Thursday, June 16, 2016

ประยุกต์ใช้แนวคิดวิสคอนซิน (The Wisconsin Idea) ในมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคไทย

ประยุกต์ใช้แนวคิดวิสคอนซิน (The Wisconsin Idea) ในมหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคไทย

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com
Facebook: Pracob Cooparat

Keywords: University, มหาวิทยาลัย, higher education, การอุดมศึกษา, Lant Grant Colleges, กฎหมายมอร์ริล ค.ศ. 1862, Morrill Act 1862, มหาวิทยาลัยภาคขยาย, university extension, มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน, อธิการบดี ชาร์ลส์ แวน ไฮส์ (President Charles Van Hise)

ผมขอนำการสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเรื่องการพัฒนาชนบท โดยใช้มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาคเป็นแกนกลาง มหาวิทยาลัยเหล่านี้ ได้แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และบางแห่งอาจมีวิทยาลัยเทคนิคร่วมด้วย แต่ต้องมีรูปแบบการบริหารที่ยืดหยุ่น ไม่ต้องติดยึดกับระบบราชการ
ผมชอบแนวความคิดนี้ครับ แนวคิดวิสคอนซิน (The Wisconsin Idea)

การวิจัย การสอน และบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (UW) ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดวิสคอนซิน (The Wisconsin Idea) ซึ่งเริ่มต้นโดยอดีตอธิการบดี ชาร์ลส์ แวน ไฮส์ (President Charles Van Hise) ในปี ค.ศ. 1904 เมื่อเขาประกาศว่า ข้าพเจ้าจะไม่หยุดจนกว่ามหาวิทยาลัยจะเอื้อประโยชน์ให้ถึงทุกครัวเรือนของรัฐอันเป็นแนวคิดที่ว่า อาณาเขตของมหาวิทยาลัยวิสคอนซินคืออาณาเขตของรัฐวิสคอนซิน และการวิจัยของมหาวิทยาลัยก็เพื่อการประยุกต์แก้ปัญหาของรัฐ การปรับปรุงสุขอนามัย คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และการเกษตรให้กับประชากรของรัฐวิสคอนซิน ในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัยจะทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างคณาจารย์และนักศึกษา อุตสาหกรรม และรัฐบาล และด้วยแนวคิดนี้ได้จุดประกายให้งานของคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษาได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาแบบข้ามสายวิชาการและกลุ่มประชากร แบบไม่จำกัดอายุ เพศ และพื้นฐานการศึกษา – 17 มิถุนายน 2558

Kawin Kovitariyavong > เสมือนเป็นการประกาศพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่จะรับใช้ บริการต่อชุมชน และผู้คนในสังคมในรัฐ.... (ฟังแล้วจับใจมากๆครับ)
DrPoom Wongpinit > ชอบเช่นกันค่ะ
ดำเกิง โถทอง > ผมจะทำตามแนวคิดนี้ครับ
Sureeshine Sukantarat > เยี่ยมคะอาจารย์
อยากบอกว่าเยี่ยม

ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล > มาจากรากฐานปรัชญาการศึกษาที่เป็นแก่นของ The Land-Grant College อันเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในแต่ละมลรัฐ เริ่มจากสาขาการเกษตร และ ก่อกำเนิดจากกฎหมายสำคัญในยุคของ Lincoln

อีกหนึ่งปีต่อมา

Pracob Cooparat > ขอบคุณครับ - อีก 1 ปีผ่านไป รัฐบาลใช้ความกล้าหาญไล่จับคนบุกรุกป่า ยืดที่คืนจากนายทุน ได้ที่หลายแสนไร่ กะว่าจะไปแจกคนยากจน ซึ่งคงไม่ได้ผล คนจนในชนบท/ คนสูงอายุดูแลที่ดินไม่ได้ ก็เอาที่ไปขายให้นายทุนอีก วนเวียนกันเช่นนี้ 

ผมจึงเสนอว่า เราหันมาให้มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค ม.ราชภัฏ ม.เทคโนโลยีราชมงคล ฯลฯ จัดทำโครงการต้นแบบ บริหารที่ดินแบบให้ประชาชนที่ทำการเกษตรจริงมาเช่าในราคายุติธรรม และมีบริการด้านเทคโนโลยี เครื่องไม้เครื่องมือ ใช้นักศึกษามาเรียนแบบฝึกงาน Work-Study Program ค่าใช้จ่ายในการเรียนต่ำ ทำโครงการอย่างนี้สัก 1 แห่งใน 1 จังหวัด แล้วติดตามผลในทุกๆ 5 ปี มหาวิทยาลัยได้ที่ดินไปแห่งละ 500-3000 ไร่ ตามแต่ความเหมาะสม แต่ให้มหาวิทยา
Like · Reply · 2 mins 17 มิถุนายน 2559


Tuesday, May 10, 2016

สถาบันอุดมศึกษาไทย กับการกระจายอำนาจการศึกษา

สถาบันอุดมศึกษาไทย กับการกระจายอำนาจการศึกษา

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com


ภาพ อาคารฝายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (SRRU)

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, การกระจายอำนาจ, decentralization, การอุดมศึกษา, higher education, tertiary education, มหาวิทยาลัย, สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา

เรื่องยืดเยื้อในการแต่งตั้งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ที่ในที่สุดศาลตัดสินจำเลย คืออดีตผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการแห่งประเทศไทยมีความผิด ติดคุก และต้องจ่ายค่าปรับ ลองอำนจากข้อความเหล่านี้ครับ


สะเทือนทั้งแผ่นดิน

เปิดคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 2812/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 2042/2559 ศาลอุทธรณ์ ความอาญา นางอัจฉรา ภาณุรัตน์ โจทก์ นายสุเมธ แย้มนุ่น จำเลยที่ 1 จำเลยมีหน้าที่ทำคำเสนอแนะให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯอธิการบดี โดยไม่มีอำนาจใช้ดุลยพินิจยับยั้ง หน่วงเหนี่ยว หรือสั่งการให้สภามหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงมติแต่อย่างใด

แต่จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโจทก์ เพื่อมิให้โจทก์มีลักษณะต้องห้ามตามข้อบังคับเดิมของมหาวิทยาลัยจำเลยทราบอยู่แล้วว่า ข้อบังคับเดิมที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีขัดกับ พรบ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โจทก์ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาและข้อกล่าวหาก็ไม่ใช่ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จำเลยไม่ดำเนินการสอบสวนให้เสร็จภายในกำหนด 180 วัน จำเลยมอบให้สภาฯสอบข้อเท็จจริงเป็นเบื้องต้น ปรากฏว่าไม่มีมูล จำเลยกลับตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงใหม่ แต่งตั้งบุคคลภายนอกที่มีตำแหน่งต่ำกว่าโจทก์เป็นประธานกรรมการ สภามหาวิทยาลัยไม่ได้ให้ความเห็นชอบในการตั้งกรรมการ ขัดกับข้อบังคับมหาวิทยาลัย

จำเลยไม่เคยเร่งรัดการดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จและไม่เคยโต้แย้งการดำเนินการสรรหาอธิการบดีของสภามหาวิทยาลัยว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับแต่อย่างใด

การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย พยายามหาเหตุต่างๆมาอ้างเพื่อไม่ต้องปฏิบัติตามและหลีกเลี่ยงที่ไม่ดำเนินการเสนอชื่อโจทก์เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเป็นอธิการบดีจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท รอลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี

เรื่องนี้มีผลต่อวิธีการคิดเรื่องการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยอย่างไร (Governance of higher education in Thailand) ฐานคิดของคนทำงานในทบวงมหาวิทยาลัย หรือสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา คิดอย่างหนึ่ง คือคิดว่าสถาบันอุดมศึกษา คือหน่วยงานในสังกัดของส่วนกลาง ต้องเชื่อฟังอำนาจของส่วนกลาง แต่วิถีการบริหารสถาบันอุดมศึกษาในยุคใหม่ เขามอบอำนาจให้กับแต่ละสถาบันอุดมศึกษาของรัฐให้มีคณะกรรมการสภาสถาบัน หรือจะเรียกในภาษาอังกฤษว่า Boards of governance, Boards of trustees, หรือ Board of regents คณะกรรมการเหล่านี้มีหน้าที่เป็นตัวแทนของสาธารณะหรือประชาชน เข้าไปดูแล กำกับ และตัดสินใจกิจการของสถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้น เพื่อให้ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างมีความโปร่งใส และเพื่อประโยชน์ของมหาชนเป็นหลัก
วิธีการคิดของส่วนกลางที่ยื้ออำนาจ แสดงอำนาจเกินของเขต ย่อมเป็นผลเสีย เกิดความกระอักกระอ่วนในการบริหารงานโดยไม่จำเป็น ขยายความขัดแย้งในแต่ละสถาบัน 

หากฝ่ายบริหารมหาวิทยาลัยกระทำผิดกฎหมาย ส่วนกลางก็สามารถสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้ สั่งฟ้องร้องได้ ส่วนฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย แม้ยังมีเรื่องฟ้องร้องกัน ก็ยังบริหารงานต่อไปได้ แต่ไม่ใช่เข้าไปยื้ออำนาจกับสถาบันในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลหรือประถมศึกษา

อีกส่วนหนึ่งที่ส่วนกลางสามารถทำได้ คือ ศึกษาเรื่องการได้มาของกรรมการสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งผู้เขียนเองก็เห็นว่ายังเป็นปัญหาอยู่ในหลายๆสถาบัน แต่เรื่องดังกล่าวพึงกระทำโดยการดึงเอาประชาชน ส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของสถาบัน กรรมการสถาบันที่มีฐานอำนาจจากชุมชน มีเงินและทรัพยากรสนับสนุนให้มากขึ้น ลดจำนวนกรรมการสถาบันที่เป็นตัวแทน ทั้งฝ่ายบริหาร และตัวแทนฝ่ายอาจารย์ลงไป การมีตัวแทนจากภายในมากเกินไป กลับไปสร้างรูปแบบการบริหารแบบอิงการเมือง (Political model) บั่นทอนประสิทธิภาพการบริหารโดยไม่เกิดประโยชน์

ส่วนการได้มาซึ่งอธิการบดี เป็นบทบาทและหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย หากมีข้อบกพร่อง นายกหรือประธานสภาฯ กรรมการสภาฯ ก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ แต่โดยประเพณี หากอธิการบดีทำผิดพลาด สภาก็มีสิทธิในการว่ากล่าว ตักเตือน หรือให้ออกจากงาน แต่หากเขาทำดีมีประโยชน์ ก็ต้องส่งเสริม

ส่วนกลางไม่พึงเข้าไปขัดขวางการทำหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย แต่ควรส่งเสริมให้สภาฯได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ต้องเข้าใจว่า มหาวิทยาลัยของรัฐ คือ มหาวิทยาลัยของประชาชน และชุมชน ไม่ใช่ของอาจารย์ หรือฝ่ายบริหาร

ประเทศไทยต้องมีการกระจายอำนาจ (Decentralization) เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่อย่างอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ก็เดินทางไปในแนวนี้ สถาบันอุดมศึกษาเป็นส่วนที่ง่ายที่สุดที่จะมีการกระจายอำนาจ เพราะต้องเกี่ยวข้องกับคนที่มีความรู้ความสามารถ

การตัดสินของศาลดังได้พรรณนาในเบื้องต้นนี้ น่าจะบันทึกไว้เป็นบรรทัดฐานแก่มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค และส่วนกลางทั้งหลาย

ก้าวต่อไป มหาวิทยาลัยของรัฐอย่างกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ควรได้คิดรูปแบบการออกจากระบบราชการ แล้วให้ไปอิงกับฐานชุมชน จังหวัด ฝ่ายบริหารส่วนกลางดังเช่น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ก็ต้องไปคิดรูปแบบและสัดส่วนการสนับสนุนทางการเงินและทรัพยากรแก่สถาบันพัฒนาท้องถิ่นเหล่านี้

แต่สิ่งที่ไม่ควรทำ คือการไปยื้ออำนาจของสถาบันอุดมศึกษาท้องถิ่นเหล่านี้

Friday, May 6, 2016

ถึงเวลาต้องปฏิวัติกรุงเทพฯ – เริ่มจากปัญหาพื้นฐานอย่างแผงลอยบนทางเท้า

ถึงเวลาต้องปฏิวัติกรุงเทพฯ – เริ่มจากปัญหาพื้นฐานอย่างแผงลอยบนทางเท้า

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, ชุมชนเมือง, urban, urbanization, 
กรุงเทพมหานคร, Bangkok, Bangkok metropolitan area, street vendors, การขนส่ง, transportation, การวางผังเมือง, city planning


ภาพ กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน

แผงลอยบนทางเท้า – กรณีศึกษาของการเปลี่ยนแปลง (Planned Change)

ภาพ ขายน้ำและเครื่องดื่มด้วยรถเข็น ในกทม.


ภาพ การตั้งแผงลอยขายของในย่านผู้คนหนาแน่นในกทม.

แผงลอยบนทางเท้าในกรุงเทพฯ (Street vendors in Bangkok) เกิดขึ้นและเพิ่มมากที่สุดในช่วงมีการเมืองการเลือกตั้ง โดยนักการเมืองอ้างประชาชนไม่มีที่ทำกิน ต้องผ่อนผัน นักการเมืองได้คะแนนเสียง ได้พวก แถมได้เงินค่าส่งส่วย ร่วมไปกับข้าราชการทั้งส่วนตำรวจและการปกครองท้องถิ่น ต่างช่วยกัน ปกป้องกัน และได้ผลประโยชน์ร่วมกัน แผงลอยผิดกฎหมาย เป็นสัญลักษณ์ของการฉ้อราษฎร์บังหลวง มีนักการเมืองและข้าราชการที่ได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้แน่

แผงลอยที่เกิดขึ้นบนทางเท้า ตามย่านชุมชนต่างๆในกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ทิศทางของสังคมเมืองยุคใหม่ โดยเฉพาะในเมืองอย่างกรุงเทพฯที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองนักท่องเที่ยวอันดับต้นๆของโลก ทิศทางของการพัฒนาประเทศและโลก คือการมีเมืองที่มีระเบียบ เคารพในสิทธิของทุกฝ่าย โดยเฉพาคนเดินถนนที่ต้องการสัญจรอย่างสะดวก ปลอดภัย แต่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การรุกล้ำทางเท้ากลับหนักยิ่งขึ้น แต่ในที่สุด มันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะเปลี่ยนด้วยเหตุใด และอย่างไร?

1.    คนโดยทั่วไปในกรุงเทพฯมีสภานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีคนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น ต้องการวิถีชีวิตที่สะดวก สะอาด สบาย และในราคาค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเกินไป คนทั่วไปปัจจุบัน หันไปเดินตามห้างทั้งใหญ่เล็ก ที่เดินทางไปมาสะดวก สภาพอากาศสบายไม่ร้อนและอบอ้าว มีสินค้าและบริการที่ราคาไม่แพง ซึ่งศูนย์การค้าทั่วไปมีทางเลือกที่เป็นคำตอบให้ได้ ส่วนการซื้อสินค้าได้สะดวกใกล้บ้าน ก็มีร้านสะดวกซื้อ (Convenient stores) ต่างๆ ผลุดขึ้นนับเป็นหมื่นๆร้านทั่วประเทศ และกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล

2.    มีร้านค้าแบบห้องแถว นับหลายแสนร้าน ที่ทรุดโทรมลง เพราะคนเดินทางไปจับจ่ายไม่สะดวก ลองไปศึกษาค่าเช่าร้านแล้ว ถูกเกือบเท่าๆกับห้องพักหรืออพาร์ทเมนท์ ห้องแถวเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกเจ้าของทุบทิ้งเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหม่ แต่ห้องแถวเก่าที่ยังมีอยู่ มีทางเลือกอื่นๆที่จะพัฒนาเพื่อฟื้นฟูได้ เช่น การพัฒนาให้มีที่จอดรถร่วม (Parking lots) มีที่จอดรถจักรยาน ที่คนในชุมชนใกล้เคียง สามารถมาซื้อสินค้ากลับบ้านได้อย่างสะดวก ผู้เขียนได้ทดลองใช้จักรยานในชีวิตประจำวันแล้ว ภายในระยะ 5 กม.จากบ้าน คนสามารถใช้จักรยานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย จักรยานทั่วไป สามรรถขนสินค้าได้ขนาด 10-12 กิโกกรัมได้เป็นปกติ

3.    เพิ่มแรงผลักเพื่อการเปลี่ยนแปลง – คนไม่พอใจต่อสภาพไร้ระเบียบของกรุงเทพฯและประเทศไทยมีมากขึ้น คนไม่ชอบคนเห็นแก่ตัวที่ใช้ความได้เปรียบจากการฝ่าฝืนกฎหมาย ในขณะที่คนอื่นๆที่ทำถูกกฎหมายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ประชาชนทั่วไปอยากให้เอาจริงกับพวกบุกรุกป่า พวกรุกทางเดินเท้าข้างถนนที่ก็แคบมากๆแล้ว

การลดแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง - กรุงเทพฯ ถึงเวลาที่ต้องเก็บกวาดให้สะอาดแล้ว แต่ทำอย่างไรจึงจะให้มีแรงต่อต้านที่น้อยที่สุด คนยากจนมีทางออกทางเลือก ลองวิเคราะห์ประเด็นต่อไปนี้

4.    วิเคราะห์ให้ดี คนที่ค้าขายของข้างถนนอย่างผิดกฎหมาย ไม่ใช่คนยากจนอีกต่อไป หากไปสังเกตตามข้างถนน สินค้ามาจากคนลงทุน มีระบบสายส่ง จัดรถขนของมาส่ง คนขายที่เป็นคนไทยที่ยากจน จริงๆแล้วเปลี่ยนอาชีพไปเยอะ ไม่ใช่ผู้ประกอบการ แต่เป็นพวกรับจ้างขาย บางส่วน คนขายกลายเป็นคนต่างชาติ โดยเฉพาะในบริเวณที่การซื้อขายต้องการคนรู้เรื่องภาษาอังกฤษ ภาษาจีน สื่อสารได้ ทางเท้าย่านที่เคยขายนักท่องเที่ยว เดี๋ยวนี้เขารู้ราคาสินค้ามากขึ้น เขาสามารถไปซื้อเอาตามห้างที่มีบริการขายปลีกและขายส่ง ติดต่อกันทั้งออนไลน์ มาดูสินค้า แล้วเลือกซื้อไปได้เป็นจำนวนมาก

5.    ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ครั้งต่อไป คนจะหันไปเลือกคนที่มีนโยบาย “คนแข็งแรง” (Strong man) ที่ซื่อสัตย์ เข้มแข็งพอที่จะทำให้กรุงเทพฯสะอาด มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีกลยุทธหาเสียงที่หวังได้คะแนนเสียงคนชั้นกลาง เพียงแต่ต้องไม่ไปต่อต้านทำลายล้างคนระดับล่าง เหมือนที่ครั้งหนึ่ง คนเลือกพลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะเชื่อมั่นว่าไม่โกง และกล้าพอที่จะทำในสิ่งต่างๆอย่างบริสุทธิยุติธรรม คนที่จะได้รับเลือก คือคนที่แสดงให้เห็นขั้นตอนว่าจะนำกรุงเทพฯไปสู่ความเป็นเมืองแบบอย่างได้อย่างมีขั้นตอน (Planned change)

6.    ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯคนต่อไป ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค แต่แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่มีฐานเสียงจากส่วนตัว ด้วยผลงานการทำงานให้สาธารณะรูปแบบใดแบบหนึ่ง ที่สำคัญต้องมีวิสัยทัศน์ และวิธีการคิดแบบใหม่ ดังเช่น เรื่องการพัฒนาระบบขนส่งสำหรับคนกรุงเทพฯและชานเมือง ต้องมองภาพการมีระบบขนส่งมวลชน ยานพาหนะทางเลือก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า ตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า รถประจำทางไฟฟ้า ซึ่งต้องมีระบบชาร์จไฟในที่สาธารณะ ต้องมองศักยภาพการใช้รถจักรยานในกรุงเทพฯ ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง ต้องมีทั้งนโยบายกีดกันยานพาหนะบางประเภท และส่งเสริมบางประเภท


ภาพ ในกทม. การแก้ปัญหาหาบเร่ แผงลอย ต้องคิดร่วมไปกับการแก้ปัญหาจราจร


ภาพ การเดินทางและขนส่งด้วยรถจักรยานยนต์ในเมืองใหญ่อย่าง กทม. ต้องมีการจัดระเบียบใหม่ อาจใช้รถเมล์เล็กเพิ่มขึ้น โดยให้เป็นรถไฟฟ้าหรือไฟฟ้าลูกประสม ลดมลพิษทางอากาศ ลดความแออัดบันท้องถ่นน

ภาพ ถนนบางสายในกทม. ที่เป็นย่านการจราจรหนาแน่น แต่ในบางวันได้เปลี่ยนเป็นถนนคนเดิน (Walking streets) 


ภาพ หาบเร่ หรือขายของข้างถนน สามารถจัดระบบ หาที่ขายที่เป็นที่เป็นทาง กึ่งถาวร ไม่ต้องขนมาขายทุกเช้า และต้องรอเก็บของในทุกเย็นหรือดึก ย่อมเป็นประโยชน์ต่อคนขายมากขึ้น





Wednesday, February 24, 2016

เครื่องบินใช้เครื่องยนต์ลูกประสมกับไฟฟ้า อาจช่วยชีวิตคนได้เป็นอันมาก

เครื่องบินใช้เครื่องยนต์ลูกประสมกับไฟฟ้า อาจช่วยชีวิตคนได้เป็นอันมาก

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การบิน, aviation, เครื่องบินไฟฟ้าลูกประสม, Hybrid Electric plane, Axter Aerospace

บริษัท Axter Aerospace ได้พัฒนาเครื่องยนต์ลูกประสมขนาดเล็ก (Hybrid electric plane) ใช้กับเครื่องบินใบพัดเดียว วัตถุประสงค์คือเพื่อประหยัดพลังงานน้ำมัน เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และออกแบบมาเพื่อช่วยชีวิตคนในยามเครื่องพลังน้ำมันขัดข้องด้วย


ภาพ เครื่องบินขนาดเล็กใบพัดเดียว สามารถใช้เครื่องยนต์แบบประสม ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ร่วมกับเครื่องมอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่

เครื่องบินขนาดเล็กและเบามักมีอันตรายเมื่อเครื่องบินขัดข้อง ซึ่งส่วนมากมาจากเครื่องยนต์ดับ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เมื่อเครื่องบินใบพัดไม่หมุน ไม่มีแรงผลักไปข้างหน้า มันจะดิ่งลงมาอย่างเร็ว

แนวคิดของ Axter Aerospace สามารถช่วยได้ โดยเครื่องบินนอกจากจะมีเครื่องยนต์หลักแบบเผาไหม้แล้ว ยังมีเครื่องที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ด้วย เมื่อนำเครื่องบินขึ้น (Take off) ซึ่งขณะออกตัวนั้นต้องใช้พลังมาก ก็ใช้เครื่องยนต์แบบเผาไหม้ควบคู่ไปกับพลังมอเตอร์และแบตเตอรี่ แต่เมื่อเครื่องบินอยู่ในระดับสูงแล้ว แรงต้านจากอากาศน้อย ก็ใช้พลังเพียงจากเครื่องยนต์เผาไหม้ ในอีกสถานการณ์หนึ่ง คือเมื่อเครื่องบินบินในระดับสูงแล้วเครื่องขัดข้อง ต้องนำเครื่องลงจอด ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งที่เครื่องยังทำงานอยู่ อาจจะสัก 30-60 นาที ซึ่งพลังจากมอเตอร์และแบตเตอรี่จะทำหน้าที่ในช่วงนี้ เพื่อนำเครื่องลงจอด พลังจากระบบไฟฟ้านั้นไม่ซับซ้อน ไม่มีหัวเทียนและลูกสูบ เพียงเปลี่ยนสวิชมาใช้พลังไฟฟ้า ระบบก็ทำงานได้เลย


Thursday, February 18, 2016

เตียงนอนกลางวัน (Daybeds)

เตียงนอนกลางวัน (Daybeds)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: ที่พักอาศัย, Inhabitation, เตียง, beds, เตียงนอนกลางวัน, day beds, ที่นอน, mattress


ภาพ เตียงนอนกลางวัน (Day bed) ที่อยู่ในห้อง ในร่ม


Daybeds หมายถึงเตียงนอนได้ในตอนกลางวัน สามารถใช้เป็นเตียงนอนพักผ่อน (Lounging) เอนกาย (Reclining) และนั่งในห้องส่วนกลาง (Common rooms) โครงสร้างของเตียงอาจเป็นไม้ โลหะ หรือเป็นส่วนผสมของไม้และโลหะ

Daybeds อาจเป็นได้ทั้งเก้าอี้นอน (Chaise longue), ที่นอน (Couch), หรือเป็นเตียงนอน (Bed)

Daybeds โดยทั่วไปจะมีที่พิงด้านหลังและด้านข้าง และมีขนาดใหญ่พอสมควร คือประมาณ 99 มม. X 191 มม. คือกว้างและยาวพอที่ผู้ใหญ่จะนอนในตอนกลางคืนได้อย่างสบายๆ Daybedsอาจเป็นเตียงคู่ โดยมีเตียงขนาดใกล้กันที่เป็นเหมือนลิ้นชัก ดึงออกมาเพื่อใช้เป็นอีกเตียงที่เตี้ยกว่า และใช้งานได้
เตียงนอนกลางวัน (Modern daybeds)

ในปัจจุบัน เตียงนอนกลางวัน (Modern daybeds) มีพื้นเป็นสปริง (Linkspring) รองรับที่นอน (Mattress) และมีคานรองรับ (Cross supports) พื้นรองที่นอนเป็นลวด (Wire) หรือโพลีเอสเตอร์ (Wire/ polyester/ nylon) การใช้พื้นเป็นสปริงทำให้ลดความหนาของพื้นรองที่นอน และทำให้สามารถสอดอีกเตียงอีกหนึ่งที่ไว้ด้านไต้

เตียงนอนกลางวันยุคใหม่ มีทั้งที่เป็นแบบในร่ม (Indoor) และกลางแจ้ง (Outdoor) เตียงอาจเป็นแบบแขวน หรืออยู่กับที่ เตียงนอนกลางวันที่เป็นแบบกลางแจ้งมักจะต้องมีหลังคา เพื่อป้องกันแสง ส่วนเตียงนอนกลางวันมักจะเป็นแบบเรียบง่าย
ในความคิดเห็นส่วนตัว การมีเตียงนอนกลางวันแบบกลางแจ้ง ต้องดูแลเรื่องยุง ซึ่งสามารถเป็นพาหะนำโรค ดังเช่น มาลาเรีย และไข้เลือดออกมาสู่คนได้ โดยไม่รู้ตัว เพราะขณะนอนแล้วหลับไปนั้น เราจะไม่รู้ว่าถูกยุงกัดหรือไม่


ภาพ อีกลักษณะหนึ่งของเตียงนอนกลางวันที่เป็นแบบคู่ โดยด้านล่างมีอีกเตียงแบบลากออกมาใช้งานได้ เหมาะสำหรับเป็นเตียงสำรอง รับแขกได้อีก 2 คน สำหรับบ้านที่มักมีแขกมาเยี่ยมพัก




ภาพ เตียงนอนกลางวันแบบที่เป็นโครงสร้างเหล็ก และมีแผ่นสปริงรองรับ เป็นโครงสร้างเหล็ก สามารถซื้อที่นอนแบบแยกมาใส่ 2 ผืน ทำให้ต้นทุนเตียงราคาไม่แพง จะสวยงามมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการจัด


ภาพ โครงสำหรับเตียงนอนกลางวัน ที่เพียงหาที่นอนขนาดหนามารองรับ และมีผ้าปูที่นอนและหมอนหลายใบที่สวยงาม มาร่วมประดับ


Wednesday, February 17, 2016

ไนกี้เลิกสัญญาสปอนเซอร์แมนนี ปาเกียว ยอดนักชกของเอเซีย

ไนกี้เลิกสัญญาสปอนเซอร์แมนนี ปาเกียว ยอดนักชกของเอเซีย

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การกีฬา, sports, การชกมวย, boxing, แมนนี ปาเกียว, Manny Pacquiao,
CNN, 18 กุมภาพันธ์ 2016 - Manny Pacquiao: Nike terminates deal with boxing great

มีคำกล่าวว่า “ก่อนพูด เราเป็นนายของคำพูด แต่เมื่อพูดแล้ว คำพูดเป็นนายเรา” กรณีนี้ใช้อธิบาย เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับปาเกียวได้อย่างดี


ภาพ แมนนี ปาเกียว นักชกระดับตำนานของฟิลิปปินส์ และของโลก

แมนนี ปาเกียว ยอดนักชกของเอเชีย และจะว่าของโลกก็ได้ เขาเคยเป็นแชมเปี้ยนมวยอาชีพของโลกมาแล้ว 6 รุ่นน้ำหนัก เคยชนะคู่ต่อสู้ที่ใหญ่กว่ามาก แต่ไม่ใช่ไม่เคยแพ้ ในการชกอาชีพ 65 ครั้งเขาแพ้มาแล้ว 6 ครั้ง แต่สิ่งที่เขาแพ้มากอีกครั้งหนึ่ง คือเพราะปากตัวเอง เมื่อเขาพูดว่า “พวกรักร่วมเพศเลวยิ่งกว่าสัตว์” (Worse than  animals)

ปาเกียวไม่ใช่เป็นเพียงนักกีฬา แต่เขาเป็นวุฒิสมาชิก และนักการเมืองระดับสูงของฟิลิปปินส์ มึคนเคยคิดว่าเขาควรสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์


ปาเกียวในฐานะวุฒิสมาชิก ประเทศฟิลิปปินส์มีประชากร 80 ล้านคน แต่มีวุฒิสมาชิกเพียง 24 ตำแหน่ง เป็นการเลือกโดยประชาชน สามารถออกเสียงได้อย่างเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ในแนวทางเดียวกับสหรัฐอเมริกา วุฒิสมาชิกถือเป็นตำแหน่งทรงอำนาจมากในการเมืองของประเทศฟิลิปปินส์ ไม่ใช่ลูกจ้างของหัวหน้าพรรคเหมือนการเมืองในบางประเทศ

ปาเกียวกล่าวขอโทษในสิ่งที่เขาพูดแบบหลุดปากไป แต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว เพราะไนกี้ (Nike) บริษัทเครื่องกีฬาใหญ่ของโลกที่ให้การสนับสนุนสปอนเซอร์เขามายาวนาน ได้ถอนสัมพันธภาพทุกกรณีต่อปาเกียว โดยตัวแทนของไนกี้ กล่าวว่า “ไนกี้ต่อต้านการรังเกียจการแบ่งแยก (Discrimination) ทุกประเภทมาในประวัติศาสตร์เป็นเวลายาวนานแล้ว และเรายืนหยัดในสิทธิของชุมชนคนรักร่วมเพศ (LGBT)”
ปาเกียวได้กล่าวแสดงความรังเกียจคนรักร่วมเพศในขณะที่เขาให้สัมภาษณ์ออกทีวี และได้ออกมาเขียนในอินสตาแกรม (Instagram) อย่างมิได้ยอมรับผิดนักว่า “เขาเพียงกล่าวความจริงที่ปรากฏอยู่ในไบเบิล” ต่อมาเขาได้เขียนในเฟสบุค (Facebook) ว่าเขาไม่ได้ตำหนิคนรักร่วมเพศ (LGBT) แต่ยังแสดงทัศนะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

ในฐานะนักการเมือง ปาเกียวอาจได้คะแนนเสียง เพราะในประเทศฟิลิปปินส์ คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และมีมากถึงร้อยละ 82.9 นับถือนิกายคาธอลิค และมักจะเป็นแนวอนุรักษ์ คือไม่สนับสนุนการทำหมัน การคุมกำเนิด การหย่าร้าง และการแต่งงานของคนรักร่วมเพศ

คำว่า LGBT

LGBT หรือ GLBT มาจากคำว่า Lesbian – หญิงรักร่วมเพศ, Gay, Bisexual – คนรักได้ไม่เลือกเพศ คือมีรักได้ทั้งชายและหญิง, Transgender – คนที่ได้มีการผ่าตัดแปลงเพศ LGBT เป็นคำที่ใช้กันตั้งแต่ค.ศ. 1990s ในระยะเริ่มแรกใช้คำว่า LGB เพื่อแทนคำว่า Gay ซึ่งแคบไป ส่วนคำว่าชุมชน LGBY (LGBT community) เริ่มใช้กันตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980s เพราะเขาเห็นว่า คำว่า Gay community ไม่ได้ครอบคลุมคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด



ภาพ การเดินขบวนแสดงความเป็นเอกภาพของกลุ่ม LGBT ในเมืองพอร์ตแลนด์ ทางฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา 
ภาพ LGBT ใช้สีสัญญลักษณ์สายรุ้ง หรือความหลากหลาย และการมองความหลากหลายเป็นสีสันในสังคม




ภาพ การเดินขบวนของกลุ่ม LGBT มักจะเป็นในเมืองใหญ่ที่มีความอดทนทางวัฒนธรรมสูง

EMILY หุ่นยนต์ช่วยชีวิตทางน้ำ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์

EMILY หุ่นยนต์ช่วยชีวิตทางน้ำ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

ศึกษาและเรียบเรียงจาก Wikipedia, the free encyclopedia

Keywords: วิทยาศาสตร์, sciences, เทคโนโลยี, technology, สิ่งประดิษฐ์, invention, EMILY, Robotic lifeguards


ภาพ Emily เครื่องช่วยชีวิตแบบจาก Remote control หนัก 20 ปอนด์


ภาพ เมื่อ Emily ถึงผู้ประสบภัยทางน้ำ ก็จะทำหน้าที่ช่วยให้คนจะจมน้ำได้เกาะ Emily หนักเพียง 20 ปอนด์ หรือ 9 กิโลกรัม เป็นที่ให้คนเกาะพยุงตัวได้ 4-5 คน


ภาพ โครงสร้างของ Emily ที่สามารถปรับใช้ได้ในอีกหลายๆกิจกรรมทางน้ำ รวมถึงการสำรวจทะเลและอากาศ

E.M.I.L.Y. หรือบางทีเรียกว่า EMILY หรือ Emily เป็นคำย่อจาก Emergency Integrated Lifesaving Lanyard เป็นเครื่องช่วยชีวิตแบบหุ่นยนต์ (Robotic lifeguards) ช่วยชีวิตคนที่อยู่ในน้ำ เป็นระบบใช้พลังจากแบตเตอรี่และควบคุมด้วยระบบควบคุมระยะไกล (Remote control) โดยหย่อนมันลงไปที่บริเวณชายฝั่ง จากเรือหรือแพ หรือเฮลิคอปเตอร์ แล้วอาศัยเครื่องยนต์ผลักดัน (Impeller motor) ให้แล่นไปตามน้ำสู่เป้าหมาย มันพิสูจน์ว่าเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ดีกว่าผู้คอยช่วยชีวิต (Lifeguard) ที่เป็นมนุษย์ที่จะว่ายน้ำไปถึงผู้ประสบภัย เมื่อ EMILY ที่เป็นหุ่นยนต์เข้าถึงผู้ประสบเคราะห์ ส่วนที่เป็นโฟมเบาลอยน้ำ (Floatation device) จะทำหน้าที่เป็นทุนลอยให้ผู้ประสบภัยได้เกาะ แล้วมีคน 4-6 คนถือเชือกลากเข้าสู่จุดปลอดภัย

Emily สร้างโดยนักประดิษฐ์ชื่อ Anthony Mulligan และ Robert Lautrup และตั้งชื่อตามเพื่อนของ Marie Mulligan ผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ Emily ได้รับการทดสอบที่หาดซูมา (Zuma Beach) ใกล้มาลิบู รัฐแคลิฟอร์เนีย (Malibu, California) และที่อ่าวดีโป ในรัฐโอเรกอน (Depoe, Oregon) และที่เวสเตอร์ลี โรดไอร์แลนด์ (Westerly, Rhode Island) โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2012 เครื่องช่วยชีวิต Emily นี้ได้ใช้ช่วยชีวิตคนจริงๆ โดยสามารถดึงพ่อและลูกชายคู่หนึ่งเข้าสู่ฝั่งหลังจากที่เขาทั้งสองติดอยู่กับคลื่นลมแรง


ในปัจจุบัน Emily มีรุ่นใหม่ที่สามารถใช้ได้หลายๆวัน โดยไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด โดยใช้ระบบเครื่องยนต์ใช้น้ำมันขนาดเล็ก เติมน้ำมันได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถใช้ในการติดตามสภาวะคลื่นและเก็บข้อมูลด้านอากาศ โดยได้รับเงินช่วยเหลือจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration)