Saturday, October 18, 2014

องค์การอนามัยโลกเสนอให้มีการตรวจสอบมาตรการจัดการกับอีโบลา (Ebola)

องค์การอนามัยโลกเสนอให้มีการตรวจสอบมาตรการจัดการกับอีโบลา (Ebola)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุขภาพ, health, healthcare, โรคติดต่อ, epidemic, อีโบลา, Ebola, Ebola virus disease – EVD


ภาพ – CNN – บุคลากรสาธารณสุขขององค์การแพทย์ไร้พรมแดนกำลังคุยกับผู้ป่วยอีโบลาที่รับการรักษาพยาบาลที่ศูนย์ในประเทศไลบีเรีย – 16 ตุลาคม 2014

องค์การอนามัยโลก (WHO) ร้องเตือนในวันเสาร์ที่ผ่านมา (16 ตุลาคม 2014) ว่า ประชาชาติจะต้องกลับมาตรวจสอบวิธีการจัดการกับโรคระบาดมหาภัยอีโบลาในอัฟริกาตะวันตก เมื่อวิกฤติได้ผ่านพ้นไปแล้ว อีโบลา (Ebola) ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,500 คน แต่สหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกได้ปฏิเสธที่จะให้ข่าวที่มีเอกสารหลุดรั่วออกมาวิจารณ์ความไร้ประสิทธิภาพของการจัดการกับอีโบลาของประชาคมโลก

ทุกคนที่เกี่ยวข้องในการระบาดนี้ล้มเหลวที่จะมองเห็นคำอธิบายที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรได้อย่างเปิดเผยให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ เอกสารองค์การอนามัยโลก ตามการรายงานของ Associated Press กล่าวว่า พายุร้ายกำลังก่อตัว พร้อมที่จะระเบิดอย่างเต็มที่” แต่องค์การอนามัยโลกออกความเห็นว่า เอกสารที่หลุดรั่วมานี้เป็นเพียงขั้นการร่าง ที่ยังต้องมีการตรวจสอบข้อมูลหรือตรวจอ่านโดยเจ้าหน้าที่แล้วให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกได้ให้ข้อคิดเห็นว่า เอกสารสมบูรณ์จะรายงานได้ต่อเมื่อโรคระบาดร้ายแรงนี้ได้ผ่านไปแล้ว

Aid workers train to battle Ebola

Ebola spreading concerns investors

McCormick: Contact with Duncan was flawed

ตามการประมาณการขององค์การอนามัยโลก มีผู้ป่วยด้วยโรคอีโบลาหรือสงสัยว่าป่วยแล้ว 9,200 คน ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และมีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 4,500 คน (ตุลาคม 2557) ข้อมูลเหล่านี้มาจาก กีนี (Guinea), ไลบีเรีย (Liberia), ไนจีเรีย (Nigeria), เซเนกัล (Senegal), เซีบรา เลโอน (Sierra Leone), สเปน (Spain) และสหรัฐอเมริกา (United States) ข้อมูลนี้มีแนวโน้มว่าประเมินต่ำกว่าที่เป็นจริง โดยเฉพาะในบริเวณที่ห่างไกลผู้คน ซึ่งก็ห่างไกลการแพทย์ที่ทันสมัย และมีผู้ป่วยและเสียชีวิตไปโดยไม่ได้รับการรักษาพยาบาล จึงไม่ได้มีการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ

ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา สหประชาชาติเรียกร้องไปยังนานาชาติให้ช่วยบริจาคเงินเป้าหมาย 1,000 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 32,000 ล้านบาท สนับสนุนการจัดการกับโรคระบาดอีโบลาในอัฟริกาตะวันตก นายจอห์น แครี (John Kerry) รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้ออกมากล่าวว่าปัจจุบันระดมเงินได้เพียงหนึ่งในสามของที่ต้องการ

หากไม่มีการร่วมแรงกันจริงจังจากประชาคมนานาชาติ นายแครีกล่าวว่า “อีโบลามีศักยภาพที่จะแพร่กระจายไปเหมือนกับโรคเอดส์ (HIV) หรือโปลิโอ ที่เราต้องร่วมกันขจัดเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ในวันเสาร์นายเดวิด คาเมรอน (David Cameron) นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร ได้กล่าวเตือนสมาชิกสหภาพยุโรปให้ลงทุน 1,000 ล้านยูโร หรือ 41,150 ล้านบาท และส่งอาสาสมัครจำวน 2,000 คน เข้าทำงานต่อสู้กับอีโบลา

แคนาดาไม่ได้ช่วยเป็นเงิน แต่ได้ส่งเวชภัณฑ์ที่มีศักยภาพรักษาโรคอีโบลา ฝ่ายสาธารณสุขของแคนาดาได้ส่งยารักษาอีโบลาในขั้นทดลองจำนวน 800 ขวดไปให้องค์การอนามัยโลก ณ เมืองเจนีวา เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา ผลของการรักษาพยาบาลด้วยวัคซีน ซึ่งได้เริ่มขึ้นที่โรงพยาบาลทหาร Walter Reed Army Institute of Research ในรัฐแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา (Maryland, USA) ซึ่งจะสามารถรายงานผลได้ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557

ส่วนประเทศพัฒนาแล้วนอกจากนี้ ดังกรณีเยอรมนีและฝรั่งเศสอยู่ในขั้นตรวจคัดแยกผู้โดยสารสายการบินจากกีนีในอัฟริกาตะวันตกมายังประเทศของตน ส่วนประเทศอื่นๆเพียงเริ่มตระหนักดูแลไม่ให้โรคร้ายนี้ระบาดเข้าสู่พรมแดนของประเทศตน

ซึ่งมาตรการป้องกันแบบควบคุมบริเวณนี้รวมถึงประเทศสหรัฐ เมื่อได้มีกรณีผู้ป่วยด้วยอีโบลาในประเทศของตน และทำให้นายโธมัส อีริค ดันแคน (Thomas Eric Duncan) เสียชีวิต

ด้วยความกลัวการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้แต่งตั้งผู้มีอำนาจสูงสุดในการจัดการกับอีโบลาในประเทศสหรัฐอเมริกา คือนายรอน เคลน (Ron Klain) อดีตหัวหน้าทีมงานของรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) และอดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ (Al Gore)

ฝรั่งเศสได้เริ่มตรวจกรองผู้โดยสารสายการบินซึ่งมีวันละหนึ่งเที่ยวจากกีนี (Guinea) เพื่อคัดแยกผู้มีอาการอันสงสัยว่าป่วยเป็นอีโบลา ผู้โดยสารจะต้องกรอกแบบฟอร์มและได้รับการตรวจอุณหภูมิร่างกาย
ในประเทศสเปน เทรีซ่า โรเมโร รามอส (Teresa Romero Ramos) ผู้ช่วยพยาบาลได้ติดโรคอีโบลาหลังจากดูแลอาสาสมัครศาสนา 2 คน และได้กลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาล Carlos III ในกรุงแมดริด ส่วนอาสาสมัครศาสนา 2 คนในที่สุดอาการได้ทรุดหนักและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งนี้

หลังจากกรณีติดโรคและเสียชีวิตในประเทศ รัฐบาลของประเทศสเปนได้หันมาดูแลการระบาด โดยติดตามคนใกล้ชิดผู้ป่วยในสเปน 87 คน โดย 67 คนอาศัยอยู่ที่บ้านภายใต้การติดตามดูแล ส่วนที่เหลือที่ต้องกักตัวที่โรงพยาบาล มี 2 คนที่แสดงอาการ ส่วนอีก15 คนที่ไม่ได้แสดงอาการ ที่เกาะคานารี (Canary Islands) มี 3 คนที่ต้องอยู่ภายใต้การดูแล

ดังพายุก่อตัวเพื่อโหมกระหน่ำ

หากโรคนี้เป็นการเริ่มแพร่ระบาดในรัฐใดรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกา คงใช้เวลาไม่นานนักที่อเมริกันจะพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคระบาดนี้ ดังในกรณีโรคเอดส์ แต่เพราะการเกิดและระบาดนั้นเกิดในประเทศด้อยพัฒนา มีการรบพุ่ง อยู่ห่างไกลประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ โรคระบาดนี้จึงยังวนเวียนอยู่ในโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 แต่นั่นมิได้หมายความว่ามันจะหายไป

เพียงแต่มันจะอาศัยการฟักตัวอยู่ในเขตที่มนุษย์ไม่ใส่ใจ แล้วสักวันมันอาจระบาดไปทั่วโลก ซึ่งจะก่อให้เกิดผลร้ายอย่างกว้างขวาง มีผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมอีกมากมาย

ข้อมูลพื้นฐาน

อีโบลา มีชื่อเต็มว่า Ebola virus disease – EVD ก่อนหน้านี้เรียกว่า ไข้เลือดออกอีโบลา (Ebola hemorrhagic fever - EHF) เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Ebolavirus

สัญญาณและอาการของที่โรคอีโบลาทั่วไปจะเริ่มจากภายใน 2 วันถึง 3 สัปดาห์หลังจากผู้ป่วยได้ติดเชื้อไวรัสนี้ ซึ่งจะทำให้มีไข้สูง เจ็บคอ ปวดกล้ามเนื้อ และปวดหัว หลังจากนั้นจะอาเจียน ท้องร่วง และมีผื่นขึ้น และตามด้วยอาการตับและไตวาย และเมื่อถึงช่วงนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดออกทั้งภายในและภายนอกให้เห็น การเสียชีวิตจะเริ่มให้เห็นได้ในช่วง 6-16 วันหลังติดโรค หลังจากเกิดอาการความดันโลหิตต่ำและสูญเสียน้ำในร่างกาย

การติดและแพร่ขจายของโรคนี้เกิดจากการการสัมผัสเลือดและของเหลวจากร่างกายของคนหรือสัตว์ที่ป่วย ซึ่งอาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรง หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนด้วยเชื่อโรค ในปัจจุบันยังไม่พบการแพร่กระจายทางอากาศ โดยทั่วไปเชื่อว่าค้างคาวกินผลไม้ (Fruit bats) เป็นพาหะนำโรค

มนุษย์ที่จะติดโรคจนนำสู่การแพร่กระจายสู่มนุษย์ ก็ด้วยการสัมผัสกับค้างคาวที่เป็นพาหะ ทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่และตายแล้วที่ได้ติดเชื่อโรคนี้มา และเมื่อมีการติดโรคระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ โรคนี้ก็สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ผู้ชายที่มีชีวิตรอดจากโรคสามารถแพร่โรคต่อด้วยเชื่ออสุจิ (Semen) ภายในเกือบสองเดือน และการจะวิเคราะห์ EVD หรือโรคอื่นๆที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ดังเช่นมาลาเรีย (Malaria), อหิวา (Cholera) และโรคไข้เลือดออก (Viral hemorrhagic fevers)

การจะตรวจเลือดก็ตรวจว่ามีภูมิต้านทานไวรัส (viral antibodies) นี้หรือ RNA หรือตัวเชื้อไวรัสนี้เอง จึงจะสามารถยืนยันได้

การจะควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้ต้องเป็นการบริการทางการแพทย์ที่ทำอย่างต่อเนื่อง และการที่ต้องมีความร่วมมือจากชุมชนด้วย บริการทางการแพทย์ที่จำเป็น รวมทั้งการตรวจหาการติดโรค การค้นหาเส้นทางการแพร่กระจาย การต้องมีบริการห้องทดลองที่เหมาะสม การจัดการจำแนกผู้ป่วยจากคนทั่วไป การกำจัดศพของผู้ตายจะด้วยการเผา (Cremation) หรือการฝัง (Burial) ก็ต้องทำอย่างถูกต้องเหมาะสม การป้องกันต้องรวมถึงการลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากคนและสัตว์ที่ได้รับเชื้อโรคมา วิธีการทำได้นี้ ก็ต้องด้วยการควบคุมการแล่เนื้อจากสัตว์ ซึ่งคนแล่เนื้อต้องสวมเครื่องป้องกันตั้งแต่ถุงมือยาง เสื้อผ้า และการหุงหาอาหารที่ต้องทำให้สุกก่อนบริโภค

คนประกอบอาหารต้องสรวมเสื้อผ้าป้องกัน ต้องล้างมือ เมื่ออยู่ใกล้กับคนที่ติดโรค การจะหยิบจับเครื่องมือที่เกี่ยวกับการเก็บตัวอย่างของเหลวคัดหลั่ง (Body fluids) เนื้อเยื่อ (Tissues) จากคนที่ป่วยเป็นโรคต้องดูแลด้วยความระมัดระวัง

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคอิโบลา การรักษาด้วยการพยายามช่วยผู้ป่วยที่ติดเชื้อด้วยการให้น้ำเกลือทางปาก (Oral rehydration) หรือการให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด การดูแลในลักษณะนี้ช่วยทำให้ผู้ป่วยกระเตื้อง โรคนี้มีอัตราการเสี่ยงเสียชีวิตสูง ผู้ป่วยมีโอกาสตายร้อยละ 25 ถึง 90 แต่โดยเฉลี่ยผู้ป่วยรับโรคนี้จะเสี่ยงเสียชีวิตร้อยละ 50 โรค EVD เริ่มพบเป็นครั้งแรกในบริเวณประเทศซูดาน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของซูดานใต้ และในประเทศซาเอียร์ (Zaire) ซึ่งในปัจจุบันคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo) โรคมักแพร่ระบาดในเขตร้อน (Tropical regions) ของเขตซาฮาราในอัฟริกา (Sub-Saharan Africa) จากค.ศ.1976 จนถึงค.ศ. 2013 องค์การอนามัยได้ประมาณว่าพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้ 1,716 ราย


แต่การแพร่ระบาดที่รุนแรงได้เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 2014 ในอัฟริกาตะวันตก ซึ่งกระทบต่อประเทศกีนี (Guinea) เซียรา เลโอน (Sierra Leone) และไลบีเรีย (Liberia) ในวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 2014 พบมีผู้ป่วยหรือต้องสงสัยว่าป่วย 9,216 คน เสียชีวิตแล้ว 4,555 คน ระหว่างนี้มีความพยายามพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันและรักษาโรคอีโบลานี้ แต่ยังไม่มีผลที่ประกาศได้แน่ชัด

Friday, October 17, 2014

มหาวิทยาลัยปีแอร์และมารี คูรี (Pierre and Marie Curie University)

มหาวิทยาลัยปีแอร์และมารี คูรี (Pierre and Marie Curie University)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: Higher education, การอุดมศึกษา, มหาวิทยาลัย, university, college, ยุโรป, Europe, EU, ฝรั่งเศส, France, มหาวิทยาลัยปีแอร์และมารี คูรี (Pierre and Marie Curie University - UPMC),


เมื่อเราศึกษาเกี่ยวกับการอุดมศึกษา จะพบว่าเยอรมันจะมีชื่อเรื่องมหาวิทยาลัยวิจัย (Research universities) หรือการบัณฑิตศึกษา (Graduate education) จนในระดับที่อเมริกันเองต้องมาเรียนรู้ หากพูดถึงการจัดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี เราจะให้ความสนใจไปที่วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบให้ความเอาใจใส่กันในระดับรายบุคคล สอนจนกระทั่งวิธีการเขียน การสื่อความ การวางตนและบุคลิกภาพ

แต่เรามักไม่ได้ให้ความสนใจในการศึกษาของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งอาจเป็นเพราะคนเห็นแนวโน้มว่าภาษาต่างประเทศที่คนให้ความสนใจนั้น เป็นภาษาอังกฤษ แต่ประเทศฝรั่งเศสนานมาแล้ว เขามีความภูมิใจในภาษาฝรั่งเศสของเขาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง จนคนไทยไม่ได้ใส่ใจในการศึกษาของประเทศฝรั่งเศส และเกรงว่าการเรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส แม้จะเป็นประโยชน์ แต่ก็ไม่มากเท่ากับไปรับการศึกษาแล้วได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษไปด้วย

แต่ในวันนี้ ลองมาทำความเข้าใจในเบื้องต้นเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยสักแห่งหนึ่งที่จัดเป็นมหาวิทยาลัยเยี่ยมยอดของฝรั่งเศส คือ มหาวิทยาลัยปีแอร์และมารี คูรี (Pierre and Marie Curie University)
มหาวิทยาลัยปีแอร์และมารี คูรี (Pierre and Marie Curie University) ภาษาฝรั่งเศสใช้ชื่อว่า Université Pierre-et-Marie-Curie มีชื่อย่อว่า UPMC หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือมหาวิทยาลัยปารีสที่ 6 (University of Paris VI) เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยของรัฐ (Public research university) ตั้งอยู่ในเขตลาตินของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1971 เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยปารีสวิทยาเขตซอร์บอนน์ จัดเป็นวิทยาเขตหลักของเครือมหาวิทยาลัยปารีส

และนี่คือมหาวิทยาลัยที่ชาวฝรั่งเศสอุทิศชื่อให้กับ 2 นักวิทยาศาสตร์ศาสตราจารย์ปิแอร์และมารี คูรี (Pierre และ Marie Curie) ผู้สละชีวิตเพื่องานวิจัยเกี่ยวกับสารกัมมันตภาพ ที่เสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตของนักวิจัยอย่างมาก เพื่อวิทยาการอันเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ หากเราเข้าไปรับการตรวจและต้องมีการใช้เอกซ์เรย์หรือฉายแสงใดๆ ก็ให้คิดถึงคนสองคนนี้

ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1968 ที่เรียกกันว่าเดือนพฤษภาคมของฝรั่งเศส (The French May) ได้มีผลทำให้เกิดการแบ่งแกมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก คือมหาวิทยาลัยปารีส (University of Paris) ให้กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นวิทยาเขตอิสระ 13 แห่ง และในช่วงนี้นี่เองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนชื่อวิทยาเขตแห่งหนึ่งเป็น มหาวิทยาลัยปีแอร์และมารี คูรี (Pierre and Marie Curie University - UPMC)

UPMC เป็นมหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศฝรั่งเศส มีผลงานวิจัยและความสำเร็จอย่างต่อเนื่องได้รับรางวัลมากมาย มีความร่วมมือกับนานาชาติหลายแห่งในทั้ง 5 ทวีปของโลก

UPMC - Sorbonne University
ภาษาฝรั่งเศส UPMC - Sorbonne Universités
ก่อตั้งเมื่อ
Established
วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1971 ตามการจัดโครงสร้างใหม่ของมหาวิทยาลัยปารีส
1 January 1971 - following the division of the University of Paris
ประเภท
Type
มหาวิทยาลัยของรัฐ
Public
งบประมาณ
Budget
400 ล้านยูโร
400 million euros [1]
อธิการบดี
President
Jean Chambaz
บุคลากรมหาวิทยาลัย
Admin. staff
10,640 คน
จำนวนนักศึกษา
Students
32,000
สถานที่ตั้ง
Location
ลักษณะวิทยาเขต
Campus
ลักษณะเขตเมือง
Urban
ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ
Nickname
University of Paris VI
ความเกี่ยวข้อง
Affiliations
Website
France Paris

การจัดอันดับมหาวิทยาลัย UPMC เป็นอันดับหนึ่งของประเทศฝรั่งเศส ในการจัดอันดับโดย ARWU (2014)

เป็นอันดับที่ 6 ของยุโรป อันดับที่ 35 ของโลก และเป็นอันดับที่ 4 ทางด้านคณิตศาสตร์ อันดับ 25 ทางด้านฟิสิกส์ 14 ทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ 32 ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยี และวิทยาการคอมพิวเตอร์

UPMC มีห้องทดลอง 125 แห่ง ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (Centre national de la recherche scientifique (CNRS) สถาบันที่ขึ้นชื่อมากได้แก่ Institut Henri Poincaré, Institut d'Astrophysique de Paris, Laboratoire d'informatique de Paris 6 (LIP6), Institut de mathématiques de Jussieu (ซึ่งร่วมกับมหาวิทยาลัยปารีสที่ดิเดโร (University Paris-Diderot) และ Laboratoire Kastler-Brossel (มีความร่วมมือกับสถาบันชั้นสูง École Normale Supérieure).

คณะแพทยศาสตร์ของ UPMC ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อการเรียนการสอน teaching hospitals Pitié-Salpêtrière และ Saint-Antoine

UPMC ให้วุฒิบัตรทางฟิสิกส์จัดการเรียนการสอนที่เป็นภาษาอังกฤษตั้งแต่เดือนกันยายน ค.ศ. 2013 ในสาขาที่ทำการเรียนการสอนในต่างประเทศ ที่ Université Paris-Sorbonne Abou Dhabi.

ส่งท้าย

ยังมีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการศึกษาของฝรั่งเศสอีกมาก หากใครเป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยของฝรั่งเศส โดยเฉพาะที่ UPMC ช่วยเขียนเล่าให้เพื่อนๆรับรู้รับฟังด้วยครับ

Monday, October 6, 2014

รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมต้นแบบ Renault EOLAB สามารถวิ่งได้ 282 ไมล์/แกลลอน

รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมต้นแบบ Renault EOLAB สามารถวิ่งได้ 282 ไมล์/แกลลอน

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเดินทาง, traveling, commuting, การขนส่ง, transportation, รถยนต์ไฟฟ้า, electric car, EVs, รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม, electric hybrid cars, รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊ก, PHEV, พลังงาน, energy, สิ่งแวดล้อม, ecology

เรียบเรียงจาก  SATURDAY, SEPTEMBER 20, 2014, Renault EOLAB axial flux powered 282mpg Plug-In Hybrid [VIDEO]


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลัํก  EOLAB ของ Renault

รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) ของบริษัทรถยนต์ Renault Motors ใหญ่สุดของฝรั่งเศส ที่ใช้ชื่อในขั้นรถยนต์ต้นแบบว่า EOLAB สามารถวิ่งได้ 282 ไมล์/แกลลอน หรือที่เป้าหมาย 100 กม./ลิตร นับเป็นรถยนต์ที่ใช้นวตกรรมก้าวหน้าเกือบ 100 รายการ ออกแบบให้รถมีน้ำหนักเบาที่สุด กินน้ำมันหรือใช้พลังงานเปรียบเทียบที่น้อยที่สุด ในขณะที่สามารถผลิตออกมาเป็นรถยนต์ตลาดที่มีสมรรถนะสูง ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ และมีราคาที่คนทั่วไปสามารถซื้อหาได้

รถยนต์ต้นแบบ EOLAB เปิดตัวในงานแสดงรถยนต์ ณ เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส รถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมนี้คาดว่าจะออกตัวสู่ตลาดได้ในตั้งแต่ปัจจุบันจนถึงช่วงปี ค.ศ. 2020 เป้าหมายใช้น้ำมันเปรียบเทียบที่ 100 กม./ลิตร ปล่อยคาร์บอนสู่อากาศที่ 22 กรัม/กม. และเป็นรถที่พุ่งเป้าไปที่ตลาดรถยนต์ทั่วไป หรือที่เรียกว่า E-segment car ที่จะทำให้เป็นจริงได้ภายใน 10 ปีนี้

EOLAB ใช้ชื่อมาจากเทพเจ้าอีโอลัส (Aeolous) เทพเจ้าแห่งลมของเทพนิยายกรีก  LAB มาจากคำว่า laboratory หรือห้องทดลองที่หวังจะให้บรรลุสมรรถนะการใช้พลังงานที่ 1ลิตรวิ่งได้ 100 กิโลเมตร และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำมากที่ 22 กรัม/กม. ตามมาตรฐานการวัดอย่างเป็นทางการของ MEDC cycle

การมีเป้าหมายที่จะผลิตรถยนต์ที่มีสมรรถนะสุดยอดนี้ ฝ่ายออกแบบมุ่งเป้าไปที่ 3 ประการ คือ หนึ่ง การลดน้ำหนักรถยนต์โดยรวมลง สอง ทำให้รถยนต์มีอากาศพลศาสตร์ที่ดี (Aerodynamics) ไม่ต้านลม ใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้เคลื่อนไหวโดยไม่ต้องใช้การเผาไหม้เลย (Permits zero-emission mobility) เป็นไปได้ในระยะทาง 60 กิโลเมตรแรก

เป้าหมายในการลดน้ำหนักรถยนต์ลงถึง 400 กิโลกรัม ทั้งนี้โดยใช้โลหะประสม เหล็ก อลูมิเนียม และวัสดุประสม โดยดังหลังคานั้นทำจากแมคนีเซียมซึ่งทำให้หนักเพียง 4 กิโลกรัม น้ำหนักที่ลดลงได้นี้จะทำให้รถยนต์ขนาดใหญ่เบาลงได้ ค่าใช้จ่ายก็ถูกลง นอกจากนี้ยังมุ่งการไปลดน้ำหนักแบตเตอรี่ ล้อ เบรก ซึ่งมีน้ำหนักเบาลง ค่าใช้จ่ายลดลง ซึ่งสามารถนำไปใช้ในด้านอื่นๆที่จำเป็นต้องมีราคาแพงได้

เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสมของ Z.E. ทำให้รถยนต์ขนาดเล็กระบบไฟฟ้าลูกประสม เมื่อรวมกันแล้ว ทำให้ไม่ต้องใช้การเผาไหม้เลยในช่วงการวิ่ง 60 กม. แรก และก็ยังสามารถวิ่งได้ที่ความเร็ว 120 กม./ชั่วโมง ซึ่งเป็นอัตราที่วิ่งบนทางด่วนได้อย่างเต็มที่

EOLAB สามารถบรรลุเป้าหมายที่เกินจากแผนอุตสาหกรรมใหม่ (New Industrial Plan) ที่รัฐบาลฝรั่งเศสตั้งเป้าไว้สำหรับรถยนต์ในยุคต่อไป ต้องวิ่งได้ 100 กม. โดยใช้น้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 2 ลิตร โดยต้องบรรลุผลภายในไม่เกินปี ค.ศ. 2020

และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ Renault จึงทำงานร่วมเป็นพันธมิตรกับอุตสาหกรรมรถยนต์อื่นๆ ดังเช่น กระจกรถยนต์ โดย Saint-Gobain ที่นั่งรถยนต์โดย Faurecia ยางรถยนต์โดย Michelin และ สำหรับระบบเบรกโดย Continental นอกจากนี้ Renault ยังร่วมมือกับบริษัท Posco ของเกาหลีที่ชำนาญเรื่องวัสดุประสมแมกนีเซียม ด้วยความรู้และความร่วมมือกับหุ้นส่วนต่างๆเหล่านี้ จึงทำให้เกิดความสำเร็จในรถยนต์ต้นแบบ EOLAB

แนวคิด EOLAB คือรถยนต์แนวคิดที่ต้องใช้จินตนาการ

นักออกแบบของ Renault ทำงานใกล้ชิดกับโครงการ EOLAB ตั้งแต่วันแรกๆ โดยมีการผลักดันให้การออกแบบใส่ใจลงไปในรายละเอียด สิ่งที่ขาดแคลนหรือยังไม่ได้พัฒนา ก็ต้องไปแสวงหามา เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งด้านอากาศพลศาสตร์และน้ำหนักรถ

มาดูรายละเอียดของ EOLAB บางประการ

มีนวตกรรมใหม่ประมาณ 100 รายการที่เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ทำได้จริง ซึ่งจะค่อยๆประสมประสานเข้ากับผลิตภัณฑ์รถยนต์ใหม่ของ Renault จากปัจจุบันจนถึงปี ค.ศ. 2020

·       อากาศพลศาสตร์ที่ 0.235 Cd หรือ ที่มีแรงต้านน้อยกว่า Clio ร้อยละ 30
·       การขับขี่สามารถปรับระดับการขับขี่ทั้งแบบในเมือง (Urban mode) และที่มากกว่าขับในเมือง (Extra-Urban mode)
·       ระบบปรับล้อตลอดเวลา (Active wheels) เพื่อตอบสนองสูงสุดต่ออุณหภูมิของล้อ
·       ลดน้ำหนักรถทั้งคันได้ 400 กก. เมื่อเทียบกับ Clio อันเป็นรถขนาดเดียวกัน
·       ระบบเบรกออกแบบใหม่หมด ไม่มีลูกสูบหลักและระบบทั้งหมดประสานเข้าเป็นระบบหนึ่งเดียวที่น้ำหนักเบาลง
·       ยางของมิเชลินหน้าแคบ รุ่น 145/45R17 มีความสิ้นเปลืองยางที่ต่ำสุด
·       กระจกหน้ามีความหนา 3 มม. บางเป็นพิเศษ ลดน้ำหนักได้ 2.6 กก.
·       แบบตกแต่งภายในเป็นพลาสติกที่บางและเบาลง โดยมีฟองอากาศเข้าแทนที่
·       ปรับโครงสร้างที่นั่งใหม่ ลดน้ำหนักได้ 12 กก. และลดความยาวของรถยนต์ไปได้ 30 มม.
·       ระบบหน้าปัดเป็นแบบเบา
·       ระบบเกียร์ส่วนทำงานไม่หนัก เปลี่ยนจากเหล็กเป็นอลูมิเนียม
·       น้ำหนักส่วนหลังคารถใช้แมกนีเซียมที่หนักเพียง 4.5 กก.
·       ระบบเบรกลดน้ำหนักลงได้ 14.5 กก. แต่รักษาประสิทธิภาพไว้ได้เหมือนเดิม

ส่วนที่มีน้ำหนักและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น คือฝาครอบเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น 2.5 กก. ไฟหน้าแบบ LED แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ซึ่งใช้ใหญ่ขึ้นและจึงมีราคาสูงขึ้น

·       ระบบขับเคลื่อนลูกประสมเป็นการออกแบบของ Renault Z.E. 100%
·       ขนาดเครื่องยนต์เล็ก 1.0 ลิตร 3 สูบ ให้พลัง 75 แรงม้าเป็นแบบใช้น้ำมันเบนซิน
·       แบตเตอรี่ 400 โวลต์ 6.7 กิโลวัตต์/ชั่วโมง วิ่งได้ 66 กม.โดยใช้เพียงพลังไฟฟ้า

·       ระบบเกียร์แบบ 3 ระดับ ไม่มีคลัช

Thursday, October 2, 2014

ความพอดี (Appropriateness) ในการใช้ชีวิต

ความพอดี (Appropriateness) ในการใช้ชีวิต

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: ความสำเร็จในชีวิต, life success, เศรษฐกิจพอเพียง, sufficiency economy, ประสิทธิภาพ, ประสิทธิผล, การดูแลสุขภาพร่างกาย, healthcare

Appropriateness แปลเป็นไทยได้ว่า ความเหมาะสม, ความเหมาะเจาะ, ความพอดี ในทางพุทธศาสนา เราสอนให้คนรู้จากทางสายกลาง คือให้ใช้ชีวิตอย่างมีความเหมาะสมพอดี ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไป ซึ่งในเรื่องนี้ต้องมีการตีความและยกเป็นตัวอย่าง

อันความพอดีเหมาะเจาะนั้น ไม่ใช่ทางเลือกระหว่างความดีงาม กับความเลว ทำความดีได้ครึ่งหนึ่งปนกับความเลวครึ่งหนึ่ง จึงพบกันที่ทางสายกลาง อย่างนี้ไม่ใช่ความพอดี

ตัวอย่างความพอดีที่เป็นรูปธรรม คือ การใช้ชีวิตของผู้ป่วยเป็นเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานประเภทที่สอง (Type II Diabetes) ความพอดีที่สำคัญคือการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เป็นปกติ ซึ่งอาจวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการตรวจน้ำตาลในเลือด ซึ่งกระทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งที่เป็นปกติจะอยู่ที่ 85-120 mg/dl และเป็นการวัดในช่วงที่หลังอาหารแล้วไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งจะให้เหมาะ เขาแนะนำให้วัดตอนตื่นนอนและก่อนอาหารเช้า คือไม่กินอะไรก่อนตรวจน้ำตาลในเลือด


ภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจน้ำตาลในเลือด ใชเวลาไม่ถึง 1 นาทีก็รู้ผลได้ และสามารถทำได้ด้วยตนเอง


ภาพ เครื่องมือในการตรวจน้ำตาลในเลือด จะประกอบด้วยปากกาที่ใช้เจาะเลือด; มีปลายเป็นเข็มที่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้; แถบวัดระดับน้ำตาลในเลือด; และเครื่องวัดน้ำตาลในเลือด


ภาพ อาหารพวกผักต่างๆ สามารถกินได้ไม่จำกัด


ภาพ หากเป็นพวกธัญญพืช พวกแป้ง ให้เลือกกินสิ่งที่ทำจาก Whole grain หรือพวกข้าวกล้องที่มีความหยาบ จะทำให้มีกาก ทำให้การดูดซึมพลังงานไปใช้เป็นไปอย่างช้าๆ


ภาพ การตรวจวัดน้ำหนักตัวเป็นระยะๆ หากน้ำหนักเกิน ก็ต้องหาทางลดลง แต่อย่างค่อยเป็นค่อยไป


ภาพ บริเวณพุง ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง หากมีการสะสมไขมันมาก ชั่งน้ำหนักแลัวมีส่วนเกินมาก ก็ต้องหาทางลดลง

คนเป็นเบาหวานดำรงชีวิตอย่างพอเหมาะพอดี คือ กินอาหารได้ แต่ให้เลือกกินเนื้อสัตว์และถั่วเป็นอาหารโปรตีน กินได้มากพอประมาณ ส่วนผักนั้นกินได้เต็มที่ไม่จำกัด ส่วนพวกพลังงาน กินข้าวได้บ้าง ดังเช่นพวกข้าว หรือธัญพืช แต่ควรเป็นข้าวกล้องที่จะมีกากหรือเยื่อใย ที่ช่วยให้การดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างช้าๆ แต่ไม่ควรกินน้ำตาล เหล้า เบียร์ ซึ่งจะเป็นพลังงานประเภทเร็ว หรือถ้าจะกินเพื่อการเข้าสังคม ก็ต้องรู้ว่ากินให้น้อยที่สุด

ความพอดีคือไม่ทำตัวอย่างสุดขั้ว คือด้านหนึ่งไม่กินข้าวปลาอาหารเลย ก็เป็นอันตรายแน่นอน และอีกด้านหนึ่ง กินอย่างเต็มที่ กินทุกอย่างที่อยากกิน อย่างนี้ก็เป็นการสุดขั้วอีกด้านหนึ่ง ความพอดี คือรู้จักกินโดยเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย กินพอเหมาะ ออกกำลังกายพอเหมาะ พักผ่อนพอเหมาะ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว

ความพอดีที่จะตรวจได้อีกด้านหนึ่ง คือ น้ำหนักตัว (Body weight) ให้ชั่งน้ำหนักเสมอๆ เช่น ทุกเช้า หากน้ำหนักกายเป็นปกติ การตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเองก็ไม่ต้องทำบ่อยนัก เป็นตรวจทุกสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็พอ ดังนี้เป็นความพอดีที่ตรวจวัดและติดตามผลได้ เรียกว่ามีระบบ Monitoring ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยดำรงชีวิตได้อย่างพอดีและเหมาะสม โดยดูแลว่ากินอะไรก็ตาม อย่าให้น้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงกว่ากำหนด ด้านน้ำหนักตัว ดูว่าน้ำหนักไม่เพิ่มหรือลดกว่าที่กำหนด ทั้งนี้โดยใช้การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ในยามใดที่ออกกำลังกายแล้วหิว หรือใจสั่น อาจเป็นเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) ก็ให้กินของที่ให้พลังงานทันที เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำจะมีผลอันตรายต่อร่างกายทันที อาจเกิดอาการช๊อคหรือหมดสติได้

เห็นไหมครับ น้ำตาลในเลือดสูงไปก็ไม่ดี มีผลเสียต่อหลอดเลือด หัวใจ ไต นัยน์ตา ฯลฯ น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ก็ไม่ใช่ของดีอีกเช่นกัน สิ่งที่เหมาะสม คือต้องดูแลให้ร่างกายมีระดับน้ำตาลที่เหมาะสม
หันมาประยุกต์ใช้กับหลักในการดำเนินชีวิตด้านอื่นๆ

ในด้านเศรษฐกิจ หลักก็คือการดำรงชีวิตอย่างพอเหมาะพอสม

 ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ โดยมีรายได้เหนือรายจ่าย เพื่อเป็นเงินออม หากมีรายได้น้อย ก็จำกัดการใช้จ่ายให้พอเหมาะสม หากสามารถมีเงินเหลือเก็บได้สักสักร้อยละ 10-15 ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ในทางกลับกัน มีรายได้เป็นแสนเป็นล้าน แต่มีรายจ่ายเหนือรายได้สักร้อยละ 5-10 อย่างนี้ต่อเนื่องตลอดเวลา อย่างนี้ก็แสดงว่าเป็นสัญญาณอันตราย ต้องหางลดทอนค่าใช้จ่ายในชีวิตลง เพื่อกลับไปสู่การมีรายได้เหนือรายจ่ายให้ได้

คนเราจะกินใช้ฟุ่มเฟือยหรือไม่ ก็ดูได้จากการกินอยู่ใช้จ่ายที่เกินตัวหรือไม่ หากเป็นคนหนุ่มสาว มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท แล้วกินอยู่ใช้จ่ายได้ภายใน 12,000-13,000 บาท ส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉิน ดังนี้ก็ถือว่ากินอยู่ใช้จ่ายอย่างพอเหมาะพอสม หากทำไม่ได้ ก็ให้หันไปดูวิถีการดำรงชีวิต กินอย่างไร อยู่อย่างไร ใช้เงินเพื่อยานพาหนะอย่างไร มีอะไรที่ใช้จ่ายเกินตัวบ้าง มีอะไรที่พอาจะตัดทอนลงได้บ้าง

สำหรับคนที่ทำธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบการเงินที่มากขึ้นไป

คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง หรือ Sufficiency Economy ก็ตั้งอยู่บนฐานคิดแบบนี้แหละ ง่ายๆ คือจะทำสิ่งใด ก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนค่าใช้จ่าย เมื่อใดที่สินค้าและบริการราคาสูงกว่าราคาขาย เมื่อนั้นเศรษฐกิจก็จะดำเนินไปได้ยาก การเกษตรที่เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าให้มีรายได้สูงสุด แต่ต้องไปคิดว่า รายได้ที่เหนือรายจ่ายนั้น เป็นในระดับใด เพราะหลักง่ายๆที่สุด คือต้องทำให้รายได้เหนือรายจ่าย


เป็นไปได้เหมือนกัน ที่บางช่วงเวลา เราต้องหันมาลงทุนใช้จ่ายเพิ่ม เพื่อพัฒนากิจการของเราให้มีประสิทธิภาพ มีต้นทุนการดำเนินการในระยะยาวที่ถูกลง ลดต้นทุนด้านแรงงานลง ลดต้นทุนค่าขนส่งได้ ดังนี้ก็จะเป็นประโยชน์ในระยะยาว และถือว่าเป็นการเดินทางไปสู่ “เศรษฐกิจพอเพียง” เช่นกัน

Monday, September 29, 2014

รถสกูตเตอร์ไฟฟ้า (E-scooters) ระบบอุตสาหกรรมในประเทศไทย

รถสกูตเตอร์ไฟฟ้า (E-scooters) ระบบอุตสาหกรรมในประเทศไทย

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การขนส่ง, การเดินทาง, transportation, commuting, รถจักรยานไฟฟ้า (Electric bicycles, e-scooters), สามล้อไฟฟ้า (e-trikes), รถยนต์ไฟฟ้า (Electric cars/vehicle)

รถสกูตเตอร์ไฟฟ้า (E-scooters) อย่างที่มีใช้กันมากๆในประเทศจีน สามารถวิ่งได้ 50-55 กม. ความเร็ว 50-60 กม./ชั่วโมง ใช้แบตเตอรี่ตะกั่วแบบปิด ในประเทศไทยราคาเริ่มต้นที่ 25,000 บาท ในจีนคันละ 15,000 บาท หากพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางขึ้นรองรับในประเทศไทย ใช้ชิ้นส่วนจากจีนบางส่วน แต่ร้อยละ 80 ผลิตได้ในประเทศอยู่แล้ว ราคาน่าจะเริ่มต้นที่ 15,000-18,000 บาท

ประโยชน์

อย่างนี้แหละที่อยากให้พัฒนาอุตสาหกรรมผลิต E-scooters นี้ขึ้นในเขตอุตสาหกรรมต่างจังหวัดของไทย แต่รัฐบาลต้องมีนโยบายสนับสนุน เพื่อ

1.    เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ล้วน ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ
2.    ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจากปิโตรเลียม ซึ่งยังต้องเป็นสินค้านำเข้า เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้มีทางเลือกมากขึ้นในการใช้พลังงานทางเลือก ดังพลังงานแสงอาทิตย์ และลม
3.    ทำให้มีต้นทุนสินค้าที่ถูกลง เพราะผลิตได้ในประเทศเป็นส่วนใหญ่
4.    เป็นการสร้างงาน เพราะแรงงานไทยเมื่อเทียบกับจีนหรืออินเดียแล้ว เราไม่ได้เสียเปรียบด้านค่าแรงงานสูงมากนักแล้ว นอกจากนี้ การใช้วัตถุดิบที่มีอยู่แล้วในประเทศ เช่นยางพารา เศษเหล็กและพลาสติกจากระบบนำขยะมาใช้ใหม่ (Recycles) ในประเทศได้มากขึ้น

ลักษณะสำคัญ

1.    ใช้พลังจากแบตเตอรี่ล้วน ไม่ใช้กำลังคนถีบเหมือน E-bikes หรือ Pedelec ที่ใช้พลังคนถีบร่วมด้วย E-scooters ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่ทำจากตะกั่วแบบปิด (Lead-based battery) มีขนาดใหญ่ ให้พลังวิ่งได้ 50-60 กม. ซึ่งนับว่าเพียงพอสำหรับการวิ่งในเมือง
2.    น้ำหนักมากขึ้นเพราะแบตเตอรี่แบบตะกั่ว  แต่แบตเตอรี่แบบนี้ราคาไม่แพง สามารถใช้ขนาดใหญ่มีน้ำหนักบ้าง แต่เนื่องจากรถ E-scooters โดยรวมจะหนักด้วยแบตเตอรี่บ้าง แต่ก็จะไม่หนักมากเกิน 60-70 กก. ซึ่งยังเบากว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ว่าเบาที่สุด คือประมาณ 200-300 กก.
3.    ใช้มอเตอร์อยู่ที่กงล้อ (Hub motor)  ตัดความยุ่งยากในการส่งกำลัง ไม่ต้องใช้โซ่หรือเพลา เพียงมีสายไฟต่อจากแบตเตอรี่ไปที่กงล้อ เป็นการลดน้ำหนัก ลดความซับซ้อน สามารถใช้พลังงานได้โดยตรง

ภาพ รถสกูตเตอร์ไฟฟ้า ใช้พลังจากแบตเตอรี่


ภาพ การจราจรติดขัดจากรถยนต์บนถนนในเมืองเซียงไฮ้ ประเทศจีน


ภาพ การจราจรติดขัดไปจนถึงถนนทางหลวง


ภาพ จักรยานไฟฟ้า (E-bicycle)  ใช้พลังจากแบตเตอรี่ ควบคู่กับพลังคนถีบ


ภาพ รถ E-scooter sinvจักรยานไฟฟ้า

ภาพ จากศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์

รุ่น
Model
TDX14Z
พลังไฟฟ้า
Power
500W/800W
แบตเตอรี่
Battery
แบตเตอรี่แบบตะกั่วผนึกปิด
48V 20AH lead acid battery! 
เบรก
Brake
เบรกแบบดรัมทั้งหน้าและหลัง
Front drum/rear drum
ความเร็วสูงสุด
Max speed
32 กม./ชั่วโมง
32km/h
ระยะทางวิ่งได้
Range distance
ระยะทางวิ่งได้ด้วยชาร์จไฟหนึ่งครั้ง
>45kms
เวลาในการชาร์จไฟ
Charge time
6-8 ชม. ด้วยไฟบ้าน
ขนาดล้อ
Wheel
3.0-10 นิ้ว
ขนาดที่ต้องสั่งนำเข้า
Capacity
24pcs/20ft
50pcs/40HQ

มีความฝัน มีความหวัง และตั้งมั่นในฐานแห่งความเป็นจริง

ผมเป็นคนชอบรถ แต่ชอบรถที่เป็นความคิดใหม่ อย่าง รถจักรยานไฟฟ้า (Electric bicycles, e-scooters), สามล้อไฟฟ้า (e-trikes), รถยนต์ไฟฟ้า (Electric cars/vehicle) หรือสิ่งที่เป็นยานพาหนะทางเลือกเหล่านี้ ผมเชื่อว่ามันมีช่องทางในการพัฒนาต่อไปได้อีกมาก

กุลธร เบิ้ม < เพื่อนรัก - มหาวิทยาลัยในจีน ดังที่ Xihua University เขาไม่มีที่ให้นักศึกษาจอดรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่จักรยาน ต้องใช้เดินเอา อาจารย์มหาวิทยาลัยและประชาชนในเมืองอย่างเฉิงตู (Chengdu, Sechuan) ซื้อรถยนต์ได้ในราคาถูกกว่าไทยร้อยละ 30 แต่ค่าที่จอดรถถาวร ราคา 500,000 บาท เท่าๆกับราคารถ เสียค่าดูแลรักษาที่อีกเดือนละ 500-600 บาท หากเป็นเมืองปักกิ่งหรือเซียงไฮ้ ราคาที่จอดรถในเมืองอาจแพงไปอีกเป็น 2-3 เท่าของที่เมืองเฉิงตู

ในประเทศไทย ดังในตัวเมืองสุรินทร์ มองไปในโรงเรียนมัธยมของจังหวัด มีแต่จักรยานยนต์เป็นพันๆคัน เด็กนักเรียนมัธยมขอพ่อแม่ซื้อรถจักรยานยนต์ เหมือนนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยขอเงินพ่อแม่ซื้อรถยนต์ ซึ่งต้องเตรียมเงินค่าน้ำมันรถอีกเดือนละ 2000-4000 บาท สำหรับสังคมโดยรวม สิ่งที่ตามมาคือการเผาผลาญพลังงานเชื้อเพลิงปิโตรเลียม

Prasit Yamali  < เพื่อนรัก - ต้องยอมรับครับว่าเราตามหลังเกาหลีใต้อย่างไม่เห็นฝุ่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราไม่ได้ลงทุนกับการวิจัยและพัฒนา (Research & Development – R&D) คนไทยไม่ได้โง่ แต่เราขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง หากเราต้องมีความเชื่อมั่นว่าเราทำได้ หากเราต้องพยายาม และมีโอกาสและเวลาที่จะทำ

เพื่อนรักทั้งหลาย ทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557 คือไม่นานมานี้ ผมได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นอาจารย์ประจำของหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ทั้งๆที่ผมได้ตระหนักในระยะหลังว่าผมชอบงานสอน งานที่ได้ค้นคว้า อ่านหนังสือ และได้บรรยายบอกคนอื่นๆว่าผมเห็นอะไร และคิดอย่างไร

แม้ผมได้ลาออกจากตำแหน้งอาจารย์ประจำ แต่ผมเชื่อว่าทางมหาวิทยาลัยและคนรุ่นน้องๆ เขาจะเดินต่อไปได้อย่างราบรื่น แต่ต้องขวนขวาย ทำงานสู้งานเหมือนอย่างตนเองเป็น “หมาตัวล่าง” (The Underdog) ผมเชื่อว่าสปิริตของการสู้และทำในสิ่งที่มีความหมายให้กับส่วนรวม จะทำให้เขาพัฒนามหาวิทยาลัยได้ แม้มีความขาดแคลน เสียเปรียบ เขาจะอยู่ได้ด้วย “การมีความฝัน มีความหวัง และ
ตั้งมั่นบนฐานแห่งความเป็นจริง

มีความฝัน (Dreams) คือมองเห็นสังคมอย่างที่เราอยากมีอยากเป็น เห็นในสิ่งที่ยังไม่เกิดในปัจจุบัน หากเราเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก อ่านมากๆ เราจะมีความฝันเหล่านี้

มีความหวัง (Hope) คือมีความหวังว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นได้ เราไม่ต้องอยู่อย่างท้อแท้ ดังแม้ยามที่บ้านเมืองกำลังจะลุกเป็นไฟ แต่หากเรามีความหวัง และช่วยกันลงแรงดับไฟ ในที่สุด เราจะสามารถนำบ้านเมืองกลับสู่สันติสุขได้อีกครั้ง


ตั้งมั่นบนฐานแห่งความเป็นจริง (Reality/ Truth) เราต้องมีความฝันและความหวัง แต่เราก็ต้องตั้งตนอยู่บนฐานของความเป็นจริง แสวงหาความรู้และข้อเท็จจริงโดยตลอด เมื่อเพื่อนๆให้แง่คิดและเตือนถึงอุปสรรคนั้น ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี คนทำงานต้องฟังคน และนำข้อคิดคำเตือนเหล่านี้ไปตรวจสอบ และหาทางปรับปรุงแก้ไข การแสวงหาความเป็นจริงนั้น เป็นเรื่องที่คนทำงานทุกคนต้องตระหนักอยู่แล้ว คนทำงานที่ไม่ยอมฟังคน ไม่ตรวจสอบหาข้อบกพร่องในตนเองและสิ่งที่ตนทำ นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

Sunday, September 28, 2014

คำปาฐกถาตอบรับ ในงานรับรางวัลช้างทองคำ รศ.ดร. ประกอบ คุปรัตน์

คำปาฐกถาตอบรับ ในงานรับรางวัลช้างทองคำ 
รศ.ดร. ประกอบ คุปรัตน์

คำปาฐกถาตอบรับ ในงานมอบรางวัลช้างทองคำของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ (Surindra Rajabhat University – SRRU) แก่ รศ.ดร. ประกอบ คุปรัตน์ วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557 ณ เวลา 18:30-21:00 น. ณ โรงแรมทองธารินทร์ เมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
----------


ภาพ รศ.ดร. อัจรา ภาณุรัตน์ ได้ให้เกียรติอ่านคำสดุดี


ภาพ รศ.ดร. ประกอบ คุปรัตน์ ในพิธี




ขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ คณะผู้บริหาร โดยเฉพาะอธิการบดี รศ.ดร. อัจฉรา ภาณุรัตน์ หลักสูตรดุษฎีบัณฑิตภาวะผู้นำและการบริหาร คณาจารย์ ศิษย์เก่า นิสิตนักศึกษา สถาบันเอเซียศึกษา โครงการ Surin International Folklore Festival – SIFF ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสร่วมทำงานกับมหาวิทยาลัย ชุมชนจังหวัดสุรินทร์ และท้องถิ่นอีสานใต้ และขอบพระคุณที่ได้รับรางวัลช้างทองคำที่ทรงคุณค่านี้

ผมถือโอกาสเล่าเพื่อบันทึกอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต ภาวะผู้นำและการบริหาร (Educational Leadership & Administration) ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ซึ่งเมื่อเริ่มต้นกว่า ปีที่ผ่านมา โดยได้ใช้ชื่อว่า “หลักสูตรความเป็นผู้นำและการบริหารการศึกษา” หรือ (Doctoral Program in Educational Leadership and Administration) เพื่อบอกเล่าแก่คนรุ่นหลังที่ยังไม่ทราบความเป็นมา และฝากความหวังสำหรับมหาวิทยาลัย ผู้บริหาร และนักศึกษาผู้ที่จะร่วมรับผิดชอบดำเนินการต่อไป
หลักสูตรนี้ มุ่งหวังการสร้างความเป็นผู้นำแบบมืออาชีพให้กับจังหวัดสุรินทร์ และในท้องที่ใกล้เคียง โดยเน้นการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนดังต่อไปนี้
1.    
1. 8วามสามารถในการสื่อสาร (Communication) เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดต่อสร้างเครือข่ายวิชาการกับต่างประเทศ
1)   ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ (Information & Communication Technologies – ICT)
2)   ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ (Languages Skills) ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และอื่นๆ
2.    ความสามารถในการริเริ่มสิ่งใหม่ ดังในกรณีความสามารถวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม (Environmental Scanning) และการจัดทำแผนงานที่ต้องมีความคุ้มทางธุรกิจ (Business Plan) คือริเริ่มด้วยการคิดและทำได้ได้อย่างเป็นระบบ
3
.    การได้ไปเห็นและมีประสบการณ์ต่างประเทศ (Educational Trips & Training Abroad) ทั้งประเทศเพื่อนบ้าน ในประเทศอื่น และทวีปอื่นๆที่อยู่ไกลออกไป

6-8 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ว่าสิ่งที่เราร่วมกันคิดนี้ ทำได้ ทำจนประสบความสำเร็จ แม้จะไม่ง่ายนัก แต่ส่วนใหญ่ก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จมาแล้ว

อนาคต เราจะทำได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่หรือไม่?

ยั่งยืน (Sustainability) คือมีเป้าหมายรับผู้เรียนปีละ 7-10 คน มีอัตราความสำเร็จที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 อีก และแม้ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ก็ยังมีผู้ต้องการมาศึกษาต่อที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จบได้ในเวลาอันควร ในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 70-80

ข้อจำกัดคือ ประชากรที่เกิดน้อยลงทั่วประเทศ และมีสถาบันการศึกษาต่างๆมาให้บริการที่ลักษณะใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่เราจะทำได้ด้วย ขยายบริการด้านการศึกษาระดับสูงให้กว้างออกไป ซึ่งกระทำได้ด้วย วิธีการ คือ

1.    จากมุ่งเน้นที่สายวิชาบริหารการศึกษา ไปสู่สายอื่นๆ (Expansion) เช่น บริหารธุรกิจ บริหารรัฐกิจ องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชน ศาสนา ฯลฯ ดังที่หลักสูตรได้ปรับเปลี่ยนเป็น “ภาวะผู้นำและการจัดการ” (Doctoral Program in Leadership & Administration) แพทย์ สาธารณสุข ทหาร ตำรวจ นักธุรกิจ ฝ่ายการปกครองส่วนท้องถิ่น พระ ฯลฯ สามารถมารับบริการได้

2.    ขยายพื้นที่บริการให้กว้างขวางออกไป (Geographical Areas) โดยมุ่งเปิดสู่ความเป็นนานาชาติ (Internationalization) ดังเช่น เปิดสู่ อาเซียน จีน อินเดีย โดยเน้นการพัฒนาบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา
3.    การขยายบริการวิชาการ (Community Services) ซึ่งทำได้ ทางเป็นอย่างน้อย

1)   การให้บริการวิชาการ การฝีกอบรมระยะสั้นและกลาง ดังเช่น การพัฒนาคณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา (Staff Development) ของมหาวิทยาลัยราชภักสุรินทร์ และเครือข่ายในภูมิภาค เช่น สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาลัยพยาบาล วิทยาลัยเทคนิค มหาวิทยาลัยสงฆ์ ฯลฯ

2)   การเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนพัฒนาท้องถิ่น (Local Community Development Plan) เช่น แผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนาองค์การบริหารส่วนตำบล แผนการพัฒนาการเกษตร การมีชุมชนเกษตรกรรมที่ก้าวหน้า ที่ประชาชนยังคงรักษาที่ดินของตนเองไว้ได้ คนสูงอายุในชนบทได้รับการดูแลอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี

สุดท้ายนี้ แม้ผมจะไม่ได้เป็นประธานหรือคณาจารย์ประจำหลักสูตร “ภาวะผู้นำและการบริหาร” แต่ก็ยังจะช่วยทำงานได้ตามแต่อัตภาพ หากมีอะไรที่จะรับใช้ได้ ก็จะทำให้ด้วยความยินดี


และอีกครั้ง ต้องขอบพระคุณในไมตรีจิต ที่ได้มอบรางวัลช้างทองคำอันมีเกียรตินี้ ผมจะทำตนให้มีคุณค่าสมแก่รางวัลนี้ตลอดไป


ภาพศิษย์เก่าและคณาจารย์ ดุษฎีบัณฑิตของหลักสูตรฯ


ภาพ แขกผู้มีเกียรติในงาน ณ โรงแรมทองธารินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์


ภาพ รศ.ดร. ประกอบ คุปรัตน์ รับมอบรางวัลช้างทองคำ


ภาพ รศ.ดร. ประกอบ คุปรัตน์ได้อ่านคำปาถกฐา ตอบรับและขอบพระคุณในรางวัลช้างทองคำ


ภาพ ผศ.ดร. ณัฐนิภา คุปรัตน์ ภรรยา ที่มาร่วมในงาน


ภาพ บรรดาแขกผู้มาร่วมในงาน