Saturday, January 24, 2015

คำขวัญ - ความจำเป็นคือมารดาของการสรรค์สร้างสิ่งใหม่ (Necessity is the mother of invention.)

คำขวัญ - ความจำเป็นคือมารดาของการสรรค์สร้างสิ่งใหม่ (Necessity is the mother of invention.)

Keywords: การเปลี่ยนแปลง, change, นวัตกรรม, innovation, การแพทย์, medicine, การผ่าตัดหัวใจ, heart surgery

กาลครั้งหนึ่ง การผ่าตัดใดๆเกี่ยวกับหัวใจเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะหลักคือหัวใจจะหยุดเต้นได้ไม่เกิน 3 นาที การจะผ่าตัดหัวใจจึงดูเหมือนเป็นความบ้าคลั่ง

แต่มีกุมารแพทย์ท่านหนึ่งชื่อหมอเฮเลน ทอสสิค ( Helen Taussig) เธอสังเกตว่ามีเด็กที่ป่วยด้วยโรคหัวใจหน้าซีดคล้ำ (Blue babies) เพราะขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ และต้องเข้าโรงพยาบาลมาพบเธอ แต่เด็กเหล่านั้นก็จะอ่อนแอและเสียชีวิตในเวลาอีกไม่นาน หมอเฮเลนคุยกับหมออัลเฟรด เบลย์ลอค (Alfred Blaylock) ว่ามีหนทางใดบ้างที่จะผ่าตัดหัวใจเพื่อรักษาเด็กเหล่านี้ ในปี ค.ศ. 1941 หมอเบลย์ลอคกับทีมงานได้คิดประดิษฐ์เครื่องมือและวิธีการผ่าตัดหัวใจ โดยทดลองวิธีการกับสุนัขหลายครั้ง จนพบวิธีการผ่าตัดเพื่อต่อเส้นเลือดเข้าเลี้ยงหัวใจ (Bypass) ได้ และจึงทำการผ่าตัดกับเด็กผู้ป่วยด้วยโรคหน้าคล้ำ ในที่สุดคณะแพทย์นำโดยหมอเบลย์ลอคแห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็สามารถทำได้สำเร็จ และเป็นจุดเริ่มต้นในการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจที่ได้พัฒนามากขึ้นจนถึงปัจจุบัน 

ในปี ค.ศ. 2004 เฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ละปีมีการผ่าตัดเกี่ยวกับหัวใจไม่น้อยกว่า 1.7 ล้านราย


หมออัลเฟรด เบลย์ลอค (Alfred Blaylock) 


ภาพ หมอเฮเลน ทอสสิค ( Helen Taussig)


ภาพ ดร. วิเวียน โธมัส (Dr. Vivian Thomas) ผู้ได้รับการศึกษาสูงสุดเพียงจบมัธยมศึกษา แต่ได้รับเลือกจากหมอเบลย์ลอคให้มาช่วยงานด้านการวิจัยผ่าตัด วิเวียน โธมัส ในระยะต่อมาที่เข้าสู่ยุคสิทธิมนุษยชน เขาได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าได้ร่วมกับหมอเบลย์ลอคในการคิดค้นวิธีผ่าตัดที่ต้องฝึกทักษะอย่างสูง เขาคืออีกคนหนึ่งที่สำคัญมากในทีมงานของหมอเบลย์ลอคในการพัฒนาการผ่าตัดหัวใจครั้งแรกของโลก

Friday, January 23, 2015

นิทานในถุง อย่าเก็บไว้ให้เปล่าประโยชน์

นิทานในถุง อย่าเก็บไว้ให้เปล่าประโยชน์

Keywords: การแบ่งปัน, sharing, การไม่เก็บงำความรู้, รู้อะไรต้องแบ่งปัน, Ms. Alicia Dongjoo Bang South Korea


ภาพ นิทานเรื่อง "นิทานในถุง อย่าเก็บไว้ให้เปล่าประโยชน์" โดย Ms. Alicia Dongjoo Bang จากประเทศ South Korea




กาลครั้งหนึ่ง "คิม" เขาเป็นชายหนุ่มรูปงามที่สนใจไปฟังนิทานที่แสนสนุก ไม่ว่าจะที่ห่างไกลแค่ไหน เขาไปฟังแล้วก็เก็บรวบรวมเรื่องดีๆเหล่านั้นใส่ถุงไว้ ไม่เคยไปเผยแพร่ที่ไหน เก็บมานานหลายปี จนเรื่องเล่าเต็มถุง อยู่มาวันหนึ่ง เขาได้พบรักกับหญิงสาวที่อยู่ต่างเมือง คบกันมานาน จนได้ตัดสินใจแต่งงาน และจะเดินทางไปเข้าพิธีวิวาห์ที่บ้านเจ้าสาว ขณะนั้น คนรับใช้ที่ซื่อสัตย์คนหนึ่งของเขาได้ยินเสียงดังออกมาจากในถุงนิทาน เป็นเสียงของเรื่องในนิทานที่เขาเก็บไว้ แต่เป็นเสียงที่แสดงความโกรธยิ่ง

เสียงจากในถุงนิทานดังออกมา "คอยดูนะ เมื่อเจ้าคิมเดินทางไปที่ไหน ฉันจะเป็นผลไม้อยู่ข้างทาง ถ้าเจ้าหนุ่มนี่หิวเด็ดกินเมื่อใด มันจะเป็นยาพิษฆ่าเขา" ต่อมาคนรับใช้ก็ได้ยินอีกเสียงดังมาจากในถุง "ฉันก็เหมือนกัน เกลียดไอ้หนุ่มคนนี้นัก กักฉันอยู่ได้ ไม่ปล่อยฉันออกไปเสียที คอยดูนะ เวลาเดินทางแล้วหิวน้ำเมื่อใด ฉันจะเป็นน้ำที่กลายเป็นยาพิษ เขาดื่มเมื่อใดก็ตายเมื่อนั้น" คนรับใช้ได้ฟังก็ตกใจ แล้วก็ได้ยินอีกเสียงหนึ่ง "คอยดูนะ เมื่อเขาไปที่บ้านเจ้าสาวเมื่อใด ฉันจะกลายเป็นงูซ่อนอยู่ใต้ที่นอน เขาเข้ามาหลับนอนเมื่อใด ฉันก็จะฉกเขาให้ตายเลย"

คนรับใช้ได้ยินเสียง ด้วยความกังวลและห่วงใยเจ้านายคิมของเขา จึงขออาสาติดตามเจ้านายไปร่วมงานแต่งงานด้วย คิมทนคนรับใช้อ้อนวอนไม่ไหว ก็อนุญาตให้เขาติดตามไปด้วย

ในระหว่างเดินทางไปด้วยกัน หนุ่มคิมเห็นผลไม้ข้างทางที่น่าอร่อย เขาจึงจะเด็ดมากัดกิน แต่คนรับใช้ก็บอกว่า "เจ้านาย อย่าเพิ่งกินเลย เดี๋ยวข้างหน้ามีอะไรดีกว่านี้อีก เดินทางต่อไปเถอะ” คิมก็เชื่อแล้วก็เดินทางต่อไป ไม่นานหนัก คิมเห็นลำธารที่น้ำเย็นใสสะอาด ก็เตรียมตักจะดื่มกิน คนใช้ก็บอกว่า "อย่าเลยเจ้านาย มันจะค่ำแล้ว รีบเดินทางไปเถิด ไม่นานก็ถึง" หนุ่มคิมรู้สึกขัดอารมณ์ แต่ก็ยอมตาม รีบเดินทางต่อไปให้ถึงบ้านเจ้าสาว

ในที่สุดหนุ่มคิมก็ได้เข้าพิธีวิวาห์กับเจ้าสาวที่น่ารักของเขา ครั้นถึงพิธีส่งตัวเข้าห้องหอของฝ่ายเจ้าสาว คนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ก็ตามเข้าไปด้วย แล้วรื้อที่นอนขึ้น ก็พบงูพิษใหญ่อยู่ใต้ที่นอนนั้น คนรับใช้ก็เอาดาบที่ติดตัวมา ฆ่าเจ้างูร้ายนั้นตายไปในทันที


หนุ่มคิมสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น จนคนรับใช้หายเหนื่อยแล้วจึงเล่าให้ฟังว่า เขาได้ยินเสียงจากถุงใส่นิทาน ที่กล่าวอาฆาตมาดร้ายต่อหนุ่มคิม ตั้งแต่เสียงจากผลไม้ เสียงจากน้ำ และเสียงจากงูพิษ และเกรงจะเกิดอันตรายขึ้นกับเจ้านาย จึงได้ขอติดตามมา "บัดนี้ทุกอย่างได้ผ่านพ้นไปแล้ว ขอเจ้านายจงมีความสุข" คิมได้ฟังแล้วจึงสำนึกว่า การที่เขามีนิทานที่ดีๆ แล้วไม่นำไปเล่าต่อให้คนอื่นๆฟังนั้น เป็นสิ่งไม่ดี

Tuesday, January 13, 2015

เป้าหมายรถยนต์ผลิตในอเมริกา ปี 2025 ต้องวิ่งได้ 54.5 ไมล์/แกลลอน

เป้าหมายรถยนต์ผลิตในอเมริกา ปี 2025 ต้องวิ่งได้ 54.5 ไมล์/แกลลอน

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: อุตสาหกรรมรถยนต์รถยนต์ไฟฟ้า, electric vehicles, ev, electric cars, President Barack Obama

ในปัจจุบัน (2015) น้ำมันจะถูกในระยะสั้นนั้นไม่สำคัญ แต่นโยบายระยะยาวที่ระบบอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องรู้ คือน้ำมันระยะยาวมีแต่จะแพงขึ้น จนในที่สุดไม่มีน้ำมันปิโตรเลียมใช้ ด้วยเหตุดังกล่าว รัฐบาลอเมริกันกำหนดนโยบายระยะยาว ที่จะทำให้ระบบยานพาหนะพึ่งพาน้ำมันนำเข้าให้น้อยที่สุด

รัฐบาลโอบามาประกาศในค.ศ. 2012 ให้รถยนต์ที่ผลิตในปี ค.ศ. 2025 หรืออีก 10 ปีข้างหน้าจะต้องมีประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่ 54.5 ไมล์/แกลลอน หรือ 22.95 กม./ลิตร หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันอีก 1 เท่าตัว ปัจจุบันรถยนต์ขนาดกลางในอเมริกา เช่น Toyota Camry วิ่งได้ที่ 12.5 กม./ลิตร ถือว่าดีแล้ว

จากเป้าหมายนี้ รถยนต์และรถบรรทุกขนาดเบาที่ผลิตในอเมริกาเป็นอันมากได้บรรลุเป้าหมายประหยัดพลังงานที่ 35.5 ไมล์/แกลลอนในช่วงปี ค.ศ. 2012-2016 แล้ว

คำประกาศเป้าหมายปี 2025 นี้ได้รับการตอบสนองจากระบบอุตสาหกรรมรถยนต์ รวมถึงสหภาพแรงงานผู้ผลิตรถยนต์ที่มีฐานอยู่ในอเมริกา ดังนั้นแม้ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนในช่วงสั้น แต่เป้าหมายของอุตสาหกรรมรถยนต์นี้พุ่งเป้าไปสู่การวิจัยและพัฒนาที่จะต้องบรรลุผลในปี ค.ศ. 2025 หรือก่อนหน้านั้น แนวทางบริษัทรถยนต์ได้พัฒนาเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันมีหลายแนวทาง คือ (1) การลดขนาดรถยนต์ แต่ยังคงนั่งได้สบายเหมือนเดิม พร้อมทั้งลดการผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ (Full-sized cars) (2) ลดน้ำหนักตัวรถลงด้วยเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ (3) ใช้พลังงานทดแทนอื่นๆที่มีต้นทุนต่ำกว่าและเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมทางอากาศน้อยกว่า เช่น การใช้พลังงานไฟฟ้า ไฮโดรเจน เป็นต้น


ภาพ หากจะใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ประหยัดพลังงาน ก็ต้องมีสถานีเติมพลังไว้ต้อนรับผู้คน

Saturday, December 20, 2014

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla จะเข้าตลาดอินเดียด้วย Model III

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla จะเข้าตลาดอินเดียด้วย Model III

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: อุตสาหกรรม, รถยนต์, รถยนต์ไฟฟ้า, electric vehicles, ev, electric cars


ภาพ Elon Musk ผู้บริหารหนุ่มของบริษัท Tesla Motors


ภาพ Tesla Roadster รถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า ใช้โครงสร้างรถสปอร์ตของ Lotus


ภาพ รถยนต์นั่งไฟฟ้า Tesla Model S จัดเป็นรถยนต์นั่งเต็มขนาดที่หรู (Premium sedan)


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model III ยังไม่ได้เปิตตัว ได้แต่เป็นข่าวมานาน ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม BMW i3 ได้เปิดตัวแล้ว ด้วยเทคโนโลยใหม่ที่ลดน้ำหนักรถยนต์ลงถึง 400 กิโลกรัมจากรถยนต์ประเภทเดียวกัน

เก็บความจาก “Tesla To Enter India With Model III.” December 19th, 2014 โดย Christopher DeMorro 
รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกสำหรับการเดินทางในยุคใหม่ และแม้รถยนต์ไฟฟ้าจะยังอยู่ในขั้นของการพัฒนา ราคาโดยพื้นฐานยังสูงอยู่ แต่ชาติในยุโรปและอเมริกาเหนือต่างให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใช้ ในอเมริกามีเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษีถึง 2 ต่อ คือส่วนหนึ่งเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง และอีกส่วนหนึ่งคือเงินอุดหนุนจากท้องถิ่น ทั้งในระดับรัฐและเมืองใหญ่ ดังในกรณีรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพื่อทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถึงมือผู้บริโภคที่ถูกลงจนซื้อหามาใช้ได้อย่างน้อยจำนวนหนึ่ง

Tesla Motors เป็นบริษัทรถยนต์ขนาดเล็ก แต่ในด้านรถยนต์ไฟฟ้า (Electric cars) ถือว่าเป็นบริษัทที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกปัจจุบัน

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Motors นั้นได้เข้าไปเปิดตลาดในระดับสากลมาแล้ว ไม่ใช่เพียงในสหรัฐอเมริกา Tesla ได้เปิดตัวแล้วทั้งในยุโรป ประเทศจีน และออสเตรเลีย จึงมีคนสงสัยว่าเมื่อใดจึงจะบุกเข้าตลาดอินเดียซึ่งมีประชากร 1200 ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

Tesla ศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่การเข้าตลาดประเทศอินเดียต้องเผชิญกับสิ่งต่อไปนี้

อินเดียเป็นตลาดปิด สินค้านำเข้าอย่างรถยนต์ ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เสียภาษี 125 เปอร์เซ็นต์ รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตหรู อย่าง Tesla Roadster ราคาคันละ USD100,000 หรือรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่ว่าดีที่สุดในโลก อย่าง Tesla Model S ราคาคันละ USD75,000 ซึ่งจัดเป็นรถยนต์หรู ไม่ใช่รถยนต์ประเภท Eco cars ก็คงจะทำตลาดไม่ได้มากนัก

นอกจากนี้ อินเดียเป็นประเทศที่มีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดังเช่น ระบบเครือข่ายไฟฟ้า ไฟฟ้าติดๆดับๆ ซึ่งมีปัญหาทั่วประเทศ ถึงแม้อินเดียจะมีการลงทุนในด้านพลังงานทางเลือก เช่น กังห้นลม (Wind mills) เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่อินเดียไม่มีเครือข่ายสายไฟฟ้าที่วางทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่เหมือนกับสถานีเติมน้ำมัน ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แม้จะดูไม่เป็นมาตรฐานดังในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แต่ก็สามารถให้บริการน้ำมันได้ทั่วประเทศ


โอกาสที่ Tesla จะเข้าสู่ตลาดอินเดียจะเป็นไปได้ ก็คือเมื่อใครก็ตาม สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดไม่ใหญ่ สามารถวิ่งได้ (Range) 200 ไมล์หรือ 320 กิโลเมตรขึ้นไป ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว และที่สำคัญคือราคาสามารถแข่งขันได้ ดังนั้นรถยนต์ Tesla ที่จะเข้าข่ายนี้คือ Tesla Model III ซึ่งหวังว่าจะผลิตได้จำนวนมาก ในยุคที่แบตเตอรี่มีสมรรถนะดียิ่งขึ้นในราคาที่ถูกลง สามารถทำราคาขายได้ที่ USD30,000 หรือคิดเป็นเงินไทยราว 960,000 บาท เมื่อนั้น Tesla ก็จะสามารถเปิดตลาดในอินเดียได้อย่างเป็นผล ซึ่งคาดว่าไม่เร็วไปกว่า 2017 และต้องให้เวลาในการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกสัก 5-10 ปี

Monday, December 15, 2014

เราต้องเรียนรู้จากกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านบ้าง –

เราต้องเรียนรู้จากกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านบ้าง –

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, government, governance, ประเทศกัมพูชา, Cambodia, ความสามัคคี, เอกภาพ, unity

ต่อไปนี้คือคำปราศรัยของสม รังสี (Sam Rainsy) หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา (CNRP) ผมขอแปลและเก็บความมาโดยรักษาสาระของสิ่งที่เขาพูดให้มากที่สุด



ภาพ นายสม รังสี (Sam Rainsy) หัวหน้าพรรคกัมพูชากู้ชาติ (CNRP)
------
Sam Rainsy -  15 Dec. 2014, 10:00 - CNRP meeting in Pursat province.
สม รังสี – วันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 2014 ในการปราศรัยของพรรคกัมพูชากู้ชาติ (CNRP) ที่จังหวัดปูรสัท
"We must achieve national unity in order to preserve Cambodia's very existence. Over the last centuries, Cambodians used to fight against each other in order for a group to conquer power over another group. But whichever group won, Cambodia as a whole did lose because the winner used to call on a neighboring country for help to achieve victory over the rival group. In exchange for its intervention the foreign country, whether on the East or on the West, annexed one or several Cambodian provinces. Cambodia ended up getting smaller and smaller and, in the future, may completely disappear if we continue to fight each other as if we were enemies. Only national unity can save our country and turn it into a great nation."
--------
.... เราต้องทำความสามัคคีแห่งชาติให้ปรากฏ เพื่อรักษาความเป็นกัมพูชาไว้ ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา กัมพูชาเคยแต่จะต่อสู้กันเอง ด้วยกลุ่มหนึ่งให้เหนือกลุ่มอื่น แต่ไม่ว่ากลุ่มใหนจะชนะ กัมพูชาโดยรวมก็สูญเสีย เพราะผู้ชนะมักจะคุ้นกับการขอความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ได้ชัยชนะเหนือกลุ่มอื่นๆ ในการที่จะเข้าแทรกแซงโดยต่างชาติ จะโดยฝ่ายตะวันออกหรือตะวันตกก็เข้าผนวกแผ่นดินของกัมพูชา กัมพูชาเองก็เล็กลงๆ ในอนาคตเราอาจไม่มีอะไรเหลือ หากเรายังคงต่อสู้กันเองเหมือนเราเป็นศัตรูกัน สามัคคีแห่งชาติเท่านั้นที่จะทำให้เราเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ได้

ข้อมูลพื้นฐาน

พรรคกัมพูชากู้ชาติ (Cambodia National Rescue Party – CNRP) เป็นหนึ่งในสองพรรคใหญ่ของกัมพูชา อีกพรรคหนึ่ง คือพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People’s Party – CPP) เป็นพรรครัฐบาล มีนายฮุนเซนเป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี พรรคกัมพูชากู้ชาติก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2012 โดยเป็นการรวมตัวของพรรคสม รังสี (Sam Rainsy Party) และพรรคสิทธิมนุษยชน (Human Rights Party)

พรรคกัมพูชากู้ชาติ (CNRP) มีแนวคิดเพื่อการทำให้หลักประกันเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนมีความเข้มแข็ง มีสถาบันที่ทำให้เกิดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม ปกป้องอธิปไตยแห่งชาติกัมพูชา มีคำขวัญของพรรคว่า “กู้ชาติ รับใช้ ปกป้อง” (Rescue, serve, protect)

ราคาน้ำมันร่วง ไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพล้งงานแสงอาทิตย์

ราคาน้ำมันร่วง ไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพล้งงานแสงอาทิตย์

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Updated: Monday, December 15, 2014

Keywords: พลังงาน, energy, พลังงานทางเลือก, alternative energy, พลังงานแสงอาทิตย์, solar energy

ศึกษาจาก “Falling Oil Prices Will Not Bother Solar.” December 14th, 2014 โดย Anand Upadhyay 

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries – OPEC) ได้ตัดสินใจไม่ลดการผลิตน้ำมันลง เป็นเหตุให้ตลาดตอบรับด้วยการที่ราคาน้ำมันตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ในระอบ 5 ปี

หากประเทศซาอุดิอาเรเบีย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดและมีอิทธิผลต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นๆ จะตัดการผลิตน้ำมันเพียงจำนวนหนึ่ง ก็จะส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆให้ลดปริมาณการผลิตลง แต่เหตุผลที่เขาไม่ทำ เพราะต้องการบีบสหรัฐที่พัฒนาระบบผลิตน้ำมัน Shale oil ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายจริงที่สูงกว่า นอกจากนี้อเมริกายังเปิดบ่อผลิตก๊าซเพิ่มขึ้น

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ OPEC ต้องการให้ระบบผลิตของอเมริกันต้องหยุดชะงัก และปิดระบบผลิตไปก่อน ซึ่งอเมริกันเองก็กลัวว่าน้ำมันในโลกจะขาดแคลนด้วยเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นในหลายประเทศในโลก เช่น รัสเซีย อาหรับ อิรัค อิหร่าน ลิเบีย ฯลฯ จึงผลิตน้ำมันในลักษณะเกินความต้องการเพื่อทดแทน แต่ปรากฏว่าประเทศที่คิดว่าจะมีปัญหาในการผลิตน้ำมันกลับไม่ผลิตลดลง แต่กลับผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับโลกในทศวรรษนี้ได้หันมาลดการใช้น้ำมันลง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของรถยนต์มากขึ้น มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และยานพาหนะทางเลือกมากขึ้น มีการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้าพลังลม และไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ตกต่ำนี้น่าจะเป็นไปอย่างชั่วคราว แต่การเตรียมการพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆต้องใช้เวลา ดังนั้นระบบโครงสร้างพื้นฐานของหลายๆประเทศทั่วโลกจึงไม่ตระหนกไปกับความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงสั้น เขายังคงต้องเดินหน้าไปในด้านการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกให้กว้างขวางออกไป


ภาพ แปลงติดตั้งแผง Solar panels ที่ตั้งบนพื้นดิน เมื่ออยู่ในที่ๆแห้งแล้ง ไม่สามารถใช้ประโยชน์อื่นจากพื้นดินได้


ภาพ สถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า ของ Tesla Motors ที่ใช้พลังแสงอาทิตย์ ช่วยในการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเร็ว (Fast charging)


ภาพ ยานพาหนะในสนามกอล์ฟ หรือตามโรงแรมติดตั้งแผงรับพลังแสงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องกลับมาชาร์จไฟที่อู่บ่อยๆ


ภาพ สถานที่จอดรถยนต์ (Parking lots) ที่ใช้หลังคาเป็นที่กันแดดกันฝน และผลิตพลังงานไฟฟ้าไปด้วยในตัว


ภาพ อาคารจอดรถขนาดใหญ่ ส่วนบนสุดมักมีปัญหาคนไม่อยากจอด เพราะแดดร้อน แต่เมื่อติดแผง Solar panels เพื่ออเนกประสงค์ คือ ใช้บังแสงอาทิตย์ และใช้ผลิตไฟฟ้าไปด้วยในตัว


ภาพ บ้านในยุโรปและอเมริกาเหนือจำนวนมากขึ้น ได้หันมาใช้หลังคาบ้านเป็นตัวผลิตไฟป้อนคืนให้กับบริษัทไฟฟ้า แล้วก็รับกลับคืนมาใช้ในบ้านเรือนของตัวเองอีกส่วนหนึ่ง


ภาพ ลานจอดรถขนาดใหญ่ ที่ได้ใช้ส่วนหลังคาติดตั้ง Solar panels


ภาพ บริเวณทางเดินในบริเวณวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย สามารถใช้ติดตั้ง Solar panels เพื่อบังแดดบังฝน พร้อมกับใช้ผลิตไฟฟ้าไปด้วยในตัว


ภาพ สถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้จะพบมีมากขึ้นเรื่่อยๆ ตามสถานที่ๆคนจะมาพักจอดรถชาร์จไฟ และทำกิจธุระอื่นๆ ดังเช่น กินอาหารและดื่มเครื่องดื่ม จับจ่ายข้าวของ ซักเสื้อผ้า ฯลฯ


ภาพ อาคารชุด Apartment, condominium หากมีความสูงใกล้เคียงกัน ก็จะไม่บังกัน สามารถรับแสงได้เต็มที่


อาคารขนาดใหญ่ ดังเช่นศูนย์การค้า โรงงาน เหล่านี้ใช้ประโยชน์หลังคา ติดตั้ง Solar panels เพื่อการผลิตไฟฟ้าได้



Wednesday, December 10, 2014

การศึกษา – การเรียนรู้ที่สนุกสนาน

การศึกษา – การเรียนรู้ที่สนุกสนาน

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Updated: Thursday, December 11, 2014

Keywords: การศึกษา, education, ความเครียด, stress, tension, ความตื่นตัว, alert, การศึกษาที่สนุกสนาน, edutainment, การแข่งขัน, competition, ความร่วมมือ, collaboration, cooperation

ครูแจ๋วครับ

ผมขอนำบทความที่ครูเขียน “ประสบการณ์ pretest-สวนกุหลาบ” 11 ธันวาคม 2557 เพื่อนำเผยแพร่ต่ออีกที่หนึ่ง แต่ด้วยวัตถุประสงค์ที่อาจแตกต่างกันไป แล้วแต่ประสบการณ์ของคน

เมื่อ 55 ปีที่แล้ว เมื่อผมยังเป็นเด็ก เคยมีประสบการณ์ต้องไปสอบชิงเข้าโรงเรียนชั้นนำในขณะนั้น 2 แห่ง คือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ-บางรัก และที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์-คลองผดุงกรุงเกษม กทม. ประสบการณ์ไม่ต่างกัน คือเครียดมาก ตอนสอบเข้าโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่อจบชั้นปี 4 ทำข้อสอบภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เพราะพื้นฐานจากโรงเรียนเดิมไม่พอ เมื่อจบชั้นมัธยมต้น หรือเทียบเท่ากับ Grade 7 จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ในขณะนั้น ได้ไปเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษมา 2 ปีเต็มจึงสอบเข้าโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ได้

เมื่อสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ได้ ชีวิตความเครียดผมลดลงไปมากเลย พ่อแม่เบาใจแทบจะปล่อยวางเลย เพราะคิดว่าเราโตแล้ว เรียนได้ด้วยตัวเองแล้ว ส่วนผมเองก็หันมาใช้ชีวิตอยากเที่ยวอยากไปเห็นไปมีประสบการณ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลการเรียนตกลงไปพอสมควร แต่ด้านร่างกายแข็งแรงขึ้น มีร่างกายอย่างที่เป็นนักกีฬา ด้านการเล่าเรียน ผมพอประคองตัวรอด ท้ายสุดจบมัธยมศึกษา สอบเข้าเรียนที่คณะครุศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษยังคงใช้ได้อยู่
เวลาผ่านไปกว่า 55 ปี ผมอยากจะฝากบอกพ่อแม่ผู้ปกครองว่า เราไม่ต้องกดดันเด็กหรือสร้าง
ความเครียดเรื่องต้องเรียนให้ชนะเขาอื่นจนเกินไป ในวัยประถมศึกษา ทำครอบครัวให้เป็นสุข ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่าไปปรนเปรอเขามากในด้านการเรียนรู้ ทำให้เด็กๆได้อยากเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มาก หากจะใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ก็ให้เขาสนุกที่จะใช้ด้วยตัวของเขาเอง ให้เวลากับเขาในยามที่เขาต้องการมันมากที่สุด หากเขามีจุดอ่อนในเรื่องใด ก็ช่วยสอนให้เขา หากเขามีปัญหาด้านจิตใจในเรื่องใด ก็ให้เปิดใจคุยกับผู้ใหญ่ได้

เมื่อเด็กๆขึ้นชั้นมัธยมศึกษา ช่วยดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ฝรั่งเรียกว่า 3Rs คือ Reading – การอ่าน, Writing – การเขียน, และ Arithmetic – เลขคณิต/คณิตศาสตร์ ซึ่ง 3 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ช่วยสอนได้ แต่เป็น 3Rs ในระดับลึกขึ้นไปสักหน่อย การอ่าน ก็ให้รู้จักเลือกอ่าน อ่านในสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ อ่านแล้วคุยกันกับพ่อแม่ บางอย่างเขารู้มากกว่าผู้ใหญ่ ก็ให้เขาเล่าให้ฟัง แต่บางอย่างเขาอ่านแล้วต้องการชี้แนะจากผู้ใหญ่ ในด้านการเขียนนี้สำคัญ โรงเรียนมัธยมศึกษาที่เรามีอยู่ทั่วไปไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการเขียน แต่เรื่องการเขียนนี้ หากพ่อแม่เป็นคนที่เรียนหนังสือไม่สูง มีงานที่ต้องเขียน เช่นเขียนแผนขอกู้เงินธนาคาร จะกี่หมื่นกี่แสน หรือกี่ล้านบาทก็ตาม คิดแผนงานแล้วให้ลูกมาช่วยกันเขียนให้เป็นแผนธุรกิจอย่างที่จะไปขอกู้ยืมเขา ในด้านคณิตศาสตร์ เด็กมัธยมศึกษาใช้คอมพิวเตอร์เป็นเกือบทุกคน ลองให้เขาช่วยทำบัญชีของครอบครัวหรือกิจการครอบครัว แล้วอาจให้เงินค่าขนมเพิ่มแก่เขาเมื่อเขาต้องทำงานพิเศษ ทำให้เขารู้คุณค่าของเงินไปในตัว

ในปัจจุบันการศึกษาก็ยังเป็นความเครียดสำหรับเด็กๆทุกคนอยู่ ลองอ่านบทความของ “ครูแจ๋ว” และเห็นรูปแล้ว อย่างไรเสียมันก็เครียดแน่ๆ ขอขอบคุณครูแจ๋ว ที่เห็นความสำคัญของการศึกษา และเห็นปัญหาความเครียดของเด็กๆ

จาก – ประกอบ คุปรัตน์
-----------

ประสบการณ์ pretest-สวนกุหลาบ จาก Krujaew Happyclub

11 ธ้นวาคม 2557


ภาพ กิจกรรม Pretest ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย


ภาพ การศึกษาไม่ว่าที่ใดๆ ก็เป็นเรื่องของการแข่งขัน การจะทำงาน ก็เป็นเรื่องของการต้องสอบแข่งขัน


ภาพ การศึกษาในประเทศสิงคโปร์ การศึกษายังเป็นเรื่องของการแข่งขัน

ยามเช้าเด็กๆทยอยเข้าสู่รั้วสวนกุหลาบพร้อมเสียงตามสายของคุณครูกล่าวทักทายต้อนรับเป็นระยะๆและแจ้งเรื่องการจัดระเบียบในการสอบครั้งนี้ บรรยากาศในโรงเรียนเต็มไปด้วยหนุ่มน้อย สาวน้อยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันทั้งที่เป็นฝันของตัวเอง(และฝันของพ่อแม่) และกองเชียร์อีกคณะใหญ่ บางครอบครัวก็สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในโรงเรียน บางครอบครัวจัดการเรื่องอาหารเช้าในโรงอาหารและอีกหลายครอบครัวกระจายไปตามส่วนต่างๆของโรงเรียน

เมื่อถึงเวลา 8.30น.ครูเริ่มให้สัญญาณการเข้าแถวโดยจัดการเข้าแถวกลางสนามฟุตบอล...โดยขอให้เด็กเข้าไปเองแต่ก็มีผู้ปกครองบางส่วนอดห่วงที่จะเข้าไปส่งลูกไม่ได้ทำให้คุณครูต้องขอร้องให้เด็กๆมีโอกาสช่วยเหลือตัวเอง เมื่อเวลา 8.45 น.พี่เลี้ยงนำเด็กกระจายเข้าห้องสอบตามอาคารที่เด็กสอบ..โดยแจ้งว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ์ออกจากห้องสอบเมื่อหมดเวลาเท่านั้น..เป็นอันเข้าใจตรงกันว่าลูกๆๆของผู้ปกครองจะลงมาจากห้องสอบเมื่อเวลา 12.00 น.เด็กๆจะสอบทั้งหมด 5 วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ ไทย สังคม โดยเริ่มที่เวลา9.00-12.00 น.เด็กสามารถบริหารเวลาในการจัดการกับแต่ละวิชาเอง
ในส่วนของผู้ปกครองบางส่วนนั่งรอที่โรงเรียน บางส่วนก็แยกย้าย... ระยะเวลาแห่งการรอคอยลูกในรั้วสวนกุหลาบบ่งบอกความรัก ความหวัง และกำลังใจของพ่อแม่ที่ส่งเข้าไปในห้องสอบได้เป็นอย่างดี
12.00 น.เด็กๆทยอยลงมาจากอาคาร แล้วภารกิจตามหาพ่อแม่ก็เริ่มขึ้นเนื่องจากทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์ติดตัวไป ซึ่งเด็กๆทุกคนก็ปฏิบัติภารกิจสำเร็จนั่นเป็นการบ่งบอกว่าคำสอนของโรงเรียนแห่งนี้ในเรื่องของการเอาตัวรอดในโรงเรียนผ่านไปได้ เมื่อเจอพ่อแม่ คำถามแรกจากปากพ่อแม่แต่ละครอบครัวต่างกันออกไป บางครอบครัวถามลูก "ว่าเหนื่อยไหม" บางครอบครัวถามลูกว่า"ทำได้ไหม" บางครอบครัวถามลูกว่า "หิวไหม" ทุกคำถามย่อมสะท้อนหัวใจเราได้เป็นอย่างดีว่า เด็กๆจะมีความสุขบ้างไหม

แต่ที่น่าแปลกใจคือ..เด็กหลายคนเกิดแรงบันดาลใจในสถาบันแห่งนี้ จากที่เคยมีมีมากขึ้น จากที่ยังไม่มีกลับมีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หลายครอบครัวเด็กไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกเหนื่อย แต่กลับขอให้พ่อแม่พาไปยังพิพิธภัณฑ์ตึกยาวสวนกุหลาบ 100ปี ภาพที่เห็นในพิพิธภัณฑ์จึงเป็นภาพเด็กน้อยในเครื่องแบบหลากหลาย เดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งความสำเร็จของรุ่นพี่ด้วยแววตาชื่นชม แววตาแห่งความหวังและปรารถนาที่จะได้เข้ามาเป็น ศิษย์สวนกุหลาบรุ่นต่อไป

การสอบ pretest ครั้งที่1 ของสวนกุหลาบแห่งนี้มิเพียงเปิดมิติแห่งความรู้..ให้เด็กๆที่อยากเข้าเพราะคำบอกเล่าว่าดี แต่ยังเป็นการเปิดมิติความเข้าใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะก้าวเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ได้ดีอีกด้วย..

ผลสอบที่ลูกๆๆทำมามิได้เป็นตัวตัดสินว่าลูกควรได้หรือไม่ได้ แต่ควรใช้เป็นตัววัดว่าพ่อแม่จะขับเคลื่อนลูกๆอย่างไรให้เขาทำได้และทำได้อย่างมีความสุข.."สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ"