Monday, August 17, 2015

สุภาษิตชาวเอธิโอเปีย - คนโง่พูด คนฉลาดฟัง

สุภาษิตชาวเอธิโอเปีย - คนโง่พูด คนฉลาดฟัง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com
Keywords: สุภาษิตอัฟริกัน, African proverb, เอธิโอเปีย,

The fool speaks, the wise man listens. ~ Ethiopian proverb
สุภาษิตชาวเอธิโอเปีย - คนโง่พูด คนฉลาดฟัง


ภาพ ธงชาติไทย เรียกความมั่นใจและความสามัคคีของคนในชาติ

ขอแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตต่อการก่อการร้าย ระเบิดที่บริเวณศาลพระพรหม สี่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ในช่วงนี้จะมีคนออกมาแสดงความเห็นมากมาย เขาอาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด บางคนออกมาพูดว่ารู้นั่นรู้นี่ แต่อาจไม่รู้อะไรมากนัก นอกจากอยากแสดงความรู้สึกดิบๆของตนออกมา มีคนไม่ฉลาดมากมายที่ออกมาแสดงความเห็นที่อาจทำให้หลงประเด็น

มีหลายคนที่ส่งต่อข้อมูลผ่านทางสื่อสังคม ดังเช่น ภาพความรุนแรง การส่งข่าวต่อไปเรื่องการปิดสถานศึกษา ธนาคาร การจะเกิดเหตุขึ้นที่นั่นที่นี่ เพื่อสร้างความตระหนกให้ขยายวงกว้างต่อไป ซึ่งจะส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ เขาหรือเราท่านเหล่านี้อาจทำไปด้วยความไม่รู้เท่าถึงการณ์

แต่คนที่จะแก้ปัญหานี้ได้ คือคนฉลาด คนที่จะใช้สติปัญญา ความรู้ ความอดทน ติดตามแหล่งข้อมูลไปในทุกด้านทุกประเด็น เพื่อในที่สุดนำไปสู่การหาคนกระทำผิดและต้นตอ เพื่อนำมาลงโทษให้ได้ และหาหนทางในการป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้เหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นอีก


ส่วนคนระดับชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล เช่นเราท่านทั้งหลาย ทางที่ดีที่สุด หากมีข้อมูลใดๆที่เกี่ยวข้อง ก็ให้แจ้งผู้รับผิดชอบ ฝ่ายตำรวจหรือฝ่ายความมั่นคงต่อไป และเป็นฝ่ายช่วยเฝ้าระวัง เพราะการก่อการร้ายไม่สามารถฝากให้ฝ่ายบ้านเมืองเป็นคนเฝ้าระวังเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องอาศัยตาหลายๆตา หูหลายๆหูของประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันกรองข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งคือ การได้ข้อมูลที่มากล้น ทำให้ฝ่ายที่รับผิดชอบเสียเวลาติดตามโดยไม่ใช่ประเด็น เสียเวลาและทรัพยากรที่จำเป็นต้องมุ่งไปยังประเด็นต่างๆให้ได้โดยเร็วและทันการที่สุด

Saturday, August 15, 2015

สุภาษิตอัฟริกัน - ปัญญาเป็นเหมือนต้นเบาบาบ ไม่มีใครคนเดียวโอบรอบต้นได้

สุภาษิตอัฟริกัน - ปัญญาเป็นเหมือนต้นเบาบาบ ไม่มีใครคนเดียวโอบรอบต้นได้

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุภาษิตอัฟริกัน, African proverb, ต้นเบาบาบ, Baobab, ไม้แดงยักษ์, Red Wood, เซโคย่า, Sequoia, กระบวนการกลุ่ม, Group process, สหวิทยาการ, Inter-disciplinary,

Wisdom is like a baobab tree; no one individual can embrace it. ~ Akan proverb

มีสุภาษิตชาวอากันในอัฟริกาบทหนึ่งกล่าวว่า “Wisdom is like a baobab tree; no one individual can embrace it. ~ Akan proverb แปลเป็นไทยได้ว่า “ปัญญาเป็นเหมือนต้นเบาบาบ ไม่มีใครคนเดียวโอบรอบต้นได้”

อากัน (Akan people), เป็นชนเผ่าที่มีอยู่ในประเทศกานา (Ghana) และไอวอรี โคสต์ (Côte d'Ivoire) ในทวีปอัฟริกา


ภาพ ต้นเบาบาบ (Baobab tree)


ภาพ ต้นเบาบาบ ที่นำมาปลูกข้างถนนในอัฟริกา

เบาบาบ (Baobab) เป็นชื่อสามัญของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่แบ่งออกได้เป็น 9 สปีชีส์ (Species) ของ Genus Adansonia เป็นชื่อทางวิชาการที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติต่อ Michel Adanson นักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจที่พรรณนาถึง Adansonia digitata

ใน 9 สปีซีส์นี้ มี 6 ที่เป็นพืชพื้นเมืองของ Madagascar, 2 เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอัฟริกาและแหลมอาหรับ และมี 1 สปีซีส์ที่เป็นพืชพื้นเมืองของออสเตรเลีย

ต้นเบาบาบ หรือ Adansonias มีความสูงตั้งแต่ 5 ถึง 30 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลาง (Diameter)  ลำต้นใหญ่ขนาด 7 ถึง 11 เมตร ซึ่งจัดว่าเป็นต้นไม้ที่ใหญ่มาก เหมือนกับทางทวีปอเมริกาเหนือทางฝั่งทะเลตะวันตกมีต้นไม้แดงยักษ์ (Red Wood) หรือเซโคย่า (Sequoia)

เพราะความใหญ่ของต้นเบาบาบ จึงทำให้มีการเปรียบเทียบอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่โต ก็มักจะพูดเปรียบถึงต้นเบาบาบ ดังสุภาษิตอัฟริกันที่ว่า ““ปัญญาเป็นเหมือนต้นเบาบาบ ไม่มีใครคนเดียวโอบรอบต้นได้” ซึ่งขยายความได้ว่า การจะคิดจะทำอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ อย่าคิดและทำตามลำพัง อย่าทะนงตัวเองว่าเก่งที่สุด แต่ให้แสวงหาปัญญาจากผู้คนที่หลากหลาย แล้วเมื่อได้ปัญญา ความรู้ และประสบการณแล้ว จึงรวบรวมสรรค์สร้างสิ่งใหม่ที่ดีที่สุด

ในกระบวนการบริหารเขามีกระบวนการหนึ่งที่เรียกว่ากระบวนการกลุ่ม (Group process) ดังเช่นการระดมสมอง (Brainstorming)

เมื่อต้องมีการทำงานเป็นกลุ่ม อาจเป็น 3 คนหรือ 9 คน เขาจะจัดสรรเวลาให้สมาชิกแต่ละคนได้แสดงออก ปล่อยให้สมาชิกแต่ละคนได้นำเสนอ โดยไม่มีการขัดจังหวะ หรือวิพากษ์วิจารณ์เห็นดีหรือไม่ดีเสียในแต่ระยะเริ่มแรก การที่หัวหน้ากลุ่มปล่อยให้แต่ละคนได้แสดงออก และเป็นกระบวนการใช้เวลา และแม้ความคิดแต่ละคนยังไม่ใช่ทางออกที่สุดที่สุด แต่เขาจะใช้ความอดทน ให้เวลาในกระบวนการพัฒนาของกลุ่ม และให้เวลาให้เกิดการสร้างความมั่นใจให้กับแต่ละคน การที่แต่ละคนได้แสดงออก และคนอื่นๆได้ร่วมรับฟัง ก็จะเท่ากับเป็นการเพิ่มพูนองค์ความรู้ร่วมกัน เข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละคนร่วมกัน แล้วทั้งหมดนี้จึงค่อยหาทางวางเป้าหมายของสิ่งที่จะดำเนินการต่อไป

กระบวนการทำงานเป็นกลุ่มอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับปัญหาบางอย่างที่ต้องใช้ความรวดเร็ว ปัญหาเป็นเรื่องชัดเจนไม่ซับซ้อน กระบวนการแก้ปัญหามีขั้นตอนและวิธีการที่ปฏิบัติกันมาอยู่แล้ว แต่เมื่อใดที่ปัญหาเป็นของใหม่ มีความซับซ้อน มีผลกระทบมากและรุนแรงได้ ดังนี้ต้องใช้กระบวนการกลุ่ม บางทีต้องหาคนที่เก่งที่สุดในแต่ละด้านที่จำเป็นทั้งในและนอกองค์การ แล้วนำมาทำงานร่วมกัน ดึงเอาวิทยาการหลายๆด้านมาเพื่อแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ทีจะตอบปัญหานั้นๆ

ตัวอย่างการพัฒนาของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ต้องการทั้งคนที่รู้เรื่องอิเลคโทรนิกส์, ไฟฟ้า, วัสดุศาสตร์, ฟิสิกส์, คณิตศาสตร์ ที่นำมาใช้ในการออกแบบซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ยังต้องได้ฝ่ายปฏิบัติการที่มีประสบการณ์ภาคสนาม นำความต้องการของคนใช้เทคโนโลยีที่มีหลากหลาย เพื่อนำมาออกแบบสิ่งประดิษฐ์ให้ใช้ได้สะดวก ฝ่ายศิลปกรรม นักออกแบบที่ทำให้วิทยาการต่างๆ ได้นำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้ สวยงาม น่าใช้


ในทางธุรกิจ แม้ความคิดที่ดีๆ แต่บางครั้งก็พัฒนาไปไม่ได้ไกล เพราะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ที่คนเริ่มต้นทางธุรกิจ (Business star-up) ทั้งหลายจะมีกำลังเงินที่จะพัฒนาได้ ก็ต้องมีการระดมทุน มีการหาบริษัทที่มีขนาดใหญ่กว่า บางทีต้องยอมยุบรวมกิจการ หรือขายกิจการไป เพื่อให้องค์กรที่ใหญ่กว่า ได้หาทางส่งเสริมระบบวิจัยและพัฒนาให้เดินหน้าต่อไป จนทำให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินคุ้มแก่การลงทุนในที่สุด


ภาพ นวตกรรมของ Smarphone ที่ทำให้เครื่องมีขนาดพอเหมาะแก่ารใช้ประโยชน์ เล็กพอที่จะพกพา และมีหน้าปัดกว้างพอ เพื่อการใช้สายตา


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า และไฟฟ้าลูกประสมของ BMW ใช้เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ วัสดุที่แข็งแรงและมีน้ำหนักเบา ทำให้น้ำหนักรถลดลงคันละ 400 กก. เพื่อรงอรับแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักมาก


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบที่จะออกสู่ตลาดในราวปี 2017-1918 ราครคันละ USD 35000 หรือราคาประมาณ 1.2 ล้านบาทไทย วิ่งได้ 320 กม. ด้วยการชาร์จไฟครั้งเดียว


ภาพ  โรงงานยักษ์ Gigafactory ของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Motors ซึ่งระบบผลิตแบตเตอรี่รถยนต์นี้ จะทำให้ราคาแบตเตอรี่รถยนต์ถูกลงร้อยละ 50 ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า แข่งกับรถยนต์ธรรมดาได้ แต่ค่าไฟฟ้าจะเป็นเพียงร้อยละ 20-30 ของรถยนต์ใช้น้ำมันปิโตรเลียม


ภาพ รถโดยสารไฟฟ้า (Electric bus) ที่ใช้แบตเตอรี่แทนสายไฟฟ้าที่ต้องโยงไปตามถนนยุ่งยาก แต่เขาจะใช้สถานีชาร์จไฟที่ชาร์จไฟได้เป็นระยะๆ และใช้เวลาเพียง 10 วินาที

นวตกรรมทั้งหมดนี้ จะกระทำได้ ด้วยต้องใช้ปัญญาทั้งในปัจจุบันและที่สะสมกันมาในอดีต และต้องใช้ความรู้ความสามารถในแบบสหวิทยาการ (Multi-disciplinary) ข้ามสายวิชาการ เพื่อทำให้สิ่งสร้างสรรค์มีประโยชน์เหล่านี้เกิดขึ้นได้

Friday, August 14, 2015

ไม่มีใครแปลกใจที่หุ้นของ Tesla เปิดขายหุ้นเพื่อเพิ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์

ไม่มีใครแปลกใจที่หุ้นของ Tesla เปิดขายหุ้นเพื่อเพิ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สังคม, society, วัฒนธรรม, culture, เศรษฐกิจ, economics,เทคโนโลยี, technology, อุตสาหกรรมรถยนต์, automobile industry, เทสลา, Tesla, รถยนต์ไฟฟ้า, electric car, ev, Gigafactory, Tesla Model X, Tesla Model 3

ศึกษาและเรียบเรียงจาก “No one should be surprised that Tesla is selling even more stock.” โดย MATTHEW DEBORD, Business Insider, Aug. 14, 2015, 6:11 PM


ภาพ รถยนต์ต้นแบบ Tesla Model 3 รถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้กว่า 200 ไมล์ด้วยการชาร์จไฟครั้งเดียว ขนาดของรถน่าจะอยู่ในขนาด Mazda 3, Toyota Prius, หรือ Hoda Civic


ภาพ โรงงานยักษ์ Gigafactory ของ Tesla และหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ของ Tesla ที่จะใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ป้อนตลาดรถยนต์ในระดับหลายแสนคัน/ปี

หากเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อื่นเพิ่มทุนด้วยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่นี่เป็น Tesla Motors บริษํทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก่อตั้งใหม่ของสหรัฐอเมริกา

Tesla ประกาศเมื่อต้นสัปดาห์ว่าจะเพิ่มทุนด้วยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มูลค่า USD500 ล้าน ซึ่งเรื่องนี้คนในวงการไม่มีใครแปลกใจ แม้เรื่องนี้ได้ประกาศออกมาก่อนหน้าที่ทุกคนคาดคิด

Tesla เสนอขายหุ้นที่ราคา USD242/หุ้น และในวันศุกร์นี้ได้เพิ่มจำนวนหุ้นที่ขายจาก 2.69 ล้านหุ้น จาก 2.1 ล้านหุ้น และในขณะเดียวกันหุ้นของ Tesla ในสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีมูลค่าที่ USD 243/หุ้น

หุ้นที่ขายได้นี้เท่ากับเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินและมูลค่านอกเหนือไปจากที่มีอยู่แล้ว USD4,000 ล้าน ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 ไม่มีใครแปลกใจ แม้จะมีการขายหุ้นเพื่อระดมเงินทุนเพิ่มขึ้น

Elon Musk ผู้บริหารสูงสุดของ Tesla ต้องการเงินทุน บริษัท Tesla ต้องการให้มีเงิน USD1,000 ล้านในธนาคาร นอกเหนือจากที่บริษัทมีเครดิตอยู่แล้ว USD750 ล้าน แต่บริษัทได้ใช้ไปแล้ว USD400 ล้านในช่วงไตรมาศที่สองนี้

บริษัท Tesla ต้องใช้เงินสดไปอย่างมากในการออกรถยนต์รุ่นใหม่ ปัจจุบัน Tesla กำลังจะออกรถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตเอนกประสงค์รุ่น Model X SUV

นอกจากนี้ Tesla ยังมีโครงการใหญ่อีกหลายโครงการ เช่น การสร้าง Gigafactory ในรัฐเนวาดา

Gigafactory โรงงานผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าของ Tesla ต้องใช้ทุนก่อสร้างกว่า USD5,000 ล้าน ที่สามารถรองรับการผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีใหม่รองรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ปีละ 500,000 คัน ซึ่งในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นตลาดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model 3 ที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าราคาคนทั่วไปซื้อได้ในราคาคันละไม่เกิน USD35,000 ซึ่งในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla คงก้าวไปสู่ระดับปีละหลายแสนคัน เพราะเป็นในระดับราคาแข่งขันกับรถยนต์สำหรับคนทั่วไปได้ Gigafactory คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ในปี ค.ศ. 2017

Wednesday, August 12, 2015

สุภาษิตอัฟริกัน - ใยแมงมุมไม่ได้มีไว้นอนให้อ่อนนุ่ม แต่มีไว้เพื่อดักอาหาร

สุภาษิตอัฟริกัน - ใยแมงมุมไม่ได้มีไว้นอนให้อ่อนนุ่ม แต่มีไว้เพื่อดักอาหาร

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุภาษิตอัฟริกัน, African proverb, แมงมุม, spider, ใยแมงมุม, cobweb,

A spider’s cobweb isn’t only its sleeping spring but also its food trap. ~African Proverb

มีสุภาษิตชาวอัฟริกาบทหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เขาว่า “A spider’s cobweb isn’t only its sleeping spring but also its food trap. ~African Proverb ในภาษาไทยแปลแบบเอาความได้ว่า “ใยแมงมุมไม่ได้มีไว้นอนให้อ่อนนุ่ม แต่มีไว้เพื่อดักอาหาร”


ภาพ ใยแมงมุม (Cobweb) แมงมุมไม่ได้ถักทอใยเพื่อให้นอนแล้วอ่อนนุมสบาย แต่มันเป็นเครื่องมือหากิน เอาไว้ดักแมลงไว้กินเป็นอาหาร

ผมอยากฝากคำสอนนี้แก่คนรุ่นหนุ่มสาวว่า ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต เราต้องรู้จักเจียมอยู่เจียมใช้ และทำอะไรต้องให้เน้นถึงความอยู่รอดของปากท้องของตนเองและครอบครัวที่เรารับผิดชอบไว้ก่อน อย่านึกถึงความสะดวกสบาย หรือความสุขสำราญในช่วงสั้นๆ แต่ทำให้เราเสียโอกาสในอนาคตและการอาชีพไป
พวกที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย พอจบการศึกษา แต่งงานมีครอบครัวก็คิดถึง รถยนต์เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง คิดถึงบ้าน หวังว่าจะสะดวกสบายในการพักอาศัย แต่ทั้งสองอย่างนี้ยังเป็นรองในเรื่องโอกาสของชีวิตและครอบครัว การมีความมั่นคงในอนาคต การมีเงินออมเก็บ หรือใช้เพื่อการลงทุนขยายโอกาสในอนาคต

หากเราอยากได้รถยนต์สักคัน ต้องถามใจตนเองว่ามันจำเป็นจริงๆหรือไม่ บริษัทเขาจ่ายค่าน้ำมันรถและค่าเช่ารถให้เราหรือไม่ บางบริษัทเขาจ่ายให้ เพราะเขาต้องการใช้งานเราเพื่องานที่ต้องมีการเดินทาง เช่น การเป็นพนักงานขายต้องไปต่างจังหวัดบ่อยๆ แต่เขาจ่ายให้เป็นตามระยะทางที่ต้องเดินทาง (Kilometer per Bahts) ที่ใช้งาน แต่ถ้าเราทำงานบางบริษัท เขากลับเป็นฝ่ายไม่อยากให้เราใช้รถยนต์ที่ต้องไปใช้ที่จอดรถ ที่เขาสำรองไว้สำหรับลูกค้า ในกรณีหลังนี้ ก็ให้คิดหาทางเลือกในการเดินทางที่ไม่ต้องใช้รถยนต์ส่วนตัวก่อน เพราะการซื้อรถยนต์นั้นต้องทำให้เราต้องจ่ายค่าตัวรถ 700,000 – 900,000 บาท หากเป็นเงินผ่อน ก็ต้องจ่ายให้หมดพร้อมดอกเบี้ย ภายใน 3-5 ปี ส่วนค่าเสื่อมราคารถก็คิดไปที่ร้อยละ 10-15 ต่อปี หรือเดือนละ 8,000-10,000 บาท

กลับมาคิดเรื่องบ้าน หรือที่พักอาศัย การซื้อคอนโดมีเนียมเต็มขนาด 80 ตารางเมตร/หน่วย ตรม.ละ 80,000-120,000 บาท/ตรม. หรือ 9.6 ล้านบาท จากที่ผมสังเกตดูที่พักในกรุงเทพฯ ที่พักดังกล่าวจะเหมาะสมกับระดับรายได้ของคนและครอบครัว เช่น คิดค่าที่พักร้อยละ 15 ของรายได้ หากค่าผ่อนบ้าน/คอนโด 60,000 บาท/เดือน ก็ควรมีรายได้ 400,000 บาท/เดือน หากมีรายได้ระดับนี้และมีความมั่นคงในระยะยาว และมีเงินเก็บมาแล้วร้อยละ 30 ของราคาที่พัก ก็ซื้อไปเลยครับ แต่หากเราไม่มีความพร้อม รายได้ยังไม่มาก ก็เลือกที่พักแบบเช่า ขนาดต่ำสุดเท่าที่เราจะทำได้และอยู่ได้อย่างมีความสุขแบบเศรษฐกิจพอเพียง ก็ให้ประหยัดเงินทองไว้ แล้วนำไปลงทุนในสิ่งที่มีโอกาสรายได้เสริมไปด้วยในตัว


สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ ต้องคิดถึงโอกาสที่จะต้องกลับมายืนบนขาของตนเอง คนทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน แล้วหวังว่าจะมีรายได้ที่แน่นอนไปตลอดชีวิตนั้น อาจเป็นความเสี่ยงในยุคปัจจุบัน เราต้องเตรียมหาทางที่จะมาเป็นผู้ประกอบการ

Sunday, August 9, 2015

การดูแลโรคเบาหวาน – ให้เลือกทางสายกลาง

การดูแลโรคเบาหวาน – ให้เลือกทางสายกลาง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: cw801, Health education, สุขศึกษา, สุขภาวะ, สุขภาพ, การศึกษา, เบาหวาน, น้ำหนักตัว, ดรรชนีมวลกาย, Body Mass Index – BMI,

เมื่อสองวันที่ผ่านมา ผมได้ไปพบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจสุขภาพทั่วไป โดยเน้นการดูแลโรคประจำตัว ที่ผมเป็นเบาหวานประเภทสอง (Type II Diabetes) มานานกว่า 10 ปี หลักของการดูแลโรคเบาหวานง่ายที่จะพูด แต่บางทียากที่จะทำ คนมีการศึกษาสูงก็ยังดูแลตนเองไม่ค่อยดี

ผลการตรวจร่างกายของผมเป็นดังนี้ครับ

ผลตรวจน้ำตาลในเลือดแบบสะสม HbA1C (EDTA blood) 6.45 ซึ่งเทียบน้ำตาลในเลือดเฉลี่ยเท่ากับ 138 mg/dl ยังอยู่ในเกณฑ์สูงกว่ามาตรฐาน แต่ยังไม่สูงมาก ระดับปกติเขาให้อยู่ที่ 4.80 – 5.90 และเทียบน้ำตาลเฉลี่ยที่ 100-120 mg/dl ซึ่งสรุปได้ว่า หากต้องการให้เท่ากับระดับคนปกติ ก็ต้องลดระดับน้ำตาลในเลือดลงอีกสักเล็กน้อย ให้ต่ำกว่า 6.0

สาเหตุของโลกเบาหวานเกิดจากสภาพแวดล้อมมากกว่าพันธุกรรม เหตุเพราะเรากินอาหารไม่ถูกสุขอนามัย กินเกินความต้องการของร่างกาย กินอาหารพลังงานพวกแป้ง ไขมัน และน้ำตาลมากเกินความจำเป็น แต่กินผักและผลไม้น้อย ออกกำลังกายน้อย ทำงานนั่งโต๊ะ พักผ่อนไม่ดีพอ

ทางแก้ตรงไปตรงมา คือ กินอาหารให้ถูกสุขลักษณะสำหรับคนเป็นเบาหวาน เนื้อที่มีไขมันต่ำ หรือ Lean meat กินผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด กินอาหารพวกแป้ง ไขมัน และน้ำตาลในปริมาณควบคุม กินอาหารที่มีเยื้อใยสูง เพื่อดูดซับอาหารพลังงานและน้ำตาลส่วนเกิน ทำให้การย่อยสลายเป็นน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดเป็นไปอย่างช้าๆ

การปรับตัวด้านอาหารของผม คือ กินมื้อเช้าเบาๆ มื้อกลางวันกินประมาณ ¾ ของคนปกติ แต่มื้อเย็นให้กินเบาๆ กินผัก เนื้อสัตว์ กินให้พอมีพลังสำหรับขี่จักรยานออกกำลังกาย โดยประมาณว่าก่อนนอนให้มีระดับน้ำตาลในเลือดที่สัก 90-100 mg/dl คือเป็นปกติแล้วตั้งแต่ก่อนนอน



ภาพ หากิจกรรมออกกำลังกายอย่างที่ชอบสักอย่าง ผมเลือกเอาการขี่จักรยาน เลือกเอาจักรยานแบบ Hybrid น้ำหนักเบา ขนาด 12.5 กก. ราคาไม่แพง มีเกียร์ช่วยให้ขี่ในความเร็วปานกลางได้สบายๆ

คนเป็นเบาหวานต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ เรื่องนี้ผมทำได้ค่อนข้างดี โดยได้เลือกการขี่จักรยานในละแวกชุมชน ขี่เป็นวงรอบๆละ 7 กิโลเมตร  2 รอบ 14 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง นับเป็นกิจกรรมควบคุมน้ำตาลที่ดีอีกอย่างหนึ่ง วันไหนกินมาก ก็ออกกำลังกายให้มากขึ้น การออกกำลังกายแล้วอาบน้ำอุ่นให้ผ่อนคลาย ช่วยทำให้นอนหลับได้ดีไปด้วย และการนอนที่ดี ให้หลับได้สนิทสัก 4-5 ชั่วโมง ก็นับว่าดีมากแล้ว

การควบคุมโรคเบาหวานมีวิธีการติดตามดูแลง่ายๆที่มีเครื่องมือทำเองได้ที่บ้าน เช่น


ภาพ เครื่องวัดค่าน้ำตาลในเลือด ที่สามารถทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน หรือใช้ในชุมชนเล็กๆก็ได้

การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ก็มีเครื่องมือตรวจวัดน้ำตาล (Blood Sugar Monitor) หาซื้อได้ในราคา 1,800-2,200 บาท ใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที เสียค่าแถบวัดน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 20 บาท/ครั้ง ผมวัดเป็นประจำ ส่วนใหญ่จะดูแลไม่ให้เกิน 120 Mg/dl และระวังไม่ให้ต่ำกว่า 80 Mg/dl เพราะเมื่อน้ำตาลต่ำเกินไปเรียกว่า Hypoglycemia อาจเป็นลม หมดสติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


ภาพ การขั่งน้ำหนักทุกเช้า ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องเจ็บตัว ถ้ารู้ว่าน้ำหนักตัวมาก ก็ลดอาหารและออกกำลังกายเพิ่ม

การควบคุมน้ำหนักตัว ง่ายๆใช้เครื่องชั่งน้ำหนัก (Weight monitor) ปัจจุบันเป็นแบบ Digital ราคา 2,000-3,000 บาท มีความแม่นยำสูง เครื่องรุ่นใหม่สามารถวัดค่าไขมันในร่างกายได้ด้วย หนึ่งเครื่องใช้ได้ทั้งบ้าน ผมชั่งน้ำหนักตัวเป็นประจำเกือบทุกวัน ชั่งในช่วงเช้าในห้องน้ำโดยไม่ใส่เสื้อผ้า ถือว่าเที่ยงตรงดีที่สุด เมื่อไปชั่งที่โรงพยาบาล เราถอดเสื้อผ้าไม่ได้ บางทีใส่รองเท้า แถมมีเสื้อ กางเกงยีนส์หนาและหนัก โทรศัพท์มือถือ พวงกุญแจ ฯลฯ น้ำหนักต่างไปจากที่บ้านอีก 2.0-2.5 กิโลกรัม

น้ำหนักตัวปัจจุบันของผมอยู่ที่ 97.5 กิโลกรัม (9 สิงหาคม 2558) ส่วนสูง 183 ซม. คิดออกมาเป็นดรรชนีมวลกาย (Body Mass Index – BMI) ที่ 29.1 สำหรับมวลกายปกติอยู่ที่ (Normal weight) 18.5 - 24.9 หากผมจะทำให้อยู่ในระดับ BMI ปกติ หากผมต้องการลดให้ได้ระดับคนทั่วไป (Normal weight) ต้องลดน้ำหนักให้ต่ำกว่า 83.5 กิโลกรัม หรือต้องลดลงอีก 14 กิโลกรัม จะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและความตั้งใจ ผมใช้หลักทางสายกลาง ลดไปตามธรรมชาติใน 2-3 ปีลดลงได้ครึ่งหนึ่งของ 14 กิโลกรัม หรือปีละ 3.5 กิโลกรัม ซึ่งน่าจะทำได้ไม่ยาก ดีกว่าเร่งลดน้ำหนัก แล้วทนไม่ไหว ปล่อยน้ำหนักขึ้นมาอีก ลดน้ำหนักช้าๆใช้เวลา 2-4 ปี นับเป็นเป้าหมายที่พอทำได้ และไม่รู้สึกทรมานจนเกินไป

เหตุจูงใจให้ต้องลดน้ำหนัก

ผมวางแนวทางในการลดน้ำหนักดังนี้ครับ

ผมเลือกทางสายกลางในการลดน้ำหนัก ผมจะลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และกินยาตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งเป็นการใช้ยาอย่างปานกลาง

ในด้านอาหาร ผมขอกินมื้อกลางวันให้เป็นใกล้คนปกติ กินอาหารที่หลากหลาย แต่อะไรที่จะเป็นข้าวมากๆ มีไขมัน หรือน้ำตาลมากเกินไป ก็จะหลีกเลี่ยง แต่การกินที่เคร่งครัดจนเกินไปก็จำให้ใจหดหู่ เกรงว่าหากใจหดหู่แล้ว เราก็จะทนไม่ไหว เกิดเป็นความทุกข์ในชีวิต

ผมมีแรงจูงใจที่จะลดน้ำหนัก เพราะ

การที่ทำให้น้ำหนักลดลงได้ก็เป็นเรื่องดี เพราะจะลดความเสี่ยงเรื่องข้อเข่าเสื่อม และเป็นการควบคุมน้ำตาลในเลือดให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติ ลดน้ำตาลในเลือดได้ ก็ลดปัญหาน้ำตาลขึ้นตา ซึ่งทำให้ตาบอดได้ ลดโอกาสหลอดเลือดแข็งตัว เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง ลดโอกาสไตเสื่อม โรคหัวใจ ล้วนเป็นเรื่องหนักๆ สู้อดทนดูแลร่างกายให้ได้ดีที่สุด ดีกว่าเกิดปัญหาที่รุนแรง แล้วก็เป็นการยากที่จะแก้ไข

Sunday, August 2, 2015

สุภาษิต – ดินดีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง

สุภาษิต – ดินดีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: นิเวศวิทยา, ecology, สภาพแวดล้อม, environment, สัตว์กินเนื้อ, Carnivore, carnivorous, เสือ, tiger, สิงโต, lion, เสือดาว, leopard, หมียักษ์, grizzly bear, หมีขั้วโลก, polar bear, จระเข้, 
crocodile


ภาพ สิงโต Cecil the lion เป็นดาราของอุทธยานสัตว์ป่าในซิมบับเว ที่ถูกนักล่าสัตว์จากอเมริกา ซื้อสิทธิในการล่าสังหารด้วยราคา USD 50,000 หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท

ผู้ใหญ่อาจถูกลูกหลานถามเหตุผล ครูอาจารย์ก็อาจถูกนักเรียนถาม ...

ทำไมเราจึงต้องดูแลให้คงมีสัตว์ดุร้ายกินเนื้อ (Carnivore) ดังเช่น เสือ หมียักษ์ จระเข้ สิงโต ให้คงไว้ในระบบนิเวศ ตามธรรมชาติของป่าเขา ต้องทำความเข้าใจกับสุภาษิตที่ว่า

"ดินดีเพราะป่าปก ป่ารกเพราะเสือยัง ดินคงเพราะหญ้าบัง หญ้ายังเพราะดินดี" - พระนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6

มนุษยชาติต้องการป่า เพราะป่ามีการจัดการน้ำและดินตามธรรมชาติของมัน ทำให้เมื่อมีฝนมาก ป่าก็ซับน้ำเอาไว้ ไม่ให้ไหลท่วมเมือง ยามหน้าแล้ง ป่ายิ่งทึบมีดินปนพืชเน่าทับถม ก็ยิ่งมีสภาพเหมาะแก่การซับน้ำ น้ำซับจะค่อยๆไหลลงมาตามเขาสู่ลำธารและแม่น้ำ ผู้คนก็ยังมีน้ำใช้ได้ตลอดปี แม้จะน้อยลง

แม้ป่าเหลือน้อยแล้วในประเทศไทย แต่หากเรายังรักษาพื้นที่ป่าและแหล่งต้นน้ำให้ได้สักร้อยละ 25-30 ของผืนที่ เราจะยังคงมีสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนอยู่ได้ ดังนั้น เราจึงต้องไม่ไปรบกวนระบบนิเวศป่าเขา ต้องเก็บรักษาสัตว์ รวมถึงเสือ และสัตว์กินเนื้อ ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมประชากรสัตว์ที่กินพืช เช่น กวาง วัวป่า ควายป่า ไม่ให้มีมากเกิน ซึ่งพอที่ป่าและหญ้าคงสภาพไว้ได้ตามธรรมชาติ



ภาพ ป่าในตอนเนหือของปรเทศไทย ถูกทำลายลงอย่างมากมาย เพื่อนำมาปลูกพืชดังเช่น พวกข้าวโพด หรือข้าวไร่ แล้วพื้นดินก็จะเสียคุณสมบัติความอุดมสมบูรณ์ไป


ภาพ ป่าที่ถูกแผ้วถาง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในประทศไทย


ภาพ เสือที่ยังคงอยู่ ก็จะมีเพียงในสวนสัตว์และที่เขาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว


ภาพ สิงโตตัวพี่น้องของ Cecil ที่ชื่อ Jericho ยังคงมีีวิตอยู่ ณ วันนี้ (3 สิงหาคม 2558)


Saturday, August 1, 2015

กษัตริย์บอริสที่สาม ซาร์แห่งบัลแกเรีย (Boris III, Tsar of Bulgaria)

กษัตริย์บอริสที่สาม ซาร์แห่งบัลแกเรีย (Boris III, Tsar of Bulgaria)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, government, governance, บัลแกเรีย, Bulgaria, ระบอบกษัตริย์, monarchy, บอริสที่ 3, Boris III, Tsar of Bulgaria


ภาพ กษัตริย์บอริสที่ 3 แห่งบัลแกเรีย

กษัตริย์บอริสที่สาม ซาร์แห่งบัลแกเรีย (Boris III, Tsar of Bulgaria) เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม หรืออาจเป็น 18 มกราคม ค.ศ. 1894 และสวรรคตวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ. 1943 เป็นโอรสของกษัตริย์เฟอร์ดินานที่หนึ่ง (Ferdinand I) ขึ้นครองราชย์ด้วยการสละตำแหน่งของพระบิดา เมื่อบัลแกเรียต้องพ่ายสงครามในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ของประเทศเป็นครั้งที่สองในรอบ 5 ปี หลังจากพ่ายครั้งแรกในสงครามบัลข่าน (Second Balkan War – 1913)

จากความพ่ายแพ้ บัลแกเรียภายใต้สนธิสัญญานูวิลลี (Treaty of Neuilly) บัลแกเรียถูกบังคับให้ต้องสละดินแดนที่ยืดครองมาได้ และต้องจ่ายค่าชดใช้สงคราม ทำให้เกิดความอ่อนแอไม่มั่นคงทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ

การพบกับฮิตเลอร์
Meetings with Hitler

กษัตริย์บอริสที่ 3 แห่งบัลแกเรีย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกฮิตเลอร์ ผู้นำของเยอรมันนาซีเชิญไปรับนโยบายส่งชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิวไปเข้าค่ายแห่งความตายในโปแลนด์และเยอรมัน แต่กษัตริย์บอริสกลับส่งให้ชาวยิวเหล่านั้นไปเข้าค่ายใช้แรงงานในบัลแกเรียแทน เพื่อหลีกหนีการส่งไปถูกสังหารล้างเผ่าพันธุ์นอกประเทศ

ในช่วงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1943 Dannecker และมนตรีกิจการยิว (Commissar for Jewish Affairs) ชื่อ Belev เป็นหัวหน้าวางแผนส่งชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิว ด้วยเรือกลไฟล่องไปตามแม่น้ำดานูบ ไปเข้าค่ายแรงงาน ซึ่งหมายถึงส่งไปถูกสังหารหมู่ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่กษัตริย์บอริสที่ 3 ก็เล่นเกมส์หนูกับแมว โดยบอกว่าพระองค์ต้องการชาวยิวเหล่านั้นเพื่อใช้แรงงานในบัลแกเรียเพื่อสร้างถนนและทางรถไฟภายในราชอาณาจักร แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายนาซีเยอรมันยืนยัน แจ้งให้ส่งเขาเหล่านั้นไปโปแลนด์ที่เยอรมันยึดครอง
คำสั่งจากฝ่ายเยอรมันสร้างความไม่พอใจในประชาชนของบัลแกเรีย ผู้นำผู้รณรงค์คัดค้านคือรองประธานรัฐสภา Dimitar Peshev และพระผู้นำศาสนาคริสต์นิกายบัลแกเรียออธอดอกซ์ Archbishop Stefan และเสียงจากประชาชนที่รณรงค์นี้ทำให้กษัตริย์บอริสที่ 3 ปฏิเสธที่จะส่งตัวชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิว 50,000 คนไปยังโปแลนด์

ในวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1943 ผู้แทนศาสนา Angelo Roncalli ซึ่งต่อมาคือ Pope John XXIII ได้เขียนจดหมายถึงกษัตริย์บอริสที่ 3 แห่งบัลแกเรีย ขอความเมตตาของพระองค์ต่อลูกหลานชาวยิว กษัตริย์บอริสได้ทรงเขียนตอบไปว่า พระองค์ไม่มีทางที่จะกระทำการที่ไร้เกียรติเช่นนั้น และได้ทรงเล่าถึงสถานการณ์ยากลำบากของสถาบันกษัตริย์ในบัลแกเรีย แต่ก็ทรงตอบไปว่าพระองค์จะไม่ส่งชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิวไปโปแลนด์

การปฏิเสธของกษัตริย์บอริสที่ 3 นี้สร้างความระคายเคืองให้กับฮิตเลอร์อย่างมาก และยิ่งกว่านั้น พระองค์ปฏิเสธที่จะประกาศสงครามกับสหภาพโซเวียต ฮิตเลอร์เรียกตัวกษัตริย์เข้าพบ และเป็นการประชุมที่เคร่งเครียดที่ Rastenburg ในปรัสเซีย (เยอรมนี) ตะวันออก

ที่เมือง Rastenburg กษัตริย์บอริสที่ 3 ได้ยืนยันที่จะไม่ส่งชาวยิวเข้าค่ายแห่งความตายในโปแลนด์และเยอรมนี ในขณะที่บัลแกเรียประกาศสงครามอย่างพอเป็นพิธีกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป ในการพบกันกับฮิตเลอร์ กษัตริย์บอริสที่ 3 ได้ทรงปฏิเสธอีกครั้งที่จะประกาศสงครามกับสหภาพโซเวียต โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ทางการเมืองและทหารในตุรกีไม่ชัดเจน บัลแกเรียต้องสงวนกำลังเอาไว้

การประกาศสงครามแม้จะเป็นแบบพอเป็นพิธีกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาก็ก่อให้เกิดภัยอย่างมหาศาลกับบัลแกเรีย ทำให้ถูกฝูงบินของสหรัฐ USAAF และกำลังทางอากาศของสหราชอาณาจักรทิ้งระเบิดถล่มเมืองโซเฟีย เมืองหลวงของบัลแกเรียอย่างหนัก แต่การทิ้งระเบิดนี้เกิดขึ้นเมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว

กษัตริย์บอริสที่ 3 แสดงความกล้าหาญที่ช่วยชีวิตชาวบัลแกเรียเชื้อสายยิว 50,000 คน อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้พระองค์ต้องเสียชีวิตลงหลังจากนั้น 2 สัปดาห์

สวรรคต
Death


ภาพ การเคลื่อนพระศพของกษตริย์บอริสที่ 3

หลังจากกลับมายังเมืองโซเฟียได้ 2 สัปดาห์ พระองค์ก็ทรงเสียชีวิตด้วยหัวใจล้มเหลว ตามบันทึกประจำวันของ Sajitz และ Hans Eppinger แพทย์ชาวเยอรมันผู้ดูแลกษัตริย์บอริส ทั้งสองเชื่อว่ากษัตริย์เสียชีวิตจากยาพิษ โดยนายแพทย์ Eppinger ได้พบสภาพคล้ายกันนี้กับ Ioannis Metaxas นายกรัฐมนตรีของกรีก ผู้เสียชีวิต 2 ปีก่อนหน้านี้ ที่จากการชันสูตรพลิกศพพบรอยจ้ำๆคล้ายกัน โดยทางแพทย์ได้ให้ความเห็นว่าอาจเกิดจากยาพิษที่ออกฤทธิ์อย่างช้าๆ ที่ให้ผลในหลายสัปดาห์ก่อนที่จะถึงแก่ความตาย

เมื่อกษัตริย์บอริสที่ 3 สิ้นพระชนม์ พระโอรสของพระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา มีพระนามว่าไซเมียนที่ 2 (Simeon II) เนื่องด้วยกษัตริย์องค์ใหม่มีพระชนมายุเพียง 6 พรรษา จึงต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยมีพระอนุชาของบอริสที่ 3 นั่งอยู่ในคณะบุคคลดังกล่าวด้วย

กษัตริย์ไซเมียนที่สอง (King Simeon II) แห่งบัลแกเรีย

กษัตริย์ไซเมียน โบริซอฟ แซกซิ โคเบิร์ก โกธา (Simeon Borisov Saxe-Coburg-Gotha (หรือ Sakskoburggotski – ซักสโกเบิร์กโกทสกี) ประสูติเมื่อวันที่ 16  กรกฎาคม ค.ศ. 1937 เป็นบุคคลสำคัญในทางการเมืองของบัลแกเรีย (Bulgaria) ในการครองราชย์ของกษัตริย์ไซเมียนที่สองของบัลแกเรีย ในช่วงปี ค.ศ. 1943 ถึง 1946 พระองค์ยังเป็นเด็กที่ไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (Regency) ซึ่งประกอบด้วย พระญาติผู้เป็นอา ชื่อเจ้าชายคิริล (Prince Kiril) นายพลนิโคลา มิฮอฟ (General Nikola Mihov) และนายกรัฐมนตรีบอกดัน ฟิลอฟ (Bogdan Filov) ในปี ค.ศ. 1946 ได้มีการยืดอำนาจ และมีการจัดให้ลงประชามติ (Referendum) กษัตริย์ไซเมียนถูกบังคับให้ต้องลี้ภัยในต่างแดน


ภาพ อดีตกษัตริย์ ไซเมียนที่ 2 เมื่อรับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปล่มสลาย

ในปี ค.ศ. 1996 เมื่อระบอบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในยุโรป พรรคเพื่อความมั่นคงและก้าวหน้าแห่งชาติ (National Movement for Stability and Progress) ได้เชิญพระองค์ให้กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในยุคหลังคอมมิวนิสต์ล่มสลาย ในฐานะผู้นำพรรค NDSV ได้เข้าร่วมเป็นรัฐบาลประสม โดยมีอดีตพรรคคอมมิวนิสต์ร่วมด้วย พระองค์ได้ทำหน้าที่สร้างความสมานฉันท์ในฐานะนายกรัฐมนตรีในช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2001 ถึง ค.ศ. 2005 ในช่วงปี ค.ศ. 2008 เมื่อพรรค NDSV ไม่ได้เป็นเข้ามาและเป็นรัฐบาล พระองค์จึงสละบทบาททางการเมือง

ในปี ค.ศ. 2014 กษัตริย์ไซเมียนเป็นหนึ่งในสามประมุของประเทศตั้งแต่ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ส่วนที่เหลืออีกสองคือ กษัตริย์ไมเคิลแห่งรูเมเนีย (King Michael of Romania) และเทนซินเกียตโซที่ 14 ลามะแห่งธิเบต (Tenzin Gyatso, 14th Dalai Lama of Tibet) กษัตริย์ไซเมียนเป็นหนึ่งในสองที่กลับเข้ามาเป็นประมุขด้วยวิธีการเลือกตั้ง อีกหนึ่งพระองค์คือกษัตริย์นโรดม สีหนุแห่งกัมพูชา(Narodom Sinahouk of Cambodia)


สิ่งที่ผู้คนยังจำพระองค์และสถาบันกษัตริย์ได้ไม่ลืม คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อพระบิดา คือกษัตริย์บอริสที่ 3 บัลแกเรียอยู่ภายใต้อิทธิพลของเยอรมันนาซี ฮิตเลอร์ได้ขอให้บัลแกเรียส่งชาวยิว 50,000 คน แต่พระองค์ได้ปฏิเสธด้วยมีเมตตาต่อพสกนิกรชาวบัลแกเรียที่เป็นชาวยิวทั้งหลายโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ โดยไม่ได้คิดถึงภัยพิบัติที่จะมีต่อพระองค์เอง