Saturday, April 25, 2015

VW หาวิธีการลดต้นทุนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 66

VW หาวิธีการลดต้นทุนแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 66

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การขนส่ง, transportation, รถยนต์, automobile, รถยนต์ไฟฟ้า, electric car, Volkswagen, VW, Audi, Bentley, Bugatti, Lamborghini, Porsche, SEAT, Skoda, Volkswagen marques
ศึกษาและเรียบเรียงจาก “VW Looking to Reduce Battery Costs by 66% with Singe Cell Design.” FRIDAY, APRIL 24, 2015

โฟล์คสวาเกน (VW) มองหาวิธีการลดต้นทุนแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ร้อยละ 66 โดยการใช้แบตเตอรี่แบบเดียวสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นของกลุ่มบริษัท VW


ภาพ Audi A3 e-tron รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊ก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร สามารถวิ่งได้ด้วยไฟฟ้าอย่างเดียวได้ 31 ไมล์ ราคาที่ประมาณ 40,000 เหรียญในสหรัฐอเมริกา จัดเป็นรถยนต์ทดลองตลาด ยังจะไม่เป็นรถยนต์ฮิตติดตลาดได้ จนกว่าจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าและมีแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

VW เป็นบริษัทกลุ่มรถยนต์ที่มีหลายแบรนด์และหลายรุ่น เมื่อต่างผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ก็ใช้แบตเตอรี่จากหลายบริษัท ซึ่งมีหลายแบบ ในอนาคต Heinz-Jakob Neusser กรรมการคนหนึ่งของบริษัทกล่าวว่า VW ควรจะต้องหาวิธีการออกแบบแบตเตอรี่ที่ใช้ระบบผลิตร่วมกัน Cell แบบเดียวกัน และใช้ประโยชน์จากการเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน

ปัจจุบัน ในด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า กลุ่มบริษัทของ VW มีรถยนต์ยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบอย่าง e-Golf และรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม Golf GTE ใช้แบตเตอรี่ของ Panasonic และรถยนต์ไฟฟ้า Audi A3 e-tron ใช้แบตเตอรี่ของ Samsung และจะตามมาด้วย VW Passat GTE และรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ของ Audi
VW อาจเลือกวิธีให้ผู้ผลิตหลายรายผลิตแบตเตอรี่ในแบบเดียวกันที่ทาง VW ออกแบบอย่างที่เรียกว่า Single cell design แล้วนำมาประกอบที่โรงงานในเมือง Braunschweig ประเทศเยอรมนี

ในอีกด้านหนึ่ง VW กำลังรอดูพัฒนาการของแบตเตอรี่ใหม่ที่พัฒนาโดยบริษัทที่เริ่มในสหรัฐชื่อ QuantumScape Corp ว่าจะมีศักยภาพในการผลิตแบตเตอรี่ตอบสนองต่อรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งคนในวงการวิเคราะห์กันว่ากลุ่ม VW เริ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าช้ากว่าบริษัทอื่นๆ รวมทั้ง Toyota ของญี่ปุ่น และ Tesla ของสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยสถานะทางการเงินที่ดี และมีเทคโนโลยียานยนต์พื้นฐานที่ก้าวหน้าของ VW เขาอาจใช้วิธีการก้าวกระโดด ที่ทำให้ VW ก้าวสู่แถวหน้าของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ในเวลาไม่นาน

ข้อมูลพื้นฐาน

ปัจจุบันกลุ่มบริษัท Volkswagen Group (VW) ขายรถยนต์นั่งหลายแบรนด์ มีทั้งที่เป็นรถหรูและหรูมากๆ เช่น Audi, Bentley, Bugatti, Lamborghini, Porsche, และรถยนต์ระดับทั่วไปที่มีใช้กันมากมายในยุโรป เช่น SEAT, Skoda และ Volkswagen marques, รถมอเตอร์ไซค์หรูแบรนด์ Ducati และรถบรรทุกและรถโดยสารเชิงพาณิชย์อันได้แก่ MAN, Scania, Neoplan และ Volkswagen

กิจการของกลุ่ม VW แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายผลิตรถยนต์ (Automotive Division) และฝ่ายให้บริการทางการเงิน (Financial Services Division) บริษัทกลุ่ม VW มีเครือบริษัท 340 แห่ง ดำเนินกิจการใน 150 ประเทศ มีส่วนการผลิต 100 แห่งใน 27 ประเทศ VW มีหุ้นร้อยละ 19.9 ในบริษัทรถยนต์ Suzuki
กลุ่มบริษัท VW มีการร่วมทุนสองแห่งในประเทศจีน กับบริษัท FAW-Volkswagen และ Shanghai Volkswagen ดังนั้นหากใครไปเที่ยวประเทศจีนแล้วพบมีรถยนต์หรูๆในค่าย VW วิ่งตามท้องถนนมากมาย ก็ไม่ต้องแปลกใจ


บริษัทกลุ่ม VW มีคนทำงาน 572,800 คน (2013) ผลิตรถยนต์ปีละ 10.14 ล้านคัน (2014) จัดเป็นบริษัทรถยนต์ใหญ่ที่สุดในยุโรป และเป็นอันดับ 3 ของโลก ปัจจุบันมีสถานะทางการเงินที่ดี เช่นเดียวกับสถานะทางเศรษฐกิจของเยอรมนีที่เป็นหลักของเศรษฐกิจกลุ่มสหภาพยุโรป

Friday, April 24, 2015

ประวัติสุขภาพ - ประกอบ คุปรัตน์; Pracob Cooparat

ประวัติสุขภาพ - ประกอบ คุปรัตน์; Pracob Cooparat

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com
Website: http://pracob.blogspot.com
Facebook: Pracob Cooparat

เรียนท่านผู้อ่าน – ด้วยมีเพื่อนใน Facebook และคนรู้จักที่อยากทราบรายละเอียดการดูแลสุขภาพของผมอันเกี่ยวกับโรคเบาหวาน (Diabetes) ซึ่งผมไม่ปิดบัง และเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่จะเปิดเผยและได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน ผมมีเพื่อนร่วมวัย ซีงเรียกว่าคนยุค Babyboomers คือคนในวัย 60-70 ปีที่ป่วยเป็นเบาหวาน และไม่ได้ดูแลรักษาตนเองอย่างเคร่งครัดและถูกต้อง เพื่อนกว่าครึ่งหนึ่งที่ป่วยเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ก็เพราะมีโรคเบาหวานและไม่รู้จักการดูแลอย่างถูกต้อง

อนึ่ง การดูแลผู้ป่วยเป็นเบาหวานนั้น ควรให้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่เนื่องจากการไปพบแพทย์ทุก 2-3 เดือนนั้นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะผู้ป่วยต้องดูแลตนเองด้าน (1) การกินยาตามแพทย์สั่ง (2) การควบคุมเรื่องอาหารการกิน ต้องงดหรือลดอาหารบางอย่าง และต้องเพิ่มอาหารบางอย่าง และ (3) การออกกำลังกาย และสิ่งเหล่านี้ต้องทำจนเป็นนิสัย

ผมหวังว่าข้อมูลส่วนตัวที่เปิดเผยได้นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่าน โดยเฉพาะผู้ป่วยและผู้เสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน ตลอดจนบุคคลใกล้ชิด ที่จะได้ใช้เป็นประโยชน์ในการดูแลผู้ป่วย ซึงอาจขาดความสามารถในการดูแลตนเอง

ประกอบ คุปรัตน์ – 25 เมษายน 2558
----------------

ข้อมูลส่วนตัว

เกิด - ปี ค.ศ. 1946 (69 ปี)

ส่วนสูง – 183 ซม.

น้ำหนักตัว – เมื่ออายุได้ 18-22 ปี ขณะเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนัก 75 กก.; เมื่อ 25 ปี ขณะศึกษาต่อต่างประเทศ หนัก 85 กก; น้ำหนักตัวสูงสุดช่วงอายุ 45-55 ปี ที่ 114 กก. ก่อนป่วยเป็นเบาหวานประเภท 2 (Type II Diabetes); ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา 102.0 กก.; ลดลงต่ำกว่า 100.0 กก. ในช่วง 2-3 เดือนมานี้; ปัจจุบัน 98.0 กก. และดูมีแนวโน้มจะลดลงต่อไป

การศึกษา – ปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา ประสบการณ์ต่างประเทศ 7-10 ปี ศึกษาเรื่องสุขภาพด้วยตนเองเป็นประจำ และเคยทำงานด้านเผยแพร่ด้านสุขภาพให้กับกระทรวงสาธารณสุข

ในวัยเด็ก – ป่วยเป็นโรคหอบหืด ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง มักมีอาการรุนแรงในช่วงฤดูหนาว

ในวัยรุ่น/หนุ่ม – สนใจออกกำลังกาย ร่างกายเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่ออยู่มหาวิทยาลัย เป็นนักกีฬารักบี้ของมหาวิทยาลัย (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

พบเป็นเบาหวาน – ค.ศ. 2002 เมื่อน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงถึง 250 mg/dl และต้องเริ่มต้นดูแลรักษาตนเอง

ประวัติการรักษาพยาบาล –


ภาพ การตรวจเลือดในผูป่วยเบาหวาน แม้แต่กับเด็กๆ ก็สามารถฝึกให้ดูแลตนเองได้


ภาพ กิจกรรมทั่วไปของการตรวจน้ำตาลในเลือดของผูป่วยเบาหวาน ซึ่งต้องทำเป็นระยะ

ตรวจสุขภาพ ณ โรงพยาบาลเอกชน ปีละครั้ง และติดตามโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และคอเรสเตอรอลในเลือดสูง ทุก 6 เดือน

ปัจจุบัน – เปลี่ยนมาเป็นคนไข้ประจำที่โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งใกล้บ้าน เป็นการใช้สิทธิสวัสดิการราชการ พบแพทย์เฉลี่ย 3 เดือนครั้ง

ตรวจเลือดด้วยตนเองที่บ้าน เพื่อหาค่าน้ำตาลในเลือด (Blood Sugar Monitoring System) เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง (ช่วงเช้าก่อนรับประทานอาหาร) แต่หากพบว่ามีน้ำตาลสูงอาจตรวจถี่กว่านี้ และอาจตรวจเช้า-บ่าย

อาหาร – กินเนื้อ นม ไข่ เป็นกิจวัตร; กินถั่วต้มเพิ่มขึ้น ดังเช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วเหลือง ถั่วดำ (แบบปนไปกับข้าวหรืออื่นๆ ไม่ใส่น้ำตาล) เพื่อทดแทนโปรตีนและเพิ่มเยื่อใย และลดคาร์โบไฮเดรต; กินอาหารวันละ 3 มื้อ;

การใช้ยา (Medication)

เดิมเคยใช้ – Amyaryl 1 mg – เปลี่ยนเป็น Amaryl M 2mg/500 mg กินวันละครึ่งเม็ด

ปัจจุบัน –

ยาควบคุมเบาหวาน – Metfomin (MSD) 500 mg วันละ 2 เม็ด; Januvia (MSD) 1 เม็ด
ยาควบคุมคอเลสเตรอล – Zocor 20 mg.
ยาควบคุมความดัน – Cozaar (MSD) 50 mg.

หมายเหตุ - การสั่งยาเป็นเรื่องของแพทย์ ใครจะใช้ยาอะะไร ควรให้ไปพบแพทย์ อยารักษาตัวเอง ซื้อยากินเอง

ทัศนะของผม – ผมได้รับยาควบคุมเบาหวานมากกว่าที่ผมรู้สึกต้องการ แต่ผมปฏิบัติตามแพทย์ในช่วงแรกๆนี้อย่างจริงจัง แต่เมื่อสามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดให้เป็นที่น่าพอใจแล้ว จะเจรจาขอลดปริมาณยาลง และใช้การควบคุมด้วยอาหาร (Diet) และการออกกำลังกายเป็นหลัก


การออกกำลังกาย – เคยเข้า Fitness Center มา 2 ปี แต่เบื่อในกิจวัตรนี้ จึงเปลี่ยนเป็นขี่จักรยานไปตามตรอกซอยในชุมชนระแวกบ้าน ปัจจุบันขึ่เฉลี่ยวันละ 15 กม. 5 วัน/สัปดาห์

Wednesday, April 8, 2015

เครือข่ายทางรถจักรยานของเมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย (Bogota, Colombia)

เครือข่ายทางรถจักรยานของเมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย (Bogota, Colombia)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สังคม, society, วัฒนธรรม, culture, เศรษฐกิจ, economics,เทคโนโลยี, technology, สิ่งแวดล้อม, environment, สิ่งแวดล้อม, โบโกตา ประเทศโคลอมเบีย (Bogota, Colombia), bike route, bike lane,


ภาพ ทางสำหรับจักรยานในเมืองโบโกตา ประเทศโคลอมเบีย เมื่องที่จัดเป็นเมืองเป็นมิตรกับจักรยานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โบโกตา (Bogotá) เป็นเมืองใหญ่ของประเทศโคลอมเบีย (Colombia) ที่มีระบบทางจักรยานที่กว้างขวางและครอบคลุมมากที่สุดในประเทศ ที่เรียกว่า Bogotá’s bike paths network หรือในภาษาสเปนเรียกว่า Ciclorutas de Bogotá ระบบทางรถจักรยานนี้สร้างขึ้นในยุคสมัยของนายกเทศมนตรี Antanas Mockus, Enrique Peñalosa และ Samuel Moreno ระบบนี้จัดว่ามีความกว้างขวางมากที่สุดในโลก
การออกแบบเครือข่ายนี้กระทำโดยคิดถึงสัณฐานวิทยา (Morphology) และภูมิประเทศ (Topology) ของเมือง โดยดูว่าแนวทางทิศเหนือ-ทิศใต้ของเมืองจะเป็นทางราบ จากตะวันออก-ตะวันตกเป็นแนวที่มีสูงต่ำแตกต่างกันไป

Morphology = สัณฐานวิทยา
Topography = ภูมิประเทศ


จากสภาพทางกายภาพของเมือง จึงมีแผนแนวคิดของเครือข่ายที่ต้องมีความหลากหลายที่สอดคล้องไปกับเครือข่ายถนนที่เรียกว่า Grid plan จากใต้ไปเหนือ และจากตะวันออกไปตะวันตก เครือข่ายนี้สอดคล้องไปกับระบบทางรถประจำทาง (TransMilenio bus system) ที่ต้องประสมประสานกัน และมีสถานที่จอดรถจักรยาน (Bicycle parking facilities) เป็นตัวเสริม

Monday, April 6, 2015

Gigafactory โรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla

Gigafactory โรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สังคม, society, วัฒนธรรม, culture, เศรษฐกิจ, economics,เทคโนโลยี, technology, อุตสาหกรรมรถยนต์, automobile industry, เทสลา, Tesla, รถยนต์ไฟฟ้า, electric car, ev, PHEV, แบตเตอรี่, battery, Gigafactory, พานาโซนิค, Panasonic, พลังงานทางเลือก, Alternative energy

Giga = 1,000 ล้าน หรือ พันล้าน

Gigafactory หมายถึงโรงงานขนาดใหญ่มากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


ภาพ แบตเตอรี่ที่ประกอบเป็นแผ่น ติดตั้งด้านใต้ของรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model S


ภาพ Gigafactory โรงงานขนาดยักษ์ ที่จะผลิตแบตเตอรี่ป้อนให้กับ Tesla ซึ่งเริ่มต้นโรงงานแรกที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา

Tesla Gigafactory เป็นโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน (Lithium-ion battery) ที่กำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบันที่เมืองทาโฮ (Tahoe Reno) ในเขตสตอเรย์ รัฐเนวาดา นายไบรอันแซนโดยวาล (Brian Sandoval) ประเทศสหรัฐอเมริกา (Story Country, Nevada, USA) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตแบตเตอรี่ป้อนรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla โดยใช้ทุนก่อสร้างกว่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในปี ค.ศ. 2017 ผู้ว่าการรัฐเนวาดคาดว่าจะมีการเสริมสร้างเศรษฐกิจให้กับรัฐเนวาดาประมาณ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลา 2 ทศวรรษ

เมื่อโรงงานเสร็จและเข้าสู่สายการผลิต Tesla คาดว่าจะสามารถลดค่าแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ร้อยละ 30 ในปี ค.ศ. 2020 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า โรงงานจะสามารถผลิตแบตเตอรี่ได้ในปริมาณเทียบเท่ากับ 35 GWh ต่อปี หรือชุดเซลล์แบตเตอรี่ขนาดปีละ 50 GWh จะมีการจ้างงาน 6,500 ตำแหน่ง สามารถผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ 500,000 คัน/ปี

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2014 ได้มีการประกาศว่า Tesla และ Panasonic จากประเทศญี่ปุ่นได้บรรลุข้อตกลงที่จะลงทุนในโครงการนี้


สำหรับเซลล์แบตเตอรี่ขนาด 18650 ที่ผลิตจากโรงงานนี้นอกจากจะใช้เพื่อรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถใช้ในยานพาหนะไร้คนขับ (Drones) ของเล่น และเครือข่ายสำรองไฟฟ้า

Sunday, April 5, 2015

หนึ่งในประเทศมหาอำนาจด้านรถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นเกาหลีใต้

หนึ่งในประเทศมหาอำนาจด้านรถยนต์ไฟฟ้าอาจเป็นเกาหลีใต้

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สังคม, society, วัฒนธรรม, culture, เศรษฐกิจ, economics, เทคโนโลยี, technology,อุตสาหกรรมรถยนต์, automobile industry, รถยนต์ไฟฟ้า, electric car, ev, PHEV, แบตเตอรี่, battery, เกาหลีใต้, South Korea, LG Chemicals,

เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ประเทศที่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศได้ถูกทำลายไปอย่างมาก ถูกแบ่งแยกเป็นสองประเทศตามลัทธิและความเชื่อทางการเมือง แต่ในที่สุดเกาหลีใต้ก็กลับมายิ่งใหญ่และเป็นเจ้าอุตสาหกรรม ทั้งนี้ให้ดูวิทยาการก้าวหน้าด้านรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ทางเลือกที่ไม่ต้องใช้พลังงานเผาไหม้จากปิโตรเลียม เกาหลีใต้ดูเหมือนไม่ได้แข่งขันกับประเทศอย่าง สหรัฐอเมริกา เยอรมนีและยุโรป ญี่ปุ่น หรือจีน แต่จริงๆแล้ว เกาหลีใต้จะเป็นกำลังสำคัญสำหรับพัฒนาการถยนต์ไฟฟ้า

ณ เวลานี้ LG Chem บริษัทเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีก้าวหน้าของเกาหลีใต้ประกาศว่าเขามีแผนที่จะผลิตแบตเตอรี่ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าวิ่งได้ไกล 200 ไมล์ (320 กิโลเมตร) ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว หรือมีสมรรถนะเพิ่มขึ้นกว่าปัจจุบันอีกเท่าตัว โดยมีราคาเท่าเดิม

ภาพ General Motors ของสหรัฐขยายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยความร่วมมือของ LG Chem ที่จะเป็นฝ่ายป้อนแบตเตอรี่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Spark EV รุ่น 2015

เมื่อไม่นานมานี้บริษัทรถยนต์ General Motors (GM) ยักษ์ใหญ่ของอเมริกาได้ประกาศความร่วมมือกับ LG Chem เพื่อให้ผลิตแบตเตอรี่ป้อนรถยนต์ไฟฟ้า Spark EV ในปี ค.ศ. 2015 แต่เรื่องขำขันคือทางฝ่าย LG Chem ไม่ได้บอกว่าทางบริษัทได้มีสัญญาความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกที่จะผลิตแบตเตอรี่รุ่นใหม่ (Second Generation) กี่ราย


ภาพ GM Spark EV รถยนต์ไฟฟ้าราคาไม่แพงของ GM ใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าของ LG Chem

ในขณะที่ LG Chem ได้มีข้อตกลงกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แพคแบบลิเธียม-ไอออน อีกกว่า 14 บริษัท

General Motors ได้ใช้ผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ไฟฟ้าของ LG Chem ซึ่งจะพบได้ในรถรุ่น Chevrolet Volt หรือ Cadillac ELR ซึ่งใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 17.1 kWh ในขณะเดียวกัน GM ได้ถอนแบตเตอรี่ของ A123 จากรถยนต์ไฟฟ้า Spark EV แล้วหันมาใช้แบตเตอรี่ขนาด 19 kWh ของ LG Chem นอกจากนี้ Dan Akerson อดีตผู้บริหารของ GM ยังได้เคยกล่าวว่า GM กำลังผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ระยะทาง 200 ไมล์ขึ้นไป ในราคาเท่ากับรถยนต์ที่คนทั่วไปหาซื้อได้


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf ที่ขายดีที่สุดในโลก ต่อไปจะผลิตในรุ่นที่วิ่งได้ 200 ไมล์ แต่ราคายังแข่งขันได้ที่ 32000-35000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งต้องทำให้แบตเตอรี่ราคาถูกลง

นอกจากนี้ บริษัท Renault-Nissan บริษัทรถยนต์ความร่วมมือของญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Zoe และ Twizy ปัจจุบันใช้แบตเตอรี่ของ LG Chem และบริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับ LG Chem ในการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Ford Focus กับการเลือกใช้แบตเตอรี่ที่เชื่อถือได้ ราคาประหยัด แข่งขันได้

Ford บริษัทรถยนต์อันดับสองของอเมริกา รองลงมาจาก General Motors แม้จะไม่ได้แสดงความชื่นชมกับ LG Chem มากนัก แต่รถยนต์ไฟฟ้าทั้งในแบบมีเครื่องยนต์ใช้น้ำมันผลิตไฟฟ้าป้อนเพื่อให้วิ่งได้ในระยะยาวแม้แบตเตอรี่ไฟฟ้าหมด (Extended range plug-in) ไม่ว่าจะเป็น Fusion Energi, C-Max Energi และรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบอย่าง Focus Electrics ที่เห็นวิ่งอยู่นั้นก็ใช้แบตเตอรี่ไฟฟ้าของ LG Chem และ Ford เองได้แสดงความตั้งใจที่จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั้งเพื่อตลาดในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก

Daimler/smart ผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนีพบว่า การผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าของตนเองนั้นเป็นความคิดที่ดี แต่ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก Daimler ในปีที่ผ่านมาได้ยกเลิกการใช้แบตเตอรี่จาก JV Li-Tec ของตนเอง แล้วได้ใช้แบตเตอรี่จากการประมูลซึ่งได้แก่ LG Chem ซึ่ง Daimler/smart สามารถประหยัดเงินได้มากกว่าที่ประมาณการไว้ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม Daimler/Smart ก็ได้ซื้อบริษัท Li-Tec และวางแผนผลิตแบตเตอรี่ของตนเองที่เมือง Kamenz ในประเทศเยอรมนีเอง นั่นคือบริษัท Daimler-Smart ก็ใช้วิธีเหยียบเรือสองแคม เลือกระหว่างการผลิตแบตเตอรี่ด้วยเทคโนโลยีและแรงงานของตนเอง กับการใช้แบตเตอรี่ที่จะหาซื้อได้ในตลาดเปิดที่มี LG Chem รออยู่


ภาพ รถยนต์หรู Volvo จะเข้าแข่งขันผลิตเป็นรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม และรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ ด้วยใช้แบตเตอรี่ที่เชื่อถือได้ ราคาประหยัด ดังการใช้แบตเตอรี่ของ LG Chem ของเกาหลีใต้

Volvo บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หรูสวีเดน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Gothenburg และมีบริษัท Zhejiang Geely Holding Group เป็นเจ้าของ Volvo มีความร่วมมือกับ LG Chem ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊ก (Plug-In Hybrid) ที่ขายดีรุ่น V60 และต่อไปจะออกรุ่นที่มีฐานเดียวกันแต่เป็นแบบสปอร์ตอเนกประสงค์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊กรุ่น XC90 Plug-In Hybrid SUV และหลังจากนั้นไม่นานจะออกรถยนต์ไฟฟ้าทั้งระบบ รุ่น XC90

LG Chem เองก็จะมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน และมีความร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นอย่าง SAIC Motor Corp และ Qoros และกับอีก 2 บริษัทที่ยังไม่เปิดเผย

ด้วยการมีความร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันปิโตรเลียม ที่หันไปผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่วน LG Chem ก็จะเน้นไปที่การผลิตแบตเตอรี่ป้อนให้ด้วยคุณภาพ เทคโนโลยีใหม่ และราคาที่แข่งขันได้ คาดว่าบริษัทจะสามารถผลิตสินค้าป้อนให้กับรถยนต์ไฟฟ้าได้มากกว่า 100,000 คันต่อปี ซึ่งจะพร้อมตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 2015

บริษัทรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งเดียวที่จะไม่อยู่ในข่ายความร่วมมือ คือ Tesla Motors ซึ่งได้ผูกพันกับบริษัท Panasonic ของประเทศญี่ปุ่น ในการสร้างฐานการผลิตในอเมริกา ด้วยโรงงานขนาดใหญ่ (Gigafactory) ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model X ที่จะออกสู่ตลาดเร็วๆนี้ จะใช้บริการจาก Samsung SDI
ไม่ว่าความร่วมมือในอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ LG Chem จะอยู่เบื้องหลังรถยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ ที่สามารถวิ่งได้ 200 ไมล์ ซึ่งจะเป็นกระแสหลักของรถยนต์ไฟฟ้าในโลก ซึ่งคงรอไม่เกิน 2 ปีจากนี้ต่อไป

ข้อมูลพื้นฐาน LG Chem

จาก Wikipedia, the free encyclopedia
LG Chem

ประเภท
Type
บริษัทมหาชน มีตลาดหลักทรัพย์ในเกาหลี
Public (traded on the Korea Stock Exchange)
ค้าขายด้วยรหัส
Traded as
ประเภทอุตสาหกรรม
Industry
ก่อตั้งเมื่อปี
Founded
1947
สำนักงานกลางตั้งอยู่ที่
Headquarters
ผลิตภัณฑ์
Products
Raw materials
รายได้
Revenue
Description: Increase US$ 20.4 billion (2012)[1]
รายได้ที่เหลือ
Net income
Description: Increase US$ 1.9 billion (2010)[1]
จำนวนพนักงาน
Number of employees
8,200
บริษัทแม่
Parent
เว๊บไซต์
Website

LG Chem Ltd. (Korean: LG화학) เป็นบริษัทของเกาหลีใต้ มักมีชื่อเรียกว่า LG Chemical เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองโซล ประเทศเกาหลีใต้ (Seoul, South Korea) จากการจัดอันดับของข่าวเคมีและวิศวกรรม จัดเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 13 ของโลก โดยดูจากยอดการขายในปี ค.ศ. 2014 เดิมก่อตั้งขึ้นด้วยชื่อ Lucky Chemical Industrial Corporation ซึ่งผลิตสินค้าเครื่องสำอาง แต่ปัจจุบันเป็นบริษัททำธุรกิจแบบ Business To Business (B2B)

LG Chemical มี 8 โรงงานใหญ่ในเกาหลีใต้ และมีเครือข่ายธุรกิจตั้งอยู่ใน 29 จุดใน 15 ประเทศ เครือข่ายนี้รวมบริษัทแม่ (Holding company) ในประเทศจีน 1 แห่ง และมีโรงงานนอกประเทศเกาหลีใต้ 14 แห่ง มีสาขาการตลาด 5 แห่ง สำนักงานตัวแทน 7 แห่ง และมีศูนย์วิจัยและพัฒนา 2 แห่ง LG Chem มีกิจการใน 3 แขนง

·       วัสดุพื้นฐานและเคมีภัณฑ์ (Basic materials and chemicals)
·       เทคโนโลยีสารสนเทศและวัสดุอิเลคโทรนิกส์ (Information technology and electronics materials)
·       การคิดทางออกทางเลือกด้านพลังงาน (Energy solutions)


Thursday, March 26, 2015

เศรษฐกิจประเทศอินเดีย (Economy of India)

เศรษฐกิจประเทศอินเดีย (Economy of India)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สังคม, society, วัฒนธรรม, culture, เศรษฐกิจ, economics, BRIC, อินเดีย, India, รัสเซีย, จีน, China, บราซิล, Brazil, รายได้ประชาชาติ, ผลผลิตมวลรวม, GDP


ภาพ ธงชาติของอินเดีย


ภาพ แผนที่ประเทศอินเดี ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศไทย หากโครงการ Land Bridge เชื่อมฝั่ง 2 ทะเลทางใต้ของไทย การขนส่งสินค้าระหว่างอินเดียกับไทยก็จะสะดวกขึ้น




ภาพ เมืองกัลกัตตา หรือ Kolkatta ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ยังมีความเป็นอยู่ที่ยากจน


ภาพ ทางรถไฟใต้ดิน ที่มีมาตรฐานความสะอาดและบริการที่ดี แตกต่างจากพื้นฐานของเมืองอย่างกัลกัตตา


ภาพ รถแทกซี่ที่มีวิ่งในประเทศอินเดีย ยังเป็นรูปแบบเดียว เป็นรถต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ ที่ตกรุ่นการผลิตไปแล้ว ใช้น้ำมันเปลือง


ภาพ รถแทกซี่ในอินเดีย


ภาพ น้ำคือหัวใจหนึ่งของประเทศอินเดีย 


ภาพ คนทำงานในนาข้าว อินเดียมีประชากร 1,200 ล้านคน ผลิตข่าวได้ 102.75 ตัน/ปีในปี ค.ศ. 2011-2012 เมื่อเทียบกับประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน มีผลผลิตข้าวประมาณ 30 ล้านตัน/ปี
อินเดียเปลี่ยนไปมากในปัจจุบัน หากใครยังจำภาพอินเดียเมื่อประกาศอิสรภาพ ที่ประเทศเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้งทั้งภายในและระหว่างประเทศ ในด้านเศรษฐกิจก็ล้าหลัง แต่ในปัจจุบันอินเดียเปลี่ยนไปมากทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อินเดียปัจจุบันเป็นหนึ่งใน BRIC 4 ประเทศใหญ่ที่ต้องจับตามอง คือ Brazil-บราซิล, Russia-รัสเซีย, India-อินเดีย, และ China-จีน

อินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกคือ 1,200 ล้านคน รองจากประเทศจีน ในปี ค.ศ. 2014 อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจวัดตามค่าผลผลิตมวลรวมอย่างต่ำของทั้งประเทศ (Nominal GDP) เท่ากับ 2,047,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีขนาดเป็นอันดับ 10 ของโลก และหากวัดตามผลผลิตมวลรวมของชาติตามอำนาจการซื้อ (Purchasing Power GDP) จะมีมูลค่า 7,277,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อินเดียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 5.8 จัดเป็นเศรษฐกิจเติบโตอันดับที่สองของโลก แต่ในด้านความเป็นอยู่จริงของประชาชน รายได้เฉลี่ยต่อคนของชาวอินเดียอยู่ในอันดับที่ 140 ของโลก และอันดับที่ 129 เมื่อวัดตามความสามารถทางการซื้อ (GDP per capita at PPP)

ในอดีตตั้งแต่ประกาศอิสรภาพจนถึงปี ค.ศ. 1991 รัฐบาลอินเดียดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าอันเป็นผลมาจากแนวทางเศรษฐกิจสังคมนิยม มีกฎเกณฑ์ต่างๆที่ออกโดยรัฐมากมายเพื่อเป็นกำแพงกั้นเศรษฐกิจจากชาวโลก และถือนโยบายการพึ่งตนเอง หลังปีค.ศ. 1991 อินเดียประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ต้องเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ ในปัจจุบันอินเดียจัดเป็นประเทศทุนนิยม (Capitalist economy)

อินเดียมีประชากรที่เป็นแรงงาน 486.6 ล้านคน ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เศรษฐกิจภาคบริการมีสัดส่วนร้อยละ 55.6 ของรายได้ประชาชาติ เป็นภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 26.3 และภาคการเกษตรร้อยละ 18.1 ในผลผลิตทางการเกษตรหลักได้แก่ ข้าวสาลี ธัญพืชให้น้ำมัน (Oilseed) ฝ้าย ปอ ชา น้ำตาล และมันฝรั่ง

ในด้านอุตสาหกรรม อินเดียมีอุตสาหกรรมด้านเสื้อผ้า เครื่องเพชรพลอย โทรคมนาคม เคมีภัณฑ์ ยา เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร เหล็ก อุปกรณ์การขนส่ง ซีเมนต์ เหมืองแร่ ปิโตรเลียม เครื่องจักรกล และซอฟต์แวร์ ในปีค.ศ. 2006 อินเดียมีการค้าขายกับโลกภายนอกที่ร้อยละ 24 ของ GDP เพิ่มจากเมื่อปี ค.ศ. 1985 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปี ค.ศ. 2011 อินเดียเป็นประเทศนำเข้าสินค้าอันดับที่ 10 และอันดับที่ 19 ทางด้านการส่งออกของโลก


ส่วนสินค้านำเข้าของอินเดียได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เพชรพลอย ปุ๋ย และเคมีภัณฑ์ ในปี ค.ศ. 2001 จนถีง 2011 สัดส่วนของสินค้าปิโตรเคมีและสินค้าวิศวกรรมมีขนาดส่งออกที่โตจากร้อยละ 14 เป็นร้อยละ 42 อินเดียเป็นประเทศส่งออกเสื้อผ้าอันดับที่สองของโลก รองจากประเทศจีนในปีค.ศ. 2013

Saturday, March 14, 2015

นักแสดงณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่) เป็นโรคหอบหืด (Asthma)

นักแสดงณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่) เป็นโรคหอบหืด (Asthma)

ระกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุขภาพ, health, อนามัย, การดูแลรักษา, healthcare, โรคหอบหืด, asthma, โรคภูมิแพ้, allergy, ณเดชน์ คูกิมิยะ

 มีคนตั้งกระทู้ถามในสนทนา – “โรคหอบหืดที่ณเดชเป็นอยู่นี่ มันหนักมากเลยเหรอคะ ถึงได้รับการยกเว้นเกณฑ์ทหาร ??”

นักแสดงณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่) เป็นโรคหอบหืด (Asthma) จนไม่สามารถผ่านการเกณฑ์ทหาร จนทำให้บรรดาแฟนและคนขี้สงสัยตั้งคำถามว่า เห็นล่ำหล่อบึก แสดงบทเป็นนักบู้ได้อย่างคล่องแคล่ว ทำไมถึงเป็นโรคหอบหืดได้? เรื่องนี้ผมคงไม่สามารถตอบได้ว่าณเดช คูกิมิยะเป็นโรคหอบหืดจริงหรือไม่ และเป็นมากในระดับใด แต่โดยเฉพาะโรคหอบหืดเองก็มีความสำคัญที่ผู้ป่วย พ่อแม่ผู้ปกครอง และสังคมโดยรวมควรมีความรู้ความเข้าใจ

โรคหอบหืดเป็นโรคที่หลายๆคนไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นปกติทั่วไป ซึ่งก็เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนเป็นหอบหืด เมื่อเวลาปกติเขาอาจเหมือนคนธรรมดา บางคนเป็นนักกีฬาชั้นดี เป็นนักแสดงที่มีความสามารถ ดูภายนอก เขาจึงอาจดูดีเหมือนหรือดียิ่งกว่าคนทั่วๆไป

ผมเองและลูกชายหนึ่งคนที่ป่วยหรือเคยป่วยเป็นโรคหอบหืด ผมเองจะป่วยเป็นโรคนี้ตั้งแต่จำความได้ จนเมื่อเป็นนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัยก็ยังมีอาการป่วยนี้อยู่ เพียงแต่รู้จักดูแลตนเองมากขึ้น รู้สภาพแวดล้อมรอบๆตัวมากขึ้น

โรคหอบหืด (Asthma) คือโรคที่คนป่วยมีอาการหอบบ่อยครั้ง ทางเดินหายใจอักเสบ ตีบตัน ทำให้การหายใจเข้าและออกเป็นไปไม่สะดวก อาการจะมีหายใจเป็นเสียงดังหวีดๆ ไอ หน้าอกแน่น และหายใจหอบถี่ มีไอมีเสมหะ หากมีอาการหนักจนหายใจไม่ออก หมดสติ หายใจไม่ได้จนถึงเสียชีวิตได้

โรคหอบหืดอาจมีสาเหตุมาจากทั้งกรรมพันธุ์และสภาพแวดล้อม และทั้งสองอย่างร่วมกัน ส่วนการวินิจฉัยมักจะอาศัยอาการที่ปรากฏ (Symptoms) ที่มีหลายแบบ ซึ่งจะกำหนดเป็นแนวทางในการรักษา ในทางการแพทย์จะนับจากครั้งการเกิดมีอาการหอบหืดมีบ่อยครั้งเพียงใด และเมื่อเป็นแล้วใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะกลับเป็นปกติ และเมื่อเป็นแล้วลักษณะอัตราอากาศที่หายใจเมื่อมีอาการหอบหืดสูงสุด (Peak expiratory flow rate) ว่ารับอากาศเข้าสู่ปอดได้ในอัตราเท่าใด

การวัดอาการหืดใช้วัดจากอาการที่แสดงออกภายนอก เรียกว่า Atopic (Extrinsic) หรือที่เป็นแล้วอาการหลบอยู่ภายใน (Non-atoic หรือ Intrinsic) ในขณะที่ Atopy หมายถึงลักษณะที่แสดงออกที่จะกลายไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวมาก (Type 1 hypersensitivity reactions) หรือในลักษณะที่มีอาการหนัก

สำหรับอาการเมื่อหอบรุนแรง (Acute symptoms) ขึ้นมา เขาจะรักษาตามอาการโดยใช้ยาประเภทพ่นเข้าทางปากแล้วสูดเข้าไปตามทางเดินหายใจ และการกินยาจำพวก Oral corticosteroids ในกรณีที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจให้ยาที่ต้องฉีดเข้าไปตามเส้นเลือดดำ โดยใช้ยาพวก Intravenous corticosteroids และ Magnesium sulfate และต้องอยู่ในโรงพยาบาล ยาพวกที่ใช้รักษาหอบหืดนี้ เป็นยาใกล้เคียงกับที่

นักกีฬาใช้เพื่อเพิ่มสมรรถนะร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีผลข้างเคียงต่อนักกีฬาในระยะยาว
การรักษาโรคหอบหืดที่ดี คือต้องหาสาเหตุของโรคให้พบ และการรักษาพยาบาลคือต้องแก้ให้ตรงจุดคือทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมดังกล่าว

การรักษาที่ดีไม่ใช่รักษาตามอาการ (Symptoms) ซึ่งเรื่องนี้ผู้ป่วยและบุคคลรอบตัวต้องร่วมมมือกับแพทย์ หาสาเหตุ (Causes) ให้ได้ว่ามีอาการแพ้อะไร (Allergens) และมีอะไรในสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย ที่ทำให้ระคายเคือง (Irritants) ได้ง่าย เช่นฝุ่น ฝุ่นที่มีไรที่นอน ขนสัตว์ เชื้อรา ละอองเกสรดอกไม้ หรือมีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรบ้างที่เขากินเข้าไปแล้วเกิดอาการ ฯลฯ และอีกอย่างหนึ่ง คือ การรักษา

ร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง การออกกำลังกายให้ปอดใหญ่และแข็งแรง เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน การดูแลสภาพแวดล้อมในบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอนให้สะอาด ปราศจากฝุ่นและสิ่งที่เป็นเหตุแห่งโรค สิ่งเหล่านี้ช่วยได้มาก

โรคหอบหืดเนื่องด้วยเป็นผลมาจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม ลำพังแพทย์ฝ่ายเดียวก็คงจะรักษาตามอาการ แต่จะให้การรักษาได้ผล ก็ต้องมีทั้งแพทย์ ผู้ปกครอง ผู้ป่วยเอง ที่จะช่วยกันสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการแพ้อะไรบ้าง และเรียนรู้โรคไปพร้อมๆกัน


ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีมลพิษเกิดขึ้นมากมายที่เป็นผลจากมนุษย์ ซึ่งเป็นผลให้เกิดการป่วยเป็นหอบหืด ในปีค.ศ. 2011 ได้มีการศึกษาและประมาณว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืด 235-300 ล้านคน และในแต่ละปีมันเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 250,000 คน


ภาพ ที่นอนที่มีไรที่นอน (Bed bugs) ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดการแพ้ ทั้งทางเดินหายใจ และผิวหนัง ทางออกคือดูแลบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอนให้สะอาดอยู่เสมอ


ภาพ ยาสำหรับพ่อนเข้าหลอดลมและปอด เพื่อขยายหออดลม เมื่อเกิดอาการหอบหืด ผู้ป่วยที่แพทย์ให้ใช้ย่า ต้องรู้ตัวว่าจะเกิดหอบหืด และพ่นยาก่อนที่หลอดลมจะตีบจนพ่นไม่ได้


ภาพ การออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง และมีปอดใหญ่แข็งแรง อดทน จะช่วยลดความรุนแรงของหอบหืดได้มาก แต่ก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหา ทางแก้ที่ดีคือต้องค้นพบให้ได้ว่า ผู้ป่วยแพ้อะไรในสภาพแวดล้อม อากาศที่หายใจ อาหาร เครื่องดื่ม อะไรที่บริโภคเข้าไปแล้วเกิดอาการ


ภาพ การออกกำลังกาย ดังการขี่จักรยาน สร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย นับเป็นสิงที่จำเป็นสำหรับทั้งผู้ป่วย และคนที่่ไม่อยากป่วย