Wednesday, October 21, 2015

คนดีสร้างทีม All Blacks ที่ดียิ่งขึ้น

คนดีสร้างทีม All Blacks ที่ดียิ่งขึ้น

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การกีฬา, sports, รักบี้, rugby, ประเทศนิวซีแลนด์, New Zealand, All Blacks, ความเป็นผู้นำ, leadership, การจัดการ, management

ศึกษาและเรียบเรียงจาก The All Blacks guide to being successful (off the field) เคล็ดลับของทีม All Blacks รักบี้ทีมชาติของประเทศนิวซีแลนด์ ที่เราอาจเรียนรู้การสร้างความสำเร็จ ไม่ว่าจะในอาชีพใดๆ หรือองค์การใดๆ เขียนโดย James Kerr, 14 Nov 2013


ภาพ ทีม All Blacks ชายชุดดำทั้งชุด เสื้อ การเกง และถุงเท้า

ความนำ

เมื่อเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา James Kerr จาก Telegraph ได้เขียนถึงทีมกีฬาที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก ทีม All Blacks ทีมชาติรักบี้ของประเทศนิวซีแลนด์ ในช่วงกว่า 100 ปีที่ผ่านมามีอัตราการชนะกว่าร้อยละ 75 เป็นทีมชนะเลิศที่มากที่สุดไม่ว่าในกีฬาใดๆ


ภาพ การเต้น Haka ของทีม All Blacks เป็นการเรียกขวัญและกำลังใจในการแข่งขัน ไปแข่งในประเทศไหน เขาก็จะเต้น Haka นี้ นับเป็นสีสันของทีม

แต่ในปี ค.ศ. 2004 บางสิ่งบางอย่างเลวลง ในการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลก นักรักบี้อาวุโสของทีมขู่จะลาออก การลงโทษทางวินัยเพราะเมาสุราและก่อความวุ่นวาย และยิ่งแย่กว่านั้น All Blacks ก็แพ้กันอย่างต่อเนื่อง

เพื่อตอบสนองต่อปัญหานี้ Graham Henry ได้เริ่มสร้างทีมรักบี้ใหม่อีกครั้ง เริ่มแบบจากภายในออกสู่ภายนอก (Inside out) เขาสร้างวัฒนธรรมใหม่ ให้ความสำคัญในบุคลิกภาพและความเป็นผู้นำของผู้เล่นแต่ละคน (Character and personal leadership) ด้วยปรัชญาที่ว่า “คนดีสร้างทีม All Black ที่ดียิ่งขึ้น ('Better People Make Better All Blacks') ผลก็คือทีมกลับมาสร้างสถิติชนะร้อยละ 86 และเป็นแชมป์ในรักบี้ชิงแชมป์โลกในปี ค.ศ. 2011

5 เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่ All Blacks ประสบความสำเร็จ ที่เราไม่ว่าจะกีฬาใด เป็นคนอาชีพใด หรือองค์กรใดๆ ควรเรียนรู้

1. ปัดกวาดสถานที่ให้สะอาด
Sweep the sheds

จะดูคนว่ามีวินัยและเป็นคนอย่างไร ให้ดูห้องแต่งตัวของนักกีฬา ว่าเมื่อเสร็จการแข่งขันแล้ว เขาดูแลกันอย่างไร ในทีม All Blacks คนระดับดาราอย่าง Richie McCaw, Dan Carter และ Mils Muliana เขาจะดูแลปัดกวาดสถานที่ของตนเอง

Andrew Mehrtens อดีตผู้เล่น All Blacks อธิบายว่าความอ่อนน้อมถ่อมตน (Humility) เป็นคุณลักษณะหนึ่งของทีมนี้

ถึงแม้ทีมจะเกรียงไกรเพียงใด เล่นดุดันเพียงใด แต่ความอ่อนน้อมถ่อมตนถือเป็นค่านิยมที่สำคัญ ซึ่งลักษณะนี้สำคัญยิ่งสำหรับกีฬาอย่างรักบี้ รักบี้เป็นกีฬาประทะ (Contact sports) มีคนตัวใหญ่ แข็งแรง ไม่เชื่อฟังกรรมการ ไม่พอใจก็ต่อยกันในสนาม หรือขณะเล่นก็แอบทำร้ายฝ่ายตรงกันข้าม เกมส์ก็จะหมดความน่าดู ถ้าอย่างนี้คนก็ไปดูมวย หรือมวยปล้ำเสียจะดีกว่า รักบี้ต้องเป็นกีฬาของสุภาพบุรุษ ต้องช่วยกันรักษากติกา เคารพกติกา เคารพกรรมการตัดสิน ลดความรุนแรงโหดเหี้ยมที่ทำให้คนบาดเจ็บหรือถึงตายได้ในเกมส์ลงไป


ภาพ Dan Carter ขณะกำลังเตะทำคะแนน

2. ตามหัวหอก
Follow the spearhead

ในภาษาเมารี (Maori) คำว่า วานาอู (Whanau) หมายถึงครอบครัวใหญ่ ซึ่งเป็นความหมายของหัวหอก (Spearhead) หัวหอกจะเกิดพลังเมื่อทุกส่วนของตัวหอกส่งกำลังตามไปที่หัวหอก ในทิศทางเดียวกัน หอกไม่เหมือนกับดาบที่ใช้ฟาดฟัน หอกมีไว้พุ่งเข้าใส่

ในการเลือกผู้เล่นของทีม นอกจากเขาจะเลือกจากคนที่มีพรสวรรค์ ศักยภาพ เขายังต้องดูบุคลิกภาพ (Character) ซึ่งหมายถึงคนที่มีคุณค่าที่สุดนั้น คือคนที่ไม่มีความอิจฉาริษยากัน คนที่ช่วยเหลือคนในทีมเดียวกัน มองทีมทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียว เหมือนหัวหอกที่ต้องส่งกำลังไปด้วยกัน ตัวอย่าง ผู้เล่นรุ่นใหม่อย่าง Julian Savea หรือ Nehe Milner-Skudder ตัววิ่งทำไทรของทีม ในอดีตเคยเล่นพลาดมาแล้ว แต่เพื่อนร่วมทีมก็จะให้กำลังใจ และโอกาสในการเข้าไปวางไทรซ้ำๆเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ในเกมส์รักบี้ ความเป็นดาราและอัตตาของแต่ละคนอาจเป็นจุดบอดของทีม ทีมต้องเล่นเป็นหนึ่ง เล่นอย่างเสียสละเพื่อชัยชนะของส่วนรวมในที่สุด

3. คนเป็นแชมเปียนต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น
Champions do extra

Brad Thorn อดีตผู้เล่นของ All Blacks กล่าวว่า “แชมป์ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่น” (Champions Do Extra) ทัศนคติเช่นนี้ที่ทำให้เขาเป็นผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของวงการรักบี้

ปรัชญาง่ายๆก็คือหาทางแม้แต่เล็กๆน้อยๆเพื่อให้ทำได้มากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะในโรงยิม ในสนาม หรือกับทีม กีฬารักบี้ก็เหมือนกับทุกกีฬา จะแพ้ชนะกันที่สำคัญนั้นคือความพยายามอย่างไม่หยุดยั้ง อึดกว่าเขาในยามต้องอดทน เร็วกว่าเขาอีกเล็กน้อยเพื่อหลบหลีกได้ ในเกมส์รักบี้ที่สำคัญ คือเอาชนะคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุด แม้เพียงจะเล็กน้อย

ดังนั้นการมุ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สร้างบรรยากาศเรียนรู้ใหม่ๆ และมุ่งมั่นแม้จะต้องเสื้อเปื้อนเลิอด นั่นคือวัฒนธรรมของ All Blacks


ภาพ Brad Thorn

4. เก็บรักษาหัวสีน้ำเงิน
Keep a blue head

หลังจาก All Blacks ต้องตกรอบใน 2003 World Cup ทีม All Blacks ต้องทำงานร่วมกับจิตแพทย์นิติวิทยาศาสตร์ Ceri Evans เพื่อเข้าใจการทำงานของสมองในช่วงมีความกดดัน เพราะในช่วงที่สำคัญแล้วทีมกลับหมดพลังไปเสียเฉยๆนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

สภาวะของ “หัวแดง” (Red Head) เป็นสภาวะที่ไม่เกิดประโยชน์ ช่วงที่งานไม่เดิน เกิดความตระหนก และไม่มีประสิทธิภาพ “หัวน้ำเงิน” (Blue Head) เป็นสภาวะตรงกันข้าม เป็นช่วงที่เหมาะที่สุดที่ใจจดจ่อกับงาน และทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถที่สุด

ทีม All Blacks เปลี่ยนความคิดแบบหัวแดงเป็นหัวน้ำเงิน Richie McCaw กระทืบเท้าจัดฐานตัวเองตั้งมั่น ในขณะที่ Kieran Read ใช้มองไปที่ส่วนไกลของสนาม เพื่อมองหาภาพรวมใหญ่ (Big picture)
พฤติกรรมเช่นนี้กระตุ้นให้ผู้เล่นมุ่งที่ความชัดเจน ความแม่นยำ ขจัดความกดดันในการทำหน้าที่ออกไป


ภาพ Richie McCaw

5. รักษาเสื้อเอาไว้ในที่อันควร
Leave the jersey in a better place

ทีม All Blacks มักมีคำกล่าวว่า “รักษาเสื้อทีมเอาไว้ในที่อันควร” (Leave the jersey in a better place.) หน้าที่ของแต่ละคนคือเป็นตัวแทนของทีมก่อนอื่นใด เริ่มที่ผู้เล่นอย่าง George Nepia ถึง Colin Meads, Michael Jones ถึง Jonah Lomu และคนอื่นๆที่ตามหลังมา All Black คือแบบอย่างสำหรับนักเรียนทั่วทั้งนิวซีแลนด์

ความเข้าใจในความรับผิดชอบนี้สร้างสำนึกของเป้าหมายที่สูงขึ้น เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับทุกคน เมื่อเขาต้องเล่นในเกมส์ที่สำคัญ เขาจะเล่นอย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

คนดีๆสร้างทีม All Blacks ไม่ใช่เขาที่มาร่วมทีมแล้วเป็นนักกีฬาที่ดี แต่เมื่อเขาเข้าสู่วงการอาชีพหลังชีวิตนักกีฬา เขาจะเป็นแพทย์ที่ดียิ่งขึ้น เป็นทนาย นายธนาคาร นักธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น เป็นพ่อ พี่น้อง และเพื่อนที่ดีขึ้น

เก็บความจากหนังสือของ James Kerr ผู้แต่ง “Legacy: What the All Blacks Can Teach Us About the Business of Life. 15 Lessons In Leadership” จัดพิมพ์โดย Constable
------------------

คนดีสร้างทีมกีฬาที่ดี และกีฬาก็ดีตรงสร้างคน

ที่น่าสนใจคือทั้งประเทศนิวซีแลนด์มีประชากร 4 ล้านคน เทียบไม่ได้กับออสเตรเลีย (23.9 ล้านคน) อัฟริกาใต้ (54.9 ล้านคน) อังกฤษ (53.0 ล้านคน) ฝรั่งเศส (66.0 ล้านคน) แต่ด้านรักบี้ All Blacks ถือว่าเป็นตำนานของรักบี้ในโลก ยิ่งกว่านั้นที่น่าสนใจคือเขาสร้างแรงจูงใจนักกีฬาอย่างไรให้มุ่งสู่ความเป็นเลิศ นอกเหนือจากเงินรางวัล

รักบี้คือกีฬาประจำชาติของนิวซีแลนด์ ช่วงต่อไปนี้จะคุยกันเรื่อง “กีฬาสร้างคน” ครับ




Sunday, September 27, 2015

ความเป็นผู้นำ - มองโดยไม่เห็น สู่เห็นโดยไม่ต้องมอง

ความเป็นผู้นำ - มองโดยไม่เห็น สู่เห็นโดยไม่ต้องมอง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การจัดการ, Management, ความเป็นผู้นำ, leadership, มองโดยไม่เห็น, เห็นโดยไม่ต้องมอง, ตำรวจ, ทหาร, การสืบราชการลับ


ภาพ จากภาพยนตร์เรื่อง The Untouchables (1987)  มาโลน (Sean Connery) คือคนที่สองจากซ้าย สารวัตรเนส (Kevin Costner) คนที่สามจากซ้าย

คนจะเป็นผู้นำ และนำในหมู่คนที่มีทั้งดีและไม่ดี ดังเช่นในวงการตำรวจและทหาร จะทำอย่างไร เพื่อนผู้มีประสบการณ์คนหนึ่งเขาแนะเทคนิค

บางทีการไปแสดงความสนิทสนมกับพวกคนไม่ดี ก็มีผลเสีย คนอื่นๆที่เขาเป็นคนดี เขาก็สงสัยว่าทำไมไปสุงสิงกับคนไม่ดี ทำไมต้องไปง้อคนไม่ดี คนดีๆที่จะร่วมงานด้วยก็ไม่มั่นใจในตัวเรา

คนเป็นผู้นำจึงต้องรู้จักวางตัว วางระยะห่างจากผู้คน “ต้องฝึกเห็นโดยไม่ต้องมอง” แทนที่เราจะไปมอง หรือจ้องมอง แล้วจริงๆก็ไม่เห็น แต่เป็นในอีกลักษณะหนึ่ง คือฝึกสมาธิ พัฒนาส่วนรับรู้ต่างๆ ใช้เครื่องมืออื่นๆ และมุมมองอื่นๆ ที่ทำให้เห็นโดยไม่ต้องมอง โดยสายตาเรามองเห็นทั้งหมดใน 120 องศาขึ้นไป แม้เราไม่จ้องไปที่จุดนั้นๆ แต่เราก็มองเห็นเพียงพอ การติดตามดูพฤติกรรมของเจ้านาย เพื่อน หรือลูกน้องก็เช่นกัน เราไม่จำเป็นต้องไปเฝ้าดูเขา แต่ก็มีวิธีการที่จะรู้ได้ว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร

เล่าตัวอย่างจากภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ The Untouchables (1987) เกี่ยวกับอเมริกาในยุคอาชญากรครองเมืองราวๆ ทศวรรษ 1930s ในการปราบเจ้าพออาชญากรครองเมืองดังเช่น แอล คาโปน (Al Capone) สารวัตรเอลเลียต เนส (Eliot Ness) แสดงโดย Kavin Costner จากหน่วยปราบของรัฐบาลกลาง เขาไม่รู้สภาพความเป็นไปในเมืองที่พวกโจรได้ซื้อตำรวจส่วนหนึ่งเอาไว้แล้ว อะไรที่เขาอยากจะทำ แล้วใช้กำลังตำรวจในท้องที่เข้าบุกค้น ก็มีแต่ความล้มเหลว เพราะโจรได้รับข้อมูลจากตำรวจไปก่อนแล้ว

สารวัตรเนสพยายามมอง แต่ไม่เห็น เขาเปลี่ยนใหม่ เป็นเห็นโดยไม่ต้องมอง เขาเลือกทีมงานของเขาเอง เขาเลือกทีมงานเล็กๆของเขาเอง เขาเริ่มด้วยเลือก จิมมี มาโลน (Jimmy Malone) แสดงโดย Connery ตำรวจน้ำดีสูงวัยที่ไม่ถูกซื้อเหมือนคนอื่นๆ มาโลนคือตาของสารวัตรเนส ที่ทำให้เขาเห็นเบื้องลึกของวงการตำรวจ รู้เห็นมากมายในสิ่งที่สารวัตรเนสเองไม่อาจเห็น เขาเลือกคนร่วมงานอื่นๆจากระบบของท้องที่ ชนิดที่ไม่มีอะไรผูกพันกับโครงสร้างตำรวจท้องที่เดิม


และนี่คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จของ “เห็นโดยไม่ต้องมอง”

Wednesday, September 2, 2015

อะไรคือสาเหตุของการคอรัปชั่นในแต่ละประเทศ?

อะไรคือสาเหตุของการคอรัปชั่นในแต่ละประเทศ?

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, คอรัปชัน, corruption, ยากจน ไร้เงินทอง, penniless, สิ้นหวัง, hopelessness, รู้สึกไร้อำนาจ, powerlessness,

ภาพ การรณรงค์ต่อต้านคอรัปชันนานาชาติ


ภาพ ซูฮาร์โต อดีตประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย ผู้นำและนักการเมือง 1 ใน 10 ที่โกงมากที่สุดในโลก


ภาพ โมบูตู เซเซ เซโกะ (Mobutu Sese Seko) ทำหน้าที่ประธานาธิบดีของประเทศคองโก จากปี ค.ศ. 1965 ถึง ค.ศ. 1997 เป็นผู้นำและนักการเมือง 1 ใน 10 ที่โกงมากที่สุดในโลก


ภาพ เฟอร์ดินานด์ มาร์คอส อดีตประธานาธิบดีแห่งฟิลิปปินส์ ผู้นำและนักการเมือง 1 ใน 10 ที่โกงมากที่สุดในโลก

ในโลกนี้ ประเทศที่มักจะตกอยู่ในวงจรอุบาท (Vicious circles) ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหาร หรือเผด็จการรัฐสภา เกิดปัญหาคอรัปชัน แล้วก็อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความสิ้นหวังของชาติ 

สาเหตุอย่างน้อย 4 ประการ ที่มีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ

1.    ยากจน ไร้เงินทอง (Penniless) ประเทศในอัฟริกา หลายประเทศในอาหรับ ลาตินอเมริกา และรวมถึงเอเซียมักมีปัญหาความยากจน แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาและหลุดพ้นจากความยากจน ปัญหาคอรัปชัน และเผด็จการก็จะลดลงไป ดังเช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ซึ่งเป็นตัวอย่างของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ที่ท้ายสุดนำไปสู่การพัฒนาทางการเมืองได้

2.    ไร้ความหวัง (Hopeless) แม้ประเทศที่เคยเป็นประชาธิปไตยมาก่อน ดังเช่นฟิลิปปินส์ แต่เพราะความสับสนทางการเมือง เปิดโอกาสให้มีการยืดอำนาจ และในที่สุดก็เข้าสู่วงจรเผด็จการเบ็ดเสร็จ ดังในสมัยประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์คอส เผด็จการในแบบนี้มักจะรู้จักวิธีการให้ความหวัง แม้เป็นความหวังที่ลมๆแล้งๆไปเรื่อยๆ

3.    ไร้อำนาจ (Powerless) ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่ประชาชนคนชั้นกลางไม่ใส่ใจในการเมือง รู้สึกว่าตัวเองสู้ไปก็ไม่ชนะ สู้การเมืองแบบประชานิยมไม่ได้ และเพราะความรู้สึกไร้อำนาจจึงไม่อยากเข้าไปมีบทบาททางการเมืองใดๆ ซึ่งก็ยิ่งเปิดโอกาสในการเมืองถลำลึกเข้าไปวงจรอุบาทมากยิ่งขึ้น

4.    ไร้การศึกษา (Educationless) คำว่าการศึกษาในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการศึกษาอย่างเป็นทางการ การวัดกันด้วยปริญญา หรือประกาศนียบัตรต่างๆ แต่หมายถึงการศึกษาที่ทำให้คนรับรู้สภาพแวดล้อม รู้การอาชีพ พัฒนาการอาชีพ รู้บทบาทและความรับผิดชอบของตนเองในสังคมและประเทศชาติ หากประเทศใดขาดการศึกษาในลักษณะดังกล่าว ก็จะยิ่งทำให้ประเทศถลำลึกไปสู่วงจรอุบาท ในหลายประเทศในอาหรับ คนมีการศึกษา แต่กลับไม่มีงาน อยู่ในประเทศตนเองก็นับว่าจะยิ่งยากจน เพราะไม่มีงานทำ แถมเสี่ยงในเรื่องความขัดแย้งของคนในชาติอย่างไม่รู้จบ ดังนี้คนในชาติก็จะยิ่งอ่อนแอ ไร้อำนาจ เผด็จการก็จะคงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ


ย้อนกลับมาประเทศไทย เราจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทได้ ก็ต้องร่วมกันพัฒนา ส่งเสริมให้คนมีการศึกษา หลุดพ้นจากความยากจน มีความหวังในชีวิต และกระจายอำนาจ ให้เขามีอำนาจในการปกครองตนเอง ให้เขาได้เรียนรู้ในความสำเร็จและล้มเหลวในการเข้ามีส่วนร่วมในทางการเมืองทั้งในระดับล่าง ชุมชน จนไปถึงในระดับชาติ

Monday, August 17, 2015

สุภาษิตชาวเอธิโอเปีย - คนโง่พูด คนฉลาดฟัง

สุภาษิตชาวเอธิโอเปีย - คนโง่พูด คนฉลาดฟัง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com
Keywords: สุภาษิตอัฟริกัน, African proverb, เอธิโอเปีย,

The fool speaks, the wise man listens. ~ Ethiopian proverb
สุภาษิตชาวเอธิโอเปีย - คนโง่พูด คนฉลาดฟัง


ภาพ ธงชาติไทย เรียกความมั่นใจและความสามัคคีของคนในชาติ

ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตต่อการก่อการร้าย ระเบิดที่บริเวณศาลพระพรหม สี่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ในช่วงนี้จะมีคนออกมาแสดงความเห็นมากมาย เขาอาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด บางคนออกมาพูดว่ารู้นั่นรู้นี่ แต่อาจไม่รู้อะไรมากนัก นอกจากอยากแสดงความรู้สึกดิบๆของตนออกมา มีคนไม่ฉลาดมากมายที่ออกมาแสดงความเห็นที่อาจทำให้หลงประเด็น

มีหลายคนที่ส่งต่อข้อมูลผ่านทางสื่อสังคม ดังเช่น ภาพความรุนแรง การส่งข่าวต่อไปเรื่องการปิดสถานศึกษา ธนาคาร การจะเกิดเหตุขึ้นที่นั่นที่นี่ เพื่อสร้างความตระหนกให้ขยายวงกว้างต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ เขาหรือเราท่านเหล่านี้อาจทำไปด้วยความไม่รู้เท่าถึงการณ์

แต่คนที่จะแก้ปัญหานี้ได้ คือคนฉลาด คนที่จะใช้สติปัญญา ความรู้ ความอดทน ติดตามแหล่งข้อมูลไปในทุกด้านทุกประเด็น เพื่อในที่สุดนำไปสู่การหาคนกระทำผิดและต้นตอ เพื่อนำมาลงโทษให้ได้ และหาหนทางในการป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีก


ส่วนคนระดับชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล เช่นเราท่านทั้งหลาย ทางที่ดีที่สุด หากมีข้อมูลใดๆที่เกี่ยวข้อง ก็ให้แจ้งผู้รับผิดชอบ ฝ่ายตำรวจหรือฝ่ายความมั่นคงต่อไป และเป็นฝ่ายช่วยเฝ้าระวัง เพราะการก่อการร้ายไม่สามารถฝากให้ฝ่ายบ้านเมืองเป็นคนเฝ้าระวังเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องอาศัยตาหลายๆตา หูหลายๆหูของประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันกรองข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งคือ การได้ข้อมูลที่มากล้น ทำให้ฝ่ายที่รับผิดชอบเสียเวลาติดตามโดยไม่ใช่ประเด็น เสียเวลาและทรัพยากรที่จำเป็นต้องมุ่งไปยังประเด็นต่างๆให้ได้โดยเร็วและทันการที่สุด

Saturday, August 15, 2015

สุภาษิตอัฟริกัน - ปัญญาเป็นเหมือนต้นเบาบาบ ไม่มีใครคนเดียวโอบรอบต้นได้

สุภาษิตอัฟริกัน - ปัญญาเป็นเหมือนต้นเบาบาบ ไม่มีใครคนเดียวโอบรอบต้นได้

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุภาษิตอัฟริกัน, African proverb, ต้นเบาบาบ, Baobab, ไม้แดงยักษ์, Red Wood, เซโคย่า, Sequoia, กระบวนการกลุ่ม, Group process, สหวิทยาการ, Inter-disciplinary,

Wisdom is like a baobab tree; no one individual can embrace it. ~ Akan proverb

มีสุภาษิตชาวอากันในอัฟริกาบทหนึ่งกล่าวว่า “Wisdom is like a baobab tree; no one individual can embrace it. ~ Akan proverb แปลเป็นไทยได้ว่า “ปัญญาเป็นเหมือนต้นเบาบาบ ไม่มีใครคนเดียวโอบรอบต้นได้”

อากัน (Akan people), เป็นชนเผ่าที่มีอยู่ในประเทศกานา (Ghana) และไอวอรี โคสต์ (Côte d'Ivoire) ในทวีปอัฟริกา


ภาพ ต้นเบาบาบ (Baobab tree)


ภาพ ต้นเบาบาบ ที่นำมาปลูกข้างถนนในอัฟริกา

เบาบาบ (Baobab) เป็นชื่อสามัญของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่แบ่งออกได้เป็น 9 สปีชีส์ (Species) ของ Genus Adansonia เป็นชื่อทางวิชาการที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติต่อ Michel Adanson นักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจที่พรรณนาถึง Adansonia digitata

ใน 9 สปีซีส์นี้ มี 6 ที่เป็นพืชพื้นเมืองของ Madagascar, 2 เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอัฟริกาและแหลมอาหรับ และมี 1 สปีซีส์ที่เป็นพืชพื้นเมืองของออสเตรเลีย

ต้นเบาบาบ หรือ Adansonias มีความสูงตั้งแต่ 5 ถึง 30 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง (Diameter)  ลำต้นใหญ่ขนาด 7 ถึง 11 เมตร ซึ่งจัดว่าเป็นต้นไม้ที่ใหญ่มาก เหมือนกับทางทวีปอเมริกาเหนือทางฝั่งทะเลตะวันตกมีต้นไม้แดงยักษ์ (Red Wood) หรือเซโคย่า (Sequoia)

เพราะความใหญ่ของต้นเบาบาบ จึงทำให้มีการเปรียบเทียบอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่โต ก็มักจะพูดเปรียบถึงต้นเบาบาบ ดังสุภาษิตอัฟริกันที่ว่า ““ปัญญาเป็นเหมือนต้นเบาบาบ ไม่มีใครคนเดียวโอบรอบต้นได้” ซึ่งขยายความได้ว่า การจะคิดจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ อย่าคิดและทำตามลำพัง อย่าทะนงตัวเองว่าเก่งที่สุด แต่ให้แสวงหาปัญญาจากผู้คนที่หลากหลาย แล้วเมื่อได้ปัญญา ความรู้ และประสบการณแล้ว จึงรวบรวมสรรค์สร้างสิ่งใหม่ที่ดีที่สุด

ในกระบวนการบริหารเขามีกระบวนการหนึ่งที่เรียกว่ากระบวนการกลุ่ม (Group process) ดังเช่นการระดมสมอง (Brainstorming)

เมื่อต้องมีการทำงานเป็นกลุ่ม อาจเป็น 3 คนหรือ 9 คน เขาจะจัดสรรเวลาให้สมาชิกแต่ละคนได้แสดงออก ปล่อยให้สมาชิกแต่ละคนได้นำเสนอ โดยไม่มีการขัดจังหวะ หรือวิพากษ์วิจารณ์เห็นดีหรือไม่ดีเสียในแต่ระยะเริ่มแรก การที่หัวหน้ากลุ่มปล่อยให้แต่ละคนได้แสดงออก และเป็นกระบวนการใช้เวลา และแม้ความคิดแต่ละคนยังไม่ใช่ทางออกที่สุดที่สุด แต่เขาจะใช้ความอดทน ให้เวลาในกระบวนการพัฒนาของกลุ่ม และให้เวลาให้เกิดการสร้างความมั่นใจให้กับแต่ละคน การที่แต่ละคนได้แสดงออก และคนอื่นๆได้ร่วมรับฟัง ก็จะเท่ากับเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ร่วมกัน เข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละคนร่วมกัน แล้วทั้งหมดนี้จึงค่อยหาทางวางเป้าหมายของสิ่งที่จะดำเนินการต่อไป

กระบวนการทำงานเป็นกลุ่มอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับปัญหาบางอย่างที่ต้องใช้ความรวดเร็ว ปัญหาเป็นเรื่องชัดเจนไม่ซับซ้อน กระบวนการแก้ปัญหามีขั้นตอนและวิธีการที่ปฏิบัติกันมาอยู่แล้ว แต่เมื่อใดที่ปัญหาเป็นของใหม่ มีความซับซ้อน มีผลกระทบมากและรุนแรงได้ ดังนี้ต้องใช้กระบวนการกลุ่ม บางทีต้องหาคนที่เก่งที่สุดในแต่ละด้านที่จำเป็นทั้งในและนอกองค์การ แล้วนำมาทำงานร่วมกัน ดึงเอาวิทยาการหลายๆด้านมาเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ทีจะตอบปัญหานั้นๆ

ตัวอย่างการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ต้องการทั้งคนที่รู้เรื่องอิเลคโทรนิกส์, ไฟฟ้า, วัสดุศาสตร์, ฟิสิกส์, คณิตศาสตร์ ที่นำมาใช้ในการออกแบบซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ยังต้องได้ฝ่ายปฏิบัติการที่มีประสบการณ์ภาคสนาม นำความต้องการของคนใช้เทคโนโลยีที่มีหลากหลาย เพื่อนำมาออกแบบสิ่งประดิษฐ์ให้ใช้ได้สะดวก ฝ่ายศิลปกรรม นักออกแบบที่ทำให้วิทยาการต่างๆ ได้นำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้ สวยงาม น่าใช้


ในทางธุรกิจ แม้ความคิดที่ดีๆ แต่บางครั้งก็พัฒนาไปไม่ได้ไกล เพราะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ที่คนเริ่มต้นทางธุรกิจ (Business star-up) ทั้งหลายจะมีกำลังเงินที่จะพัฒนาได้ ก็ต้องมีการระดมทุน มีการหาบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่า บางทีต้องยอมยุบรวมกิจการ หรือขายกิจการไป เพื่อให้องค์กรที่ใหญ่กว่า ได้หาทางส่งเสริมระบบวิจัยและพัฒนาให้เดินหน้าต่อไป จนทำให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินคุ้มแก่การลงทุนในที่สุด


ภาพ นวตกรรมของ Smarphone ที่ทำให้เครื่องมีขนาดพอเหมาะแก่ารใช้ประโยชน์ เล็กพอที่จะพกพา และมีหน้าปัดกว้างพอ เพื่อการใช้สายตา


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า และไฟฟ้าลูกประสมของ BMW ใช้เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ วัสดุที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบา ทำให้น้ำหนักรถลดลงคันละ 400 กก. เพื่อรงอรับแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักมาก


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบที่จะออกสู่ตลาดในราวปี 2017-1918 ราครคันละ USD 35000 หรือราคาประมาณ 1.2 ล้านบาทไทย วิ่งได้ 320 กม. ด้วยการชาร์จไฟครั้งเดียว


ภาพ  โรงงานยักษ์ Gigafactory ของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Motors ซึ่งระบบผลิตแบตเตอรี่รถยนต์นี้ จะทำให้ราคาแบตเตอรี่รถยนต์ถูกลงร้อยละ 50 ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แข่งกับรถยนต์ธรรมดาได้ แต่ค่าไฟฟ้าจะเป็นเพียงร้อยละ 20-30 ของรถยนต์ใช้น้ำมันปิโตรเลียม


ภาพ รถโดยสารไฟฟ้า (Electric bus) ที่ใช้แบตเตอรี่แทนสายไฟฟ้าที่ต้องโยงไปตามถนนยุ่งยาก แต่เขาจะใช้สถานีชาร์จไฟที่ชาร์จไฟได้เป็นระยะๆ และใช้เวลาเพียง 10 วินาที

นวตกรรมทั้งหมดนี้ จะกระทำได้ ด้วยต้องใช้ปัญญาทั้งในปัจจุบันและที่สะสมกันมาในอดีต และต้องใช้ความรู้ความสามารถในแบบสหวิทยาการ (Multi-disciplinary) ข้ามสายวิชาการ เพื่อทำให้สิ่งสร้างสรรค์มีประโยชน์เหล่านี้เกิดขึ้นได้

Friday, August 14, 2015

ไม่มีใครแปลกใจที่หุ้นของ Tesla เปิดขายหุ้นเพื่อเพิ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์

ไม่มีใครแปลกใจที่หุ้นของ Tesla เปิดขายหุ้นเพื่อเพิ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สังคม, society, วัฒนธรรม, culture, เศรษฐกิจ, economics,เทคโนโลยี, technology, อุตสาหกรรมรถยนต์, automobile industry, เทสลา, Tesla, รถยนต์ไฟฟ้า, electric car, ev, Gigafactory, Tesla Model X, Tesla Model 3

ศึกษาและเรียบเรียงจาก “No one should be surprised that Tesla is selling even more stock.” โดย MATTHEW DEBORD, Business Insider, Aug. 14, 2015, 6:11 PM


ภาพ รถยนต์ต้นแบบ Tesla Model 3 รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้กว่า 200 ไมล์ด้วยการชาร์จไฟครั้งเดียว ขนาดของรถน่าจะอยู่ในขนาด Mazda 3, Toyota Prius, หรือ Hoda Civic


ภาพ โรงงานยักษ์ Gigafactory ของ Tesla และหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของ Tesla ที่จะใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ป้อนตลาดรถยนต์ในระดับหลายแสนคัน/ปี

หากเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อื่นเพิ่มทุนด้วยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่นี่เป็น Tesla Motors บริษํทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก่อตั้งใหม่ของสหรัฐอเมริกา

Tesla ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ว่าจะเพิ่มทุนด้วยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มูลค่า USD500 ล้าน ซึ่งเรื่องนี้คนในวงการไม่มีใครแปลกใจ แม้เรื่องนี้ได้ประกาศออกมาก่อนหน้าที่ทุกคนคาดคิด

Tesla เสนอขายหุ้นที่ราคา USD242/หุ้น และในวันศุกร์นี้ได้เพิ่มจำนวนหุ้นที่ขายจาก 2.69 ล้านหุ้น จาก 2.1 ล้านหุ้น และในขณะเดียวกันหุ้นของ Tesla ในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีมูลค่าที่ USD 243/หุ้น

หุ้นที่ขายได้นี้เท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินและมูลค่านอกเหนือไปจากที่มีอยู่แล้ว USD4,000 ล้าน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 ไม่มีใครแปลกใจ แม้จะมีการขายหุ้นเพื่อระดมเงินทุนเพิ่มขึ้น

Elon Musk ผู้บริหารสูงสุดของ Tesla ต้องการเงินทุน บริษัท Tesla ต้องการให้มีเงิน USD1,000 ล้านในธนาคาร นอกเหนือจากที่บริษัทมีเครดิตอยู่แล้ว USD750 ล้าน แต่บริษัทได้ใช้ไปแล้ว USD400 ล้านในช่วงไตรมาศที่สองนี้

บริษัท Tesla ต้องใช้เงินสดไปอย่างมากในการออกรถยนต์รุ่นใหม่ ปัจจุบัน Tesla กำลังจะออกรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตเอนกประสงค์รุ่น Model X SUV

นอกจากนี้ Tesla ยังมีโครงการใหญ่อีกหลายโครงการ เช่น การสร้าง Gigafactory ในรัฐเนวาดา

Gigafactory โรงงานผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าของ Tesla ต้องใช้ทุนก่อสร้างกว่า USD5,000 ล้าน ที่สามารถรองรับการผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีใหม่รองรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ปีละ 500,000 คัน ซึ่งในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นตลาดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าราคาคนทั่วไปซื้อได้ในราคาคันละไม่เกิน USD35,000 ซึ่งในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla คงก้าวไปสู่ระดับปีละหลายแสนคัน เพราะเป็นในระดับราคาแข่งขันกับรถยนต์สำหรับคนทั่วไปได้ Gigafactory คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี ค.ศ. 2017

Wednesday, August 12, 2015

สุภาษิตอัฟริกัน - ใยแมงมุมไม่ได้มีไว้นอนให้อ่อนนุ่ม แต่มีไว้เพื่อดักอาหาร

สุภาษิตอัฟริกัน - ใยแมงมุมไม่ได้มีไว้นอนให้อ่อนนุ่ม แต่มีไว้เพื่อดักอาหาร

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุภาษิตอัฟริกัน, African proverb, แมงมุม, spider, ใยแมงมุม, cobweb,

A spider’s cobweb isn’t only its sleeping spring but also its food trap. ~African Proverb

มีสุภาษิตชาวอัฟริกาบทหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เขาว่า “A spider’s cobweb isn’t only its sleeping spring but also its food trap. ~African Proverb ในภาษาไทยแปลแบบเอาความได้ว่า “ใยแมงมุมไม่ได้มีไว้นอนให้อ่อนนุ่ม แต่มีไว้เพื่อดักอาหาร”


ภาพ ใยแมงมุม (Cobweb) แมงมุมไม่ได้ถักทอใยเพื่อให้นอนแล้วอ่อนนุมสบาย แต่มันเป็นเครื่องมือหากิน เอาไว้ดักแมลงไว้กินเป็นอาหาร

ผมอยากฝากคำสอนนี้แก่คนรุ่นหนุ่มสาวว่า ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต เราต้องรู้จักเจียมอยู่เจียมใช้ และทำอะไรต้องให้เน้นถึงความอยู่รอดของปากท้องของตนเองและครอบครัวที่เรารับผิดชอบไว้ก่อน อย่านึกถึงความสะดวกสบาย หรือความสุขสำราญในช่วงสั้นๆ แต่ทำให้เราเสียโอกาสในอนาคตและการอาชีพไป
พวกที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย พอจบการศึกษา แต่งงานมีครอบครัวก็คิดถึง รถยนต์เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง คิดถึงบ้าน หวังว่าจะสะดวกสบายในการพักอาศัย แต่ทั้งสองอย่างนี้ยังเป็นรองในเรื่องโอกาสของชีวิตและครอบครัว การมีความมั่นคงในอนาคต การมีเงินออมเก็บ หรือใช้เพื่อการลงทุนขยายโอกาสในอนาคต

หากเราอยากได้รถยนต์สักคัน ต้องถามใจตนเองว่ามันจำเป็นจริงๆหรือไม่ บริษัทเขาจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าเช่ารถให้เราหรือไม่ บางบริษัทเขาจ่ายให้ เพราะเขาต้องการใช้งานเราเพื่องานที่ต้องมีการเดินทาง เช่น การเป็นพนักงานขายต้องไปต่างจังหวัดบ่อยๆ แต่เขาจ่ายให้เป็นตามระยะทางที่ต้องเดินทาง (Kilometer per Bahts) ที่ใช้งาน แต่ถ้าเราทำงานบางบริษัท เขากลับเป็นฝ่ายไม่อยากให้เราใช้รถยนต์ที่ต้องไปใช้ที่จอดรถ ที่เขาสำรองไว้สำหรับลูกค้า ในกรณีหลังนี้ ก็ให้คิดหาทางเลือกในการเดินทางที่ไม่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวก่อน เพราะการซื้อรถยนต์นั้นต้องทำให้เราต้องจ่ายค่าตัวรถ 700,000 – 900,000 บาท หากเป็นเงินผ่อน ก็ต้องจ่ายให้หมดพร้อมดอกเบี้ย ภายใน 3-5 ปี ส่วนค่าเสื่อมราคารถก็คิดไปที่ร้อยละ 10-15 ต่อปี หรือเดือนละ 8,000-10,000 บาท

กลับมาคิดเรื่องบ้าน หรือที่พักอาศัย การซื้อคอนโดมีเนียมเต็มขนาด 80 ตารางเมตร/หน่วย ตรม.ละ 80,000-120,000 บาท/ตรม. หรือ 9.6 ล้านบาท จากที่ผมสังเกตดูที่พักในกรุงเทพฯ ที่พักดังกล่าวจะเหมาะสมกับระดับรายได้ของคนและครอบครัว เช่น คิดค่าที่พักร้อยละ 15 ของรายได้ หากค่าผ่อนบ้าน/คอนโด 60,000 บาท/เดือน ก็ควรมีรายได้ 400,000 บาท/เดือน หากมีรายได้ระดับนี้และมีความมั่นคงในระยะยาว และมีเงินเก็บมาแล้วร้อยละ 30 ของราคาที่พัก ก็ซื้อไปเลยครับ แต่หากเราไม่มีความพร้อม รายได้ยังไม่มาก ก็เลือกที่พักแบบเช่า ขนาดต่ำสุดเท่าที่เราจะทำได้และอยู่ได้อย่างมีความสุขแบบเศรษฐกิจพอเพียง ก็ให้ประหยัดเงินทองไว้ แล้วนำไปลงทุนในสิ่งที่มีโอกาสรายได้เสริมไปด้วยในตัว


สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ ต้องคิดถึงโอกาสที่จะต้องกลับมายืนบนขาของตนเอง คนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน แล้วหวังว่าจะมีรายได้ที่แน่นอนไปตลอดชีวิตนั้น อาจเป็นความเสี่ยงในยุคปัจจุบัน เราต้องเตรียมหาทางที่จะมาเป็นผู้ประกอบการ