Wednesday, October 23, 2013

ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์

ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, ความเป็นผู้นำ, leadership, leader, ประเทศไทย, Thailand, ธรรมาภิบาล, good governance, การปรับโครงสร้าง, restructuring, re-engineering, พรรคประชาธิปัตย์, ปชป., Democrat Party of Thailand

ความนำ

ในขณะที่พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการเร่งรีบกฏหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ช่วยคนโกงให้พ้นผิดของฝ่ายพรรคเพื่อไทยว่าเป็น “ลางแห่งความพินาศ” แต่ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นทางเลือกทางการเมืองในระบบเลือกตั้ง นอกเหนือจากพรรคเพื่อไทยนั้น ก็ยังไม่เข้มแข็ง เป็นมวยจังหวะสอง รอเวลาเพียงให้ฝ่ายคู่ต่อสู้เพรี่ยงพร้ำ นักวิเคราะห์ทางการเมืองบอกว่าคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยในช่วง 2 ปี หลังจากได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยคะแนนอย่างท่วมท้นนั้น บัดนี้คะแนนนิยมน่าจะลดลงมาก แต่ขณะเดียวกันเขาก็วิจารณ์ว่า คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่เพิ่มขึ้น นั่นหมายความอย่างไร เพราะจริงๆแล้วไม่มีพรรคที่เป็นพรรคทางเลือกสายกลางอย่างแท้จริงในประเทศไทยปัจจุบัน มีแต่พรรค “เหาฉลาม” เกาะติดกับพรรคใหญ่ใดก็ตามที่จะได้เป็นรัฐบาล

ดังนั้น หากจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แท้จริง พรรคฝ่ายค้านในปัจจุบัน คือพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็ต้องมีการปฏิรูปตนเองให้มีความแข็งแกร่ง เพื่อให้เป็นพรรคทางเลือกของประชาชนในยามที่การเมือง เศรษฐกิจ และสภาพสังคมโดยรวมตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน

พรรคประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ลองดูข้อเสนอจากคนในพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่มีการเสนอให้ปรับโครงสร้างพรรค เพื่อเตรียมแก้วิกฤติ และแสวงหาโอกาสใหม่ทางการเมือง ที่จะเป็นความหวังของประชาชนได้หรือไม่ ก็ต้องนำไปศึกษาและติดตามความเคลื่อนไหวดู


ภาพ สัญญลักษณ์พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

การปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์

โครงสร้างพรรค และ การบริหารจัดการใหม่ ปชป.หลังการปฏิรูป

(1) ตั้งแต่วันพรุ่งนี้ส.ส.ปชป.จะได้รับร่างข้อบังคับใหม่เพื่อศึกษาก่อนประชุมร่วมกับคณะกก.บห.29พ.ย.และประชุมใหญ่ปลายธ.ค.เลือกคณะกก.บห.ใหม่

(2) โครงสร้างใหม่ของปชป.ประกอบด้วยคณะกก.กลางพรรค, คณะกก.บริหาร, คณะกก.ปฏิบัติการพื้นที่ (โซน), สมัชชาประชาชน., คณะกก.นโยบาย, คณะกก.ส่งเสริมปชต.

(3) สน.งานใหญ่พรรคประกอบด้วยสน.อำนวยการ, สน.นโยบาย, สน.ยุทธศาสตร์และการสื่อสาร, สน.ระดมทุน, สน.พัฒนาการมีส่วนร่วม, สน.กิจการเยาวชน, สน.หน.พรรค

(4) แต่ละสำนักงานมีผอ.เป็นนักบริหารมืออาชีพภายใต้การบริหารของผอ.พรรคในกำกับของเลขาธิการ ส่วนสน.นโยบายและสน.ยุทธศาสตร์ฯขึ้นตรงกับหน.พรรค

(5) หน.พรรคและรองหน.พรรค (รองหน.ภารกิจ-รองหน.ภาค)มีสำนักอำนวยการหน.พรรคเป็นหน่วยสนับสนุนการทำงาน และมีหน่วยงานดูแลการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

(6) การปฏิรูปโครงสร้างและระบบบริหารจัดการของปชป.ครั้งนี้เหมือนการรีเอนจิเนียริ่ง (Reengineering) เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

(7) โครงสร้างและระบบใหม่ทำให้มีสาขาพรรคและคณะกก.โซนครอบคลุม 375 เขตเลือกตั้งทำงานร่วมกับส.ส.และผู้สมัครของพรรคโดยมีนโยบายใหม่ๆนำเสนอปชช.

(8) การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเห็นมิติใหม่ของพรรคปชป.และนโยบายดีมีคุณภาพสำหรับประเทศและประชาชน พร้อมการบริหารแบบมืออาชีพทันสมัยฉับไวยึดมั่นประชาธิปไตย

(9) ในการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าเราเพิ่มได้อีก 60 ที่นั่ง ปชป.จะเป็นพรรคใหญ่สุดโดย 15 ที่นั่งมาจากส.ส.บัญชีรายชื่อและ 45 ที่นั่งมาจากส.ส.เขต

(10) 6เดือนนับแต่การจุดประกายปฏิรูปพรรคผ่านการโต้แย้งถกเถียงจนถึงวันนี้วันที่หัวหน้าพรรคและคณะกก.บห.พรรคเห็นชอบเดินหน้าปฏิรูปพรรคอย่างจริงจัง

(11) ส่วนแนวทางการทำงานทางการเมืองรวมทั้งการกำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีใหม่จะเป็นหน้าที่ของคณะกก.บห.ชุดใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งปลายปีนี้

(12) ช่วงเปลี่ยนผ่าน 2 เดือนนับจากนี้ของพรรคปชป.ถือเป็นห้วงเวลาที่ท้าทายของพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศในการก้าวข้ามอดีตสู่อนาคตใหม่


(13) จุดเปลี่ยนของปชป.จะก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนของการเมืองไทยและสร้างจุดเปลี่ยนสำหรับประเทศไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ ขอโอกาสให้กับพรรคปชป.นะครับ

(ข้อมูลจาก ทวีต อลงกรณ์ พลบุตร ) — with Teera Slukpetch and ทีมอลงกรณ์ ปชป.


ภาพ นโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ก็มีลักษณะเป็นประชานิยมเช่นกัน แต่ไม่หนักและไม่โดนใจคนมากเท่ากับนโยบายของพรรคเพื่อไทย ประเด็นจะต่างกันตรงที่ต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละนโยบาย และมีแนวทางว่าจะทำได้อย่างไร จะมียุทธศาสตร์ที่จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงการขายฝัน

ร้อยตำรวจเอกเฉลิม กับการใช้ชีวิตเกิดใหม่


ร้อยตำรวจเอกเฉลิม กับการใช้ชีวิตเกิดใหม่

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, ความเป็นผู้นำ, leadership, leader, ประเทศไทย, ธรรมาภิบาล, good governance, สุขภาพอนามัย, ทารกสะพรั่ง, baby-boomer,


ภาพ ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง


เมื่อผมไปสังเกตการณ์การชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลเมื่อราวต้นเดือนตุลาคม 2556 ได้ยินเสียงเฮสนั่นไปทั้งเมือง จากบริเวณที่ชุมนุมหน้าสนามม้านางเลิ้ง ได้ความในภายหลังว่ามีข่าวมาว่าร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุงได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งต่อมาได้ทราบข่าวยืนยันว่าไม่เป็นความจริง คุณเฉลิมได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว และไม่นานมานี้ก็มีข่าวว่าต้องฟุบขณะกำลังประชุม ต้องหามส่งโรงพยาบาลอีก

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2490 เป็นรุ่นที่เรียกว่า “ทารกสะพรั่ง” (Baby boomers) จบการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชีวิตของเขาเหมือนแมวเก้าชีวิต มีขึ้นจนในระดับดาวรุ่ง และตกอับก็หลายครั้ง แต่ในคราวนี้ในวัย 66 ปี การเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาลติดๆกันด้วยเลือดออกในสมอง ก็เท่ากับเป็นเรื่องเตือนสติว่า “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอนที่สุด” คนในรุ่นนี้ อาจมีชีวิตที่แข็งแรง สมองปราดเปรื่อง ยังทำงานได้ดีไปอีกถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพและพื้นฐานสุขภาพ แต่ก็อาจจะลาโลกจากไปเมื่อใดก็ไม่มีใครรู้ ผมเองก็เป็นคนในวัยนี้

ลาภ ยศ สรรเสริญ แก้วแหวนเงินทอง บ้านช่อง หรือรถยนต์หรูไม่มีความหมายอะไรแล้วสำหรับคนในวัยนี้ ชีวิตในช่วงนี้เหมาะที่สุดที่จะทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสังคม ทำโดยไม่ต้องคิดอะไร ทำอย่างเสียสละ หรือมิฉะนั้นก็ละเลิกทุกอย่างเสีย ใช้ชีวิตสงบสุขกับครอบครัวชื่นชมกับธรรมชาติรอบตัวตราบจนวันสุดท้าย

ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง นักการเมืองไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝั่งธนบุรีหลายสมัย ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อดีตรองนายกรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคมวลชน


ภาพ ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง (คนขวา) เป็นพันธมิตรการเมืองกับนายสมัคร สุนทรเวช มีสไตล์การทำงานการเมืองคล้ายๆกัน

ลางแห่งความพินาศ บทความโดย วสิษฐ เดชกุญชร


ลางแห่งความพินาศ บทความโดย วสิษฐ เดชกุญชร


ภาพ วสิษฐ เดชกุญชร

Matichon Online, วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เวลา 22:45:26 น.

คงจะเห็นและรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐสภาที่เสียงข้างมากเป็นของพรรคเพื่อไทย (ซึ่งทั้งรัฐบาลและรัฐสภาอยู่ภายใต้การบงการของ (พ.ต.ท.)ทักษิณ ชินวัตร) กำลังสมคบกันเดินหน้าอย่างเร่งรีบ เพื่อจะให้รัฐธรรมนูญได้รับการแก้ไข และเพื่อจะให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ถูกแก้ไขนี้ แม้จะมีผู้ร้องคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และศาลได้รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว แต่สภาก็รับร่างไว้พิจารณาและเห็นชอบด้วยเสียงส่วนใหญ่ และนายกรัฐมนตรีก็ได้นำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว หากทรงลงพระปรมาภิไธยก็จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญๆ หลายอย่าง

ประการแรกคือ สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันเมื่อสิ้นสมาชิกภาพแล้ว สามารถที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ได้ทันทีโดยไม่มีการเว้นระยะ 5 ปี ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ประการที่สอง บุพการี คู่สมรส หรือบุตรของสมาชิกวุฒิสภาสามารถที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งได้ด้วย ซึ่งเป็นข้อห้ามในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนี้ จะทำให้ฐานกำลังของพรรคเพื่อ ไทยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และพรรคจะสามารถคุมรัฐสภาเอาไว้ได้อย่างมั่นคง

ส่วนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมนั้น เมื่อสภารับหลักการและรับร่างกฎหมายแล้ว คณะกรรมาธิการวิสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีกรรมาธิการส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็รีบพิจารณาและเพิ่งจะรับหลักการไปแล้ว เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม กำหนดจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเป็นวาระที่ 3 ในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้

เป็นที่คาดหมายว่าทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็คงจะลงมติด้วยเสียงข้างมากรับร่างพระราชบัญญัติฉบับที่กล่าว ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และหากทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว จะมีผลทำให้บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของบุคคลหรือประชาชน ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมือง หรือที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิด โดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้น ภายหลัง การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง

แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

หมายความว่าผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกจับกุมคุมขังและต้องโทษในคดีที่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 (คือเมื่อมีรัฐประหารโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้า) รวมทั้งตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ และผู้ถูกใช้ จะพ้นจากความผิดและความรับผิด โดยสิ้นเชิงรวมทั้ง (พ.ต.ท.) ทักษิณด้วย ในกรณีของ (พ.ต.ท.)ทักษิณนั้น เมื่อพ้นผิดกลายเป็นผู้ บริสุทธิ์แล้ว รัฐก็จะต้องคืนทรัพย์สินที่ยึดไปจาก (พ.ต.ท.)ทักษิณจำนวน 43,000 ล้านบาท และดอกเบี้ยเป็นเงินประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้แก่ (พ.ต.ท.) ทักษิณด้วย ใช่แต่เท่านั้น (พ.ต.ท.) ทักษิณยังจะพ้นผิดในคดีอื่นๆ อีกหลายคดี อาทิ คดีโกงกล้ายาง 90 ล้านต้น คดีปล่อยเงินกู้ให้พม่าผ่านธนาคารเอ็กซิม (Exim) โดยเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตนเอง คดีทุจริตในการซื้อรถดับเพลิง โดยร่วมกับนายประชา มาลีนนท์ ซึ่งกำลังหลบหนีอยู่ และคดีสั่งธนาคารกรุงไทยให้ปล่อยเงินกู้ให้บริษัท กฤษดามหานคร โดยให้ประโยชน์ตกอยู่ที่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรของตน เป็นต้น

และเมื่อพ้นผิดในทุกกรณีเช่นนี้แล้ว (พ.ต.ท.) ทักษิณก็คงจะเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยได้อย่าง "เท่" ตามที่ตนต้องการ

เมื่อพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมกลายเป็นตะกร้าที่ใส่ (พ.ต.ท.) ทักษิณล้างน้ำ ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องมีผู้คัดค้านต่อต้านอย่างกว้างขวางและรุนแรง นอกจากกลุ่ม คปท.ที่กำลังชุมนุมอยู่ที่เชิงสะพานอุรุพงษ์ และกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ที่กำลังชุมนุมอยู่ที่สวนลุมพินี แล้ว กลุ่มสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งที่ประกาศจะระดมคนออกมาต่อต้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ก็คือสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งมีคุณสุริยะใส กตะศิลา เป็นกรรมการและผู้ประสานงาน กับกลุ่มอื่นๆ

ปฏิกิริยาล่าสุดที่จะต้องจับตามองก็คือพรรคประชาธิปัตย์ ในการปราศรัยกับประชาชนที่สนามหลวง 2 เขตทวีวัฒนา เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านไปนี้ ทั้งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ประกาศอย่างเปิดเผยและแข็งกร้าวว่า หากสภาผู้แทนราษฎร ลงมติรับร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมในวาระที่ 3 ก็จะไม่คอยจนกระทั่งร่างพระราชบัญญัติไปถึงวุฒิสภา แต่จะระดมประชาชนให้ออกมาชุมนุมต่อต้านทั้งประเทศทันที และการชุมนุมจะกระทำ "อย่างสันติ อหิงสา ใช้อารยะขัดขืน ไม่มีการใช้อาวุธ ไม่มีการเผาบ้านเผาเมือง"

รัฐบาลคงจะคาดหมายไว้แล้วว่าจะต้องมีการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะฉะนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้ยืดเวลาการใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงออกไปอีกจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน เห็นได้ชัดว่าเพื่อควบคุมการชุมนุมเอาไว้ในวงจำกัด

ทั้งสิ้นนี้เป็นสัญญาณแสดงว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และประชาชนที่ต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม กำลังเดินหน้าเข้าเผชิญกัน และเมื่อไม่มีฝ่ายใดยอมลดท่าทีอันแข็งกร้าวลง ก็น่าวิตกว่าการปะทะกันจะเกิดขึ้น และถ้ารัฐบาลตัดสินใจใช้ไม้แข็ง สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม การปะทะกันก็อาจจะบานปลายออกไปเป็นการจลาจล

รัฐบาลอาจเป็นฝ่ายชนะในเบื้องต้น แต่ชัยชนะของรัฐบาลก็จะเป็นแต่เพียงการชะลอความพินาศที่จะเกิดขึ้นในที่สุดเท่านั้น

ที่มา:มติชนรายวัน 22 ต.ค.2556

Tuesday, October 22, 2013

ฟังคนที่รวยที่สุดในโลก วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett) เขาสอนให้ฟัง


ฟังคนที่รวยที่สุดในโลก วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett) เขาสอนให้ฟัง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: เศรษฐกิจทุนนิยม, free market economy, นักธุรกิจแนวหน้า, business magnate, นักลงทุน, investor, ผู้มีกุศลจิต, philanthropist, วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟต, Warren Edward Buffett


ภาพ วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett)

ผมอยากให้คนที่มั่งคั่งในประเทศไทย ได้อ่านและติดตามประวัติชีวิตของคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เขาคิด และเขาประพฤติปฏิบัติกันอย่างไร อยากให้นักการเมืองที่หลงในอำนาจที่นำมาซึ่งเงินทอง ได้มีโอกาสสำรวจชีวิตของคนเอง ว่าอยากรวยไปเพื่ออะไร ในเมื่อความมั่งมีนั้น ประวัติศาสตร์บอกว่า ท่านไม่สามารถรักษามันได้ เมื่อท่านเสียชีวิตลงแล้ว และแม้แต่ทายาทที่รับสมบัติมหาศาลนั้นไป เขาทั้งหลายก็มักจะไม่สามารถรักษามันได้เกิน 3 ชั่วอายุคน

วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟต (Warren Edward Buffett) ผู้เกิดในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1930 นักธุรกิจชาวอเมริกัน นักลงทุน และผู้ให้การบริจาค (Philanthropist) เขาได้รับการยอมรับในฐานะนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในศตวรรษที่ 20  บัฟเฟตเป็นประธานและผู้บริหารสูงสุด และผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ (Berkshire Hathaway) เขาได้รับการจัดอันดับเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอย่างต่อเนื่อง เขาได้รับการจัดอันดับเป็นคนรวยที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2008  และรวยอันดับสามในปี ค.ศ. 2011 ในปี ค.ศ. 2012 นิตยสาร Time ของอเมริกันให้ฉายาเขาว่าเป็นหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก

ในปี ค.ศ. 1988 บัฟเฟตกล่าวถึงทัศนะที่มีต่อทรัพย์สินเงินทอง และชีวิตของเขาดังนี้

ผมไม่มีปัญหารู้สึกผิดเกี่ยวกับความมั่งมี ผมมองเห็นเงินของผมเป็นเหมือนเช็คเรียกเก็บเงินจากสังคมจำนวนมหาศาล มันอาจเปลี่ยนเป็นการใช้จ่าย (Consumption) ที่ผมจะทำอะไรก็ได้ หากผมต้องการใช้มัน ผมสามารถจ้างคนสัก 10,000 คนให้มาวาดภาพผมทุกวันไปตลอดชีวิตของผม แล้วอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (GD) ก็จะสูงขึ้น แต่ผลิตผลจากการใช้จ่ายนั้นก็ไม่มีค่า แต่หากผมใช้คนทั้ง 10,000 คน ให้ทำวิจัยเรื่องโรคเอดส์ (AIDS) หรือไปสอนหนังสือ หรือทำงานพยาบาล มันจะมีคุณค่ากว่ามาก ผมไม่ได้ใช้เช็คเรียกเก็บเงินเหล่านั้นเพื่อตัวเองมากนัก และผมจะให้เช็คเหล่านี้แก่สาธารณกุศลเมื่อผมและภรรยาเสียชีวิต (Lowe 1997:165–166)

กับนิตยสาร NY Times ในบทความเรื่อง “ผมไม่เชื่อในความมั่งคั่งดังเป็นราชวงศ์” บัฟเฟตเรียกคนที่มั่งคั่งในสภาพความมั่งมีดังนั่งอยู่บนกองเงินกองทองที่พ่อแม่และวงศ์ตระกูลสะสมให้ เรียกคนเหล่านี้ว่า “สมาชิกสโมสรสเปิร์มโชคดี” (members of the lucky sperm club) บัฟเฟตได้เขียนหลายๆครั้งถึงความเชื่อของเขาในระบบตลาดเสรีว่า คนรวยสามารถหารางวัลได้มากมายเกินกว่าความสามารถของเขา
พี่น้องทั้งหลาย ในสังคมไทยเราทุกวันนี้ เรามีปัญหากันอย่างมาก ด้วยความอยากได้ที่ในที่สุด หรือความโลภในลาภ ยศ สรรเสริญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง หากเรามีปัญญา มีเงิน มีอำนาจ ก็พึงใช้มันเพื่อยังประโยชน์แก่คนอื่นๆที่เขายังขาดโอกาสอยู่เถิด


อินเดียเน้นการส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กสำหรับรถยนต์


อินเดียเน้นการส่งออกเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กสำหรับรถยนต์

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: เครื่องยนต์ดีเซล, diesel engine, ยูโรดีเซล, Euro-diesel, Bio-diesel, ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน, Fuel efficiency, อินเดีย, India, ญี่ปุ่น, Japan,  Maruti Suzuki, Honda, Fiat, อิตาลี, Italy

 อินเดีย (India) เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เพียงรองจากประเทศจีน โดยปัจจุบันมีประชากร 1,210 ล้านคน มีพื้นที่ 3,287,590 ตารางกม. เมื่ออินเดียใช้นโยบายเปิดตลาด ทั้งเพื่อการส่งออก และใช้ระบบตลาดเสรีในประเทศมากขึ้น ชาวอินเดียบริโภคมากขึ้น มีคนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น อินเดียจึงเป็นตลาดใหญ่ ที่อุตสาหกรรมทั่วโลกต่างสนใจ รวมถึงประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีประสบการณ์ในการพัฒนารถยนต์นั่งมาในระดับแนวหน้าของโลก

เครื่องยนต์เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ เครื่องยนต์เบนซิน (Petrol) ใช้น้ำมันที่มักผลิตจากปิโตรเลียม โดยทั่วไปยังมีสัดส่วนการใช้พลังงานจากแอลกอฮอลทดแทน (Gasohol) ไม่มากนัก แต่เครื่องยนต์ดีเซลไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก สามารถใช้น้ำมันจากพืชตามธรรมชาติทดแทนได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ และนอกจากนี้ โดยปริมาณที่เท่ากัน น้ำมันดีเซลมีมวลพลังงานที่แน่นกว่าและมากกว่า ทำให้มีประสิทธิภาพให้พลังงานได้มากกว่าน้ำมันเบนซินอย่างที่เราใช้กันถึงร้อยละ 40

 

ภาพ รถยนต์ Suzuki Swift อย่างที่เห็นในตลาดรถยนต์เมืองไทย ใช้เครื่องยนต์ใหญ่สุดได้ถึง 1.6, 1.8 หรือ 2.0  ลิตร ขึ้นอยู่กับตลาดนั้นเป็นตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ยุโรป หรืออเมริกาเหนือ แต่ตลาดประเทศกำลังพัฒนา เขาต้องใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กลง ประหยัดค่าพลังงาน จึงหันมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก ดังเช่น 1.0 ลิตร



ในยุโรปกว่าครึ่งหนึ่งของรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนน ใช้เครื่องดีเซล ซึ่งเครื่องยนต์เทคโนโลยียุโรป หรือที่เรียกว่า Euro-diesel มีประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันได้อย่างหมดจด ให้พลังเร่งได้ดี มักจะพัฒนาในแบบที่เป็น Turbo ที่นำพลังงานและความร้อนกลับไปใช้ใหม่ได้ดียิ่งขึ้น เครื่องยนต์เดินได้เรียบและเงียบ มีระบบลดแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องมายังตัวรถได้ดีขึ้น แต่กล่าวโดยรวมแล้ว เครื่องยนต์ดีเซลมักจะเป็นเครื่องที่ใช้กับรถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ได้ดีมากแล้ว แต่ยังไม่มีการพัฒนาเพื่อใช้ในรถยนต์ขนาดเล็กมากนัก

อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยมีสองบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในตลาดข้ามชาติ คือ Honda และ Maruti Suzuki ได้วางแผนระยะยาวที่จะพัฒนาและผลิตเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กสำหรับตลาดในอินเดีย และตลาดเกิดใหม่ในโลก ซึ่งน้ำมันจะมีราคาแพงขึ้น แต่ความต้องการใช้รถยนต์ส่วนตัวก็เกิดมากขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาใหม่ๆ ทั้งในเอเชียและทั่วโลก ทางเลือกคือการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กที่ใช้น้ำมันที่มีทางเลือกในการผลิตได้จากธรรมชาติอย่างดีเซล

ในปี ค.ศ. 2012 บริษัท Maruti Suzuki ได้รวมกับบริษัท Suzuki Powertrain India ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Suzuki Motor Corporation แห่งประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว ทั้งนี้เพื่อทำให้ระบบผลิตเครื่องยนต์ดีเซลให้อยู่ในการจัดการเดียว ตามข่าวที่ปรากฏ บริษัทนอกจากจะผลิตเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กที่ใช้กับรถยนต์นั่ง คือขนาด 1 ลิตร เครื่องยนต์นี้กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาในประเทศญี่ปุ่น และคาดว่าจะออกสู่ตลาดในปี ค.ศ. 2014

เครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร เป็นเครื่องยนต์แบบ 3 สูบ ในขณะที่เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตรที่ใหญ่กว่า จะเป็น 4 สูบ ดังที่มีใช้อยู่โดยทั่วไป ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.4 ลิตรจะเข้ามาทดแทนเครื่องยนต์ดีเซล Multijet ของบริษัท Fiat ซึ่งจะหมดสัญญาในปี ค.ศ. 2015 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลที่เคยใช้เครื่องของ Fiat ขนาด 1.3 ลิตรนั้น Suzuki จะเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.4 ลิตร ในขนาดใกล้เคียงของตนเองแทน


ภาพ Suzuki Alto ใช้ขนาดเครื่องดีเซลเล็กขนาด 1.0 ลิตร และตามข่าวอาจมีการใช้เครื่องดีเซลพัฒนาใหม่ที่ขนาด 800 ซีซี

ปัจจุบัน Maruti Suzuki ได้ส่งออกรถยนต์รุ่น A-Star, Alto, Estilo, Ritz และรุ่น 800 ไปมากกว่า 125 ประเทศ รถ Suzuki รุ่น A-Star และ Estilo จะช่วยกระตุ้นยอดการส่งออกและสามารถทำให้รถ Suzuki บุกตลาดที่เกิดใหม่ในต่างประเทศได้

ในอีกด้านหนึ่ง บริษัท Honda เป็นบริษัทผลิตรถยนต์คุณภาพ ระดับส่งออกไปอเมริกาเหนือ และยุโรป ก็มีแนวทางในการพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลในระดับที่จะแข่งขันกับเครื่องยนต์ดีเซลที่พัฒนาและใช้กันในยุโรป ดังที่เรียกว่า Euro-diesel แต่ญี่ปุ่นน่าจะมีความสามารถทำได้ดีเท่า แต่ในราคาที่แข่งขันได้มากกว่า

บริษัท Honda Motors ต้องการแสดงให้เห็นว่า “สิ่งดีๆคือการทำให้เล็กลง” โดยประกาศว่าจะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร ชื่อ i-DTEC diesel engine ซึ่งจะผลิตในโรงงานที่ Swindon ประเทศสหราชอาณาจักร โดยเน้นตลาดในยุโรป ซึ่งคุ้นเคยกับการใช้เครื่องยนต์ดีเซลในรถยนต์นั่งอยู่แล้ว เครื่องยนต์ดีเซลนี้มีน้ำหนักเบาที่สุดในชั้นของมัน

เครื่องยนต์ดีเซล i-DTEC นี้เป็นผลผลิตของโปรแกรม Earth Dreams Technology ของ Honda เครื่องยนต์ขนาดเล็กนี้ นอกจากจะให้พลังงานที่เพียงพอแล้ว ยังมีขนาดเล็กลงอย่างมากด้วย

เป้าหมายของการพัฒนา คือทำให้เครื่องดีเซล i-DTEC ขนาด 1.6 ลิตรนี้ มีน้ำหนักเบากว่าเครื่อง i-DTEC ขนาด 2.2 ลิตร 47 กิโลกรัม เพราะการทำให้น้ำหนักเบานี้ ลูกสูบจะมีความหนาเพียง 8 มิลลิเมตร ส่วนฝาสูบ (Cylinder head) ทำด้วยอลูมิเนียมที่นอกจากจะช่วยระบายความร้อนได้ดีแล้ว ยังทำให้น้ำหนักโดยรวมของเครื่องลดลง

เครื่องยนต์ขนาดเล็กนี้จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยจะมีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่ 78.5 ไมล์/แกลลอน (3 ลิตร/100 กม.) ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 94 กรัม/กม.

อีกด้านหนึ่งนอกจากจะทำให้เครื่องยนต์มีน้ำหนักเบาแล้ว ยังต้องลดการเสียดทาน โดยทำให้ลูกสูบและกระบอกสูบ (Piston skirt) มีขนาดสั้นลง ในความเร็วระดับ 1500 รอบ/นาที (RPM) เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตรนี้มีแรงเสียดทานลดลงกว่าเครื่องรุ่น i-DTEC ขนาด 2.2 ลิตร ถึงร้อยละ 40


ภาพ เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก 1.6 ลิตร น้ำหนักตัวเครื่องเบา แต่ทรงประสิทธิภาพด้านการใช้พลังงาน 


ภาพ เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กของ Honda แบบผ่าโครงสร้างให้เห็น

Sunday, October 20, 2013

ตัดสินใจอย่างนิ่ง เฉียบขาด และไม่ใช้อารมณ์ ดัง Mr. Spock


ตัดสินใจอย่างนิ่ง เฉียบขาด และไม่ใช้อารมณ์ ดัง Mr. Spock

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, ความเป็นผู้นำ, leadership, leader, สหรัฐอเมริกา, United States, USA, บารัค โอบาม่า, Barack Obama, สปอค, Mr. Spock,


ภาพ มิสเตอร์สปอค (Mr. Spock) คนยืนด้านซ้าย

สปอค (Spock) คือตัวละครในภาพยนตร์โทรทัศน์ชื่อ Star Trek ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ระดับสูงในยานอวกาศชื่อ Enterprise และเขาเป็นผู้นำดูแลยานอวกาศเป็นบางครั้ง เขาเป็นคนลูกประสมระหว่างความเป็นมนุษย์และพวกดาววัลแคน ในบทละคร เขาทำงานร่วมกับกัปตัน James T. Kirk สปอคเป็นผู้ตัดสินใจด้วยเหตุผล ข้อมูลความรู้ และตรรกะ แบบไม่ใช้อารมณ์เหมือนมนุษย์ทั่วไป

ด้วยวิธีการคิดและตัดสินใจที่เมื่อถึงจุดแตกหัก ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า มักจะเป็นคนตัดสินใจในแบบนิ่งและเฉียบขาด จึงมักถูกล้อเลียนว่าเป็น Mr. Spock

วิธีการตัดสินใจของโอบาม่า ผู้ซึ่งในประวัติการเมือง เขาเป็นนักการเมืองสายพิลาป ไม่เห็นด้วยกับอเมริกันในบทบาทการเข้าไปทำสงครามในต่างแดน เขาเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ ส่วนหนึ่งด้วยเข้ากล้ายืนในจุดที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าทำสงครามในอิรัค (Iraq) และเป็นคนเดียวที่แสดงความไม่เห็นด้วยในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้ลูก

แต่เมื่อโอบาม่าเข้ารับตำแหน่ง เขาต้องตัดสินใจตามสภาพข้อมูลและความเป็นจริง จะว่าโอบาม่าเป็นผู้นำสายพิลาปก็คงไม่ใช่แล้ว ดังจะดูได้จาก การตัดสินใจเข้าสู่สงครามในลิเบีย แม้จะเป็นแบบเข้าเร็ว และออกเร็ว ในการติดตามล่าสังหารโอซามา บินลาเด็น (Osama bin Laden) เขาตัดสินใจส่งทหารนาวิกโยธินหน่วย SEAL เข้าไปปฏิบัติการณ์ล่าสังหารบินลาเด็นในประเทศปากีสถาน ซึ่งมีทั้งความเสี่ยงที่จะผิดพลาด และไม่สำเร็จ เสี่ยงที่จะมีความขัดแย้งกับรัฐบาลปากีสถาน ความแตกต่างคือ เขาเสี่ยงตัดสินใจ แต่อย่างคำนวณความเสี่ยงในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ แล้วเขาก็ทำสำเร็จ

ด้วยความที่เป็นคนใจเย็น แต่เมื่อต้องตัดสินใจ เขาตัดสินใจในสิ่งที่ยากลำบากได้ อย่างไม่หวั่นไหว
หากเปรียบการบริหารประเทศไทยอย่างมีประสิทธิผล (Effectiveness) มีธรรมาภิบาล (Good Governance) คนทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านเศรษฐกิจ จะมีบุคลิกคล้าย Mr. Spock มากที่สุด มีบุคลิกภาพอย่างที่ฝรั่งเขาเรียก Cool คือเป็นคนที่เยือกเย็นและสุขม

กล่าวคือ คนที่ทำหน้าที่นี้ ต้องเป็นคนฉลาด รอบรู้ คิดอย่างต้องมีข้อมูลแม่นยำ รอบคอบ และมองสรรพสิ่งอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจ เขาต้องนิ่งและไม่หวั่นไหว เมื่อจำเป็น เขาต้องพร้อมที่จะแสดงความคิดเห็นต่างจากผู้บังคับบัญชา นายกรัฐมนตรี หรือประชาชน โดยยืดหลักการมีข้อมูลและหลักวิชา โดยไม่หวั่นไหวถึงความมั่นคงหรือความอยู่รอดของตนเอง เพราะในท้ายสุด ความอยู่รอดของยาน Enterprise คือสวัสดิการของทุกคน


ภาพ ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า (Barack Obama) ขณะพบกับนางอองซาน ซูจี ที่เขาแสดงบทบาทยืนยันด้านสิทธิมนุษยชน


ภาพ บารัค โอบาม่า กับบทบาทสัมพันธภาพกับรัสเซีย ซึ่งมีทั้งมีสัมพันธภาพทีีดี และที่ขัดแย้งกัน


ภาพ โอซามา บินลาเด็น (Osama bin Laden) ซึ่งโอบามา ตัดสินใจสั่งสังหารอย่างเฉียบพลัน ด้วยการส่งหน่วยนาวิกโยธิน SEAL เข้าโจมตี ณ ที่ซ่อนแห่งหนึ่งในปากีสถาน

กรณีศึกษา Obamacare ในการต่อสู้ มีบางครั้ง ต้องตัดสินใจเอาชนะเด็ดขาด


กรณีศึกษา Obamacare ในการต่อสู้ มีบางครั้ง ต้องตัดสินใจเอาชนะเด็ดขาด

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, สหรัฐอเมริกา, United States, USA, บารัค โอบาม่า, Barack Obama, การบริหารความขัดแย้ง, conflict management, crisis management, สุขภาพดีถ้วนหน้า, Universal healthcare, Obamacare, Patient Protection and Affordable Care Act – PPACA, กลุ่ม Tea Party


ภาพ กลุ่มผู้รณรงค์สนับสนุน Obamacare

ในการตัดสินใจแก้ปัญหาความขัดแย้ง (Conflict management) บางครั้งเราต้องยอม บางครั้งใช้การเจรจา ได้บ้าง เสียบ้าง (Compromise) บางอย่างคิดให้ดีแล้วชนะด้วยกันทั้งสองฝ่ายได้ (Win/Win) แต่บางครั้งเมื่อคิดรอบคอบแล้ว ต้องเลือกการชนะอย่างเด็ดขาด (Win/Lose)

โอบาม่าในการเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง เขาไม่ต้องกลัวเสียคะแนนนิยมอีกต่อไป จึงเลือกที่จะไม่เจรจาต่อรองเรื่อง "นโยบายสุขภาพดีถ้วนหน้า" หรือ Obamacare ซึ่งจะต้องมีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อแลกกับการผ่านร่างกฎหมายกรอบงบประมาณ ซึ่งถูกชักพาไปโดยกลุ่มอนุรักษ์สุดขั้วของพรรครีพับลิกันฝ่ายตรงกันข้าม ฝ่ายบริหารถูกด่าว่าบ้าง แต่ฝ่ายตรงข้ามเสียหายมากกว่า

อเมริกาเป็นชาติที่การแพทย์ก้าวหน้าที่สุด และขณะเดียวกันก็ล้าหลังที่สุด

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีความพยายามทำให้คนอเมริกันได้มีหลักประกันสุขภาพดีถ้วนหน้า อย่างที่ทั่วไปเรียกว่า Universal healthcare

ในประเทศสหรัฐอเมริกา กฎหมายปกป้องสิทธิผู้ป่วยและการได้รับการรักษาพยาบาลที่ไม่แพง (Patient Protection and Affordable Care Act - PPACA) ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า Affordable Care Act (ACA) หรือโอบาม่าแคร์ (Obamacare) เป็นกฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลกลางสหรัฐ นำเสนอโดยประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า จนผ่านเป็นกฎหมายของรัฐบาลกลางในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2010 นับเป็นความพยายามที่จะปฏิรูประบบการดูแลสุขภาพของคนอเมริกันทั้งประเทศ นับเป็นการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ หลังจากที่ได้มีกฎหมาย Medicare และMedicaid

ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton, ซึ่งอยู่ในตำแหน่งในช่วง January 20, 1993 – January 20, 2001)ได้มีความพยายามนำเสนอการปฏิรูประบบสาธารณสุขของอเมริกันมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ ในยุคสมัยของโอบาม่า ซึ่งอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีสองสมัย ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม ปี ค.ศ. 2009 เขาถือนโยบายปฏิรูปการดูแลสุขภาพประชาชนเป็นหนึ่งในสี่นโยบายสำคัญที่หาเสียงเอาไว้ และต้องทำให้สำเร็จ กฎหมายนี้แม้ได้ตราเป็นกฎหมายแล้ว และผ่านการพิจารณาการตีความของศาลสูงสหรัฐแล้ว แต่ก็ยังได้รับการต่อต้านจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมมากที่สุด และล่าสุดถูกลากเข้าไปร่วมในการต่อรองที่จะผ่านหรือไม่ผ่านกฎหมายงบประมาณของรัฐบาลกลาง แต่ฝ่ายประธานาธิบดีโอบาม่าไม่ยอมเจรจา จนในท้ายสุด ต้องปิดกิจการรัฐบาลกลาง (Government shutdown) นานกว่า 16 วัน ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 2013 และในที่สุดก็ต้องผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ และนับเป็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายต่อต้านกฎหมาย Obamacare นี้


ภาพ มิท รอมนีย์ (Willard Mitt Romney) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ผลักดันนโยบายประกันสุขภาพในรัฐแมสซาชูเสตสมัยเมื่อเป็นผู้ว่าการรัฐ แต่เมื่อแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับโอบาม่า กลับมีนโยบายไม่เห็นด้วยกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ผลักดันโดยรัฐบาลกลาง