Thursday, March 26, 2015

เศรษฐกิจประเทศอินเดีย (Economy of India)

เศรษฐกิจประเทศอินเดีย (Economy of India)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สังคม, society, วัฒนธรรม, culture, เศรษฐกิจ, economics, BRIC, อินเดีย, India, รัสเซีย, จีน, China, บราซิล, Brazil, รายได้ประชาชาติ, ผลผลิตมวลรวม, GDP


ภาพ ธงชาติของอินเดีย


ภาพ แผนที่ประเทศอินเดี ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศไทย หากโครงการ Land Bridge เชื่อมฝั่ง 2 ทะเลทางใต้ของไทย การขนส่งสินค้าระหว่างอินเดียกับไทยก็จะสะดวกขึ้น




ภาพ เมืองกัลกัตตา หรือ Kolkatta ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ยังมีความเป็นอยู่ที่ยากจน


ภาพ ทางรถไฟใต้ดิน ที่มีมาตรฐานความสะอาดและบริการที่ดี แตกต่างจากพื้นฐานของเมืองอย่างกัลกัตตา


ภาพ รถแทกซี่ที่มีวิ่งในประเทศอินเดีย ยังเป็นรูปแบบเดียว เป็นรถต้นกำเนิดจากประเทศอังกฤษ ที่ตกรุ่นการผลิตไปแล้ว ใช้น้ำมันเปลือง


ภาพ รถแทกซี่ในอินเดีย


ภาพ น้ำคือหัวใจหนึ่งของประเทศอินเดีย 


ภาพ คนทำงานในนาข้าว อินเดียมีประชากร 1,200 ล้านคน ผลิตข่าวได้ 102.75 ตัน/ปีในปี ค.ศ. 2011-2012 เมื่อเทียบกับประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน มีผลผลิตข้าวประมาณ 30 ล้านตัน/ปี
อินเดียเปลี่ยนไปมากในปัจจุบัน หากใครยังจำภาพอินเดียเมื่อประกาศอิสรภาพ ที่ประเทศเต็มไปด้วยปัญหาความขัดแย้งทั้งภายในและระหว่างประเทศ ในด้านเศรษฐกิจก็ล้าหลัง แต่ในปัจจุบันอินเดียเปลี่ยนไปมากทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อินเดียปัจจุบันเป็นหนึ่งใน BRIC 4 ประเทศใหญ่ที่ต้องจับตามอง คือ Brazil-บราซิล, Russia-รัสเซีย, India-อินเดีย, และ China-จีน

อินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกคือ 1,200 ล้านคน รองจากประเทศจีน ในปี ค.ศ. 2014 อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจวัดตามค่าผลผลิตมวลรวมอย่างต่ำของทั้งประเทศ (Nominal GDP) เท่ากับ 2,047,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มีขนาดเป็นอันดับ 10 ของโลก และหากวัดตามผลผลิตมวลรวมของชาติตามอำนาจการซื้อ (Purchasing Power GDP) จะมีมูลค่า 7,277,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อินเดียมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 5.8 จัดเป็นเศรษฐกิจเติบโตอันดับที่สองของโลก แต่ในด้านความเป็นอยู่จริงของประชาชน รายได้เฉลี่ยต่อคนของชาวอินเดียอยู่ในอันดับที่ 140 ของโลก และอันดับที่ 129 เมื่อวัดตามความสามารถทางการซื้อ (GDP per capita at PPP)

ในอดีตตั้งแต่ประกาศอิสรภาพจนถึงปี ค.ศ. 1991 รัฐบาลอินเดียดำเนินนโยบายปกป้องทางการค้าอันเป็นผลมาจากแนวทางเศรษฐกิจสังคมนิยม มีกฎเกณฑ์ต่างๆที่ออกโดยรัฐมากมายเพื่อเป็นกำแพงกั้นเศรษฐกิจจากชาวโลก และถือนโยบายการพึ่งตนเอง หลังปีค.ศ. 1991 อินเดียประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ต้องเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น รวมถึงเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ ในปัจจุบันอินเดียจัดเป็นประเทศทุนนิยม (Capitalist economy)

อินเดียมีประชากรที่เป็นแรงงาน 486.6 ล้านคน ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เศรษฐกิจภาคบริการมีสัดส่วนร้อยละ 55.6 ของรายได้ประชาชาติ เป็นภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 26.3 และภาคการเกษตรร้อยละ 18.1 ในผลผลิตทางการเกษตรหลักได้แก่ ข้าวสาลี ธัญพืชให้น้ำมัน (Oilseed) ฝ้าย ปอ ชา น้ำตาล และมันฝรั่ง

ในด้านอุตสาหกรรม อินเดียมีอุตสาหกรรมด้านเสื้อผ้า เครื่องเพชรพลอย โทรคมนาคม เคมีภัณฑ์ ยา เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร เหล็ก อุปกรณ์การขนส่ง ซีเมนต์ เหมืองแร่ ปิโตรเลียม เครื่องจักรกล และซอฟต์แวร์ ในปีค.ศ. 2006 อินเดียมีการค้าขายกับโลกภายนอกที่ร้อยละ 24 ของ GDP เพิ่มจากเมื่อปี ค.ศ. 1985 ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปี ค.ศ. 2011 อินเดียเป็นประเทศนำเข้าสินค้าอันดับที่ 10 และอันดับที่ 19 ทางด้านการส่งออกของโลก


ส่วนสินค้านำเข้าของอินเดียได้แก่ น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เพชรพลอย ปุ๋ย และเคมีภัณฑ์ ในปี ค.ศ. 2001 จนถีง 2011 สัดส่วนของสินค้าปิโตรเคมีและสินค้าวิศวกรรมมีขนาดส่งออกที่โตจากร้อยละ 14 เป็นร้อยละ 42 อินเดียเป็นประเทศส่งออกเสื้อผ้าอันดับที่สองของโลก รองจากประเทศจีนในปีค.ศ. 2013

Saturday, March 14, 2015

นักแสดงณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่) เป็นโรคหอบหืด (Asthma)

นักแสดงณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่) เป็นโรคหอบหืด (Asthma)

ระกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุขภาพ, health, อนามัย, การดูแลรักษา, healthcare, โรคหอบหืด, asthma, โรคภูมิแพ้, allergy, ณเดชน์ คูกิมิยะ

 มีคนตั้งกระทู้ถามในสนทนา – “โรคหอบหืดที่ณเดชเป็นอยู่นี่ มันหนักมากเลยเหรอคะ ถึงได้รับการยกเว้นเกณฑ์ทหาร ??”

นักแสดงณเดชน์ คูกิมิยะ (แบรี่) เป็นโรคหอบหืด (Asthma) จนไม่สามารถผ่านการเกณฑ์ทหาร จนทำให้บรรดาแฟนและคนขี้สงสัยตั้งคำถามว่า เห็นล่ำหล่อบึก แสดงบทเป็นนักบู้ได้อย่างคล่องแคล่ว ทำไมถึงเป็นโรคหอบหืดได้? เรื่องนี้ผมคงไม่สามารถตอบได้ว่าณเดช คูกิมิยะเป็นโรคหอบหืดจริงหรือไม่ และเป็นมากในระดับใด แต่โดยเฉพาะโรคหอบหืดเองก็มีความสำคัญที่ผู้ป่วย พ่อแม่ผู้ปกครอง และสังคมโดยรวมควรมีความรู้ความเข้าใจ

โรคหอบหืดเป็นโรคที่หลายๆคนไม่เข้าใจ โดยเฉพาะคนที่เป็นปกติทั่วไป ซึ่งก็เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนเป็นหอบหืด เมื่อเวลาปกติเขาอาจเหมือนคนธรรมดา บางคนเป็นนักกีฬาชั้นดี เป็นนักแสดงที่มีความสามารถ ดูภายนอก เขาจึงอาจดูดีเหมือนหรือดียิ่งกว่าคนทั่วๆไป

ผมเองและลูกชายหนึ่งคนที่ป่วยหรือเคยป่วยเป็นโรคหอบหืด ผมเองจะป่วยเป็นโรคนี้ตั้งแต่จำความได้ จนเมื่อเป็นนักกีฬาระดับมหาวิทยาลัยก็ยังมีอาการป่วยนี้อยู่ เพียงแต่รู้จักดูแลตนเองมากขึ้น รู้สภาพแวดล้อมรอบๆตัวมากขึ้น

โรคหอบหืด (Asthma) คือโรคที่คนป่วยมีอาการหอบบ่อยครั้ง ทางเดินหายใจอักเสบ ตีบตัน ทำให้การหายใจเข้าและออกเป็นไปไม่สะดวก อาการจะมีหายใจเป็นเสียงดังหวีดๆ ไอ หน้าอกแน่น และหายใจหอบถี่ มีไอมีเสมหะ หากมีอาการหนักจนหายใจไม่ออก หมดสติ หายใจไม่ได้จนถึงเสียชีวิตได้

โรคหอบหืดอาจมีสาเหตุมาจากทั้งกรรมพันธุ์และสภาพแวดล้อม และทั้งสองอย่างร่วมกัน ส่วนการวินิจฉัยมักจะอาศัยอาการที่ปรากฏ (Symptoms) ที่มีหลายแบบ ซึ่งจะกำหนดเป็นแนวทางในการรักษา ในทางการแพทย์จะนับจากครั้งการเกิดมีอาการหอบหืดมีบ่อยครั้งเพียงใด และเมื่อเป็นแล้วใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะกลับเป็นปกติ และเมื่อเป็นแล้วลักษณะอัตราอากาศที่หายใจเมื่อมีอาการหอบหืดสูงสุด (Peak expiratory flow rate) ว่ารับอากาศเข้าสู่ปอดได้ในอัตราเท่าใด

การวัดอาการหืดใช้วัดจากอาการที่แสดงออกภายนอก เรียกว่า Atopic (Extrinsic) หรือที่เป็นแล้วอาการหลบอยู่ภายใน (Non-atoic หรือ Intrinsic) ในขณะที่ Atopy หมายถึงลักษณะที่แสดงออกที่จะกลายไปสู่ปฏิกิริยาตอบสนองที่ไวมาก (Type 1 hypersensitivity reactions) หรือในลักษณะที่มีอาการหนัก

สำหรับอาการเมื่อหอบรุนแรง (Acute symptoms) ขึ้นมา เขาจะรักษาตามอาการโดยใช้ยาประเภทพ่นเข้าทางปากแล้วสูดเข้าไปตามทางเดินหายใจ และการกินยาจำพวก Oral corticosteroids ในกรณีที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจให้ยาที่ต้องฉีดเข้าไปตามเส้นเลือดดำ โดยใช้ยาพวก Intravenous corticosteroids และ Magnesium sulfate และต้องอยู่ในโรงพยาบาล ยาพวกที่ใช้รักษาหอบหืดนี้ เป็นยาใกล้เคียงกับที่

นักกีฬาใช้เพื่อเพิ่มสมรรถนะร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และมีผลข้างเคียงต่อนักกีฬาในระยะยาว
การรักษาโรคหอบหืดที่ดี คือต้องหาสาเหตุของโรคให้พบ และการรักษาพยาบาลคือต้องแก้ให้ตรงจุดคือทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมดังกล่าว

การรักษาที่ดีไม่ใช่รักษาตามอาการ (Symptoms) ซึ่งเรื่องนี้ผู้ป่วยและบุคคลรอบตัวต้องร่วมมมือกับแพทย์ หาสาเหตุ (Causes) ให้ได้ว่ามีอาการแพ้อะไร (Allergens) และมีอะไรในสภาพแวดล้อมของผู้ป่วย ที่ทำให้ระคายเคือง (Irritants) ได้ง่าย เช่นฝุ่น ฝุ่นที่มีไรที่นอน ขนสัตว์ เชื้อรา ละอองเกสรดอกไม้ หรือมีอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรบ้างที่เขากินเข้าไปแล้วเกิดอาการ ฯลฯ และอีกอย่างหนึ่ง คือ การรักษา

ร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง การออกกำลังกายให้ปอดใหญ่และแข็งแรง เช่น การวิ่ง การว่ายน้ำ การขี่จักรยาน การดูแลสภาพแวดล้อมในบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอนให้สะอาด ปราศจากฝุ่นและสิ่งที่เป็นเหตุแห่งโรค สิ่งเหล่านี้ช่วยได้มาก

โรคหอบหืดเนื่องด้วยเป็นผลมาจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม ลำพังแพทย์ฝ่ายเดียวก็คงจะรักษาตามอาการ แต่จะให้การรักษาได้ผล ก็ต้องมีทั้งแพทย์ ผู้ปกครอง ผู้ป่วยเอง ที่จะช่วยกันสังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการแพ้อะไรบ้าง และเรียนรู้โรคไปพร้อมๆกัน


ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มีมลพิษเกิดขึ้นมากมายที่เป็นผลจากมนุษย์ ซึ่งเป็นผลให้เกิดการป่วยเป็นหอบหืด ในปีค.ศ. 2011 ได้มีการศึกษาและประมาณว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคหอบหืด 235-300 ล้านคน และในแต่ละปีมันเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 250,000 คน


ภาพ ที่นอนที่มีไรที่นอน (Bed bugs) ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดการแพ้ ทั้งทางเดินหายใจ และผิวหนัง ทางออกคือดูแลบ้าน โดยเฉพาะในห้องนอนให้สะอาดอยู่เสมอ


ภาพ ยาสำหรับพ่อนเข้าหลอดลมและปอด เพื่อขยายหออดลม เมื่อเกิดอาการหอบหืด ผู้ป่วยที่แพทย์ให้ใช้ย่า ต้องรู้ตัวว่าจะเกิดหอบหืด และพ่นยาก่อนที่หลอดลมจะตีบจนพ่นไม่ได้


ภาพ การออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง และมีปอดใหญ่แข็งแรง อดทน จะช่วยลดความรุนแรงของหอบหืดได้มาก แต่ก็ยังไม่ใช่การแก้ปัญหา ทางแก้ที่ดีคือต้องค้นพบให้ได้ว่า ผู้ป่วยแพ้อะไรในสภาพแวดล้อม อากาศที่หายใจ อาหาร เครื่องดื่ม อะไรที่บริโภคเข้าไปแล้วเกิดอาการ


ภาพ การออกกำลังกาย ดังการขี่จักรยาน สร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย นับเป็นสิงที่จำเป็นสำหรับทั้งผู้ป่วย และคนที่่ไม่อยากป่วย

Wednesday, March 4, 2015

คิบบุทซ์สดอต แยม (Sdot Yam) ตัวอย่างชุมชนเกษตรกรรมยุคใหม่

คิบบุทซ์สดอต แยม (Sdot Yam) ตัวอย่างชุมชนเกษตรกรรมยุคใหม่

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: คิบบุทซ์ (Kibbutz), Sdot-Yam, อิสราเอล, Israel, อุตสาหกรรม, industry, กสิกรรม, agriculture,

คิบบุทซ์ (Kibbutz) ไม่ใช้เป็นชุมชนการเกษตรอย่างเดียว ในปัจจุบันคิบบุทซ์หลายแห่งในประเทศอิสราเอลมีรายได้นอกสายการเกษตรที่ใหญ่และมากกว่าการเกษตรแล้ว ดังเช่น คิบบุทซ์สดอต-แยม (Sdot Yam)


ภาพ หินแผ่นประดับห้องน้ำ/ห้องครัว ผลิตภัณฑ์ของ คิบบุทซ์สดอต-แยม (Sdot Yam


ภาพ หินแผ่นสีขาว


ภาพ เครื่อหมายการค้าของบริษัท Caesarstone


ภาพ การเปิดตัวสินค้า Caesarstone ต้องใช้คนหนุม่คนสาว และคนรุ่นใหม่


ภาพ การเปิดตัวสินค้า Caesarstone ต้องใช้คนหนุม่คนสาว และคนรุ่นใหม่


ภาพ หินหน้าเคาน์เตอร์ทั้งหมดมีได้หลายสีตามธรรมชาติ


คิบบุทซ์สดอต-แยม (Sdot Yam, Hebrew: שְׂדוֹת יָם, lit. Sea Fields) หรือคิบบุทซ์ทุ่งทะเล ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1936 แล้วจึงย้ายมาอยู่ในสถานที่ปัจจุบันทางตอนใต้ของเมืองที่มีประวัติศาสตร์ทางโบราณคดีชื่อ ซีซาเรีย (Caesarea) ในปี ค.ศ. 1940 ปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของเขตฮอฟ ฮาคาร์เมล คิบบุทซ์สดอต-แยมมีประชากรอยู่ 711 คน


คิบบุทซ์สดอต-แยม แต่เดิมมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจจากการประมง แต่ในปัจจุบันทำการเกษตรบนพื้นดิน ปลูกกล้วย อโวคาโด  เลี้ยงสัตว์ดังเช่นทำฟาร์มวัวนม แต่แหล่งรายได้หลักของชุมชนนี้มาจากบริษัท Caesarstone Sdot-Yam Ltd. ซึ่งทำหินประดับที่มีชื่อว่า Caesarstone ซึ่งใช้เป็นผิวหน้าเคาน์เตอร์ในห้องครัวและห้องน้ำ ในปี ค.ศ. 2013 คิบบุทซ์สดอต-แยมถือหุ้นร้อยละ 58 ของบริษัท Caesarstone ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ผลิตหินปูเคาน์เตอร์ (Counter top) ในลักษณะดังกล่าว

Tuesday, March 3, 2015

เที่ยวนครวัด จากกรุงเทพฯ ผ่านทางอ.อรัญประเทศ (ตลาดโรงเกลือ-ปอยเปต)

เที่ยวนครวัด จากกรุงเทพฯ ผ่านทางอ.อรัญประเทศ (ตลาดโรงเกลือ-ปอยเปต)

Updated: 25 มีนาคม 2558

กรุงเทพฯ - อ.อรัญประเทศ (ตลาดโรงเกลือ-ปอยเปต)

เสียมราฐตลาดโรงเกลือ กรุงเทพฯ  

3 วัน 2 คืน - 28-29-39 มีนาคม 2558

ออกรถจากกรุงเทพฯ ที่ Foodland Rarm-Intra ถนนรามอินทรา, กทม. เวลา 5:00 น. วันที่ 28 มีนาคม 2558

สรุปผู้เดินทาง 6 คนจากเพื่อนเทพศิรินทร์ 04-06: 2 คนจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิเด็ก


นครวัด จังหวัดเสียมเรียบ กัมพูชา


นครวัด จังหวัดเสียมเรียบ กัมพูชา

แผนที่ ตนเลสาป (Tonle Sap)


ตนเลสาป (Tonla Sap)



วันแรก             กรุงเทพฯ - จ.สระแก้ว (ตลาดโรงเกลือ) - ปอยเปต ศรีโสภณ โตนเลสาป
                      องค์เจก องค์จอม – พนมบาเค็ง
05.00 น.         28 มีนาคม 2558 พร้อมกัน ณ Foodland Supermarket, Rarm-Intra 

                     ออกเดินทาง สู่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ด่านชายแดน ตลาดโรงเกลือ-ปอยเปต 
08.00 น.         เดินทางถึง ตลาดโรงเกลือ-ปอยเปต ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรทั้งไทยและกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อย  พบมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ให้การต้อนรับท่านที่ฝั่งกัมพูชา นำท่านเดินทางสู่ เมืองเสียมราฐ ระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร
เที่ยง              ä รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร  TONLE SAP  (เมืองเสียมราฐ)
บ่าย               นำท่านเดินทางสู่ โตนเลสาบ อยู่ห่างจากตัวเมืองเสียมเรียบ ประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดเอเชีย เมื่อเดินทางถึงท่าเรือ โตนเลสาบ ล่องเรือชมทัศนียภาพเหนือทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ชมความเป็นอยู่ของหมู่บ้านชาวประมง บ้านเรือนที่ตั้งอยู่บนทะเลสาบ โรงเรียน พิพิธภัณฑ์สัตว์ โดยฤดูน้ำหลากน้ำท่วมถึง 7,500 ตร.กม. ลึกถึง 100 ม. ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ กำปงธม , กำปงชะนัง , โพธิสัตว์ , พระตะบองและเสียมราฐ
นำท่านสักการะ องค์เจก องค์จอม พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองชาวเสียมเรียบมาช้านานและชาวเขมรให้ความ เคารพ นับถือ กันมาก จากนั้นนำท่านเดินทางไปชมพระอาทิตย์อัสดงที่ เขาพนมบาเค็ง ท่านสามารถมองเห็นวิวของปราสาทนครวัด จากเบื้องสูงเมื่อท่านมายืนอยู่บนเขาพนมบาเค็งนี้ เราจะชมตะวันที่ค่อยๆคล้อยต่ำลงจนลับสายตา
ค่ำ                 ä รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารสวัสดี (เมืองเสียมราฐ)
                    พักที่   ANGKOR HOTEL - Stary Angkor hotel  หรือระดับ 4 ดาว  หรือเทียบเท่า

วันที่สอง          ปราสาทบันทายศรี -  ปราสาทตาพรหม นครธม นครวัด  - ชมโชว์รำอัปสรา
06.30 น.         ä รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
07.30 น.         เดินทางสู่ ปราสาทบันทายศรี  เป็นปราสาทเล็ก ๆ ที่อยู่รอบนอก   สร้างด้วยหินทรายสีชมพูดูสดใส ต่างจากปราสาทอื่นๆ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นปราสาทแห่งความรัก ซึ่งนักโบราณคดีจากฝรั่งเศสได้ตั้งฉายาของปราสาทแห่งนี้ว่า รัตนชาติแห่งศิลปะขอม  ให้ท่านได้ชมภาพทับหลัง และหน้าบันที่มีความสมบูรณ์ที่สุด แม้จะเป็นปราสาทเก่าแก่ก่อนยุคนครวัด แต่ยังคมชัดมองเห็นทุกมุมได้อย่างชัดเจน ชม ปราสาทตาพรหม สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อปี พ.ศ. 1729 ในศาสนาพุทธ นิกายมหายานพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระราชมารดาเป็นวัดในพุทธศาสนาขนาดใหญ่มาก สร้างตามแบบขอมยุคสุดท้ายมีรูปแบบโดยรวมไม่ทำเป็นชั้นลดหลั่นกัน ที่ปราสาทตาพรหมมีต้นไม้อยู่ 2 พันธุ์ ต้นที่ใหญ่ที่สุดเรียกกว่า ต้นสะปง หรือ ต้นสำโรง ตามแบบฉบับคนไทย เป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน อีกชนิดหนึ่ง เป็นไม้เลื้อยขึ้นอยู่ตามหน้าบัน ทับหรือ หรือตามตัวปราสาทและหลังคา ทั้งไม้เล็กไม้ใหญ่ต่างเติบโตตามสภาวะที่เอื้ออำนวยของรากไม้ใหญ่ที่แทรกชอนไชไปบนแผ่นศิลาเพื่อจะหาที่ลงดินเกิดเป็นรูปทรงคล้ายหนวดปลาหมึกเกาะกุมองค์ปราสาททำให้ช่วยประคองยึดตัวปราสาทไม่ให้หักพักลงมากได้
เที่ยง              ä รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารโตนเลสาบ (บุฟเฟ่ต์นานาชาติ)      
บ่าย               ชม เมืองพระนครธม (นครธม) ผ่าน สะพานนาคราช  เป็นสะพานหินสลักขนาดใหญ่ รูปเทวดา กำลังฉุดนาคอีกฝั่งเป็นอสูรฉุดนาคขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน อันเป็นตอนเริ่มต้นจากนิยายปรัมปราที่พวกพพราหมณ์เล่าถึงตอนกำเนิดโลกมนุษย์และจักรวาล เดินผ่านสู่ ประตูเมืองทิศใต้  ชม ปราสาทบายน เป็นปราสาทหลวงประจำรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นรูปแบบที่มีลักษณะแตกต่างจากการสร้างรูปแบบเดิมๆเป็นเพราะพระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน อย่างยิ่ง ปรางค์ปราสาทบายน ทั้ง 54 ปรางค์ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผินพระพักตร์ออกไปทั้งสี่ทิศเพื่อสอดส่องดูแลทุกข์สุขของเหล่าพสกนิกรของพระองค์ให้อยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข จากนั้นนั่งรถชมกลุ่มปราสาทเล็กโดยรอบ อาทิเช่น บาปวน ลานช้าง ปราสาทพิมานอากาศ   ชมสิ่งมหัศจรรย์ 1ใน7ของโลก ปราสาทนครวัด   ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1650 1720 โดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 โดยถวายเป็นพุทธบูชา ชมรูปสลักนางอัปสรนับหมื่นองค์ ชมภาพแกะสลักนูนต่ำ การกวนเกษียรสุมทร ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณอันศักดิ์สิทธิ์น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ชมภาพการยกกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โดยมีภาพกองทัพของเสียมกุก ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเราชาวไทยปรากฎอยู่ด้วย
19.00 น.         ä รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารโตนเลแม่โขง (บุฟเฟ่ต์นานาชาติ) 
พร้อมชมการแสดงพื้นเมือง ระบำนางอัปสร หรือ นางอัปสรา อันตระการตาอ่อนช้อยสวยงาม
                    พักที่  ANGKOR HOTEL + Stary Angkor hotel  หรือระดับ 4 ดาว  หรือเทียบเท่า
              
วันที่สาม          วัดใหม่ -ตลาดเมืองเสียมราฐ- เสียมราฐ ศรีโสภณ ปอยเปต ตลาดโรงเกลือ กรุงเทพฯ  
07.00 น.         ä รับประทานอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรมที่พัก
08.00 น.         จากนั้นนำท่านชมหัวกะโหลกมากมายในครั้งที่สมัยเขมรแดงปกครองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่ 
วัดใหม่ นำท่านเลือกซื้อสินค้าพื้นเมืองต่างๆ ที่ ตลาดซาจ๊ะ (ตลาดเก่าเมืองเสียมราฐ) เช่น เสื้อยืดรูปปราสาท หรือ ตัวอักษรเขมร , เครื่องเงิน , ไม้แกะสลัก ต่าง ๆ พร้อมทั้ง จำหน่าย ปลากรอบ ปลาตากแห้ง ปลาร้า  ซึ่งเป็นปลามาจากโตนเลสาบ ของที่ระลึกต่าง ๆ พวงกุญแจ , โมเดล และคริสตัลรูปปราสาทต่าง ๆ
                    ออกเดินทางสู่ ชายแดนไทย-กัมพูชา ด่านปอยเปต
เที่ยง              ä รับประทานอาหารกลางวัน ณ CAFÉ  LAOD  (SIEM REAP  )
14.00 น.         นำท่านผ่านพิธีการตรวจคนออกเมืองและศุลกากรแล้ว เดินทางเข้าสู่ ตลาดโรงเกลือ เลือกซื้อสินค้าราคาถูก นานาชนิด จนได้เวลาพอสมควร
17.00 น.         ออกเดินทางกลับสู่ กรุงเทพฯ
20.00 น.         เดินทาง ถึง กรุงเทพฯ ณ จุดนัดพบ โดยสวัสดิภาพ..... (สิ้นสุดการบริการ ขอขอบพระคุณทุกท่าน)

J สนุก สุขใจ ในทุกทริป J


อัตราค่าบริการต่อท่าน :                                          
 ผู้ใหญ่ ท่านละ
6000 บาท

หมายเหตุ: รวมค่าเดินทางจากจุดนัดหมายในกรุงเทพฯ และกลับถึงจุดนัดหมายในกรุงเทพฯ คณะเดินทางผู้ใหญ่ 16 ท่านขึ้นไป 
(กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ  ใช้รถตู้  หารถมาเอง )   / ที่เสียมเรียบใช้รถบัส 25 ที่นั่ง)

อัตราค่าบริการนี้รวม
อัตราค่าบริการนี้ไม่รวม
*       ค่ายานพาหนะทัวร์ ประเทศกัมพูชา
*       โรงแรมที่พักจำนวน 2 คืน (พักห้องคู่)
*       ค่ามัคคุเทศก์ท้องถิ่น อำนวยความสะดวกตามรายการ
*       ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ตามรายการ
*        ค่ายานพาหนะนำเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ตามรายการ
*       ค่าอาหารตามรายการที่ระบุไว้ตามรายการ
*       บริการน้ำ และผ้าเย็น ตลอดรายการ
*       ค่า Visa สำหรับชาวต่างชาติ (ยกเว้นคนไทย)
*       ค่าพักห้องเดี่ยวเพิ่มตามอัตรา
*       ค่าประกันภัยและอุบัติเหตุ
*        ค่าใช้จ่ายส่วนตัวนอกเหนือจากรายการ ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มสั่งเพิ่ม ค่าซักรีด ค่าโทรศัพท์ ค่าทิปพนักงาน ฯลฯ
*       ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% , ค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%                         


, เอกสารประกอบการเดินทาง ,
หนังสือเดือนที่ที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน (นับจากวันเดินทาง) และมีหน้าว่างเหลือมากกว่า 2 หน้า

เงื่อนไขการจองทัวร์และการชำระค่าบริการ
*      ส่งรายชื่อลูกค้า พร้อมชำระค่ามัดจำ  1,000 บาท
*      ส่วนที่เหลือชำระทันทีก่อนการเดินทาง 5  วัน

การยกเลิก
*      ยกเลิกก่อนการเดินทาง 7 วัน เก็บค่าใช้จ่ายทั้งหมด
รายการท่องเที่ยวอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้างตามความเหมาะสม อันเนื่องมาจากความล่าช้าของเครื่องบิน ภัยธรรมชาติ หรือสภาวะทางการเมือง ทั้งนี้บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงรายการส่วนหนึ่งส่วนใดได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการยืนยันจากสายการบิน ที่พัก เวลาเข้าเยี่ยมชมของแต่ละสถานที่ เหตุการณ์ทางการเมือง การประท้วง การนัดหยุดงาน ภัยธรรมชาติอันเป็นสาเหตุต้องเลื่อนการเดินทาง หรือไม่สามารถจัดพาคณะเที่ยวได้ตามรายการทั้งหมด
บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการปรับราคาอันเนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
*      อัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงิน และอัตราการปรับราคาค่าเชื้อเพลิงต่าง ๆ
*      การไม่รับประทานอาหารบางมื้อ ไม่เที่ยวตามรายการ ไม่สามารถขอหักค่าบริการคืนได้  เพราะเป็นการเหมาจ่ายทั้งหมด ทั้งนี้บริษัท จะยึดถือความสำคัญของลูกค้าเป็นหลัก
*      ทางบริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบต่อการปฏิเสธออกนอกประเทศ / ห้ามเข้าประเทศ / การนำสิ่งของผิดกฎหมายเอกสารการเดินทางไม่ถูกต้องและความประพฤติส่อไปในทางเสื่อมเสีย

ANGKOR KAMPU TOURS CO.LTD  
-      ใบอนุญาตประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว เลขที่ CO /1978 KH /2010
-      Website www.angkorkampu.com
-      Email : angkorkampu@hotmail.com
-      Chat : Skype : angkorgroup1
-      Line:kampu2014      /   FB:chea  Suwann
-      Office 1 :Cambodia +855 97 602 9990
-      Mobile :  มือถือ Cambodia:  +855 12 32 67 42

Country  Manager :  Chea  Suwann Mr
-      1 :Cambodia +855 97 602 9990
-      Mobile :  มือถือ Cambodia:  +855 12 32 67 42


Monday, February 2, 2015

การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทำนา - ดร. วสัญชัย กากแก้ว

การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทำนา - ดร. วสัญชัย กากแก้ว

Keywords: การเกษตร, agriculture, การทำนา, rice farming, อีสานใต้, Lower Northeastern region, Thailand, เศรษฐศาสตร์, economics, เศรษฐกิจการเกษตร, agro-economics

สัมภาษณ์และบันทึกผ่านระบบออนไลน์ กับ ดร. วสัญชัย กากแก้ว (Facebook: Vasan Kakkeaw) โดยใช้การสื่อสารผ่าน Facebook โดย ประกอบ คุปรัตน์ (Pracob Cooparat)

Pracob Cooparat คำถามเบื้องต้นที่จะขอข้อมูล คือ 
- โดยเฉลี่ยเกษตรกรไทยมีที่นาของตนเองประมาณกี่ไร่?
- สำหรับชาวนาข้าว ผลผลิตต่อไร่ของไทยคือประมาณเท่าใด และในอีสานมีผลผลิตต่อไร่เท่าใด?...See More
Description: https://fbcdn-profile-a.akamaihd.net/hprofile-ak-xfp1/v/t1.0-1/c0.0.40.40/p40x40/1011378_512404735543469_2045280924_n.jpg?oh=e332945faff5c75b8adca52f2c3d5b00&oe=5561D784&__gda__=1431952414_f385fea477383f9c63c86ecc0f8f844c
Pracob Cooparat - การปลูกมันสำปะหลัง ได้กิโลกรัมละ 2.20-2.50 บาท แต่ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าการปลูกข้าว และทุนที่จะใช้ก็ต่ำกว่า ผมตั้งคำถาม เพราะเห็นว่าชาวนาจริงๆไม่ได้ปลูกข้าวอย่างเดียว เขาปลูกมันสำปะหลัง ต้นยูคาลิปตัส ข้าวโพด ยางพารา ฯลฯ ดังในกรณีที่ดินในอีสานส่วนที่เป็นเชิงเขา มีความชื้นตลอดปี

การปลูกข้าว จึงไม่ใช่รายได้อย่างเดียวของเกษตรกร
Description: Pracob Cooparat's photo.

Description: https://fbcdn-profile-a.akamaihd.net/hprofile-ak-xfa1/v/t1.0-1/p40x40/10455108_750903114995746_8840136344572796415_n.jpg?oh=3e2b30aa955130ca50dda9c55d30c2f6&oe=5522B87F&__gda__=1433346351_27a41df5a1a684b4701a2346cfcd0216
Kong Yaso · Friends with Vasan Kakkeaw
เยี่ยมๆๆๆเพื่อนเรา..สุดยอด
Description: https://fbcdn-profile-a.akamaihd.net/hprofile-ak-xpf1/v/t1.0-1/c0.0.40.40/p40x40/1381191_557819624266603_1267399491_n.jpg?oh=dd7137b943c03464f391e0259661dfb2&oe=555BEFBE&__gda__=1431402193_c44c818816179fee6879ee8514b96859

ขนาดของที่ดินของชาวนา

Vasan Kakkeaw ชาวนาส่วนที่เป็นเจ้าของที่นา จะมีที่นาเฉลี่ยครัวเรือนละ ประมาณ 10-15 ไร่ ชาวนาที่จะสามารถทำนาเป็นอาชีพได้ น่าจะต้องมีที่ดิน 30-40 ไร่ขึ้นไป เพราะผลประโยชน์ รายได้มักจะต้องผูกกับขนาดของพื้นที่

ผลิตผลต่อไร่

เฉลี่ยในภาคอีสาน ทำนาได้ 300-350 กิโลกรัมต่อไร่ ปัจจุบันชาวนาขายข้าวแบบคนมาเกี่ยวข้าวด้วยเครื่องจักร เขารับหน้าที่นำข้าวที่แม้ยังมีความชื้นสูงไปขายยังโรงสี และคิดเหมาหักค่าขนส่งไปด้วย เมื่อขายข้าวได้ อีกส่วนที่จะถูกหัก คือความชื้น (Humidity) ซึ่งอาจถูกหักไปสูงถึงร้อยละ 30 แต่อีกส่วนหนึ่ง ชาวนามียุ้งฉางที่จะเก็บข้าวไว้บริโภคเอง ซึ่งข้าวในส่วนนี้ใช้ระบบสีข้าวขนาดเล็ก การตากข้าวที่มีความชื้นสูงให้มีความชื้นลดลงในระดับที่เก็บไว้ได้นานโดยไม่เสียคุณภาพ

การทำนาปัจจุบัน นิยมใช้แบบหว่าน รอน้ำฝน ปริมาณความอุดมสมบรูณ์ ของแต่ละปีมาจากการเสี่ยงทาย โดยดูจากคางไก่ ตอนเซ่นศาลปู่ต่า หากคางไก่อ้วน ตรง และสมบูรณ์ก็มั่นใจว่า ปีนี้ข้าวปลาอุดมสมบูรณ์ 

ทำนาไปเพื่ออะไร?

คนอีสานทำนาเพื่อการยังชีพ โดยไม่ได้ยึดหลักทางวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่มีขาดทุน มีแต่กำไร เพราะ เป็นความสุข คือ ได้ผลผลิต ได้นำข้าวให้บุตรหลานได้กิน ดังจะเห็นได้จากช่วงที่มีการเก็บเกี่ยว มีลูกหลานมาเยี่ยมบ้าน ขากลับไปทำงานในกรุงเทพฯ หรือเขตอุตสาหกรรม ก็จะแบกถุงปุ๋ยที่เป็นข้าวสารสีแล้วจากที่บ้านกลับไป ดังที่สุรินทร์ ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นข้าวหอมมะลิ ซึ่งถือเป็นข้าวเกรดหนึ่งของประเทศ

การทำนาไม่มีขาดทุน เพราะในแต่ละขั้นตอนที่จะทำนา พ่อแก่แม่แก่หรือชาวนาสูงอายุที่เป็นคนทำนา อาศัยเงินที่ลูกหลานที่ทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ หรือระบบอุตสาหกรรมส่งมาให้ การไถนาที่ทำทุกปี ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ เพราะแม้เป็นรถไถเดินตาม หรือ “ความเหล็ก” แบบเดิมแม้จะยังมีเครื่องจักรอยู่ แต่เมื่อผู้ทำนาอายุมากขึ้น ก็ไม่มีแรงจะไปไถเองแล้ว ได้แต่จ้างคนอื่นมาไถ แล้วจ่ายค่าจ้างตามคิดเป็นต่อไร่

วิธีการทำนา

ในปัจจุบัน ชาวนาทำการปลูกข้าวด้วยการหว่าน แทนที่จะเป็นการปักดำดังในสมัยก่อน เพราะต้องประหยัดแรงงาน แต่ถ้าหว่านแล้วในบางที่ไม่มีข้าวงอกเป็นต้น ก็ต้องไปปักดำเสริม หากมีแรงสามารถกระทำได้ ซึ่งจะได้ผลที่ดีเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพิ่มขึ้น

ทัศนะของ ดร. วสัญชัย กากแก้ว - ระหว่างที่ทำนา มีเวลาว่างมาก จริงๆแล้วมีเวลาที่จะใช้ทำอย่างอื่นๆได้อีกมาก

ทัศนะของ ประกอบ คุปรัตน์ - หากมีการสร้างงานที่คนสูงวัยพอทำได้ เช่น อาหารแปลงรูป การทอผ้า การตัดเย็บเสื้อผ้า ฯลฯ หรืองานอื่นๆที่สามารถสร้างสรรค์ได้

ระหว่างที่ข้าวเติบโต ก็ต้องมีการใส่ปุ๋ย ซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่าย แต่คนทำนาที่มีลูกหลานสนับสนุนอยู่ ก็มักจะอาศัยเงินสนับสนุนจากบรรดาลูกหลาย ซึ่งอาจหว่านปุ๋ยเอง หรือใช้แรงงานจ้าง ก็แล้วแต่อายุขัยของชาวนา และเงินที่จะมาสนับสนุน

รายได้จากการทำนาจริงๆ เคยมีการทดลองทำนาแบบร่วมกันลงทุนไปเช่าที่นาขนาด 35-60 ไร่ แล้วทำแบบใช้การจ้าง และการลงทุนทุกอย่างมีการบันทึกค่าใช้จ่ายไว้ ซึ่งรวมถึงค่าเช่าที่นาไร่ละ 1000 บาท/ปี ค่าไถนา ค่าพันธุ์ข้าว ค่าปุ๋ย ค่าเก็บเกี่ยว ค่าขนส่ง ผลปรากฏว่าเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว มีรายได้เหลือไร่ละ 75 บาท/ไร่

นาคือชีวิต เพราะนอกจากข้าว คือ ปลา ปู หอย กุ้ง ผัก ผลพลอยได้จากนาที่จริงแล้ว

นา - สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้อีกมาก เช่น การเลี้ยงปลา หรือหาปลาตามธรรมชาติ การปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์ พวกเป็ด ไก่ หรือแม้กระทั่งหมู ซึ่งสามารถทำเป็นอาหารเสริม และรายได้เสริม หรือการรวมตัวทำอุตสาหกรรมย่อย สร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิก


Saturday, January 31, 2015

ดูแลโรคเบาหวาน (Diabetes) - ให้เดินสายกลาง

ดูแลโรคเบาหวาน (Diabetes) - ให้เดินสายกลาง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุขภาพ อนามัย, health, healthcare, เบาหวาน, diabetes, อาหารการกิน, nutrition, diet, การออกกำลังกาย, exercise, แพทย์, physician, doctor,

คุณ Joe Darun เล่าประวัติการป่วยเป็นเบาหวาน (Type II Diabetes) เหมือนผม ขอบคุณมาก และขอชื่นชมที่ให้การเจ็บป่วยของเราเป็นบทเรียนในการดำรงชีวิตแก่คนอีกเป็นจำนวนมาก

การดูแลโรคเบาหวานที่ดีต้องทำอย่างมีทีมงาน (Team) และเดินสายกลาง


ภาพ แม้เด็กๆ หากเป็นเบาหวาน ก็ต้องให้การศึกษา เพื่อให้เขาดูแลตัวเองได้


ภาพ การติดระบบดูแลระดับน้ำตาลแบบต่อเนื่อง ทำให้การใหเยา อาหาร และออกกำลังกายมีความพอเหมาะ คุมน้ำตาลไม่ให้สูง หรือต่ำเกินไป


ภาพ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด หาซื้อได้ในราคาชุดละ 2000-2500 บาท สามารถใช้ร่วมกันได้ โดยเปลี่ยนเข็มเจาะ เพื่อป้องกันโรคที่จะติดต่อผ่านเลือดได้


ภาพ ผู้ป่วยเบาหวาน ต้องได้รับการศึกษา เพื่อการดูแลตนเอง

คนที่จะเป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาโรคอย่างเบาหวานมี 3 ลักษณะ คือ (1) แพทย์ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้งในช่วงแรกๆ แพทย์เป็นอันมากไม่รู้เรื่องอาหารการกิน อาจเน้นไปที่ใช้ยาอย่างเดียว ซึ่งช่วยไม่ได้ (2) นักโภชนาการ ที่จะต้องแนะนำเรื่องอาหารการกิน ซึ่งส่วนใหญ่คือลดน้ำตาล พวกแป้ง Gluten กินเนื้อได้ไม่จำกัด แต่เป็น Lean meat กินผักได้ไม่จำกัด และผลไม้ไม่หวานได้ (3) ครูฝึกสอนด้านการออกกำลังกายและสันทนาการ เพราะการออกกำลังกายทำให้เกิดความสมดุลในระดับน้ำตาลได้ดีที่สุด

แต่ที่สำคัญที่สุดนอกจากนี้คือ "ตัวเอง" คุณ Joe Darun ใช้เวลา 1 ปีในการควบคุมนิสัยในการดำรงชีวิต เพื่อนผมระดับพลเอก ป่วยเกือบตาย ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลในช่วง 2 ปี ปัจจุบันเขาควบคุมตัวเองได้แล้ว เลิกนิสัยตามใจตัวเอง และรวมถึงเลิกเหล้า ผมเองใช้การควบคุมตัวเองกับไปหาแพทย์เป็นระยะๆ ในช่วง 12 ปี

การดูแลโรคเบาหวาน ต้องอย่าดำเนินชีวิตสุดโต่ง ด้านหนึ่งคือไม่ดูแลตนเองเลย กินไม่เลือกแล้วไม่ออกกำลังกาย ไม่พักผ่อนให้เพียงพอ อีกด้านคือเกือบจะหยุดกิน หรือกินน้อยอย่างเข้มงวดจนเกินไป พวกหลังนี้ต้องระวังโรคน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycaemia) ซึ่งมีอันตรายรุนแรงได้เช่นกัน