Wednesday, February 24, 2016

เครื่องบินใช้เครื่องยนต์ลูกประสมกับไฟฟ้า อาจช่วยชีวิตคนได้เป็นอันมาก

เครื่องบินใช้เครื่องยนต์ลูกประสมกับไฟฟ้า อาจช่วยชีวิตคนได้เป็นอันมาก

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การบิน, aviation, เครื่องบินไฟฟ้าลูกประสม, Hybrid Electric plane, Axter Aerospace

บริษัท Axter Aerospace ได้พัฒนาเครื่องยนต์ลูกประสมขนาดเล็ก (Hybrid electric plane) ใช้กับเครื่องบินใบพัดเดียว วัตถุประสงค์คือเพื่อประหยัดพลังงานน้ำมัน เป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และออกแบบมาเพื่อช่วยชีวิตคนในยามเครื่องพลังน้ำมันขัดข้องด้วย


ภาพ เครื่องบินขนาดเล็กใบพัดเดียว สามารถใช้เครื่องยนต์แบบประสม ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ร่วมกับเครื่องมอเตอร์ไฟฟ้ากับแบตเตอรี่

เครื่องบินขนาดเล็กและเบามักมีอันตรายเมื่อเครื่องบินขัดข้อง ซึ่งส่วนมากมาจากเครื่องยนต์ดับ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เมื่อเครื่องบินใบพัดไม่หมุน ไม่มีแรงผลักไปข้างหน้า มันจะดิ่งลงมาอย่างเร็ว

แนวคิดของ Axter Aerospace สามารถช่วยได้ โดยเครื่องบินนอกจากจะมีเครื่องยนต์หลักแบบเผาไหม้แล้ว ยังมีเครื่องที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ด้วย เมื่อนำเครื่องบินขึ้น (Take off) ซึ่งขณะออกตัวนั้นต้องใช้พลังมาก ก็ใช้เครื่องยนต์แบบเผาไหม้ควบคู่ไปกับพลังมอเตอร์และแบตเตอรี่ แต่เมื่อเครื่องบินอยู่ในระดับสูงแล้ว แรงต้านจากอากาศน้อย ก็ใช้พลังเพียงจากเครื่องยนต์เผาไหม้ ในอีกสถานการณ์หนึ่ง คือเมื่อเครื่องบินบินในระดับสูงแล้วเครื่องขัดข้อง ต้องนำเครื่องลงจอด ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งที่เครื่องยังทำงานอยู่ อาจจะสัก 30-60 นาที ซึ่งพลังจากมอเตอร์และแบตเตอรี่จะทำหน้าที่ในช่วงนี้ เพื่อนำเครื่องลงจอด พลังจากระบบไฟฟ้านั้นไม่ซับซ้อน ไม่มีหัวเทียนและลูกสูบ เพียงเปลี่ยนสวิชมาใช้พลังไฟฟ้า ระบบก็ทำงานได้เลย


Thursday, February 18, 2016

เตียงนอนกลางวัน (Daybeds)

เตียงนอนกลางวัน (Daybeds)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: ที่พักอาศัย, Inhabitation, เตียง, beds, เตียงนอนกลางวัน, day beds, ที่นอน, mattress


ภาพ เตียงนอนกลางวัน (Day bed) ที่อยู่ในห้อง ในร่ม


Daybeds หมายถึงเตียงนอนได้ในตอนกลางวัน สามารถใช้เป็นเตียงนอนพักผ่อน (Lounging) เอนกาย (Reclining) และนั่งในห้องส่วนกลาง (Common rooms) โครงสร้างของเตียงอาจเป็นไม้ โลหะ หรือเป็นส่วนผสมของไม้และโลหะ

Daybeds อาจเป็นได้ทั้งเก้าอี้นอน (Chaise longue), ที่นอน (Couch), หรือเป็นเตียงนอน (Bed)

Daybeds โดยทั่วไปจะมีที่พิงด้านหลังและด้านข้าง และมีขนาดใหญ่พอสมควร คือประมาณ 99 มม. X 191 มม. คือกว้างและยาวพอที่ผู้ใหญ่จะนอนในตอนกลางคืนได้อย่างสบายๆ Daybedsอาจเป็นเตียงคู่ โดยมีเตียงขนาดใกล้กันที่เป็นเหมือนลิ้นชัก ดึงออกมาเพื่อใช้เป็นอีกเตียงที่เตี้ยกว่า และใช้งานได้
เตียงนอนกลางวัน (Modern daybeds)

ในปัจจุบัน เตียงนอนกลางวัน (Modern daybeds) มีพื้นเป็นสปริง (Linkspring) รองรับที่นอน (Mattress) และมีคานรองรับ (Cross supports) พื้นรองที่นอนเป็นลวด (Wire) หรือโพลีเอสเตอร์ (Wire/ polyester/ nylon) การใช้พื้นเป็นสปริงทำให้ลดความหนาของพื้นรองที่นอน และทำให้สามารถสอดอีกเตียงอีกหนึ่งที่ไว้ด้านไต้

เตียงนอนกลางวันยุคใหม่ มีทั้งที่เป็นแบบในร่ม (Indoor) และกลางแจ้ง (Outdoor) เตียงอาจเป็นแบบแขวน หรืออยู่กับที่ เตียงนอนกลางวันที่เป็นแบบกลางแจ้งมักจะต้องมีหลังคา เพื่อป้องกันแสง ส่วนเตียงนอนกลางวันมักจะเป็นแบบเรียบง่าย
ในความคิดเห็นส่วนตัว การมีเตียงนอนกลางวันแบบกลางแจ้ง ต้องดูแลเรื่องยุง ซึ่งสามารถเป็นพาหะนำโรค ดังเช่น มาลาเรีย และไข้เลือดออกมาสู่คนได้ โดยไม่รู้ตัว เพราะขณะนอนแล้วหลับไปนั้น เราจะไม่รู้ว่าถูกยุงกัดหรือไม่


ภาพ อีกลักษณะหนึ่งของเตียงนอนกลางวันที่เป็นแบบคู่ โดยด้านล่างมีอีกเตียงแบบลากออกมาใช้งานได้ เหมาะสำหรับเป็นเตียงสำรอง รับแขกได้อีก 2 คน สำหรับบ้านที่มักมีแขกมาเยี่ยมพัก




ภาพ เตียงนอนกลางวันแบบที่เป็นโครงสร้างเหล็ก และมีแผ่นสปริงรองรับ เป็นโครงสร้างเหล็ก สามารถซื้อที่นอนแบบแยกมาใส่ 2 ผืน ทำให้ต้นทุนเตียงราคาไม่แพง จะสวยงามมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการจัด


ภาพ โครงสำหรับเตียงนอนกลางวัน ที่เพียงหาที่นอนขนาดหนามารองรับ และมีผ้าปูที่นอนและหมอนหลายใบที่สวยงาม มาร่วมประดับ


Wednesday, February 17, 2016

ไนกี้เลิกสัญญาสปอนเซอร์แมนนี ปาเกียว ยอดนักชกของเอเซีย

ไนกี้เลิกสัญญาสปอนเซอร์แมนนี ปาเกียว ยอดนักชกของเอเซีย

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การกีฬา, sports, การชกมวย, boxing, แมนนี ปาเกียว, Manny Pacquiao,
CNN, 18 กุมภาพันธ์ 2016 - Manny Pacquiao: Nike terminates deal with boxing great

มีคำกล่าวว่า “ก่อนพูด เราเป็นนายของคำพูด แต่เมื่อพูดแล้ว คำพูดเป็นนายเรา” กรณีนี้ใช้อธิบาย เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับปาเกียวได้อย่างดี


ภาพ แมนนี ปาเกียว นักชกระดับตำนานของฟิลิปปินส์ และของโลก

แมนนี ปาเกียว ยอดนักชกของเอเชีย และจะว่าของโลกก็ได้ เขาเคยเป็นแชมเปี้ยนมวยอาชีพของโลกมาแล้ว 6 รุ่นน้ำหนัก เคยชนะคู่ต่อสู้ที่ใหญ่กว่ามาก แต่ไม่ใช่ไม่เคยแพ้ ในการชกอาชีพ 65 ครั้งเขาแพ้มาแล้ว 6 ครั้ง แต่สิ่งที่เขาแพ้มากอีกครั้งหนึ่ง คือเพราะปากตัวเอง เมื่อเขาพูดว่า “พวกรักร่วมเพศเลวยิ่งกว่าสัตว์” (Worse than  animals)

ปาเกียวไม่ใช่เป็นเพียงนักกีฬา แต่เขาเป็นวุฒิสมาชิก และนักการเมืองระดับสูงของฟิลิปปินส์ มึคนเคยคิดว่าเขาควรสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศฟิลิปปินส์


ปาเกียวในฐานะวุฒิสมาชิก ประเทศฟิลิปปินส์มีประชากร 80 ล้านคน แต่มีวุฒิสมาชิกเพียง 24 ตำแหน่ง เป็นการเลือกโดยประชาชน สามารถออกเสียงได้อย่างเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ในแนวทางเดียวกับสหรัฐอเมริกา วุฒิสมาชิกถือเป็นตำแหน่งทรงอำนาจมากในการเมืองของประเทศฟิลิปปินส์ ไม่ใช่ลูกจ้างของหัวหน้าพรรคเหมือนการเมืองในบางประเทศ

ปาเกียวกล่าวขอโทษในสิ่งที่เขาพูดแบบหลุดปากไป แต่นั่นก็สายเกินไปแล้ว เพราะไนกี้ (Nike) บริษัทเครื่องกีฬาใหญ่ของโลกที่ให้การสนับสนุนสปอนเซอร์เขามายาวนาน ได้ถอนสัมพันธภาพทุกกรณีต่อปาเกียว โดยตัวแทนของไนกี้ กล่าวว่า “ไนกี้ต่อต้านการรังเกียจการแบ่งแยก (Discrimination) ทุกประเภทมาในประวัติศาสตร์เป็นเวลายาวนานแล้ว และเรายืนหยัดในสิทธิของชุมชนคนรักร่วมเพศ (LGBT)”
ปาเกียวได้กล่าวแสดงความรังเกียจคนรักร่วมเพศในขณะที่เขาให้สัมภาษณ์ออกทีวี และได้ออกมาเขียนในอินสตาแกรม (Instagram) อย่างมิได้ยอมรับผิดนักว่า “เขาเพียงกล่าวความจริงที่ปรากฏอยู่ในไบเบิล” ต่อมาเขาได้เขียนในเฟสบุค (Facebook) ว่าเขาไม่ได้ตำหนิคนรักร่วมเพศ (LGBT) แต่ยังแสดงทัศนะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน

ในฐานะนักการเมือง ปาเกียวอาจได้คะแนนเสียง เพราะในประเทศฟิลิปปินส์ คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ และมีมากถึงร้อยละ 82.9 นับถือนิกายคาธอลิค และมักจะเป็นแนวอนุรักษ์ คือไม่สนับสนุนการทำหมัน การคุมกำเนิด การหย่าร้าง และการแต่งงานของคนรักร่วมเพศ

คำว่า LGBT

LGBT หรือ GLBT มาจากคำว่า Lesbian – หญิงรักร่วมเพศ, Gay, Bisexual – คนรักได้ไม่เลือกเพศ คือมีรักได้ทั้งชายและหญิง, Transgender – คนที่ได้มีการผ่าตัดแปลงเพศ LGBT เป็นคำที่ใช้กันตั้งแต่ค.ศ. 1990s ในระยะเริ่มแรกใช้คำว่า LGB เพื่อแทนคำว่า Gay ซึ่งแคบไป ส่วนคำว่าชุมชน LGBY (LGBT community) เริ่มใช้กันตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980s เพราะเขาเห็นว่า คำว่า Gay community ไม่ได้ครอบคลุมคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด



ภาพ การเดินขบวนแสดงความเป็นเอกภาพของกลุ่ม LGBT ในเมืองพอร์ตแลนด์ ทางฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา 
ภาพ LGBT ใช้สีสัญญลักษณ์สายรุ้ง หรือความหลากหลาย และการมองความหลากหลายเป็นสีสันในสังคม




ภาพ การเดินขบวนของกลุ่ม LGBT มักจะเป็นในเมืองใหญ่ที่มีความอดทนทางวัฒนธรรมสูง

EMILY หุ่นยนต์ช่วยชีวิตทางน้ำ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์

EMILY หุ่นยนต์ช่วยชีวิตทางน้ำ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

ศึกษาและเรียบเรียงจาก Wikipedia, the free encyclopedia

Keywords: วิทยาศาสตร์, sciences, เทคโนโลยี, technology, สิ่งประดิษฐ์, invention, EMILY, Robotic lifeguards


ภาพ Emily เครื่องช่วยชีวิตแบบจาก Remote control หนัก 20 ปอนด์


ภาพ เมื่อ Emily ถึงผู้ประสบภัยทางน้ำ ก็จะทำหน้าที่ช่วยให้คนจะจมน้ำได้เกาะ Emily หนักเพียง 20 ปอนด์ หรือ 9 กิโลกรัม เป็นที่ให้คนเกาะพยุงตัวได้ 4-5 คน


ภาพ โครงสร้างของ Emily ที่สามารถปรับใช้ได้ในอีกหลายๆกิจกรรมทางน้ำ รวมถึงการสำรวจทะเลและอากาศ

E.M.I.L.Y. หรือบางทีเรียกว่า EMILY หรือ Emily เป็นคำย่อจาก Emergency Integrated Lifesaving Lanyard เป็นเครื่องช่วยชีวิตแบบหุ่นยนต์ (Robotic lifeguards) ช่วยชีวิตคนที่อยู่ในน้ำ เป็นระบบใช้พลังจากแบตเตอรี่และควบคุมด้วยระบบควบคุมระยะไกล (Remote control) โดยหย่อนมันลงไปที่บริเวณชายฝั่ง จากเรือหรือแพ หรือเฮลิคอปเตอร์ แล้วอาศัยเครื่องยนต์ผลักดัน (Impeller motor) ให้แล่นไปตามน้ำสู่เป้าหมาย มันพิสูจน์ว่าเข้าถึงผู้ประสบภัยได้ดีกว่าผู้คอยช่วยชีวิต (Lifeguard) ที่เป็นมนุษย์ที่จะว่ายน้ำไปถึงผู้ประสบภัย เมื่อ EMILY ที่เป็นหุ่นยนต์เข้าถึงผู้ประสบเคราะห์ ส่วนที่เป็นโฟมเบาลอยน้ำ (Floatation device) จะทำหน้าที่เป็นทุนลอยให้ผู้ประสบภัยได้เกาะ แล้วมีคน 4-6 คนถือเชือกลากเข้าสู่จุดปลอดภัย

Emily สร้างโดยนักประดิษฐ์ชื่อ Anthony Mulligan และ Robert Lautrup และตั้งชื่อตามเพื่อนของ Marie Mulligan ผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุรถยนต์ Emily ได้รับการทดสอบที่หาดซูมา (Zuma Beach) ใกล้มาลิบู รัฐแคลิฟอร์เนีย (Malibu, California) และที่อ่าวดีโป ในรัฐโอเรกอน (Depoe, Oregon) และที่เวสเตอร์ลี โรดไอร์แลนด์ (Westerly, Rhode Island) โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2012 เครื่องช่วยชีวิต Emily นี้ได้ใช้ช่วยชีวิตคนจริงๆ โดยสามารถดึงพ่อและลูกชายคู่หนึ่งเข้าสู่ฝั่งหลังจากที่เขาทั้งสองติดอยู่กับคลื่นลมแรง


ในปัจจุบัน Emily มีรุ่นใหม่ที่สามารถใช้ได้หลายๆวัน โดยไม่ต้องกลัวแบตเตอรี่หมด โดยใช้ระบบเครื่องยนต์ใช้น้ำมันขนาดเล็ก เติมน้ำมันได้ง่ายและรวดเร็ว สามารถใช้ในการติดตามสภาวะคลื่นและเก็บข้อมูลด้านอากาศ โดยได้รับเงินช่วยเหลือจาก NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration)

Saturday, February 13, 2016

การซื้อแผ่นดินลุยเซียน่า (Louisiana Purchase)

การซื้อแผ่นดินลุยเซียน่า (Louisiana Purchase)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

ศึกษาและเรียบเรียงจาก Wikipedia, the free encyclopedia

Keywords: ประวัติศาสตร์, การเมืองการปกครอง, สหรัฐอเมริกา, The United States, ฝรั่งเศส, France, การซื้อแผ่นดินลุยเซียน่า (Louisiana Purchase), โธมัส เจฟเฟอร์สัน, Thomas Jefferson


ภาพ แผนที่การซื้อแผ่นดินลุยเซียนา (Louisiana Purchase) ที่เห็นเป็นสีเขียว


ภาพ นโปเลียน ผู้นำ กษัตริย์ของประเทศฝรั่งเศส


ภาพ ประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา

การซื้อแผ่นดินลุยเซียน่า
Louisiana Purchase
Vente de la Louisiane
การขยายอาณาเขตประเทศสหรัฐอเมริกาexpansion of United States
 Description: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/en/thumb/c/c3/Flag_of_France.svg/30px-Flag_of_France.svg.png
1803–1804
Description: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/70/Star-Spangled_Banner_flag.svg/30px-Star-Spangled_Banner_flag.svg.png 

Description: https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/70/Star-Spangled_Banner_flag.svg/30px-Star-Spangled_Banner_flag.svg.png 


ประเทศสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน เมื่อเทียบกับส่วนที่เป็นการซื้อแผ่นดินลุยเซียน่า
The modern United States, with Louisiana Purchase overlay
ประวัติศาสตร์
History
 • 
Established
July 4, 1803
 • 
October 1, 1804

การซื้อแผ่นดินลุยเซียน่า (Louisiana Purchase) หรือในภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “Vente de la Louisiane” เป็นการซื้อที่ดินที่เป็นอาณาเขตลุยเซียนา (Louisiana territory) ซึ่งเป็นของฝรั่งเศสมาเป็นของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1803 สหรัฐในยุคของประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) จ่ายเงิน 50 ล้านฟรัง หรือคิดเป็นเงินเหรียญเท่ากับ $11,250,000 USD สหรัฐต้องจ่ายหนี้ที่ค้างเอาไว้อีก 18 ล้านฟรัง ($3,750,000 USD) หรือคิดรวมแล้วเป็นเงิน 68 ล้านฟรัง ($15,000,000 USD) 

แผ่นดินดังกล่าวในปัจจุบันครอบคลุม 15 รัฐในสหรัฐอเมริกาปัจจุบัน รัฐดังกล่าวรวมรัฐ อาแคนซอ (Arkansas), มิสซูรี (Missouri), ไอโอว่า (Iowa), โอคลาโฮมา (Oklahoma), แคนซัส (Kansas), เนบราสกา (Nebraska), บางส่วนของรัฐมินเนโซตา (Minnesota) ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mississippi), ส่วนใหญ่ของรัฐนอร์ธดาโกตา (North Dakota), ส่วนใหญ่ของรัฐเซาท์ดาโกตา (South Dakota), ส่วนตอนเหนือของรัฐเทกซัส (Texas), พื้นที่ในรัฐมอนทานา (Montana), ไวโอมิง (Wyoming), และตะวันออกของรัฐโคโรราโด โดยรวมหมายถึงการซื้อผืนดินที่แบ่งแยกทวีปที่เป็นซีกตะวันตกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี รวมถึงเมืองนิวออร์ลีนส์ (New Orleans) และที่ดินบางส่วนที่ปัจจุบันเป็นจังหวัดอัลเบอร์ตา (Alberta) และจังหวัดซาสแคทชีวาน (Saskatchewan) ของประเทศแคนาดาในปัจจุบัน ในแผ่นดินที่เรียกว่า Louisiana นี้มีประชากร 60,000 คน และประชากรครึ่งหนึ่งของดังกล่าวเป็นคนผิวสี (Colored)

ในราชอาณาจักรฝรั่งเศสได้ครอบครองแผ่นดินลุยเซียนาจากค.ศ. 1699 และครอบครองโดยสเปนในปี ค.ศ. 1762 นโปเลียน (Napoleon) ในปี ค.ศ. 1800 หวังว่าจะก่อตั้งจักรวรรดิในอเมริกาเหนือ โดยหวังจะได้แผ่นดินลุยเซียนานี้คืน แต่ความหวังนี้ต้องมอดลง เพราะฝรั่งเศสเองมีภาระสงครามในทวีปยุโรปอย่างหนักหนา นาโปเลียนกษัตริย์ของฝรั่งเศสจึงตัดสินใจขายลุยเซียนาให้กับสหรัฐอเมริกา

การขายแผ่นดินลุยเซียนา (The Louisiana Purchase) เกิดขึ้นในยุคโธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) เป็นประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐอเมริกา ในครั้งแรกอเมริกาเจตนาจะซื้อเพียงส่วนที่เป็นเมืองนิวออร์ลีนส์ (New Orleans) และบริเวณที่ติดชายฝั่งทะเล ฝ่ายอเมริกันเมื่อได้รับข้อเสนอที่จะขาย “แผ่นดินลุยเซียนา” ที่กว้างใหญ่กว่าที่ต้องการ ก็ไม่รีรอที่จะตอบรับ ก่อนหน้านี้แผ่นดินของสหรัฐอเมริกาในยุคก่อตั้งประเทศจำกัดอยู่เพียงทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี


แต่ก่อนที่การซื้อขายจะถึงจุดสุดท้าย  Federalist Party พรรคฝ่ายค้านอ้างว่าผิดรัฐธรรมนูญที่ต้องการขยายอาณาเขต เจฟเฟอร์สันเห็นด้วย แต่เขาเห็นว่าด้วยอำนาจฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีก็มีอำนาจเพียงพอที่จะกระทำได้

Sunday, January 31, 2016

การให้ทุนศึกษาต่อต่างประเทศของมหาวิทยาลัยไทย เรื่องที่ต้องคิดใหม่

การให้ทุนศึกษาต่อต่างประเทศของมหาวิทยาลัยไทย เรื่องที่ต้องคิดใหม่

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การอุดมศึกษา, Higher education, การบริหารทรัพยากรมนุษย์, Human Resources Management – HRM, ทุนการศึกษา, scholarship, ทุนวิจัย, research fellow,

ความหมายของคำว่ากตัญญู (Piety) และความจงรักภักดี (Loyalty) ที่แตกต่างกันระหว่างตะวันตกกับตะวันออก

จากข่าวที่ปรากฏใน Social Media มีอาจารย์ทันตแพทย์หญิงท่านหนึ่ง รับทุนมหาวิทยาลัยมหิดลไปศึกษาต่อในระดับปริญญาขั้นสูง และได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของอเมริกา คือ Harvard University ปรากฏว่าไปแล้วจบการศึกษาแล้ว แต่ไม่กลับ เป็นผลให้อาจารย์และคนที่ลงนามค้ำประกันในประเทศไทย ต้องเป็นผู้รับใช้หนี้ค่าปรับแทน

เรื่องเช่นนี้ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศเอง เขาก็ไม่รับผิดชอบ เพราะอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ก็มีคนหนีไม่ใช้หนี้ทุนที่กูยืมมาเพื่อเรียนหนังสือ (Student loans) อยู่มากมาย เขาเองก็มีปัญหาในด้านโครงสร้างของสังคมด้วย

การรับทุนไปศึกษาต่อแล้วไม่กลับมา และไม่ใช้ทุนจนเดือดร้อนถึงผู้ค้ำประกันเช่นนี้ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ระดับผู้รับทุนแต่งงานแล้ว หรือมีแฟนแล้ว ไปพบแฟนใหม่ในต่างประเทศ แล้วก็เลยแต่งงานใหม่ แล้วไม่กลับประเทศไทย ส่วนสามีหรือแฟนเก่าและหรือครอบครัวแฟน/สามีที่ลงนามค้ำประกัน ต้องเป็นผู้ใช้ค่าปรับของทุนแทน การใช้คืนนี้คิดเป็น 2-3 เท่าของทุนที่รับไป เรียกว่าผู้ค้ำประกันเจ็บสองต่อ

ค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยอย่าง Harvard University
Tuition and Expenses

2015-2016
2014-2015
ค่าเล่าเรียน
Tuition and Fees
$45,278
$43,938
ค่าอาหารและที่พักพื้นฐานRoom and Board
$15,381
$14,669
รวมค่าใช้จ่ายพื้นฐาน
Subtotal - billed costs
$60,659
$58,607
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
Estimated personal expenses (including $800-$1,200 for books)
$3,741
$3,643

หมายเหตุ - ค่าใช้จ่ายจริงๆควรบวกด้วยร้อยละ 15-20 ของทั้งหมด หรือรวมประมาณ $77,280 หรือ 2.7 ล้านบาทต่อปี

สำหรับมหาวิทยาลัยที่ส่งคนไปศึกษาต่อต่างประเทศ การหาทุนให้อาจารย์ได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่ละคนเมื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศในมหาวิทยาลัยชั้นนำนั้น ค่าเล่าเรียนก็แพง แถมค่ากินอยู่อย่างพอเพียงรวมแล้วปีละ 2-3 ล้านบาท ไปอยู่สัก 5 ปี ก็เป็นเงินถึง 10-15 ล้านบาท สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการไม่ใช่ฟ้องเรียกเงินคืน ไม่ว่าจะกี่เท่าก็ตาม เขาต้องการองค์ความรู้ที่จะได้นำติดตัวบุคลากรของเขากลับมามากกว่า

สิ่งที่เราขาดหายไปในปรากฏการณ์เช่นนี้ คือค่านิยมแบบไทยๆและตะวันออกของเรา คือความกตัญญูรู้คุณคน (Piety) และในอีกด้านหนึ่งคือความสวามิภักดิ์ต่อหน่วยงาน (Loyalty) มีเหตุการณ์ที่เกิดแล้วช้ำใจสำหรับฝ่ายให้ทุน คือ ผู้รับทุนตอนไปก็ลงนามรับเงื่อนไขทุกประการ แต่พอไปอยู่เมืองนอก เห็นโอกาสใหม่ๆ แล้วลืมพันธสัญญาที่ได้มีต่อองค์การและบ้านเกิดเมืองนอนของตน กลับมาแล้วยังรู้สึกโกรธองค์การและสถาบันที่ตนสังกัดก็มีให้เห็น

ทางออกของปัญหา

แต่กระนั้นทุกอย่างก็มีทางออกที่จะลดผลกระทบที่เลวร้ายลง กล่าวคือ

สำหรับผู้รับทุน เมื่อคิดว่าจะไม่กลับมาประเทศไทย ไม่กลับมาทำงานใช้ทุนให้กับหน่วยงาน ก็ให้รีบรับรู้และตัดสินใจ ลาออกโดยเร็ว แล้วใช้ทุนคืน รับทุนไปน้อย ก็ใช้คืนน้อย หากมีไม่พอในช่วงหนึ่ง ก็เจรจาชดใช้ทุนแบบผ่อนส่ง หาทนายความหรือคนรู้กฎหมายไทยเป็นผู้เจรจา อาจใช้เวลาในการใช้คืนนานสักหน่อยก็เจรจาประนีประนอมได้ แล้วก็ควรเขียนจดหมายกราบขอโทษทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

อย่าทำให้ผู้มีพระคุณต่อท่านเป็นผู้เดือดร้อน

สำหรับคนที่คิดจะรับทุนในระยะต่อไป นับเป็นบทเรียนในสิ่งที่เกิดขึ้น หากคิดได้ คนที่จะรับทุนต้องมั่นใจว่ารับทุนแล้ว จะกลับมาทำงานรับใช้หน่วยงานและบ้านเกิด หรือไม่ก็ต้องไม่รับทุนของเขาเลย กัดฟันหางานทำในต่างประเทศไปตั้งรกรากที่นั่น ก็ไม่มีคนว่าอะไรมากนัก คนไปศึกษาต่อมักอยู่ในวัยที่จะมีคู่ครอง ซึ่งเป็นเรื่องเห็นใจและเข้าใจได้ ถ้าเช่นนั้นสำหรับคนที่จะต้องตัดสินใจไป ก็ขอให้คิดดีเสียแต่แรก หากไม่มั่นใจ ก็ไม่ต้องรับทุน ขอลาออก หาทุนหรือทำงานวิจัยในมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ หรือทำงานวิชาชีพอื่นๆควบคู่ไปกับการศึกษา ใช้เวลาเรียนนานสักหน่อยก็ไม่เป็นปัญหา เมื่อเรียนจบแล้ว คิดกลับมาจะเลือกงานอะไรทำก็ได้ สัมพันธภาพกับหน่วยงานเดิมก็ยังมีอยู่ จะกลับมาทำงานต่อก็ได้ หรือจะเป็นวิทยากรพิเศษให้หน่วยงานเดิมก็ทำได้

สำหรับมหาวิทยาลัย การได้ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆที่เขามีในต่างประเทศมาเพิ่มพูนให้กับหน่วยงานนั้นเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็น การรับอาจารย์จากเพียงที่จบภายในประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนาน เรียกว่า Inbreeding เหมือนสิ่งมีชีวิตที่ผสมพันธุ์กันเอง ยิ่งนานวัน สายพันธุ์ก็ยิ่งอ่อนแอ แต่วิธีการได้ความรู้มีหลายๆแบบ เช่นเป็นในรูปการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย เราส่งคนไปศึกษาต่อ มหาวิทยาลัยของเราก็รับคนของเขาเข้ามาศึกษา มาทำงานวิจัย อย่างนี้เรียกว่า Student exchange, staff exchange มีทำกันมากมาย ประเทศไทยเองก็มีความเป็นแหล่งที่คนอยากมาทำงานและมีประสบการณ์มากเช่นกัน

ปฏิรูปการจัดการคน  อีกวิธีการหนึ่งที่มหาวิทยาลัยทำได้ คือการจัดระบบบริหารงานทรัพยากรมนุษย์ใหม่ (HRM Reform) เพื่อให้ได้คนดีคนเก่งจากทั่วโลกมาเป็นอาจารย์ของเรา มีการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ นับเป็นเรื่อง Internationalization คือ “ก้าวสู่ความเป็นนานาชาติ” ตั้งอัตราค่าตอบแทนกำลังคนส่วนหนึ่ง อย่างที่จะดึงดูดคนเก่งไม่จำกัดสัญชาติหรือเชื้อชาติ เพื่อมาเป็นอาจารย์และนักวิจัยในมหาวิทยาลัย การเรียนการสอนก็ให้เป็นใช้ภาษาสากลเสียส่วนหนึ่ง คนสอนและคนเรียนก็ต้องมีทักษะภาษาต่างประเทศ มีผลงานนำเสนอเป็นภาษาสากล โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ เหมือนที่เขาทำกันในสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และอีกหลายๆมหาวิทยาลัยทั่วโลก ที่เปิดการเรียนการสอนเป็นภาษานานาชาติ ส่วนความรู้ความสามารถก็ให้เลือกตามที่ต้องการจริง (Expertise)

การเปิดกว้างรับคนเช่นนี้ ลองไปคำนวณดู จะพบว่าใช้เงินลงทุนน้อยกว่าส่งคนไปเรียนต่อในต่างประเทศมาก ไม่ต้องเสียเวลารอ 4-6 ปี และยังสามารถดึงดูดคนไทยที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศที่ทำงานในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาทำงานในบ้านเกิดของตัวเองด้วย โดยให้มีระบบ Salary scale ที่ดึงดูดคนทำงานในระดับมีฝีมือแข่งขันกับนานาชาติได้

การจ้างคนในลักษณะอัตราจ้างพิเศษ เพื่อดึงดูดทั้งผู้อาจจะสูงวัย (Senior professors/ researchers) มีประสบการณ์มาแล้วอย่างมาก หรืออาจเป็นคนหนุ่มสาวที่จะเป็นดาวรุ่งทางวิชาการ (Rising stars) สัญญาจ้างอาจจะมีค่าตอบแทนสูง แต่มีช่วงการจ้างงานที่จำกัดเป็นสัญญาๆไป เช่น 1, 2, หรือ 5 ปี เป็นต้น แล้วดูผลการทำงานเพื่อต่อสัญญาการทำงานกันเป็นระยะๆไป

ในทัศนะของผม ได้ติดตามการบริหารมหาวิทยาลัยในยุคที่ออกจากระบบราชการ (State autonomous universities) พบว่า ค่าตอบแทนเงินเดือนปัจจุบันของอาจารย์สูงขึ้น อาจถึง 1.7 ถึง 2.0 เท่าของเดิมหรือราชการทั่วไป แต่ก็มีช่วงเวลาที่จะประเมินผลการปฏิบัติงาน หากใครไม่มีผลงานตามที่คาดหวังก็สามารถไม่ต่อสัญญาได้ แต่นั้นก็ไม่เพียงพอสำหรับการจ้างคนที่มีความสามารถและศักยภาพจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้เราคงต้องกลับมาคิดกันใหม่ ในระดับผู้บริหารและสภามหาวิทยาลัยทั้งหลาย เพราะทุกมหาวิทยาลัยไม่ต้องการเป็นเพียง Mediocre university หรือ “มหาวิทยาลัยปานกลาง” หรือก็ “มหาวิทยาลัยงั้นๆแหละ” ทุกมหาวิทยาลัยพึงมีเป้าหมายสู่ความเป็นเลิศ หรือ Excellent university เท่านั้น


สังคมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ฝากความหวังไว้มากมายกับมหาวิทยาลัยครับ


ภาพ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University, Boston) มหาวิทยาลัยเก่าแก่ ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1636 และยังเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิทยาลัยการหลายด้านในโลก


ภาพ ห้องอาหารของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


ภาพ Media Lab ศูนย์วิจัยและพัฒนาทางด้านนวตกกรรมในเทคโนโลยีใหม่ ของสถาบัน  Massachusetts Institute of Technology (MIT) เป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างวิทยาการในมหาวิทยาลัย กับโลกของเทคโนโลยีใหม่


ภาพ เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรี José María Aznar เยี่ยมชม Media Lab ของสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะกำลังสาธิตยานพาหนะรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) ในแนวคิดใหม่

Friday, January 29, 2016

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ PHARMACIES และ DRUGSTORES ในประเทศญี่ปุ่น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ PHARMACIES และ DRUGSTORES ในประเทศญี่ปุ่น

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุขภาพ, health, อนามัย, healthcare, ร้านขายยา, pharmacy, drugstores, ประเทศญี่ปุ่น, Japan, คนญี่ปุ่น, Japanese

Facts about Japanese Pharmacies
เมื่อจำเป็นต้องหายาที่จะใช้ในประเทศญี่ปุ่น

ร้านขายยา = Pharmacy /Drugstore =薬局

แม้ใน Google Translate ก็ไม่ได้แปลให้ต่างกัน

เมื่อเดินทางต่างประเทศต้องสนใจเรื่องยา และร้านขายยา

ยาประจำตัวสำหรับผู้มีโรคประจำตัว และได้รับยาที่แพทย์สั่ง หากต้องเดินทางไปต่างประเทศ ควรบอกแพทย์ให้สำรองยาที่จะใช้ให้เพียงพอ หรือเกินพอ เช่น ยาควบคุมไขมันในเลือด คุมน้ำตาลในเลือด คุมความดันโลหิต หรือยาอื่นใดที่แพทย์สั่ง เพราะยาเหล่านี้ต้องมีใบสั่งแพทย์ จึงจะซื้อได้ หากจะต้องอยู่ในต่างแดนสัก 20 วัน ให้มียาสำรองไว้สึกอีก 10 วัน ก็จะดีและอุ่นใจขึ้น

โดยทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น ท่านหาซื้อยาได้ด้วยใบสั่งยาของแพทย์ (Prescription処方せん しょほうせん shohousen) โดยไปที่ร้านยาประเภท Pharmacy ที่มีอยู่ในเมือง

มีร้านขายยาที่มีเขียนดังนี้ (処方せん受付 しょほうせんうけつけ shohousen uketsuke or 調剤薬局 ちょうざいやっきょく chouzaiyakkyoku).

ในกรณีที่ท่านมีประกันสุขภาพของประเทศญี่ปุ่น (Japanese health insurance) ท่านจะจ่ายเพียงร้อยละ 30 ของราคายา

เภสัชกร (Pharmacists) จะบอกท่านว่าจะกินยาที่ได้รับการสั่งอย่างไร นอกจากนี้ท่านยังสามารถหาซื้อสมุดบันทึกการสั่งยา (Prescription records - Okusuri Techou) ที่ร้านยาประเภท Pharmacy เภสัชกรจะติด Stickers ของยานั้นๆลงในสมุดสั่งยา ซึ่งจะมีบันทึกการสั่งยาของท่านที่ผ่านๆมา

นอกจากร้านขายยาประเภท Pharmacy ยังมีร้านยาประเภท Drugstores ในประเทศญี่ปุ่น ท่านสามารถซื้อยาที่ไม่อันตรายที่ไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ และเวชภัณฑ์ต่างๆที่จำเป็นสำหรับการดูแลสุขภาพ ที่ร้านประเภท Drugstore นี้หลายแห่งมีเภสัชกรประจำเช่นเดียวกัน แต่ร้านประเภทนี้มีสินค้าอื่นๆหลายอย่างขายด้วย ที่นี่ท่านสามารถปรึกษาเภสัชกรที่ท่านจะซื้อยาที่ท่านต้องการได้ด้วย

แต่ที่ร้านประเภท Drugstore นี้ ยาที่ซื้อจะไม่คุ้มครองด้วยการประกันสุขภาพ

Pharmacy และ Drugstore มีความแตกต่างกัน

Pharmacy ไม่มีสินค้าที่วางบนหิ้งที่เราจะไปเลือกซื้อได้ ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ ส่วน Drugstore มียาหลายๆประเภทและสินค้าอื่นๆวางขายในร้าน

Pharmacy โดยทั่วไปเปิดเวลา 8 โมงเช้า ปิดเวลา 6 โมงเย็น แต่ที่ Drugstore จะปิดร้านล่ากว่านั้นมาก ร้าน Drugstore หลายแห่งในญี่ปุ่นจะมีบริการขายยาตามใบสั่งด้วย ดังนั้นท่านสามารถไปที่ร้าน Drugstore แล้วยื่นใบสั่งแพทย์ให้กับพนักงานหรือเภสัชกร เพื่อขอซื้อยาตามใบสั่งได้


แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่สื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ ไม่ว่าอ่าน เขียน พูด หรือฟัง ซึ่งการใช้ยาจะต้องอ่านฉลากยาที่ติดตามกล่องหรือเอกสารคำอธิบายอย่างละเอียด แต่ยาในประเทศญี่ปุ่นเกือบทั้งหมด อาจมีชื่อและคำอธิบายสั้นๆเป็นภาษาอังกฤษ นอกนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นที่เราจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย ซึ่งคนที่จะใช้ยาต้องระวัง เพราะการใช้ยาผิดเป็นเรื่องอันตรายมาก


ภาพ ร้านขายยาประเภท Drugstore ในญี่ปุ่น มียาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ต้องมีใบสั่งยา เป็นยาระดับพื้นๆ


ภาพ เภสัชกร (Pharmacist) ที่ประจำอยู่ในร้านขายยา ยาที่อยู่ด้านหลังเป็นยาที่ต้องมีใบสั่งยา


ภาพ เภสัชกรอยู่ที่หน้า Counter รับใบสั่งยาที่แพทย์สั่ง หรือมมีใบ Prescription แล้วจึงจัดยาให้ตามกรณี แล้วจะอธิบายการใช้ยากับลูกค้า