกอบ คุปรัตน์
วันที่ 25 ตุลาคม ค.ศ. 2552

ความจริงการมีครูที่ดีนั้นเป็นที่รู้กันว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง พ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชนต้องการรู้ว่า ใครเป็นคนสอนลูกของตน และสอนอย่างไร ครูที่ดี นักเรียนจะจำได้ และจดจำไปนาน แล้วทำอย่างไรจึงจะได้ครูดีๆมาสอนเด็กๆในโรงเรียน

Are Teacher Colleges Turning out Mediocrity?
โดย Gilbert Cruz Friday, Time, Oct. 23, 2009

Arne Duncan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในสหรัฐเรียกว่า Secretary of Education ซึ่งเป็นทีมงานในคณะรัฐมนตรีของประธานาธิบดี Barack Obama เขาเคยทำหน้าที่เป็นศึกษาธิการของระบบการศึกษาของรัฐในเมืองชิคาโก ก่อนที่จะมารับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของโอบาม่า

เมื่อไม่นานมานี้ Arne Duncan ได้ไปบรรยายที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University's Teachers College) ในเมืองนิวยอร์ค ซึ่งจัดเป็นคณะศึกษาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ ในการนี้เขาได้กล่าวิพากษ์ระบบการผลิตบัณฑิตด้านการศึกษาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตครูกว่า 3.2 ล้านคนที่ทำงานอยู่ในโรงเรียนของรัฐทั่วประเทศในปัจจุบัน เขากล่าวว่า "โดยมาตรฐานไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตาม โรงเรียนหรือคณะด้านศึกษาศาสตร์ในประเทศเกือบทั้งหมด หรือเป็นส่วนใหญ่ของ 1,450 แห่ง กำลังทำหน้าที่อย่างที่เรียกว่า "ปานกลาง" (Mediocre) ในการเตรียมครูที่จะออกไปทำหน้าที่ในโลกแห่งความเป็นจริงของศตวรรษที่ 21 นี้" ในการใช้คำว่า "ปานกลาง" ในวงการอุดมศึกษานี้ ถือว่าเป็นการดูถูกเอามากๆทีเดียว เพราะวงการอุดมศึกษา มักจะต้องพูดถึงแต่คำว่า "ดีเป็นเลิศ" หรือ Excellence และที่เขากล่าวท้าทายนี้ เพราะมันเป็นจริงทีว่า คณะศึกษาศาสตร์ หรือหน่วยงานผลิตครูที่ตั้งอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆนั้น เปรียบเหมือนเป็น "ลูกเลี้ยง" ของระบบอุดมศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเด็นนี้ได้มีการพูดกันในหมู่นักการศึกษาและบุคคลที่ต้องการปฏิรูปการศึกษากันมานับเป็น 20-30 ปีแล้ว

แล้วเมื่อคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพออย่างนี้ แล้วผลจะเป็นอย่างไร การศึกษาของชาติจะเป็นอย่างไร

David Steiner ผู้บริหารการศึกษาของรัฐนิวยอร์ค (New York's education commissioner) กล่าวว่า “อันที่จริงแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่า และไม่สามารถรู้ได้ว่าผลของการเรียนของนักศึกษาด้านฝึกหัดครูที่จบออกไปนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะในวงการศึกษามักจะพยายามมองการศึกษา หรือวิธีการเรียนการสอนเป็นเหมือนอย่างศิลปะ (Undefinable Art)” กล่าวอย่างง่ายๆ ความสามารถของครูมักจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้มีการประเมิน และแม้มีการประเมินก็มักจะไม่เป็นที่ยอมรับในวงการศึกษา หรือวงการครู Steiner เคยวิจารณ์ว่า ในการเรียนการสอนในคณะศึกษาศาสตร์ทั่วๆไปนั้น มักจะไปเน้นทฤษฎีและปรัชญาด้านการศึกษา ทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญไปที่การมีประสบการณ์จริงในชั้นเรียน หรือต้องไปสอนจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ Steiner เห็นว่า การศึกษาของระบบฝึกหัดครูนั้นต้องเน้นไปที่ประสบการณ์จริง มากกว่าที่จะไปเน้นสิ่งที่เป็นสมมุติฐาน

Steiner ท้าทายว่า แล้วประกาศนียบัตรวิชาชีพครูจะมีความหมายอะไร หากเราบอกไม่ได้ว่า แล้วผลของการเรียนของนักเรียนที่ครูรับผิดชอบเป็นอย่างไร

รัฐมนตรีศึกษา Duncan ได้กล่าวว่า "ผมอยากกระตุ้นให้โปรแกรมการฝึกหัดครูในปัจจุบัน ต้องเน้นไปที่ผลด้านการเรียนของผู้เรียน" เขาเน้นให้ระบบผลิตครูนี้ได้หันไปศึกษารูปแบบที่จัดให้มีขึ้นที่รัฐลุยเซียน่า (Louisiana) ที่มีการจัดวางระบบที่ทำให้รู้ว่าผลการเรียนของเด็กนักเรียนในชั้น 4-9 คนหนึ่งนั้นเป็นเช่นไร สามารถติดตามไปได้จนถึงตัวผู้สอนเด็กคนนั้นว่าสอนกันมาอย่างไร และตามไปได้อีกว่า ครูเหล่านี้ได้รับการฝึกอบรมกันมาจากที่ไหน ว่าเป็นประเภทคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ หรือเป็นโปรแกรมประกาศนียบัตรแบบทางเลือก ดังเช่นในโครงการ Teach for America

ความจริงวิธีการติดตามผลการผลิตแบบนี้มีในภาคอุตสาหกรรมมานานพอสมควรแล้ว ดังเช่นในวงการผลิตรถยนต์ หากพบว่ามีความบกพร่องในระบบผลิต เขาจะติดตามไปวิเคราะห์ได้ว่ามันเป็นส่วนไหนของระบบผลิต และ มีรถยนต์กี่คันที่อยู่ในช่วงระบบผลิตที่มีปัญหานั้น และนั่นทำให้เขาสามารถเรียกสินค้านั้นมาปรับปรุงแก้ไขได้ใหม่ ในวงการยาก็เช่นเดียวกัน เขาจำเป็นต้องรุ้ว่า คนไข้ที่ได้รับยาไปนั้น เกิดผลดี หรือผลข้างเคียงอย่างไร แม้มีข้อบกพร่องเพียงสักเล็กน้อย ก็เป็นผลที่ก่อให้เกิดความเสียหาย การสูญเสียความเชื่อมันต่อผลิตภัณฑ์นั้นๆได้อย่างรุนแรง (ข้อสังเกต – ประกอบ คุปรัตน์, ตุลาคม ค.ศ. 2552)

"หากเราต้องการระบบฝึกหัดครูที่มีประสิทธิผลมากกว่านี้ เราต้องหันไปมองด้านอุปทาน (Supply side) ว่าเขาได้มีการจัดการเรียนการสอนครูเหล่านั้นกันมาอย่างไร" George Noell, นักวิจัยด้านการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐลุยเซียน่า (Louisiana State University) กล่าว

"ท่านต้องรู้ว่าใครจะมาเป็นคนสอน เขาได้รับการเตรียมตัวกันมาอย่างไร และที่ไหน เพื่อให้ท่านสามารถเชื่อมโยงไปได้ว่าใครสอนเด็กคนนั้น ใครเป็นคนสอนครูที่สอนเด็กคนนั้น และคนที่สอนอย่างได้ผลนั้นคือใคร อย่างไรก็ตาม การศึกษาติดตามลึกอย่างนี้ เหมือนเป็นการไปลงโทษคณะศึกษาศาสตร์ทั้งหลาย แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่ด้วยเจตนาที่จะปิดคณะศึกษาศาสตร์เหล่านี้ลง แต่เป็นความมุ่งหมายที่จะให้ได้ข้อมูลสะท้อนกลับไปยังคณะศึกษาศาสตร์เหล่านั้น เพื่อจะได้นำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการผลิตบัณฑิตออกมา

ในอีกแนวทางหนึ่ง คณะศึกษาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐลุยเซียน่าที่เมืองลาฟาแยต (The University of Louisiana at Lafayette) ได้หันไปเพิ่มมาตรฐานการรับเข้าของนักศึกษาในโปรแกรมฝึกหัดครู และมีโปรแกรมสอนเสริมหลังจากที่รับเข้ามาแล้ว เพื่อปรับแก้จุดบกพร่องที่นักศึกษาเคยมีมา

Richard Riley รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาคนก่อนหน้านี้ ก็ได้เคยให้ข้อสังเกตด้านปัญหาคุณภาพครูผู้สอนในสหรัฐก่อนหน้านี้มาเป็นสิบปีแล้ว

รัฐมนตรีศึกษา Duncan หลังจากวิพากษ์ระบบการศึกษาแล้ว ก็ได้เสนอว่า รัฐบาลกลางของสหรัฐจะมีเงินประมาณ 4,350,000,000 เหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการนวตกรรมด้านการฝึกหัดครู ที่ทำให้ครูได้อยู่ในชั้นเรียนนานขึ้น โดยมีครูที่มีประสบการณ์คอยช่วยในด้านการนิเทศการศึกษา เหมือนกับที่นักศึกษาแพทย์เมื่อต้องฝึกประสบการณ์วิชาชีพ (Medical residents) จะมีแพทย์ที่มีประสบการณ์คอยให้คำแนะนำอีกหลายปี ก่อนที่จะจบจากคณะแพทยศาสตร์ และออกไปประกอบอาชีพได้ตามลำพัง

คำท้าทายจากรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการคนใหม่ต่อวงการฝึกหัดครูสหรัฐอเมริกานี้ นับว่าสร้างความหวั่นไหว และแน่นอนว่าจะมีแรงต่อต้านตามมา เพราะไม่มีใครที่จะตื่นขึ้นมา แล้วออกมาบอกว่า “ผม/ดิฉันจะรับผิดชอบต่อการเรียนการสอนของผม/ดิฉัน” คนจะกลัว และอายที่จะต้องถูกประเมิน และนั่นก็เป็นสัจจธรรมของชีวิต

คำส่งท้าย

ในฐานะคนไทย และอยู่ในวงการศึกษาไทย ผมยินดีที่รัฐบาลปัจจุบันได้ให้ความสนใจต่อการศึกษา ดังเช่นมีนโยบายเรียนฟรี ชุดเรียนฟรี ตำราเรียนฟรี ทั้งนี้จัดเป็นการไปลดค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ผู้ปกครอง การกระตุ้นเศรษฐกิจได้ที่การจัดฝึกอบรมด้านต่างๆ มีการประเมินนับกันเป็นรายหัวของการฝึกอบรม แต่เท่าที่ทราบ ไม่มีวิธีการประเมินหรือบอกได้ว่า มีการฝึกอบรมกันแล้วได้ผลเป็นอย่างไร ใครเป็นคนสอน และสอนได้อย่างมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด

ผมอยากสรุปอีกครั้งว่าที่ได้ลงแรงแปลบทความที่ได้นี้ลงเผยแพร่ ก็เพื่อสะท้อนกลับมายังระบบการศึกษาไทย ระบบการฝึกหัดครูไทย ว่าได้ดำเนินการกันมาอย่างไร เรามีความจำเป็นต้องหันกลับมาดูที่วงการผลิตครูกันอย่างจริงจังหรือไม่ และอย่างไร

ก็ลองดูประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างก็แล้วกันครับ

การลับสมองอยู่ตลอดเวลา (Brain Fitness)

การลับสมองอยู่ตลอดเวลา (Brain Fitness)
ประกอบ คุปรัตน์

Keywords: Society, learning, การลับสมอง

คำว่า Physical Fitness น่าจะแปลได้ว่า “ความสมบูรณ์ของร่างกาย” อันหมายความว่ามีความพร้อมทางด้านร่างกายที่จะทำงานที่ต้องใช้ร่างกายได้อย่างดี คำว่า “สมบูรณ์” คนไทยหลายคนไปให้ความหมายเหมือนคำว่า “อ้วน” หรือมีเนื้อมาก

คำว่า Brain Fitness น่าจะหมายถึง ความสมบูรณ์ หรือความแข็งแรงของสมอง โดยมีพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ความสามารถด้านการใช้ส่วนความรู้ ความจำ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือ Cognitive abilities นั้นจะรักษาให้คงมีคุณภาพได้ ก็ด้วยต้องมีการใช้สมอง พัฒนาสมองอย่างต่อเนื่อง ผลการวิจัยเองพบว่า สมองนั้น หากมีการใช้ การได้ทำงานด้วยสมองอย่างพอเหมาะสม ทำงานสร้างสรรค์ ทำด้วยใจรัก สนุกที่จะทำ และทำอย่างสม่ำเสมอ และไม่เครียดจนเกินไป จะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหลงลืม (Dementia)

ความจริงการวิจัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ Brain Fitness นั้นไม่เหมือนกับด้านสุขภาพกาย ที่มีข้อค้นพบที่ชัดเจนมากกมายว่า การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะสม่ำเสมอจะช่วยทำให้มนุษย์มีสุขภาพดีแข็งแรงเป็นเวลายาวนาน ทำให้มีอายุที่ยาวนาน

ผมเองมีความเชื่อว่า อะไรก็ตาม ควรต้องเดินทางสายกลาง คือไม่ใช่ทำอะไรก็ต้องทำอย่างหมกหมุ่น หักโหม ไม่ได้หลับไม่ได้นอน อย่างนี้ก็มากเกินไป เหมือนกับคนอายุมากแล้ว แต่ยังอยากทำตัวเป็นคนหนุ่มสาว ออกกำล้งกายที่หนักเกินไป ก็อาจจะกลายเป็นการบั่นทอน การออกกำลังกายนั้น เขาแนะนำให้ออกกำล้งกายอยู่เสมอ แต่ว่าต้องให้พอเหมาะ ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป

สมองก็เช่นกัน คนเราก็ต้องใช้สมองไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่สมองเรายังทำงานได้ดี

ผมเองเกษียณอายุแล้ว ได้ลดงานที่จะต้องทำอย่างหนักลง ทำอะไรที่หลากหลายขึ้น อะไรที่ไม่เคยทำ ก็อยากจะทำ ทำเพื่อให้ได้เรียนรู้

คำว่า Life long learning หรือเรียนรู้ตลอดชีวิตนั้น นับว่าเป็นความจำเป็นสำหรับคน ที่ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ต้องหันมาเรียนรู้ใหม่ แต่เรียนด้วยใจอยากทำ ไม่ใช่ทำอย่างเครียด

ปัจจุบัน ผมชอบเข้าไปค้นหาความรู้ ดังเช่นใช้ Google เพื่อค้นหา ตามด้วยใช้สารานุกรมอย่าง Wikipedia เพื่อเรียนรู้ความรู้ด้านต่างๆอย่างกว้างขวาง รู้แล้ว ก็นำมาแปล และสอดใส่ความคิดความเห็นส่วนตัวของเรา และอาจนำประสบการณ์ที่ได้มาในชีวิตมาเพิ่มเติม

เดี๋ยวนี้ ผมเรียนรู้กิจกรรมออนไลน์อย่างคนรุ่นใหม่เขาทำกัน ดังเช่น การใช้ Twitter หรือที่เขาเรียกว่า Social Network คือเป็นการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับระบบสังคมออนไลน์ Twitter ทำให้ผมต้องเขียนอย่างสั้นๆ คือไม่เกิน 140 ตัวอักษร หรือประมาณ 2-3 บรรทัด เขียนแล้วก็ทำ Link หรือเชื่อมโยงกับความใหญ่ๆที่ผมชอบไปศึกษาและนำเสนอ ที่คนทั่วไปอาจไม่สนใจอย่างเรา

กิจกรรมที่ได้กระทำ ดังนี้ ก็ถือว่าเป็นการลับสมองที่เป็นประโยชน์ และก็อยากให้เพื่อนๆที่เคยเป็นนักวิชาการมาก่อน ลองมาทำดูบ้าง ผมเคยเป็นครูอาจารย์ มีหน้าที่ไปสอน ไปบรรยาย ก็ทำมามากแล้วในชีวิต ตอนนี้ก็หันมาเป็นนักเรียน เรียนทุกวัน เรียนแล้วก็นำมาเสนอแลกเปลี่ยนกัน

อีกอย่างหนึ่งที่ทำ คือการไปท่องเที่ยว ภรรยาผมเขาเป็นคนชอบท่องเที่ยวเหมือนกัน เมื่อจะเที่ยว เขาก็จะศึกษาสถานที่ อ่านหนังสือ ศึกษาแผนที่ วางแผนการท่องเที่ยว ผมเองเป็นประเภทไปไหนก้ได้ แล้วผมก็จะเข้าศึกษาผ่านอินเตอร์เน็ต เรียนรู้ หาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เรียกว่าไปเที่ยวกัน 2 คน แต่นำคนอีกหลายร้อยไปเที่ยวด้วย โดยกลับมาเขียนเล่าให้คนอื่นๆได้ชม และได้อ่าน

ความเป็นมาของคำว่า Comrade

ความเป็นมาของคำว่า Comrade

ประกอบ คุปรัตน์
ศึกษาและเรียบเรียง

คำว่า comrade เกิดขึ้นในราวศตวรรษที่ 16 ซึ่งในระยะนั้นเรียกว่า comerade ในภาษาสเปน คำว่า camarada แปลเป็นภาษาอังกฤษใกล้กับคำว่า room-mate หรือเพื่อนร่วมห้อง หรือคำในภาษาลาตินแต่เดิม คำว่า camera หรือ chamber แปลว่า "ห้อง" อย่างคำว่า การประชุมแบบ in camera ก็๋แปลว่า "การประชุมแบบปิดห้อง"

คำว่า Comrade มีการใช้ในทางการเมืองเริ่มแต่สมัยปฏิวัติฝรั่งเศสที่เรียกว่า French Revolution คือในราวช่วงปี ค.ศ. 1789 ที่เปลี่ยนแปลงจากระบอบกษัตริย์ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ (Republic) ทั้งนี้เพื่อเป็นการเลิกคำที่มีใช้ในระบบสังคมมีชนชั้น ดังเช่นคำว่า นาย (monsieur) หรือคุณนายผู้หญิง (Madame) ในทางปฏิวัติ เขาใช้คำว่า "citoyen(ne) หรือ Citizen พระเจ้าหลุยที่ 16 เมื่อถูกโค่นล้มจากความเป็นกษัตริย์ ก็ถูกเรียกว่า Citoyen Louis Capet มีสถานะเทียบเท่ากับคนหรือประชาชนคนอื่นๆ

เมื่อการเคลื่อนไหวด้านสังคมนิยมได้ขยายวงกว้างขวางในยุโรปในราวกลางศตวรรษที่ 19 ได้มีความพยายามหาคำที่แสดงความเท่าเทียมกันทดแทนคำว่า "Mister", "Miss", or "Missus" ซึ่งคำเหล่านี้มีความหมายว่า "นาย" เขาไปเลือกใช้คำว่า Comrade หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "สหาย" หรือเพื่อน เพื่อใช้แทน ในเยอรมันมีการใช้กันในปี ค.ศ. 1875 เมื่อเริ่มมีการจัดตั้งพรรคการเมืองที่ชื่อว่า "พรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งเยอรมัน" (The Socialist workers' Party of Germany) ในประเทศอังกฤษมีการใช้คำนี้ในปี ค.ศ. 1884 ในวารสารที่ชื่อว่าทางสังคมนิยม ที่ชื่อว่า Justice

ตามความหมายของคำ คำว่า comrade (คอมราด) มักจะใช้ในหมู่ผู้ชาย เป็นคำที่ในภาษาไทยใช้คำแปลว่า "สหาย" เป็นความหมายของเพื่อนในแบบร่วมองค์กร ทำกิจกรรมด้วยกัน ดังเช่น การเป็นทหาร หรือในวัฒนธรรมการเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม เขาจะเรียกคำว่า comrade นำหน้าชื่อ ดังเช่น Comrade Stalin หรือว่า Comrade Petrova เป็นต้น และในยามสงครามที่มีความรุนแรง เขาจะไม่ใช้ชื่อจริงนามสกุลจริง เพื่อป้องกันการไปทำร้ายบุคคลในครอบครัว

ในประเทศไทยในสมัยก่อนที่มีความขัดแย้งทางความคิดด้านการเมืองสูง คนไทยหวาดระแวงภัยจากคอมมิวนิสต์ ใครเรียกเพื่อนๆ ว่า สหาย ดูจะเป็นการเสี่ยง ดูจะทำให้บ้านเมืองสงสัยว่า เป็นพวกเอาใจออกห่าง เป็นพวกในป่า หรือพวกไปเข้าพรรคคอมมิวนิสต์ แต่สำหรับสมัยปัจจุบันที่พรรคคอมมิวนิสต์ในไทยได้ล่มสลายไปแล้วในทางปฏิบัติ การเรียกใครว่าสหายดูไม่น่ากลัว หรือสร้างความหวาดระแวง แต่กลายเป็นภาษาโบราณ

ในการปราศรัยทางการเมืองในประเทศไทยปัจจุบัน เขาจะเรียกผู้ฟังว่า "พ่อแม่ พี่น้อง" หรือคำว่า "พี่น้อง" อันเป็นการแสดงความใกล้ชิดดังญาติมิตร

ในบรรดาหมู่เพื่อนในโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ครูอาจารย์อยากให้เรียกกันว่ "คุณ ผม" หรือ ดิฉันหากเรียกตัวเองที่เป็นผู้หญิง หรือในบรรดาเพื่อนสนิทกัน เห็นมีกลับไปใช้ภาษาพื้นบ้านว่า "มึง หรือกู" ก็มี ในสมัยก่อนมีเรียกกันว่า"ลื้อ อั๊ว" ถ้าเป็นสมัยก่อนคงต้องโดนครูอาจารย์เรียกมาอบรมว่าใช้ภาษาไม่สุภาพ แต่ก็เห็นหลวงพ่อคูณท่านก็ใช้ภาษาเก่านี้

เดี๋ยวนี้ ถ้าจะสนิทกับใคร เรียกกันเป็นกลางๆ ว่า "เพื่อน" ก็ซึ้งใจพอแล้ว ในโลกที่แข่งขันกัน หวาดระแวงและไม่จริงใจต่อกัน การที่เราจะอยู่ได้อย่างมีเพื่อน เป็นเพื่อนที่ปรารถนาดีต่อกันจริงๆ นั่นก็ถือว่าประเสริฐสุดแล้ว

ความสำเร็จเกิดจากการต้องแสวงหา

ความสำเร็จเกิดจากการต้องแสวงหา

ประกอบ คุปรัตน์
สุภาษิต ความขยันหมั่นเพียร

มีคำกล่าวในภาษาอังกฤษว่า "God creates a worm for every bird - but He does not throw it in the nest." แปลได้ความว่า "พระเจ้าสร้างหนอนมาให้นกทุกตัว แต่ว่าท่านไม่ได้จับมันไปใส่ไว้ในรังนก" หมายความว่าในโลกนี้มีโอกาสอยู่โดยทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง แต่คนที่จะได้ประโยชน์ก็คือคนที่ต้องแสวงหา เพราะจะไม่มีโอกาสอะไรที่จะเดินเข้ามาหาเราได้ง่ายๆ โดยที่เราไม่ต้องออกแรงเหนื่อย.

ในภาษาไทยมีคำที่คนสรรสร้างขึ้นมาแล้วคล้องจองและเป็นแง่คิดที่ดีว่า อันคนเรานั้นมีโอกาสได้ทั้ง "พรสวรรค์" และ "พรแสวง" อันว่าพรสวรรค์นั้น ทุกคนต่างก็มีอยู่ เราจะรู้ว่าเราจะมีความถนัดเป็นพิเศษ ทำอะไรบางอย่างได้สำเร็จได้ไม่ยาก ทำแล้วทำอย่างสบายๆ แล้วบางทีก็ทำได้อย่างสนุกสนาน ถ้าเป็นดังนี้ก็ให้ตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่านั่นอาจเป็นพรสวรรค์ หรือเป็นสิ่งที่เหมือนสวรรค์ได้ให้เรามา แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนบางคนไม่ได้มีพรสวรรค์มากนัก แต่เป็นพวกมี "พรแสวง" เป็นคนมีความพยายาม มีโอกาสอะไรใหม่ๆ ก็สนใจศึกษา ศึกษาแล้วสนใจก็เรียนรู้เพิ่มเติม แล้วก็หาโอกาสฝึกฝน มีอุปสรรคขวากหนาม ก็ไม่ย่อท้อ ทำไม่ได้ดีเท่าคนอื่นๆ ก็พยายามเพิ่มขึ้น ฝึกฝนเพิ่มขึ้น จนทำได้ดีไม่แพ้คนอื่นๆ เขา และในบางครั้งก็สามารถพัฒนาขีดความสามารถจนถึงขั้นดีเด่นก็มี

อันคนเราถ้ามีทางเลือก คือให้มองหาสิ่งที่เป็นพรสวรรค์ของเรา แล้วพัฒนาสิ่งเหล่านั้นเพิ่มเติม มุ่งมั่นทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นด้วยความตั้งใจ เราก็จะประสบทั้งความสำเร็จ และมีความสุขกับชีวิต และในงานที่เราทำ นี่นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าคนเรามีพรสวรรค์ แต่ก็ไม่สนใจนำสิ่งที่ดีเหล่านั้นมาพัฒนาต่อ เสริมให้ได้ดีเด่นยิ่งขึ้น พรสวรรค์นั้นๆ ก็อาจจะหมดไป เป็นการสูญเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย



เทวดาตะเกียบยาว

เทวดาตะเกียบยาว

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob@sb4af.org

Keywords: ความช่วยเหลือ ความร่วมมือ, มนุษยสัมพันธ์

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว มีเทวดากลุ่มหนึ่ง สถิตบนสวรรค์ชั้นเจ็ด ในระยะหนึ่ง เกิดปรากฎการณ์เทวดาทั้งชั้นผอมโซ เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน ความทุกข์ส่งกระแสระอุไปถึงผู้ตรวจการบนสวรรค์ชั้นสูงขึ้นไป จนทำให้ต้องลงมาตรวจการ เมื่อลงมาตรวจการที่สวรรค์ชั้นเจ็ด ก็พบว่า เทวดาชั้นนี้ทุกคนมีตะเกียบพิเศษ ที่มึความยาวมาก นับเป็นวาทีเดียว และความที่ตะเกียบมีความยาวมากนี้เอง จึงเป็นผลที่ทำให้เทวดาไม่สามารถใช้คีบอาหารใส่ปากตนเองได้ เมื่อใช้คีบอาหารไม่ได้ แม้นมีอาหารมากมาย ก็ไม่ได้บริโภคอาหารเหล่านั้น

ในที่ประชุม เหล่าเทวดาชั้นเจ็ดจึงได้พร้อมใจกันขอร้องท่านผู้ตรวจให้นำตะเกียบแบบธรรมดามาให้แทนตะเกียบยาว จะได้รับประทานอาหารกันได้เสียที ร้อนถึงเทวดาผู้ตรวจการจึงได้กล่าวให้สติเทวดาทั้งชั้นว่า "ดูก่อนท่านทั้งหลาย ท่านล้วนมีของวิเศษที่เป็นตะเกียบที่ยาวกว่าชาวบ้าน วิเศษกว่าเขาอื่น ใยจึงจะไปเปลี่ยนเป็นตะเกียบแบบสั้นๆ ละ" เทวดาทั้งหลายก็ยังคงร้องขอให้เป็นตะเกียบสั้นอยู่อีก ท่านผู้ตรวจฯจึงต้องสาธิตวิธีการกินด้วยตะเกียบยาวให้ดู โดยท่านคีบอาหารแล้วแทนที่จะใส่ปากตนเอง ก็คีบอาหารใส่ปากคนอื่นๆ ที่ละคน ที่ละคน แล้วจึงสอนว่า "ท่านทั้งหลาย ท่านมีของดีวิเศษกว่าเขา ทำไมท่านจะต้องไปทำเหมือนคนอื่นๆ เขา" ท่านเพียงคีบอาหารใส่ปากเพื่อนๆ ของท่านไปหลายๆ คน และเขาเหล่านั้น ก็จะคีบอาหารใส่ปากของท่าน ทุกคนก็จะได้กินอาหารทิพย์จนอิ่มได้นั่นเอง

เทวดาชั้นเจ็ดได้เห็นการสาธิต ก็เลยได้สติ แล้วก็ปฏิบัติตาม ในที่สุดทุกคนก็ได้บริโภคอาหารกันอย่างถ้วนหน้า ไม่ต้องทนอดทนหิวอีกต่อไป

เปรียบย้อนกลับมาในโลกของเรา เรามีเทวดาตะเกียบยาวอยู่มาก เขามักจะเป็นคนมีอาชีพทำประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ และบางครั้ง ทำโดยที่ท้ายสุดตนเองไม่ได้อะไรตอบแทน ต้องกลายเป็นคนหิวโซ ยากจน ครูอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งก็เป็นเช่นนั้น แต่ยิ่งกว่านั้น ครูอาจารย์เหล่านี้ บางทีก็ต่างคนต่างอยู่ ไม่ได้ทำอะไรอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ต่างคนต่างทำ ต่างยึดมั่นถือมั่น ร่วมมือกันไม่ได้ ท้ายสุดต่างก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ถ้าคนฉลาดๆ คนเก่งๆ ของบ้านเมืองรู้จักร่วมมือกันทำงาน ต่างทำประโยชน์ให้แก่กัน แล้วก็จะไม่อดตาย ตรงกันข้ามต่างคนยึดมั่นที่จะทำประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ และต่างก็มีความเอื้ออาทรต่อกัน ทุกคนก็จะไม่ประสบความยากลำบาก แล้วก็ยังจะเป็นประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างมากมาย เหมือนกับพวกเทวดาทั้งหลายนั่นเอง