Monday, July 4, 2016

สถาบันอุดมศึกษาไทย กับการกระจายอำนาจการศึกษา

สถาบันอุดมศึกษาไทย กับการกระจายอำนาจการศึกษา

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, การกระจายอำนาจ, decentralization, การอุดมศึกษา, higher education, tertiary education, มหาวิทยาลัย, สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา


ภาพ หนึ่งในอาคารเรียนใหม่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยในกลุ่มราชภัฏกว่า 40 แห่ง บางแห่งมีหลายวิทยาเขต

เรื่องยืดเยื้อในการแต่งตั้งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ในที่สุดศาลตัดสินจำเลย คืออดีตผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการแห่งประเทศไทยมีความผิด ติดคุก และต้องจ่ายค่าปรับ ลองอำนจากข้อความเหล่านี้ครับ


สะเทือนทั้งแผ่นดิน

เปิดคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 2812/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 2042/2559 ศาลอุทธรณ์ ความอาญา นางอัจฉรา ภาณุรัตน์ โจทก์ นายสุเมธ แย้มนุ่น จำเลยที่ 1 จำเลยมีหน้าที่ทำคำเสนอแนะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯอธิการบดี โดยไม่มีอำนาจใช้ดุลยพินิจยับยั้ง หน่วงเหนี่ยว หรือสั่งการให้สภามหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงมติแต่อย่างใด

แต่จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ เพื่อมิให้โจทก์มีลักษณะต้องห้ามตามข้อบังคับเดิมของมหาวิทยาลัยจำเลยทราบอยู่แล้วว่า ข้อบังคับเดิมที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีขัดกับ พรบ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาและข้อกล่าวหาก็ไม่ใช่ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยไม่ดำเนินการสอบสวนให้เสร็จภายในกำหนด 180 วัน จำเลยมอบให้สภาฯสอบข้อเท็จจริงเป็นเบื้องต้น ปรากฏว่าไม่มีมูล จำเลยกลับตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงใหม่ แต่งตั้งบุคคลภายนอกที่มีตำแหน่งต่ำกว่าโจทก์เป็นประธานกรรมการ สภามหาวิทยาลัยไม่ได้ให้ความเห็นชอบในการตั้งกรรมการ ขัดกับข้อบังคับมหาวิทยาลัย

จำเลยไม่เคยเร่งรัดการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จและไม่เคยโต้แย้งการดำเนินการสรรหาอธิการบดีของสภามหาวิทยาลัยว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับแต่อย่างใด

การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย พยายามหาเหตุต่างๆมาอ้างเพื่อไม่ต้องปฏิบัติตามและหลีกเลี่ยงที่ไม่ดำเนินการเสนอชื่อโจทก์เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นอธิการบดีจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท รอลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี

เรื่องนี้มีผลต่อวิธีการคิดเรื่องการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยอย่างไร (Governance of higher education in Thailand) ฐานคิดของคนทำงานในทบวงมหาวิทยาลัย หรืออสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา คิดอย่างหนึ่ง คือคิดว่าสถาบันอุดมศึกษา คือหน่วยงานในสังกัดของส่วนกลาง ต้องเชื่อฟังอำนาจของส่วนกลาง แต่วิถีการบริหารสถาบันอุดมศึกษาในยุคใหม่ เขามอบอำนาจให้กับแต่ละสถาบันอุดมศึกษาของรัฐให้มีคณะกรรมการสภาสถาบัน หรือจะเรียกในภาษาอังกฤษว่า Boards of governance, Boards of trustees, หรือ Board of regents คณะกรรมการเหล่านี้มีหน้าที่เป็นตัวแทนของสาธารณะหรือประชาชน เข้าไปดูแล กำกับ และตัดสินใจกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้น เพื่อให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างมีความโปร่งใส และเพื่อประโยชน์ของมหาชนเป็นหลัก

วิธีการคิดของส่วนกลางที่ยื้ออำนาจ แสดงอำนาจเกินของเขต ย่อมเป็นผลเสีย เกิดความกระอักกระอ่วนในการบริหารงานโดยไม่จำเป็น ขยายความขัดแย้งในแต่ละสถาบัน หากฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยกระทำผิดกฎหมาย ส่วนกลางก็สามารถสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้ สั่งฟ้องร้องได้ ส่วนฝ่ายบริหารของ

มหาวิทยาลัย แม้ยังมีเรื่องฟ้องร้องกัน ก็ยังบริหารงานต่อไปได้ แต่ไม่ใช่เข้าไปยื้ออำนาจกับสถาบันในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลหรือประถมศึกษา

อีกส่วนหนึ่งที่ส่วนกลางสามารถทำได้ คือ ศึกษาเรื่องการได้มาของกรรมการสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ในหลายๆสถาบัน แต่เรื่องดังกล่าวพึงกระทำโดยการดึงเอาประชาชน ส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของสถาบัน กรรมการสถาบันที่มีฐานอำนาจจากชุมชน มีเงินและทรัพยากรสนับสนุนให้มากขึ้น ลดจำนวนกรรมการสถาบันที่เป็นตัวแทน ทั้งฝ่ายบริหาร และตัวแทนฝ่ายอาจารย์ลงไป การมีตัวแทนจากภายในมากเกินไป กลับไปสร้างรูปแบบการบริหารแบบอิงการเมือง (Political model) บั่นทอนประสิทธิภาพการบริหารโดยไม่เกิดประโยชน์

ส่วนการได้มาซึ่งอธิการบดี เป็นบทบาทและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย หากมีข้อบกพร่อง นายกหรือประธานสภาฯ กรรมการสภาฯ ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่โดยประเพณี ส่วนกลางไม่พึงเข้าไปขัดขวางการทำหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย แต่ควรส่งเสริมให้สภาฯได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ต้องเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยของรัฐ คือ มหาวิทยาลัยของประชาชน และชุมชน ไม่ใช่ของอาจารย์ หรือฝ่ายบริหาร
ประเทศไทยต้องมีการกระจายอำนาจ (Decentralization) เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่อย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็เดินทางไปในแนวนี้ สถาบันอุดมศึกษาเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดที่จะมีการกระจายอำนาจ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับคนที่มีความรู้ความสามารถ

การตัดสินของศาลดังได้พรรณนาในเบื้องต้นนี้ น่าจะบันทึกไว้เป็นบรรทัดฐานแก่มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค และส่วนกลางทั้งหลาย

ก้าวต่อไป มหาวิทยาลัยของรัฐอย่างกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ควรได้คิดรูปแบบการออกจากระบบราชการ แล้วให้ไปอิงกับฐานชุมชน จังหวัด ฝ่ายบริหารส่วนกลางดังเช่น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ก็ต้องไปคิดรูปแบบและสัดส่วนการสนับสนุนทางการเงินและทรัพยากรแก่สถาบันพัฒนาท้องถิ่นเหล่านี้

แต่สิ่งที่ไม่ควรทำ คือการไปยื้ออำนาจของสถาบันอุดมศึกษาท้องถิ่นเหล่านี้

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดย Samsung และ LG จะถูกลดส่วนแบ่งการตลาดลงในสหรัฐอเมริกา

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดย Samsung และ LG จะถูกลดส่วนแบ่งการตลาดลงในสหรัฐอเมริกา

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com
Website: http://pracob.blogspot.com

Keywords: รถยนต์ไฟฟ้า, Electric car, EV, แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า, EV battery, Samsung, LG Chem, Panasonic, Tesla, General Motors, VW, BMW, Hyundai

Samsung, LG lose market shares in US EV battery market บทความโดย โดย Lee Ji-yoon (jylee@heraldcorp.com)

ความนำ


เบื้องหลังของการแข่งขันการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electric car, EVs) คือเบื้องหลังของการแข่งขันผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัทผู้ผลิตด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคโทรนิกส์ของเกาหลีใต้ครองตลาดนี้อย่างเงียบๆในระยะหลัง แต่ได้ถูกบริษัทญี่ปุ่นกลับมาทวงตำแหน่งคืน อย่างน้อยก็ในตลาดสหรัฐอเมริกาในช่วงสั้นๆ

Samsung SDI และ LG Chem คือสองบริษัทใหญ่ของเกาหลีใต้ที่ครองตลาดผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา แต่กำลังถูกบริษัทของญี่ปุ่นทวงคืนตำแหน่ง เกาหลีเคยครองตลาดที่ร้อยละ 35 ในเดือนเมษายน แต่ในเดือนพฤษภาคม ของปีนี้ ได้ลดลงเหลือร้อยละ 23 แต่ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 87

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำเกือบทั้งหมดเลือกใช้แบตเตอรี่ของญี่ปุ่น ยกเว้น 2 บริษัท คือ General Motors ของอเมริกัน ผู้ผลิตรถยนต์ Chevrolet Volt และ BMW ของเยอรมันผู้ผลิต BMW i3 เลือกใช้แบตเตอรี่ของ LG Chem และ Samsung SDI ตามลำดับ


รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf รุ่น 2010 วิ่งได้ประมาณ 80-100 ไมล์ (Range) ราคาประมาณ US$ 27,000 หลังได้รับส่วนลดภาษีจากรัฐบาลกลางสหรัฐ ตามปกติ รถยนต์หากออกสู่ตลาดมากกว่า 5 ปี เขาจะต้องเริ่มมีปรับโฉม จะปรับเล็กหรือปรับใหญ่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ต้องมองไปที่วิ่งได้ 200 ไมล์ หรือ 320 กม. ขึ้นไป


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf รุ่น 2017 คาดว่าจะมีหน้าตาแบบนี้ วิ่งได้ 200 ไมล์ หรือ 320 กม. (Range) ราคาคงอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Tesla Model 3


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Chevy Bolt เป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ที่ออกแบบใหม่ ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้น สามารถวิ่งได้ 320 กม. (Range) ราคาประมาณ US$32,000 เป็นคู่แข่งสำคัญของ Tesla Model 3


ภาพ BMW i3 รถยนต์ไฟฟ้าทั้งแบบไฟฟ้าทั้งระบบ และไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั็ก มีเทคโนโลยีการออกแบบที่ลดดน้ำหนักตัวรถ


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model S จัดเป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก เป็นรถยนต์ Sedan แบบหรู แข่งในตลาดเดียวกับ Mercedes S Class สามารถวิ่งได้ 420 กม. (Range) ราคาประมาณ US$ 72,000


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 เป็นรถที่คนจับตามองมากที่สุด จะออกสู่ตลาดในประมาณกลางปี 2017 หรือต้นปี 2018 แต่ช่วงเปิดให้จอง 2 สัปดาห์แรกก็มีคนจองเข้ามาเกือบ 4 แสนคันแล้ว คนจองต้องจ่ายค่ามัดจำคนละ US$ 1,000 แบบขายใบจองต่อไม่ได้ 

การแข่งขันด้านแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า


Panasonic ของญี่ปุ่นครองตลาดหลักในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า อันได้แก่ Nissan Leaf, Tesla Model X และ S และรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊ก Ford Fusion Energi plug-in hybrid
แต่ในบรรดาผู้สังเกตการณ์ในวงการทำนายว่าตลาดที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเปลี่ยนไป เมื่อมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ของเกาหลี

GM วางแผนจะออกตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Chevy Bolt ที่จะใช้แบตเตอรี่ของ LG Chem เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ รถรุ่นดังกล่าวใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่จะให้พลังวิ่งได้ 320  กม. ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว

BMW กำลังจะออกตัวรถยนต์ไฟฟ้า BMW i3 ที่วิ่งได้ไกลขึ้น โดยใช้แบตเตอรี่ของ Samsung SDI ซึ่งบริษัท BMW ของเยอรมันอันเป็นผู้ผลิตรถยนต์หรูนี้จะใช้แบตเตอรี่ทั้งกับรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ (EVs) และรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV)

Hyundai Motor ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Ioniq EV ของเกาหลีเอง เลือกใช้แบตเตอรี่ของ LG Chem ซึ่งจะบุกตลาดสหรัฐในเดือนกรกฎาคมนี้

Volkswagen บริษัทรถยนต์ใหญ่สุดของเยอรมันที่หันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง e-Golf เลือกใช้แบตเตอรี่ของ Panasonic ซึ่งจะต้องเริ่มใช้ในช่วงหลังของปี ค.ศ. 2016 นี้

และด้วยเหตุที่ช่วงครึ่งหลังของปี 2016 นี้ จะมีรถยนต์ไฟฟ้าที่เลือกใช้แบตเตอรี่ของเกาหลีมาก ดังนั้นตลาดที่ญี่ปุ่นเคยนำอย่างมากจะเริ่มเปลี่ยนไป โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ของเกาหลีเข้ามาทดแทนมากขึ้น

สภาพตลาดทั่วไปของรถยนต์ไฟฟ้า จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2015 มีรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้บนถนนหลวง (Highway) กว่า 30 แบบ รถยนต์เหล่านี้มีวางขายในตลาดสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และประเทศยุโรปตะวันตก เมื่อสิ้นปี ค.ศ. 2015 มีรถยนต์ไฟฟ้าใช้งานเบา (Light duty pure electric vehicles) ที่ขายสู่ตลาดทั่วโลก 1.2 ล้านคัน เป็นรถที่เข้าสู่ตลาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายได้ดีที่สุดในตลาดคือ Nissan Leaf ซึ่งเข้าสู่ตลาดเมื่อพฤศจิกายน ค.ศ. 2010 ซึ่งปัจจุบันได้ขายไปแล้ว 220,000 คัน Tesla Model S ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรู ขายไปแล้ว 120,000 คัน

อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า


ในช่วง 2 ปีต่อไปนี้จะเป็นช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดที่จะขายได้มากกว่าเดิมมาก เพราะมีคุณสมบัติใหม่ คือ เป็นรถยนต์ระดับคนธรรมดาสามารถมีไว้ครอบครองได้ คือ ราคาคันละ US$ 30000-35000 หรือประมาณ 1,050,000 ถึง 1,225,000 บาท หรือประมาณรถ Masda 3 สามารถวิ่งได้ 320 กม. ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว ไม่ใช้น้ำมันหรือพลังเผาไหม้ ค่าพลังงานเพียง 1/3 ถึง ¼ ของรถยนต์ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง มีค่าการซ่อมบำรุงต่ำ เพราะมีชิ้นส่วนที่สึกหรอน้อย เพราะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ ไม่เหมือนรถยนต์ใช้เชื้อเพลิงเผาไหม้ ที่จะมีชิ้นส่วนสึกหรอมากอย่างลูกสูบและอื่นๆ

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดย Samsung และ LG จะถูกลดส่วนแบ่งการตลาดลงในสหรัฐอเมริกา

แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าโดย Samsung และ LG จะถูกลดส่วนแบ่งการตลาดลงในสหรัฐอเมริกา

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com
Website: http://pracob.blogspot.com

Keywords: รถยนต์ไฟฟ้า, Electric car, EV, แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า, EV battery, Samsung, LG Chem, Panasonic, Tesla, General Motors, VW, BMW, Hyundai

Samsung, LG lose market shares in US EV battery market บทความโดย โดย Lee Ji-yoon (jylee@heraldcorp.com)

ความนำ


เบื้องหลังของการแข่งขันการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electric car, EVs) คือเบื้องหลังของการแข่งขันผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัทผู้ผลิตด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเลคโทรนิกส์ของเกาหลีใต้ครองตลาดนี้อย่างเงียบๆในระยะหลัง แต่ได้ถูกบริษัทญี่ปุ่นกลับมาทวงตำแหน่งคืน อย่างน้อยก็ในตลาดสหรัฐอเมริกาในช่วงสั้นๆ

Samsung SDI และ LG Chem คือสองบริษัทใหญ่ของเกาหลีใต้ที่ครองตลาดผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา แต่กำลังถูกบริษัทของญี่ปุ่นทวงคืนตำแหน่ง เกาหลีเคยครองตลาดที่ร้อยละ 35 ในเดือนเมษายน แต่ในเดือนพฤษภาคม ของปีนี้ ได้ลดลงเหลือร้อยละ 23 แต่ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 65 เป็นร้อยละ 87

บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำเกือบทั้งหมดเลือกใช้แบตเตอรี่ของญี่ปุ่น ยกเว้น 2 บริษัท คือ General Motors ของอเมริกัน ผู้ผลิตรถยนต์ Chevrolet Volt และ BMW ของเยอรมันผู้ผลิต BMW i3 เลือกใช้แบตเตอรี่ของ LG Chem และ Samsung SDI ตามลำดับ


รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf รุ่น 2010 วิ่งได้ประมาณ 80-100 ไมล์ (Range) ราคาประมาณ US$ 27,000 หลังได้รับส่วนลดภาษีจากรัฐบาลกลางสหรัฐ ตามปกติ รถยนต์หากออกสู่ตลาดมากกว่า 5 ปี เขาจะต้องเริ่มมีปรับโฉม จะปรับเล็กหรือปรับใหญ่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ต้องมองไปที่วิ่งได้ 200 ไมล์ หรือ 320 กม. ขึ้นไป


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf รุ่น 2017 คาดว่าจะมีหน้าตาแบบนี้ วิ่งได้ 200 ไมล์ หรือ 320 กม. (Range) ราคาคงอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Tesla Model 3


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Chevy Bolt เป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ที่ออกแบบใหม่ ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้น สามารถวิ่งได้ 320 กม. (Range) ราคาประมาณ US$32,000 เป็นคู่แข่งสำคัญของ Tesla Model 3


ภาพ BMW i3 รถยนต์ไฟฟ้าทั้งแบบไฟฟ้าทั้งระบบ และไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั็ก มีเทคโนโลยีการออกแบบที่ลดดน้ำหนักตัวรถ


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model S จัดเป็นรถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก เป็นรถยนต์ Sedan แบบหรู แข่งในตลาดเดียวกับ Mercedes S Class สามารถวิ่งได้ 420 กม. (Range) ราคาประมาณ US$ 72,000


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 เป็นรถที่คนจับตามองมากที่สุด จะออกสู่ตลาดในประมาณกลางปี 2017 หรือต้นปี 2018 แต่ช่วงเปิดให้จอง 2 สัปดาห์แรกก็มีคนจองเข้ามาเกือบ 4 แสนคันแล้ว คนจองต้องจ่ายค่ามัดจำคนละ US$ 1,000 แบบขายใบจองต่อไม่ได้ 

การแข่งขันด้านแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า


Panasonic ของญี่ปุ่นครองตลาดหลักในการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า อันได้แก่ Nissan Leaf, Tesla Model X และ S และรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊ก Ford Fusion Energi plug-in hybrid
แต่ในบรรดาผู้สังเกตการณ์ในวงการทำนายว่าตลาดที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเปลี่ยนไป เมื่อมีรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้แบตเตอรี่ของเกาหลี

GM วางแผนจะออกตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Chevy Bolt ที่จะใช้แบตเตอรี่ของ LG Chem เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ รถรุ่นดังกล่าวใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่จะให้พลังวิ่งได้ 320  กม. ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว

BMW กำลังจะออกตัวรถยนต์ไฟฟ้า BMW i3 ที่วิ่งได้ไกลขึ้น โดยใช้แบตเตอรี่ของ Samsung SDI ซึ่งบริษัท BMW ของเยอรมันอันเป็นผู้ผลิตรถยนต์หรูนี้จะใช้แบตเตอรี่ทั้งกับรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ (EVs) และรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV)

Hyundai Motor ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Ioniq EV ของเกาหลีเอง เลือกใช้แบตเตอรี่ของ LG Chem ซึ่งจะบุกตลาดสหรัฐในเดือนกรกฎาคมนี้

Volkswagen บริษัทรถยนต์ใหญ่สุดของเยอรมันที่หันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง e-Golf เลือกใช้แบตเตอรี่ของ Panasonic ซึ่งจะต้องเริ่มใช้ในช่วงหลังของปี ค.ศ. 2016 นี้

และด้วยเหตุที่ช่วงครึ่งหลังของปี 2016 นี้ จะมีรถยนต์ไฟฟ้าที่เลือกใช้แบตเตอรี่ของเกาหลีมาก ดังนั้นตลาดที่ญี่ปุ่นเคยนำอย่างมากจะเริ่มเปลี่ยนไป โดยมีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ของเกาหลีเข้ามาทดแทนมากขึ้น

สภาพตลาดทั่วไปของรถยนต์ไฟฟ้า จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2015 มีรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถวิ่งได้บนถนนหลวง (Highway) กว่า 30 แบบ รถยนต์เหล่านี้มีวางขายในตลาดสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และประเทศยุโรปตะวันตก เมื่อสิ้นปี ค.ศ. 2015 มีรถยนต์ไฟฟ้าใช้งานเบา (Light duty pure electric vehicles) ที่ขายสู่ตลาดทั่วโลก 1.2 ล้านคัน เป็นรถที่เข้าสู่ตลาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายได้ดีที่สุดในตลาดคือ Nissan Leaf ซึ่งเข้าสู่ตลาดเมื่อพฤศจิกายน ค.ศ. 2010 ซึ่งปัจจุบันได้ขายไปแล้ว 220,000 คัน Tesla Model S ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหรู ขายไปแล้ว 120,000 คัน

อนาคตรถยนต์ไฟฟ้า


ในช่วง 2 ปีต่อไปนี้จะเป็นช่วงที่รถยนต์ไฟฟ้าออกสู่ตลาดที่จะขายได้มากกว่าเดิมมาก เพราะมีคุณสมบัติใหม่ คือ เป็นรถยนต์ระดับคนธรรมดาสามารถมีไว้ครอบครองได้ คือ ราคาคันละ US$ 30000-35000 หรือประมาณ 1,050,000 ถึง 1,225,000 บาท หรือประมาณรถ Masda 3 สามารถวิ่งได้ 320 กม. ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว ไม่ใช้น้ำมันหรือพลังเผาไหม้ ค่าพลังงานเพียง 1/3 ถึง ¼ ของรถยนต์ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง มีค่าการซ่อมบำรุงต่ำ เพราะมีชิ้นส่วนที่สึกหรอน้อย เพราะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ ไม่เหมือนรถยนต์ใช้เชื้อเพลิงเผาไหม้ ที่จะมีชิ้นส่วนสึกหรอมากอย่างลูกสูบและอื่นๆ

Thursday, June 16, 2016

ประยุกต์ใช้แนวคิดวิสคอนซิน (The Wisconsin Idea) ในมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคไทย

ประยุกต์ใช้แนวคิดวิสคอนซิน (The Wisconsin Idea) ในมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคไทย

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com
Facebook: Pracob Cooparat

Keywords: University, มหาวิทยาลัย, higher education, การอุดมศึกษา, Lant Grant Colleges, กฎหมายมอร์ริล ค.ศ. 1862, Morrill Act 1862, มหาวิทยาลัยภาคขยาย, university extension, มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน, อธิการบดี ชาร์ลส์ แวน ไฮส์ (President Charles Van Hise)

ผมขอนำการสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องการพัฒนาชนบท โดยใช้มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคเป็นแกนกลาง มหาวิทยาลัยเหล่านี้ ได้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และบางแห่งอาจมีวิทยาลัยเทคนิคร่วมด้วย แต่ต้องมีรูปแบบการบริหารที่ยืดหยุ่น ไม่ต้องติดยึดกับระบบราชการ
ผมชอบแนวความคิดนี้ครับ แนวคิดวิสคอนซิน (The Wisconsin Idea)

การวิจัย การสอน และบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (UW) ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดวิสคอนซิน (The Wisconsin Idea) ซึ่งเริ่มต้นโดยอดีตอธิการบดี ชาร์ลส์ แวน ไฮส์ (President Charles Van Hise) ในปี ค.ศ. 1904 เมื่อเขาประกาศว่า “ข้าพเจ้าจะไม่หยุดจนกว่ามหาวิทยาลัยจะเอื้อประโยชน์ให้ถึงทุกครัวเรือนของรัฐ” อันเป็นแนวคิดที่ว่า อาณาเขตของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินคืออาณาเขตของรัฐวิสคอนซิน และการวิจัยของมหาวิทยาลัยก็เพื่อการประยุกต์แก้ปัญหาของรัฐ การปรับปรุงสุขอนามัย คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และการเกษตรให้กับประชากรของรัฐวิสคอนซิน ในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยจะทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างคณาจารย์และนักศึกษา อุตสาหกรรม และรัฐบาล และด้วยแนวคิดนี้ได้จุดประกายให้งานของคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษาได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาแบบข้ามสายวิชาการและกลุ่มประชากร แบบไม่จำกัดอายุ เพศ และพื้นฐานการศึกษา – 17 มิถุนายน 2558

Kawin Kovitariyavong > เสมือนเป็นการประกาศพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่จะรับใช้ บริการต่อชุมชน และผู้คนในสังคมในรัฐ.... (ฟังแล้วจับใจมากๆครับ)
DrPoom Wongpinit > ชอบเช่นกันค่ะ
ดำเกิง โถทอง > ผมจะทำตามแนวคิดนี้ครับ
Sureeshine Sukantarat > เยี่ยมคะอาจารย์
อยากบอกว่าเยี่ยม

ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล > มาจากรากฐานปรัชญาการศึกษาที่เป็นแก่นของ The Land-Grant College อันเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในแต่ละมลรัฐ เริ่มจากสาขาการเกษตร และ ก่อกำเนิดจากกฎหมายสำคัญในยุคของ Lincoln

อีกหนึ่งปีต่อมา

Pracob Cooparat > ขอบคุณครับ - อีก 1 ปีผ่านไป รัฐบาลใช้ความกล้าหาญไล่จับคนบุกรุกป่า ยืดที่คืนจากนายทุน ได้ที่หลายแสนไร่ กะว่าจะไปแจกคนยากจน ซึ่งคงไม่ได้ผล คนจนในชนบท/ คนสูงอายุดูแลที่ดินไม่ได้ ก็เอาที่ไปขายให้นายทุนอีก วนเวียนกันเช่นนี้ 

ผมจึงเสนอว่า เราหันมาให้มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ม.ราชภัฏ ม.เทคโนโลยีราชมงคล ฯลฯ จัดทำโครงการต้นแบบ บริหารที่ดินแบบให้ประชาชนที่ทำการเกษตรจริงมาเช่าในราคายุติธรรม และมีบริการด้านเทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือ ใช้นักศึกษามาเรียนแบบฝึกงาน Work-Study Program ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่ำ ทำโครงการอย่างนี้สัก 1 แห่งใน 1 จังหวัด แล้วติดตามผลในทุกๆ 5 ปี มหาวิทยาลัยได้ที่ดินไปแห่งละ 500-3000 ไร่ ตามแต่ความเหมาะสม แต่ให้มหาวิทยา
Like · Reply · 2 mins 17 มิถุนายน 2559


Tuesday, May 10, 2016

สถาบันอุดมศึกษาไทย กับการกระจายอำนาจการศึกษา

สถาบันอุดมศึกษาไทย กับการกระจายอำนาจการศึกษา

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com


ภาพ อาคารฝายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (SRRU)

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, การกระจายอำนาจ, decentralization, การอุดมศึกษา, higher education, tertiary education, มหาวิทยาลัย, สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา

เรื่องยืดเยื้อในการแต่งตั้งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ในที่สุดศาลตัดสินจำเลย คืออดีตผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการแห่งประเทศไทยมีความผิด ติดคุก และต้องจ่ายค่าปรับ ลองอำนจากข้อความเหล่านี้ครับ


สะเทือนทั้งแผ่นดิน

เปิดคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 2812/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 2042/2559 ศาลอุทธรณ์ ความอาญา นางอัจฉรา ภาณุรัตน์ โจทก์ นายสุเมธ แย้มนุ่น จำเลยที่ 1 จำเลยมีหน้าที่ทำคำเสนอแนะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯอธิการบดี โดยไม่มีอำนาจใช้ดุลยพินิจยับยั้ง หน่วงเหนี่ยว หรือสั่งการให้สภามหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงมติแต่อย่างใด

แต่จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ เพื่อมิให้โจทก์มีลักษณะต้องห้ามตามข้อบังคับเดิมของมหาวิทยาลัยจำเลยทราบอยู่แล้วว่า ข้อบังคับเดิมที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีขัดกับ พรบ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาและข้อกล่าวหาก็ไม่ใช่ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยไม่ดำเนินการสอบสวนให้เสร็จภายในกำหนด 180 วัน จำเลยมอบให้สภาฯสอบข้อเท็จจริงเป็นเบื้องต้น ปรากฏว่าไม่มีมูล จำเลยกลับตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงใหม่ แต่งตั้งบุคคลภายนอกที่มีตำแหน่งต่ำกว่าโจทก์เป็นประธานกรรมการ สภามหาวิทยาลัยไม่ได้ให้ความเห็นชอบในการตั้งกรรมการ ขัดกับข้อบังคับมหาวิทยาลัย

จำเลยไม่เคยเร่งรัดการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จและไม่เคยโต้แย้งการดำเนินการสรรหาอธิการบดีของสภามหาวิทยาลัยว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับแต่อย่างใด

การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย พยายามหาเหตุต่างๆมาอ้างเพื่อไม่ต้องปฏิบัติตามและหลีกเลี่ยงที่ไม่ดำเนินการเสนอชื่อโจทก์เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นอธิการบดีจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท รอลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี

เรื่องนี้มีผลต่อวิธีการคิดเรื่องการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยอย่างไร (Governance of higher education in Thailand) ฐานคิดของคนทำงานในทบวงมหาวิทยาลัย หรือสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา คิดอย่างหนึ่ง คือคิดว่าสถาบันอุดมศึกษา คือหน่วยงานในสังกัดของส่วนกลาง ต้องเชื่อฟังอำนาจของส่วนกลาง แต่วิถีการบริหารสถาบันอุดมศึกษาในยุคใหม่ เขามอบอำนาจให้กับแต่ละสถาบันอุดมศึกษาของรัฐให้มีคณะกรรมการสภาสถาบัน หรือจะเรียกในภาษาอังกฤษว่า Boards of governance, Boards of trustees, หรือ Board of regents คณะกรรมการเหล่านี้มีหน้าที่เป็นตัวแทนของสาธารณะหรือประชาชน เข้าไปดูแล กำกับ และตัดสินใจกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้น เพื่อให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างมีความโปร่งใส และเพื่อประโยชน์ของมหาชนเป็นหลัก
วิธีการคิดของส่วนกลางที่ยื้ออำนาจ แสดงอำนาจเกินของเขต ย่อมเป็นผลเสีย เกิดความกระอักกระอ่วนในการบริหารงานโดยไม่จำเป็น ขยายความขัดแย้งในแต่ละสถาบัน 

หากฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยกระทำผิดกฎหมาย ส่วนกลางก็สามารถสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้ สั่งฟ้องร้องได้ ส่วนฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย แม้ยังมีเรื่องฟ้องร้องกัน ก็ยังบริหารงานต่อไปได้ แต่ไม่ใช่เข้าไปยื้ออำนาจกับสถาบันในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลหรือประถมศึกษา

อีกส่วนหนึ่งที่ส่วนกลางสามารถทำได้ คือ ศึกษาเรื่องการได้มาของกรรมการสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ในหลายๆสถาบัน แต่เรื่องดังกล่าวพึงกระทำโดยการดึงเอาประชาชน ส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของสถาบัน กรรมการสถาบันที่มีฐานอำนาจจากชุมชน มีเงินและทรัพยากรสนับสนุนให้มากขึ้น ลดจำนวนกรรมการสถาบันที่เป็นตัวแทน ทั้งฝ่ายบริหาร และตัวแทนฝ่ายอาจารย์ลงไป การมีตัวแทนจากภายในมากเกินไป กลับไปสร้างรูปแบบการบริหารแบบอิงการเมือง (Political model) บั่นทอนประสิทธิภาพการบริหารโดยไม่เกิดประโยชน์

ส่วนการได้มาซึ่งอธิการบดี เป็นบทบาทและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย หากมีข้อบกพร่อง นายกหรือประธานสภาฯ กรรมการสภาฯ ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่โดยประเพณี หากอธิการบดีทำผิดพลาด สภาก็มีสิทธิในการว่ากล่าว ตักเตือน หรือให้ออกจากงาน แต่หากเขาทำดีมีประโยชน์ ก็ต้องส่งเสริม

ส่วนกลางไม่พึงเข้าไปขัดขวางการทำหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย แต่ควรส่งเสริมให้สภาฯได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ต้องเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยของรัฐ คือ มหาวิทยาลัยของประชาชน และชุมชน ไม่ใช่ของอาจารย์ หรือฝ่ายบริหาร

ประเทศไทยต้องมีการกระจายอำนาจ (Decentralization) เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่อย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็เดินทางไปในแนวนี้ สถาบันอุดมศึกษาเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดที่จะมีการกระจายอำนาจ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับคนที่มีความรู้ความสามารถ

การตัดสินของศาลดังได้พรรณนาในเบื้องต้นนี้ น่าจะบันทึกไว้เป็นบรรทัดฐานแก่มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค และส่วนกลางทั้งหลาย

ก้าวต่อไป มหาวิทยาลัยของรัฐอย่างกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ควรได้คิดรูปแบบการออกจากระบบราชการ แล้วให้ไปอิงกับฐานชุมชน จังหวัด ฝ่ายบริหารส่วนกลางดังเช่น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ก็ต้องไปคิดรูปแบบและสัดส่วนการสนับสนุนทางการเงินและทรัพยากรแก่สถาบันพัฒนาท้องถิ่นเหล่านี้

แต่สิ่งที่ไม่ควรทำ คือการไปยื้ออำนาจของสถาบันอุดมศึกษาท้องถิ่นเหล่านี้

Friday, May 6, 2016

ถึงเวลาต้องปฏิวัติกรุงเทพฯ – เริ่มจากปัญหาพื้นฐานอย่างแผงลอยบนทางเท้า

ถึงเวลาต้องปฏิวัติกรุงเทพฯ – เริ่มจากปัญหาพื้นฐานอย่างแผงลอยบนทางเท้า

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, ชุมชนเมือง, urban, urbanization, 
กรุงเทพมหานคร, Bangkok, Bangkok metropolitan area, street vendors, การขนส่ง, transportation, การวางผังเมือง, city planning


ภาพ กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน

แผงลอยบนทางเท้า – กรณีศึกษาของการเปลี่ยนแปลง (Planned Change)

ภาพ ขายน้ำและเครื่องดื่มด้วยรถเข็น ในกทม.


ภาพ การตั้งแผงลอยขายของในย่านผู้คนหนาแน่นในกทม.

แผงลอยบนทางเท้าในกรุงเทพฯ (Street vendors in Bangkok) เกิดขึ้นและเพิ่มมากที่สุดในช่วงมีการเมืองการเลือกตั้ง โดยนักการเมืองอ้างประชาชนไม่มีที่ทำกิน ต้องผ่อนผัน นักการเมืองได้คะแนนเสียง ได้พวก แถมได้เงินค่าส่งส่วย ร่วมไปกับข้าราชการทั้งส่วนตำรวจและการปกครองท้องถิ่น ต่างช่วยกัน ปกป้องกัน และได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แผงลอยผิดกฎหมาย เป็นสัญลักษณ์ของการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีนักการเมืองและข้าราชการที่ได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้แน่

แผงลอยที่เกิดขึ้นบนทางเท้า ตามย่านชุมชนต่างๆในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ทิศทางของสังคมเมืองยุคใหม่ โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพฯที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองนักท่องเที่ยวอันดับต้นๆของโลก ทิศทางของการพัฒนาประเทศและโลก คือการมีเมืองที่มีระเบียบ เคารพในสิทธิของทุกฝ่าย โดยเฉพาคนเดินถนนที่ต้องการสัญจรอย่างสะดวก ปลอดภัย แต่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การรุกล้ำทางเท้ากลับหนักยิ่งขึ้น แต่ในที่สุด มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะเปลี่ยนด้วยเหตุใด และอย่างไร?

1.    คนโดยทั่วไปในกรุงเทพฯมีสภานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีคนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น ต้องการวิถีชีวิตที่สะดวก สะอาด สบาย และในราคาค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเกินไป คนทั่วไปปัจจุบัน หันไปเดินตามห้างทั้งใหญ่เล็ก ที่เดินทางไปมาสะดวก สภาพอากาศสบายไม่ร้อนและอบอ้าว มีสินค้าและบริการที่ราคาไม่แพง ซึ่งศูนย์การค้าทั่วไปมีทางเลือกที่เป็นคำตอบให้ได้ ส่วนการซื้อสินค้าได้สะดวกใกล้บ้าน ก็มีร้านสะดวกซื้อ (Convenient stores) ต่างๆ ผลุดขึ้นนับเป็นหมื่นๆร้านทั่วประเทศ และกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล

2.    มีร้านค้าแบบห้องแถว นับหลายแสนร้าน ที่ทรุดโทรมลง เพราะคนเดินทางไปจับจ่ายไม่สะดวก ลองไปศึกษาค่าเช่าร้านแล้ว ถูกเกือบเท่าๆกับห้องพักหรืออพาร์ทเมนท์ ห้องแถวเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกเจ้าของทุบทิ้งเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ แต่ห้องแถวเก่าที่ยังมีอยู่ มีทางเลือกอื่นๆที่จะพัฒนาเพื่อฟื้นฟูได้ เช่น การพัฒนาให้มีที่จอดรถร่วม (Parking lots) มีที่จอดรถจักรยาน ที่คนในชุมชนใกล้เคียง สามารถมาซื้อสินค้ากลับบ้านได้อย่างสะดวก ผู้เขียนได้ทดลองใช้จักรยานในชีวิตประจำวันแล้ว ภายในระยะ 5 กม.จากบ้าน คนสามารถใช้จักรยานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย จักรยานทั่วไป สามรรถขนสินค้าได้ขนาด 10-12 กิโกกรัมได้เป็นปกติ

3.    เพิ่มแรงผลักเพื่อการเปลี่ยนแปลง – คนไม่พอใจต่อสภาพไร้ระเบียบของกรุงเทพฯและประเทศไทยมีมากขึ้น คนไม่ชอบคนเห็นแก่ตัวที่ใช้ความได้เปรียบจากการฝ่าฝืนกฎหมาย ในขณะที่คนอื่นๆที่ทำถูกกฎหมายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ประชาชนทั่วไปอยากให้เอาจริงกับพวกบุกรุกป่า พวกรุกทางเดินเท้าข้างถนนที่ก็แคบมากๆแล้ว

การลดแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง - กรุงเทพฯ ถึงเวลาที่ต้องเก็บกวาดให้สะอาดแล้ว แต่ทำอย่างไรจึงจะให้มีแรงต่อต้านที่น้อยที่สุด คนยากจนมีทางออกทางเลือก ลองวิเคราะห์ประเด็นต่อไปนี้

4.    วิเคราะห์ให้ดี คนที่ค้าขายของข้างถนนอย่างผิดกฎหมาย ไม่ใช่คนยากจนอีกต่อไป หากไปสังเกตตามข้างถนน สินค้ามาจากคนลงทุน มีระบบสายส่ง จัดรถขนของมาส่ง คนขายที่เป็นคนไทยที่ยากจน จริงๆแล้วเปลี่ยนอาชีพไปเยอะ ไม่ใช่ผู้ประกอบการ แต่เป็นพวกรับจ้างขาย บางส่วน คนขายกลายเป็นคนต่างชาติ โดยเฉพาะในบริเวณที่การซื้อขายต้องการคนรู้เรื่องภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สื่อสารได้ ทางเท้าย่านที่เคยขายนักท่องเที่ยว เดี๋ยวนี้เขารู้ราคาสินค้ามากขึ้น เขาสามารถไปซื้อเอาตามห้างที่มีบริการขายปลีกและขายส่ง ติดต่อกันทั้งออนไลน์ มาดูสินค้า แล้วเลือกซื้อไปได้เป็นจำนวนมาก

5.    ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ครั้งต่อไป คนจะหันไปเลือกคนที่มีนโยบาย “คนแข็งแรง” (Strong man) ที่ซื่อสัตย์ เข้มแข็งพอที่จะทำให้กรุงเทพฯสะอาด มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีกลยุทธหาเสียงที่หวังได้คะแนนเสียงคนชั้นกลาง เพียงแต่ต้องไม่ไปต่อต้านทำลายล้างคนระดับล่าง เหมือนที่ครั้งหนึ่ง คนเลือกพลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะเชื่อมั่นว่าไม่โกง และกล้าพอที่จะทำในสิ่งต่างๆอย่างบริสุทธิยุติธรรม คนที่จะได้รับเลือก คือคนที่แสดงให้เห็นขั้นตอนว่าจะนำกรุงเทพฯไปสู่ความเป็นเมืองแบบอย่างได้อย่างมีขั้นตอน (Planned change)

6.    ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯคนต่อไป ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค แต่แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่มีฐานเสียงจากส่วนตัว ด้วยผลงานการทำงานให้สาธารณะรูปแบบใดแบบหนึ่ง ที่สำคัญต้องมีวิสัยทัศน์ และวิธีการคิดแบบใหม่ ดังเช่น เรื่องการพัฒนาระบบขนส่งสำหรับคนกรุงเทพฯและชานเมือง ต้องมองภาพการมีระบบขนส่งมวลชน ยานพาหนะทางเลือก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า รถประจำทางไฟฟ้า ซึ่งต้องมีระบบชาร์จไฟในที่สาธารณะ ต้องมองศักยภาพการใช้รถจักรยานในกรุงเทพฯ ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง ต้องมีทั้งนโยบายกีดกันยานพาหนะบางประเภท และส่งเสริมบางประเภท


ภาพ ในกทม. การแก้ปัญหาหาบเร่ แผงลอย ต้องคิดร่วมไปกับการแก้ปัญหาจราจร


ภาพ การเดินทางและขนส่งด้วยรถจักรยานยนต์ในเมืองใหญ่อย่าง กทม. ต้องมีการจัดระเบียบใหม่ อาจใช้รถเมล์เล็กเพิ่มขึ้น โดยให้เป็นรถไฟฟ้าหรือไฟฟ้าลูกประสม ลดมลพิษทางอากาศ ลดความแออัดบันท้องถ่นน

ภาพ ถนนบางสายในกทม. ที่เป็นย่านการจราจรหนาแน่น แต่ในบางวันได้เปลี่ยนเป็นถนนคนเดิน (Walking streets) 


ภาพ หาบเร่ หรือขายของข้างถนน สามารถจัดระบบ หาที่ขายที่เป็นที่เป็นทาง กึ่งถาวร ไม่ต้องขนมาขายทุกเช้า และต้องรอเก็บของในทุกเย็นหรือดึก ย่อมเป็นประโยชน์ต่อคนขายมากขึ้น





Wednesday, February 24, 2016

เครื่องบินใช้เครื่องยนต์ลูกประสมกับไฟฟ้า อาจช่วยชีวิตคนได้เป็นอันมาก

เครื่องบินใช้เครื่องยนต์ลูกประสมกับไฟฟ้า อาจช่วยชีวิตคนได้เป็นอันมาก

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การบิน, aviation, เครื่องบินไฟฟ้าลูกประสม, Hybrid Electric plane, Axter Aerospace

บริษัท Axter Aerospace ได้พัฒนาเครื่องยนต์ลูกประสมขนาดเล็ก (Hybrid electric plane) ใช้กับเครื่องบินใบพัดเดียว วัตถุประสงค์คือเพื่อประหยัดพลังงานน้ำมัน เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และออกแบบมาเพื่อช่วยชีวิตคนในยามเครื่องพลังน้ำมันขัดข้องด้วย


ภาพ เครื่องบินขนาดเล็กใบพัดเดียว สามารถใช้เครื่องยนต์แบบประสม ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ร่วมกับเครื่องมอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่

เครื่องบินขนาดเล็กและเบามักมีอันตรายเมื่อเครื่องบินขัดข้อง ซึ่งส่วนมากมาจากเครื่องยนต์ดับ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เมื่อเครื่องบินใบพัดไม่หมุน ไม่มีแรงผลักไปข้างหน้า มันจะดิ่งลงมาอย่างเร็ว

แนวคิดของ Axter Aerospace สามารถช่วยได้ โดยเครื่องบินนอกจากจะมีเครื่องยนต์หลักแบบเผาไหม้แล้ว ยังมีเครื่องที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ด้วย เมื่อนำเครื่องบินขึ้น (Take off) ซึ่งขณะออกตัวนั้นต้องใช้พลังมาก ก็ใช้เครื่องยนต์แบบเผาไหม้ควบคู่ไปกับพลังมอเตอร์และแบตเตอรี่ แต่เมื่อเครื่องบินอยู่ในระดับสูงแล้ว แรงต้านจากอากาศน้อย ก็ใช้พลังเพียงจากเครื่องยนต์เผาไหม้ ในอีกสถานการณ์หนึ่ง คือเมื่อเครื่องบินบินในระดับสูงแล้วเครื่องขัดข้อง ต้องนำเครื่องลงจอด ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งที่เครื่องยังทำงานอยู่ อาจจะสัก 30-60 นาที ซึ่งพลังจากมอเตอร์และแบตเตอรี่จะทำหน้าที่ในช่วงนี้ เพื่อนำเครื่องลงจอด พลังจากระบบไฟฟ้านั้นไม่ซับซ้อน ไม่มีหัวเทียนและลูกสูบ เพียงเปลี่ยนสวิชมาใช้พลังไฟฟ้า ระบบก็ทำงานได้เลย