Sunday, August 2, 2015

สุภาษิต – ดินดีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง

สุภาษิต – ดินดีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: นิเวศวิทยา, ecology, สภาพแวดล้อม, environment, สัตว์กินเนื้อ, Carnivore, carnivorous, เสือ, tiger, สิงโต, lion, เสือดาว, leopard, หมียักษ์, grizzly bear, หมีขั้วโลก, polar bear, จระเข้, 
crocodile


ภาพ สิงโต Cecil the lion เป็นดาราของอุทธยานสัตว์ป่าในซิมบับเว ที่ถูกนักล่าสัตว์จากอเมริกา ซื้อสิทธิในการล่าสังหารด้วยราคา USD 50,000 หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท

ผู้ใหญ่อาจถูกลูกหลานถามเหตุผล ครูอาจารย์ก็อาจถูกนักเรียนถาม ...

ทำไมเราจึงต้องดูแลให้คงมีสัตว์ดุร้ายกินเนื้อ (Carnivore) ดังเช่น เสือ หมียักษ์ จระเข้ สิงโต ให้คงไว้ในระบบนิเวศ ตามธรรมชาติของป่าเขา ต้องทำความเข้าใจกับสุภาษิตที่ว่า

"ดินดีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินคงเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี" - พระนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6

มนุษยชาติต้องการป่า เพราะป่ามีการจัดการน้ำและดินตามธรรมชาติของมัน ทำให้เมื่อมีฝนมาก ป่าก็ซับน้ำเอาไว้ ไม่ให้ไหลท่วมเมือง ยามหน้าแล้ง ป่ายิ่งทึบมีดินปนพืชเน่าทับถม ก็ยิ่งมีสภาพเหมาะแก่การซับน้ำ น้ำซับจะค่อยๆไหลลงมาตามเขาสู่ลำธารและแม่น้ำ ผู้คนก็ยังมีน้ำใช้ได้ตลอดปี แม้จะน้อยลง

แม้ป่าเหลือน้อยแล้วในประเทศไทย แต่หากเรายังรักษาพื้นที่ป่าและแหล่งต้นน้ำให้ได้สักร้อยละ 25-30 ของผืนที่ เราจะยังคงมีสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนอยู่ได้ ดังนั้น เราจึงต้องไม่ไปรบกวนระบบนิเวศป่าเขา ต้องเก็บรักษาสัตว์ รวมถึงเสือ และสัตว์กินเนื้อ ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมประชากรสัตว์ที่กินพืช เช่น กวาง วัวป่า ควายป่า ไม่ให้มีมากเกิน ซึ่งพอที่ป่าและหญ้าคงสภาพไว้ได้ตามธรรมชาติ



ภาพ ป่าในตอนเนหือของปรเทศไทย ถูกทำลายลงอย่างมากมาย เพื่อนำมาปลูกพืชดังเช่น พวกข้าวโพด หรือข้าวไร่ แล้วพื้นดินก็จะเสียคุณสมบัติความอุดมสมบูรณ์ไป


ภาพ ป่าที่ถูกแผ้วถาง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในประทศไทย


ภาพ เสือที่ยังคงอยู่ ก็จะมีเพียงในสวนสัตว์และที่เขาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว


ภาพ สิงโตตัวพี่น้องของ Cecil ที่ชื่อ Jericho ยังคงมีีวิตอยู่ ณ วันนี้ (3 สิงหาคม 2558)


Saturday, August 1, 2015

กษัตริย์บอริสที่สาม ซาร์แห่งบัลแกเรีย (Boris III, Tsar of Bulgaria)

กษัตริย์บอริสที่สาม ซาร์แห่งบัลแกเรีย (Boris III, Tsar of Bulgaria)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, government, governance, บัลแกเรีย, Bulgaria, ระบอบกษัตริย์, monarchy, บอริสที่ 3, Boris III, Tsar of Bulgaria


ภาพ กษัตริย์บอริสที่ 3 แห่งบัลแกเรีย

กษัตริย์บอริสที่สาม ซาร์แห่งบัลแกเรีย (Boris III, Tsar of Bulgaria) เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม หรืออาจเป็น 18 มกราคม ค.ศ. 1894 และสวรรคตวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1943 เป็นโอรสของกษัตริย์เฟอร์ดินานที่หนึ่ง (Ferdinand I) ขึ้นครองราชย์ด้วยการสละตำแหน่งของพระบิดา เมื่อบัลแกเรียต้องพ่ายสงครามในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ของประเทศเป็นครั้งที่สองในรอบ 5 ปี หลังจากพ่ายครั้งแรกในสงครามบัลข่าน (Second Balkan War – 1913)

จากความพ่ายแพ้ บัลแกเรียภายใต้สนธิสัญญานูวิลลี (Treaty of Neuilly) บัลแกเรียถูกบังคับให้ต้องสละดินแดนที่ยืดครองมาได้ และต้องจ่ายค่าชดใช้สงคราม ทำให้เกิดความอ่อนแอไม่มั่นคงทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ

การพบกับฮิตเลอร์
Meetings with Hitler

กษัตริย์บอริสที่ 3 แห่งบัลแกเรีย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกฮิตเลอร์ ผู้นำของเยอรมันนาซีเชิญไปรับนโยบายส่งชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิวไปเข้าค่ายแห่งความตายในโปแลนด์และเยอรมัน แต่กษัตริย์บอริสกลับส่งให้ชาวยิวเหล่านั้นไปเข้าค่ายใช้แรงงานในบัลแกเรียแทน เพื่อหลีกหนีการส่งไปถูกสังหารล้างเผ่าพันธุ์นอกประเทศ

ในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 Dannecker และมนตรีกิจการยิว (Commissar for Jewish Affairs) ชื่อ Belev เป็นหัวหน้าวางแผนส่งชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิว ด้วยเรือกลไฟล่องไปตามแม่น้ำดานูบ ไปเข้าค่ายแรงงาน ซึ่งหมายถึงส่งไปถูกสังหารหมู่ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่กษัตริย์บอริสที่ 3 ก็เล่นเกมส์หนูกับแมว โดยบอกว่าพระองค์ต้องการชาวยิวเหล่านั้นเพื่อใช้แรงงานในบัลแกเรียเพื่อสร้างถนนและทางรถไฟภายในราชอาณาจักร แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนาซีเยอรมันยืนยัน แจ้งให้ส่งเขาเหล่านั้นไปโปแลนด์ที่เยอรมันยึดครอง
คำสั่งจากฝ่ายเยอรมันสร้างความไม่พอใจในประชาชนของบัลแกเรีย ผู้นำผู้รณรงค์คัดค้านคือรองประธานรัฐสภา Dimitar Peshev และพระผู้นำศาสนาคริสต์นิกายบัลแกเรียออธอดอกซ์ Archbishop Stefan และเสียงจากประชาชนที่รณรงค์นี้ทำให้กษัตริย์บอริสที่ 3 ปฏิเสธที่จะส่งตัวชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิว 50,000 คนไปยังโปแลนด์

ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1943 ผู้แทนศาสนา Angelo Roncalli ซึ่งต่อมาคือ Pope John XXIII ได้เขียนจดหมายถึงกษัตริย์บอริสที่ 3 แห่งบัลแกเรีย ขอความเมตตาของพระองค์ต่อลูกหลานชาวยิว กษัตริย์บอริสได้ทรงเขียนตอบไปว่า พระองค์ไม่มีทางที่จะกระทำการที่ไร้เกียรติเช่นนั้น และได้ทรงเล่าถึงสถานการณ์ยากลำบากของสถาบันกษัตริย์ในบัลแกเรีย แต่ก็ทรงตอบไปว่าพระองค์จะไม่ส่งชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิวไปโปแลนด์

การปฏิเสธของกษัตริย์บอริสที่ 3 นี้สร้างความระคายเคืองให้กับฮิตเลอร์อย่างมาก และยิ่งกว่านั้น พระองค์ปฏิเสธที่จะประกาศสงครามกับสหภาพโซเวียต ฮิตเลอร์เรียกตัวกษัตริย์เข้าพบ และเป็นการประชุมที่เคร่งเครียดที่ Rastenburg ในปรัสเซีย (เยอรมนี) ตะวันออก

ที่เมือง Rastenburg กษัตริย์บอริสที่ 3 ได้ยืนยันที่จะไม่ส่งชาวยิวเข้าค่ายแห่งความตายในโปแลนด์และเยอรมนี ในขณะที่บัลแกเรียประกาศสงครามอย่างพอเป็นพิธีกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป ในการพบกันกับฮิตเลอร์ กษัตริย์บอริสที่ 3 ได้ทรงปฏิเสธอีกครั้งที่จะประกาศสงครามกับสหภาพโซเวียต โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ทางการเมืองและทหารในตุรกีไม่ชัดเจน บัลแกเรียต้องสงวนกำลังเอาไว้

การประกาศสงครามแม้จะเป็นแบบพอเป็นพิธีกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาก็ก่อให้เกิดภัยอย่างมหาศาลกับบัลแกเรีย ทำให้ถูกฝูงบินของสหรัฐ USAAF และกำลังทางอากาศของสหราชอาณาจักรทิ้งระเบิดถล่มเมืองโซเฟีย เมืองหลวงของบัลแกเรียอย่างหนัก แต่การทิ้งระเบิดนี้เกิดขึ้นเมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว

กษัตริย์บอริสที่ 3 แสดงความกล้าหาญที่ช่วยชีวิตชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิว 50,000 คน อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้พระองค์ต้องเสียชีวิตลงหลังจากนั้น 2 สัปดาห์

สวรรคต
Death


ภาพ การเคลื่อนพระศพของกษตริย์บอริสที่ 3

หลังจากกลับมายังเมืองโซเฟียได้ 2 สัปดาห์ พระองค์ก็ทรงเสียชีวิตด้วยหัวใจล้มเหลว ตามบันทึกประจำวันของ Sajitz และ Hans Eppinger แพทย์ชาวเยอรมันผู้ดูแลกษัตริย์บอริส ทั้งสองเชื่อว่ากษัตริย์เสียชีวิตจากยาพิษ โดยนายแพทย์ Eppinger ได้พบสภาพคล้ายกันนี้กับ Ioannis Metaxas นายกรัฐมนตรีของกรีก ผู้เสียชีวิต 2 ปีก่อนหน้านี้ ที่จากการชันสูตรพลิกศพพบรอยจ้ำๆคล้ายกัน โดยทางแพทย์ได้ให้ความเห็นว่าอาจเกิดจากยาพิษที่ออกฤทธิ์อย่างช้าๆ ที่ให้ผลในหลายสัปดาห์ก่อนที่จะถึงแก่ความตาย

เมื่อกษัตริย์บอริสที่ 3 สิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา มีพระนามว่าไซเมียนที่ 2 (Simeon II) เนื่องด้วยกษัตริย์องค์ใหม่มีพระชนมายุเพียง 6 พรรษา จึงต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยมีพระอนุชาของบอริสที่ 3 นั่งอยู่ในคณะบุคคลดังกล่าวด้วย

กษัตริย์ไซเมียนที่สอง (King Simeon II) แห่งบัลแกเรีย

กษัตริย์ไซเมียน โบริซอฟ แซกซิ โคเบิร์ก โกธา (Simeon Borisov Saxe-Coburg-Gotha (หรือ Sakskoburggotski – ซักสโกเบิร์กโกทสกี) ประสูติเมื่อวันที่ 16  กรกฎาคม ค.ศ. 1937 เป็นบุคคลสำคัญในทางการเมืองของบัลแกเรีย (Bulgaria) ในการครองราชย์ของกษัตริย์ไซเมียนที่สองของบัลแกเรีย ในช่วงปี ค.ศ. 1943 ถึง 1946 พระองค์ยังเป็นเด็กที่ไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Regency) ซึ่งประกอบด้วย พระญาติผู้เป็นอา ชื่อเจ้าชายคิริล (Prince Kiril) นายพลนิโคลา มิฮอฟ (General Nikola Mihov) และนายกรัฐมนตรีบอกดัน ฟิลอฟ (Bogdan Filov) ในปี ค.ศ. 1946 ได้มีการยืดอำนาจ และมีการจัดให้ลงประชามติ (Referendum) กษัตริย์ไซเมียนถูกบังคับให้ต้องลี้ภัยในต่างแดน


ภาพ อดีตกษัตริย์ ไซเมียนที่ 2 เมื่อรับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปล่มสลาย

ในปี ค.ศ. 1996 เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในยุโรป พรรคเพื่อความมั่นคงและก้าวหน้าแห่งชาติ (National Movement for Stability and Progress) ได้เชิญพระองค์ให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในยุคหลังคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ในฐานะผู้นำพรรค NDSV ได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลประสม โดยมีอดีตพรรคคอมมิวนิสต์ร่วมด้วย พระองค์ได้ทำหน้าที่สร้างความสมานฉันท์ในฐานะนายกรัฐมนตรีในช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2001 ถึง ค.ศ. 2005 ในช่วงปี ค.ศ. 2008 เมื่อพรรค NDSV ไม่ได้เป็นเข้ามาและเป็นรัฐบาล พระองค์จึงสละบทบาททางการเมือง

ในปี ค.ศ. 2014 กษัตริย์ไซเมียนเป็นหนึ่งในสามประมุของประเทศตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนที่เหลืออีกสองคือ กษัตริย์ไมเคิลแห่งรูเมเนีย (King Michael of Romania) และเทนซินเกียตโซที่ 14 ลามะแห่งธิเบต (Tenzin Gyatso, 14th Dalai Lama of Tibet) กษัตริย์ไซเมียนเป็นหนึ่งในสองที่กลับเข้ามาเป็นประมุขด้วยวิธีการเลือกตั้ง อีกหนึ่งพระองค์คือกษัตริย์นโรดม สีหนุแห่งกัมพูชา(Narodom Sinahouk of Cambodia)


สิ่งที่ผู้คนยังจำพระองค์และสถาบันกษัตริย์ได้ไม่ลืม คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อพระบิดา คือกษัตริย์บอริสที่ 3 บัลแกเรียอยู่ภายใต้อิทธิพลของเยอรมันนาซี ฮิตเลอร์ได้ขอให้บัลแกเรียส่งชาวยิว 50,000 คน แต่พระองค์ได้ปฏิเสธด้วยมีเมตตาต่อพสกนิกรชาวบัลแกเรียที่เป็นชาวยิวทั้งหลายโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ โดยไม่ได้คิดถึงภัยพิบัติที่จะมีต่อพระองค์เอง







พลังงานทดแทนในเยอรมนี (Renewable energy in Germany)

พลังงานทดแทนในเยอรมนี (Renewable energy in Germany)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สิ่งแวดล้อม, environment, พลังงานทดแทน, renewable energy, เยอรมนี, Germany, พลังลม, wind energy, พลังแสงอาทิตย์, solar panel,

ศึกษาและเรียบเรียงจาก Wikipedia, the free encyclopedia

พลังงานทดแทน (Renewable energy) ในเยอรมนีนับเป็นนวตกรรมที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก พลังงานฟ้าที่มาจากพลังงานทดแทนได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.3 ในปี ค.ศ. 2000 เป็นร้อยละ 30 ในปี ค.ศ. 2014 นับเป็นครั้งแรกที่พลังงานจากลม (Wind) แก๊สชีวภาพ (Biogas) แสงอาทิตย์ (Solar) รวมกันแล้วมากกว่าพลังที่มาจากถ่านหินสีน้ำตาล (Brown coal) ในขณะช่วงพลังงานใช้สูงสุดรวมกัน พลังงานจากลมและแสงอาทิตย์ร่วมกันจะมีมากกว่าร้อยละ 74 พลังงานลมนับว่าได้พัฒนาไปมาก ณ วันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ. 2014 มีพลังงานจากลมที่ 562 GWh เยอรมนีนับเป็นประเทศเศรษฐกิจพลังงานทดแทนสำคัญแห่งแรกของโลก

ในด้านพลังงานลม เยอรมนีมีกังหันลมกว่า 23,000 ตัว มีพลังงานจากแสงอาทิตย์มากกว่า 1.4 ล้านระบบ (Solar PV systems) กระจายอยู่บนพื้นที่ทั่วประเทศ

รัฐบาลกลางเยอรมนีกำลังพัฒนาแผนใหม่ที่ผลักดันให้พลังงานทางเลือกก้าวสู่ความเป็นพาณิชยกรรม โดยเน้นที่พลังงานลม (Wind farms) ที่ติดตั้งนอกชายฝั่ง ความท้าทายคือการติดตั้งเครือข่ายที่นำไฟฟ้าที่ผลิตจากทะเลเหนือ (North Sea) ซึ่งมีลมแรง มาสู่เขตที่มีการใช้ไฟมากทางตอนใต้ของประเทศ การก้าวสู่ความเป็นพาณิชย์คือ เมื่อผลิตเพื่อใช้เทคโนโลยีใหม่ในประเทศแล้ว ก็ขยายไปสู่การผลิตเพื่อการส่งออกเทคโนโลยีใหม่นี้ด้วย

ตามสถิติของประเทศ มีคน 370,000 คนที่ทำงานอยู่ในภาคอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนในปี ค.ศ. 2010 เพิ่มจากปี ค.ศ. 2004 ซึ่งมีกำลังคน 160,500 คน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีกฎหมายพลังงานทดแทน (Renewable Energy Sources Act)


ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการใช้พลังงาน ซึ่งมีชื่อว่า Energiewende นับเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่เกิดขึ้นเริ่มจากปี ค.ศ. 2011 เป็นการเปลี่ยนจากเน้นอุปสงค์ (Demand) ไปสู่อุปทาน (Supply) และเปลี่ยนจากนโยบายการผลิตแบบรวมศูนย์ไปสู่การกระจายศูนย์ (Distributed generation) ดังเช่น ระบบผลิตที่เน้นการผลิตความร้อนและพลังงานขนาดเล็ก (Small cogeneration units) เน้นให้บ้านเรือนและชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิต ซึ่งจะเป็นการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพได้มากกว่า


ภาพ กังหันลมส่วนหนึ่งของเยอรมนี ตั้งอยู่บนฝั่ง บนผืนนา


ภาพ กังหันลมบริเวณชายฝั่งบริเวณเขา ที่รับลมได้ดี


ภาพ กังหันลมที่ติดตั้งนอกฝั่ง ทางทะเลเหนือ


ภาพ พื้นที่ทางตอนเหนือของเยอรมนี มีลมแรง แต่เขตทางตอนให้มีอุตสาหกรรมที่ต้องใช้พลังงาน ทำอย่างไรจึงจะมีเครือข่ายนำไฟจากทางเหนือสู่ทางใต้


ภาพ โรงงานที่ใช้พลังงานไฟฟ้าไปผลิตก๊าซไฮโดรเจน แล้วนำกลับมาใช้เป็นพลังงานในช่วงพลังลมทำงานไม่ได้เต้มที่







Tuesday, July 28, 2015

สุภาษิตเยอรมัน – หาเข็มในกองฟาง

สุภาษิตเยอรมัน – หาเข็มในกองฟาง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุภาษิตเยอรมัน, German proverbs, การจัดการ, Management, เข็ม, needle, กองฟาง, กองหญ้าแห้ง, haystack, งานก่อสร้าง, construction,

 Updated: Tuesday, July 22, 2015

มีสุภาษิตเยอรมันบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “Eine Stecknadel im Heuhaufen suchen.” ตรงกับในภาษาอังกฤษว่า “Looking for a needle in a haystack.” หรือ การหาเข็มในกองฟาง ซึ่งเป็นเรื่องที่แสนยาก ในกองฟางที่ใหญ่ เราพกเข็มไปตกอยู่ในกองฟาง ก็เหมือนความยากที่จะค้นพบเข็มได้


ภาพ งานก่อสร้างอาคารอย่างเร่งรีบในประเทศบังคลาเทศ ที่ทำให้เกิดปัญหาอาคารถล่ม


ภาพ งานสร้างถนนในประเทศไนจีเรีย สร้างเสร็จใหม่ๆก็เกิดหลุมบ่อ


ภาพ งานก่อสร้างในประเทศจีน ทีทำให้เกิดอาคารถล่ม


ภาพ งานสร้างเขื่อนและถนนในประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำให้เกิดทะเลสาปน้ำจืดขนาดใหญ่ ยาวกว่า 30 กิโลเมตร ต้องมีความประณีตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ

คนโบราณเตือนเอาไว้ว่าในสถานการณ์บางอย่าง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ก็เป็นการยากที่จะค้นหาสาเหตุ หรือวิธีการที่จะแก้ไขก็จะยุ่งยาก ทางที่ดีต้องหาทางไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนั้นได้

ตัวอย่างเช่น งานก่อสร้างไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ เราต้องการงานสร้างที่ตรงไปตรงมาตามหลักวิชา หากเราปล่อยให้กระบวนการเลยช่วงที่จะตรวจสอบได้อย่างสะดวก การติดตามตรวจสอบในภายหลัง แม้กระทำได้ แต่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากเพิ่มขึ้นหลายเท่า

ขั้นตอนของการก่อสร้างที่ดี คือ เริ่มตั้งแต่การเลือกสถาปนิกนักออกแบบที่มีความรู้ความสามารถ ทำงานอย่างรับผิดชอบ ได้ฝ่ายวิศวกรที่ต้องคำนวณการใช้วัสดุ โครงสร้าง และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และปลอดภัย ในด้านการได้ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ดีก็สำคัญ เราได้คนรับงานที่มีความรับผิดชอบ มีผลงานที่ดี แม้ค่าก่อสร้างจะสูงกว่ารายอื่นๆบ้าง แต่เขามีประวัติความรับผิดชอบในงานที่ทำ เขามีส่วนกำไรพอที่จะไม่มาเสี่ยงทุจริต

ในด้านวิศวกรผู้ควบคุมงาน ต้องแยกออกจากผู้รับทำงานก่อสร้าง วิศวกรตรวจงานต้องรายงานต่อเจ้าของโครงการโดยตรง หากพบว่ามีความบกพร่องใดๆ เริ่มตั้งแต่ฐานราก ต้องแจ้งให้ผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการรับทราบ เพื่อการแก้ไขให้ถูกต้องทันที หากปล่อยให้เลยขั้นตอนที่เหมาะสมไปแล้ว แม้งานจะเสร็จและดูไม่มีอะไรบกพร่อง แต่เมื่อก็เสี่ยงที่จะเกิดปัญหา แบะเมื่อเกิดปัญหาและต้องสอบหาสาเหตุ ก็เป็นเรื่องยุ่งยากมากที่จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอีกด้านหนึ่งเรื่องการบริหารความปลอดภัย ต้องมีระบบเตือนภัย และป้องกันไม่ให้คนหลงเข้าไปในป่า หรือ ทะเลทราย เพราะเมื่อหลงเข้าไปแล้ว การจะติดตามค้นหานั้นต้องใช้กำลังคนและทำการในช่วงเวลาที่จำกัดด้วยความเป็นความตาย

ทางที่ดี ต้องระลึกถึงเสมอ ต้องป้องกันอย่าให้เกิดสถานการณ์ “หาเข็มในกองฟาง”

วิดิโอ ปัญหางานก่อสร้างที่ขาดมาตรฐานในประเทศจีน https://www.youtube.com/watch?v=QRqrgxU_I98 

Thursday, July 23, 2015

Federal DRIVE Act ภาษีจากรัฐบาลกลางที่เก็บจากรถยนต์ รวมรถยนต์ไฟฟ้า


ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สหรัฐอเมริกา, The United States, USA, การขนส่ง, Transportation, ภาษี, tax, Federal DRIVE Act

เก็บความจากข่าว “Federal DRIVE Act would charge EV drivers a new fee.” โดย Danny King, Autoblog, Jul 23rd 2015 at 1:58PM


ภาพ ทาง Interstates ทางหลวงด่วนชั้นหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกา ได้รับการสนับสนุนโดยอ้อม ทำให้คนอเมริกันพึ่งพาการใช้รถนต์ส่วนตัวมากเกินไป


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model S ดังในภาพ ในอนาคตก็ต้องเสียภาษีการใช้ทางด้วย

รัฐบาลกลางสหรัฐกำลังหาทางเก็บภาษีจากผู้ใช้ถนนทุกราย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาถนนหลวงสายต่างๆ ของรัฐบาลกลาง รวมถึงถนน Inter-State Highways

รัฐสภาสหรัฐกำลังเตรียมออกกฎหมาย เรียกว่า DRIVE Act ซึ่งจะต้องรวมถึงให้เจ้าของยานพาหนะ รวมรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – Evs) ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม กฎหมายนี้มีความหนา 1030 หน้า

รัฐบาลกลางกำลังเตรียมจัดหางบประมาณเพื่อรองรับอนาคตของทางหลวง ซึ่งกองทุนเพื่อดูแลทางเหล่านี้กำลังจะหมดไปในปีงบประมาณนี้ ฝ่ายวุฒิสมาชิกผู้ออกกฎหมาย กำลังผลักดันโครงสร้างภาษีผู้ใช้ถนน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แม้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบต่อค่าบำรุงรักษาทางหลวงนี้ เงินที่ได้จากภาษีนี้คาดว่าจะใช้เพื่อการซ่อมแซมถนนในช่วง 6 ปีข้างหน้า

สิ่งที่เขาต้องคิดกัน คือ ในอนาคต คนจะหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆที่ไม่ใช่น้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียภาษีน้ำมัน คนใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่เก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เงินรายได้ของรัฐบาลกลางก็จะหายไปร้อยละ 20 หรือมากกว่า ภาษีที่จะจัดเก็บจากเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้านี้ในรัฐวอชิงตันได้เก็บภาษีนำร่องไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012เป็นปีละ USD100 หรือประมาร 3,400 บาท/ต่อคัน ซึ่งเป็นการเก็บรถยนต์ที่ตีทะเบียนภายในรัฐเอง ส่วนรัฐบาลกลางเองที่รับผิดชอบถนนระหว่างรัฐ (Inter-State Highways) ก็ต้องมีการจัดเก็บภาษีการใช้รถยนต์เพื่อรองรับถนนเหล่านี้

ภาษีที่เพิ่มมากขึ้นนี้นับว่าไม่ใช่วิถีปฏิบัติของอเมริกัน ที่คุ้นเคยกับภาษีน้ำมันปิโตรเลียมต่ำ ภาษีการใช้ถนนหลวงต่ำ เพราะได้รับการอุดหนุนจากรัฐจนเคย และเป็นเหตุที่ทำให้การขนส่งระบบรางที่เอกชนต้องดูแลระบบรางของตนเอง จึงไม่ก้าวหน้าเหมือนในยุโรป ที่เขาเก็บภาษีน้ำมันและการใช้ถนนสูง แล้วนำเงินรายได้ไปสนับสนุนการขนส่งสาธารณะระบบราง คนในยุโรปจึงใช้รถยนต์น้อยกว่า และคันเล็กกว่า และหากไม่จำเป็นเขาก็ไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ไปเช่าใช้รถเป็นเฉพาะกิจเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น


ภาพ อเมริกากำลังให้ความสนใจการสร้างการขนส่งระบบรางที่ทันสมัยความเร็วสุงมากขึ้น โดยมีการไปดูงานในประเทศอื่นๆ


ภาพ การขนส่งระบบรางความเร็วสูง (High Speed Rail System) ในสหรัฐอเมริกา ยังไม่พัฒนา เพราะระบบภาษีไปเกื้อหนุนให้คนใช้ระบบชนส่งส่วนตัว คือ รถยนต์มากเกินไป

ข้อมูลพื้นฐาน

สถิติจากสำนักสถิติยานพาหนะของสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2012 มียานพาหนะ (Vehicles) 254,639,386 คัน 183,171,882 คันเป็นพวกยานพาหนะขนาดเบา (Short wheel base) เช่น รถยนต์นั่ง รถบรรทุกเล็ก 50,588,676 คันเป็นรถใช้งานเบาแบบช่วงล้อยาว (Long wheel base) อีก 8,190,286 คันเป็นรถใช้เพลา 2 แกน และใช้ 6 ล้อหรือมากกว่า ส่วนอีก 2,469,094 คัน เป็นรถบรรทุกหรือรถลากตู้ Containers (Truck, combination) 8,454,939 คันเป็นจักรยานยนต์ และอีก 764,509 คัน เป็นรถโดยสาร (Buses) ส่วนจักรยาน (Bicycles) ไม่ต้องจดทะเบียน ไม่ต้องเสียภาษี


ในปี ค.ศ.2014 สหรัฐอเมริกามีประชากร 318.9 ล้านคน จากแนวโน้มการมีระเบียบสังคมใหม่ ชาวอเมริกันควรต้องหันไปใช้ยานพาหนะทางเลือกที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น และใช้พลังงานจากพวกปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน หรือดีเซลให้น้อยลง ใช้ระบบขนส่งมวลชนในแต่ละชุมชนและระหว่างชุมชนให้มากขึ้น รวมถึงรถไฟ รถไฟความเร็วสูง สำหรับยานพาหะนะส่วนตัว คนก็ต้องหันไปใช้รถจักรยาน และรถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น

Wednesday, July 22, 2015

Dutch Treat – งานเลี้ยงแบบต่างคนต่างจ่าย

Dutch Treat – งานเลี้ยงแบบต่างคนต่างจ่าย

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สังคม, วัฒนธรรม, งานเลี้ยง, ชาวดัช, Dutch, อเมริกัน, American, Dutch treat

หากเป็นงานเลี้ยงแบบไทยๆ นึกเปรี้ยวปาก อยากไปหาอาหารอร่อยรับประทานในบรรดาพรรคพวก มีชวนกันไป กินกันสนุกสนาน แต่พอถึงเวลาจ่ายมักจะเกิดเหตุการณ์แย่งกันจ่าย หรือเกี่ยงกัน นั่งเงียบๆ แล้วมักจะมีคนอดรนทนไม่ไหว ควักสตางค์จ่ายแทนคนอื่นๆ


ภาพ ร้านอาหารที่ให้บริการแบบ Buffet คิดค่าบริการตามรายหัว แต่กิได้ไม่จำกัด

บางทีเป็นเรื่องธรรมเนียม ผู้อาวุโสสูงสุด เป็นผู้ใหญ่ เป็นเจ้านายเขา มีสถานะทางการเงินดีกว่าคนอื่นๆ ถูกคาดหวังให้เป็นคนจ่าย หรือบางที่ก็ชัดเจน คือเป็นการเชิญมาเลี้ยงแสดงความยินดี โดยลูกๆหลานๆ หรือผู้คนจัดงานเลี้ยง แล้วเชิญผู้ใหญ่มาร่วมงาน ดังนี้ผู้ใหญ่ หรือผู้มีสถานะพิเศษ ไม่ต้องเป็นคนจ่าย คนอื่นๆเขาไปมีวิธีการเรียกเงินค่าใช้จ่ายกันเอง

งานเลี้ยงรุ่นของเพื่อนทั้งกลุ่มศิษย์เก่าเทพศิรินทร์ 04-06 และที่ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ผมคุ้นเคย ทุกคนมีสถานะเท่าๆกัน เป็นเพื่อนกัน เขาต่างก็ใช้ธรรมเนียมที่เรียกว่า Dutch Treat แต่บางทีคนไทยเราคุ้นกับฝรั่งแบบอเมริกัน เราเรียกคล้ายๆกันว่า American Share คือแบ่งค่าใช้จ่ายกันแบบอเมริกัน

Doing Dutch – ทำตามแบบชาวดัช หรือชาวเนเธอร์แลนด์ เป็นคำที่แสดงถึงแต่ละคนที่ร่วมกิจกรรมกลุ่ม ต่างคนต่างจ่ายในส่วนของตนเอง แทนที่จะให้มีคนใดคนหนึ่งเสียสละจ่ายแทนให้คนอื่นๆ ที่พบกันมากๆ คือเมื่อไปกินอาหารในภัตตาคารแล้วมีใบเรียกเก็บเงินมา ก็นำค่าใช้จ่ายตามบิลนั้นมาหารตามจำนวนคน วิธีการแบบนี้อาจเรียกว่า Dutch date หรือ Dutch treat ซึ่งแปลได้ว่า ปฏิบัติตามแบบชาวดัช


ปฏิบัติตามแบบชาวดัช (Dutch treat) หมายถึงแต่ละคนจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนที่ตัวเองสั่งมากิน หรือนำบิลทั้งหมดมาแล้วหารด้วยจำนวนคนที่เข้าร่วม ถ้าปฏิบัติตามอย่างชาวดัชแท้จะเป็นในอย่างแรก คือจ่ายตามค่าใช้จ่ายในส่วนที่ตนเองสั่งมา เช่น เวลาไปรับประทานอาหารตามภัตตาคาร บางคนสั่งน้ำเปล่า เพราะไม่ดื่มแอลกอฮอล แต่บางตนสั่งไวน์ราคาแพง ดังนี้หากใครสั่ง ไวน์พิเศษ ก็ต้องจ่ายในส่วนที่ตนเองสั่งมา แต่หากจะหลวมๆหน่อย ไม่คิดละเอียด แต่ละคนมีค่าใช้จ่ายไม่ต่างกัน เช่นไปรับประทานอาหารแบบบุฟเฟ (Buffet) รับประทานได้อย่างไม่จำกัด เขาคิดเป็นรายหัวอยู่แล้ว ได้บิลค่าใช้จ่ายมา ก็จ่ายไปโดยเอาค่าใช้จ่ายทั้งหมด หารด้วยจำนวนคน ออกมาเป็นค่าใช้จ่ายที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบ

Tuesday, July 21, 2015

สุภาษิตเยอรมัน – ตบทีเดียวได้แมลงวัน 2 ตัว

สุภาษิตเยอรมัน – ตบทีเดียวได้แมลงวัน 2 ตัว

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุภาษิตเยอรมัน, German proverbs, การจัดการ, Management, แมลงวัน, flies, นก, birds

 Updated: Tuesday, July 22, 2015

สุภาษิตเยอรมันบทหนึ่ง “Zwei Fliegen mit einer Klappe schlagen.” แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “To hit two flies with one swatter.” หรือ “ตบแมลงวันสองตัวได้ด้วยออกแรงเพียงครั้งเดียว ซึ่งในภาษาอังกฤษก็มีคำกล่าวที่คุ้นหูว่า “To kill two birds with one stone.” หรือ ฆ่านกสองตัวด้วยหินก้อนเดียว
มีวิถีชีวิตของชาวยุโรปตะวันตกหลายอย่าง ที่แสดงออกในลักษณะนี้ เช่น


ภาพ บ้านในชนบทในยุโรป อาจอยู่ในแถบภูเขา การคมนาคมไม่สะดวก บ้านส่วนบนเป็นที่พักอาศัยของคน ด้านล้างเป็นที่พักของสัตว์พวกวัว โดยเฉพาะวัวนม

สร้างบ้านในเขตหนาว โดยใช้ใต้ถุนเป็นที่เก็บฝูงวัวซึ่งมักจะเป็นวัวนม แทนที่จะแยกคอกวัวออกจากส่วนคนอาศัย ฝูงวัวจะเป็นแหล่งให้ความอบอุ่นแก่ผู้อาศัยบนบ้าน พื้นบ้านจะอุ่นอยู่ตลอดเวลาด้วยไออุ่นจากตัววัว ส่วนวัวพวกนี้ก็เรียกว่า House cows เป็นการเลี้ยงจำนวนไม่มาก เลี้ยงในย่านภูเขา นมวัวที่รีดได้ ก็ใช้บริโภคภายในบ้านหรือหมู่บ้าน ส่วนที่เหลือก็ทำเป็นเนยหรือเนยแข็งเพื่อเก็บรักษาและขายเป็นรายได้เสริม


ภาพ การออกแบบห้องน้ำ ที่น้ำใช้จากอ้างล้้างหน้า จะถูกนำมาใช้อีกครั้งในการทำความสะอาดส้วม โดยบริเวณใต้อ่างล้างหน้าจะเป็นถังขนาดเล็กไว้เก็บน้ำที่ใช้แล้ว

ในประเทศฝรั่งเศสตอนกลาง น้ำขาดแคลน เขาออกแบบโถส้วมโดยให้อ่างล้างหน้าและแปรงฟันอยู่ข้างบัน ใช้น้ำข้างบนเสร็จแล้ว ก็จะไหลมาอยู่ในถังชักโครก ใช้น้ำที่ใช้แล้วนี้อีกครั้งในการชะล้างส้วมด้วย

ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ดินแดนของคนขยันที่ไม่ยอมแพ้สิ่งแวดล้อม เขามีสิ่งประดิษฐ์ 1 อย่างแต่ใช้ประโยชน์ได้หลายสถาน


ภาพ งานก่อสร้างใหญ่ ออฟสไลเยค (Afsluitdijk) ในเนเธอร์แลนด์ เป็นเขื่อนและถนน

ออฟสไลเยค (Afsluitdijk) เป็นเส้นทางหลักแห่งหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ สร้างในระหว่างปี ค.ศ. 1927 และปี 1937 เป็นเส้นทางจากเมืองเดน ฮูเวอร์ (Den Oever) บนบริเวณ เวียริงเงน (Wieringen) ทางจังหวัดของฮอลแลนด์เหนือ ไปยังหมู่บ้านที่ซูริช (Zurich) ในจังหวัดฟรีสแลนด์ (Friesland) มีความยาว 32 กิโลเมตร กว้าง 90 เมตร มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 7.25 เมตร

Afsluitdijk เป็นผลงานส่วนหนึ่งของโครงการระดับใหญ่ซาวเดอร์ซี (Auiderzee Works)

Afsluitdijk เป็นงานวิศวกรรมใหญ่ที่ให้ประโยชน์หลายๆด้านไปพร้อมๆกัน (1) ส่วนหนึ่งที่เป็นเขื่อนกันน้ำเค็มของทะเลเหนือ  กับ (2) อีกด้านหนึ่งกลายเป็นทะเลสาบน้ำจืดไอโซเมียร์ (IJsselmeer) เก็บกักน้ำเอาไว้ใช้เพื่อการเกษตร ป้องกันน้ำท่วม และ (3) อีกส่วนหนึ่งใช้เป็นเส้นทางมอเตอร์เวย์ความเร็วสูง รถสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดในเนเธอร์แลนด์

ดังนั้น หากจะคิดทำอะไรไม่ว่าจะคิดใหญ่หรือคิดเล็ก ก็คิดอย่างรอบคอบ คิดอย่างเยอรมัน คือ “ตบทีเดียวได้แมลงวัน 2 ตัว”


ภาพ  Afsluitdijk ใช้เวลาในการก่อสร้าง 10 ปี เป็นดินเหนี่ยวและดินปนทราย ขุดลอกจากในทะเล ทำฐานที่กว้างพอ ระดับพ้นน้ำกว้างกว่า 90 เมตร บริเวณที่มีคลื่นปะทะ ใช้หินก้อนขนาดกลางถมไว้กันดินละลายไปกับคลื่นของทะเลเหนือ


ภาพ อนุสาวรีย์ ขอบคุณคนงานที่ได้มีส่วนก่อสร้างโครงการ  Afsluitdijk