Tuesday, April 15, 2014

ประชาธิปไตยของกรีกโบราณ (Ancient Greek Democracy)

ประชาธิปไตยของกรีกโบราณ (Ancient Greek Democracy)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, กรีกโบราณ, Ancient Greece ประชาธิปไตย, democracy, สิทธิ, right, privilege, เสรีภาพ, freedom, การลงมือปฏิบัติ, action, ความรับผิดชอบ, responsibility

3 สถาบันหลักประชาธิปไตย


คลิสเธนิส (Cleisthenes) ผู้ปกครองที่ได้ชื่อว่าริเริ่มระบอบประชาธิปไตยของกรีกโบราณ

ในปี 507 ก่อนคริสตกาล ผู้นำชาวเอเธนส์ชื่อคลิสเธนิส (Cleisthenes) ได้นำเสนอปฏิรูปการเมืองใหม่ชื่อว่า “ดีมอเครเตีย” (Demokratia) ซึ่งแปลว่า “การปกครองโดยประชาชน” ในภาษาอังกฤษปัจจุบันใช้คำว่า Democracy ระบบการปกครองนี้ประกอบด้วย 3 สถาบัน คือ (1) เอเคลเซีย (Ekklesia) เป็นสภาสูงสุด มีหน้าที่ออกกฎหมาย กำหนดทิศทางการต่างประเทศ อาจเทียบได้กับรัฐสภาในปัจจุบัน (2) บูเล (Boule) เป็นคณะบุคคลจากตัวแทนชนเผ่าทั้ง 10 ของเอเธนส์ และ (3) ดิกาสเทอเรีย (Dikasteria) เป็นศาลจากประชาชน ให้สิทธิประชาชนมานำเสนอกรณีปัญหาของตน ซึ่งจะมีการตัดสินด้วยคณะลูกขุนที่ได้มาด้วยการจับฉลาก

แม้ประชาธิปไตยของชาวเอเธนส์มีอายุยืนได้ไม่ถึง 2 ศตวรรษ แต่การริเริ่มของคลิสเธนิส ก็เป็นต้นแบบให้ชาวโลกในยุคต่อมาได้มีแบบอย่างในการดำเนินการ ข้อคิดของประชาธิปไตยยุคใหม่ที่ได้เริ่มขึ้นเมื่ออาณานิคมอเมริกา ปฏิวัติประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1776 เลิกระบอบกษัตริย์ แล้วสถาปนาระบบสาธารณรัฐ ก็ได้อาศัยพื้นฐานประชาธิปไตยในกรีกโบราณนี้

ในระบอบประชาธิปไตย นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกชื่อ “เฮโรโดตุส” (Herodotus) ได้เขียนไว้ว่า ทุกคนในระบอบนี้ได้รับสิทธิเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ในระบอบประชาธิปไตย คลิสเธนิสได้ยกเลิกสิทธิพิเศษของพวกขุนนาง (Aristocrats) ที่เคยผูกขาดอำนาจในการตัดสินใจเอาไว้ โดยแรงผลักดันมาจากชนชั้นกลางและชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่ประกอบเป็นกองทัพบกและกองทัพเรือ ที่ตนเองต้องมีภาระรับผิดชอบ แต่ไม่มีสิทธิในการปกครอง

แต่อย่างไรก็ตาม ความเท่าเทียมกัน (Equality) นั้นก็ยังจำกัดอยู่กับเพียงชาวเอเธนส์ ซึ่งในช่วงกลางศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล มีผู้ได้สิทธิเป็นประชาชน (Citizens) เพียง 100,000 คน ส่วนชาวต่างชาติที่มาอยู่ในเอเธนส์ราว 10,000 คน และคนที่เป็นทาส 150,000 คนไม่ได้รับสิทธิ นอกจากนี้ สิทธินี้ก็มีให้เพียงผู้มีอายุเกิน 18 ปี และต้องเป็นชาย ดังนั้นคนที่จะมีสิทธิออกเสียงจึงมีอยู่ในคนจำนวน 40,000 คน

เอกเคลเซีย (Ekklesia)

เอกเคลเซีย (Ekklesia) ที่ประชุมทางการเมือง (Assembly) เป็นองค์กรปกครองสูงสุดของเอเธนส์ คนทุกคนในประชากร (Demos) 40,000 คน ซึ่งเป็นชายอายุเกิน 18 ปีขึ้นไปมีสิทธิเข้าร่วมการประชุมนี้
แต่ในการประชุมจริงมีคนเข้าร่วมเพียง 5,000 คน ส่วนชายที่เหลือต้องไปทำหน้าที่เป็นทหารในกองทัพบกและเรือ และทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ในการประชุมเอกเคลเซีย ทำหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับสงคราม นโยบายการต่างประเทศ การเขียนหรือแก้ไขกฎหมาย การรับรองการแต่งตั้งและการลงโทษข้าราชการ ซึ่งรวมถึงการลงโทษขับสมาชิกออกจากนครรัฐเป็นเวลานานถึง 10 ปี การตัดสินใจนี้ใช้หลักง่ายๆด้วยเสียงข้างมาก


ภาพ อัฒจรรย์จุคนได้ 5000 คน บริเวณ Acropolis บนเขาสูงกลางเมืองเอเธนส์ในปัจจุบัน การสื่อสารกันในระบอบประชาธิปไตยทางตรง จำเป็นต้องมีการสื่อสารกันสองทาง ปัจจุบันประชาธิปไตยเป็นทางอ้อมและผ่านตัวแทน มีสื่อยุคใหม่ ทั้ง วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต

บูเล คณะผู้บริหาร (The Boule)

สถาบันที่สำคัญถัดมาคือ “บูเล” (Boule) หรือสภาคน 500 คน ซึ่งแต่ละ 50 คนเป็นตัวแทนแต่ละส่วนของ 10 ชนเผ่าของชาวเอเธนส์ ที่ไม่เหมือนกับเอกเคลเซีย อันเป็นที่ประชุมใหญ่คือ บูเลพบกันทุกวัน ทำหน้าที่ปกครองและบริหารกันเป็นรายวัน ดูแลนิเทศงานดังเช่น การดูแลเรือของกองทัพเรือ การดูแลม้าของกองทัพบก การมีทูตและตัวแทนจากนครรัฐอื่นๆ หน้าที่หลักคือการตัดสินใจทำหน้าที่บริหารงานแทนเอกเคลเซีย และนี้คือสิ่งที่ระบบประชาธิปไตยทำหน้าที่

ส่วนคนที่จะเข้ามาอยู่ในบูเลคือพวกที่ได้รับเลือกแบบจับฉลาก (Random lottery) ซึ่งถือว่าเป็นประชาธิปไตยกว่าการเลือกตั้ง ทำให้ไม่สามารถใช้อำนาจเงินและประชานิยมเข้ามาเกี่ยวข้องได้
ระบบจับฉลาดป้องกันพวกที่จะมาเกาะตัวรวมตัวกันเพื่อประโยชน์ของพวกตน แต่อย่างไรก็ตาม เขาให้ข้อสังเกตว่ามีพวกที่มีฐานะและมีอิทธิพล และบรรดาญาติพี่น้องได้เข้ามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหารบ่อยกว่าและมากกว่าพวกอื่นๆที่จับฉลากเข้ามา

ดิคาสเทอเรีย (Dikasteria)

ดิคาสเทอเรีย (Dikasteria) เป็นสถาบันสำคัญที่ 3 ทำหน้าที่เป็น “ศาลประชาชน” ในแต่ละวันจะมีลูกขุน 500 คนถูกเลือกมาโดยจับฉลาก โดยคนเหล่านี้ต้องเป็นชายอายุไม่น้อยกว่า 30 ปี และสถาบันนี้ อริสโตเติล (Aristotle) ปราชญ์คนสำคัญของชาวกรีกให้ความเห็นว่า ดิคาสเทอเรียมีความสำคัญที่สุดและสร้างความแข็งแกร่งต่อประชาธิปไตยของกรีก เพราะคณะลูกขุนมีอำนาจอย่างไม่จำกัด
เอเธนส์ไม่มีตำรวจเหมือนเมืองในปัจจุบัน ดังนั้นมันเป็นเรื่องที่ประชาชนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล และการตัดสินก็ถือเสียงข้างมากเป็นหลัก ในช่วงประชาธิปไตยเริ่มต้นนั้น ยังไม่มีกำหนดว่าเรื่องอะไรบ้างที่จะนำเข้าสู่การพิจารณา หรือจะนำมาตัดสินกันในศาล มีบ่อยครั้งที่ประชาชนของเอเธนส์เองใช้ศาลเพื่อลงโทษหรือทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้อับอาย


ภาพ อรีสโตเติล นักปราชญ์ นักคิดของกรีกที่ได้ให้ทัศนะต่อระบบศาล และการดูแลความเป็นธรรมในสังคม

คณะลูกขุน (Jurors) ซึ่งมีหน้าที่ในการตัดสินคดีความ ได้รับค่าตอบแทนในการทำงาน  เพื่อให้บริการนี้เป็นสิทธิของทุกคน ไม่ใช่เพียงคนที่ร่ำรวย แต่เนื่องด้วยค่าตอบแทนของคณะลูกขุนต่ำกว่าคนทำงานทั่วไป

ลูกขุนทั่วไป จึงเป็นชายสูงอายุที่เกษียณจากการงานแล้ว และด้วยเหตุที่ชาวเอเธนส์ไม่ได้จ่ายภาษี เงินที่ได้มาเพื่อใช้จ่ายจึงมาจากพันธมิตรและการเก็บเงินจากคนต่างชาติ เงินที่เก็บนี้ (Liturgy) เป็นภาษีที่คนมีเงินจ่ายโดยอาสาสมัคร เพื่อจ่ายเป็นค่าตอบแทนแก่คนทำหน้าที่สนับสนุนการดูแลรักษาเรือในกองทัพเรือ หรือการใช้เงินเพื่อจัดงานรื่นเริง การแสดงโอเปร่าประจำปี

จุดจบประชาธิปไตยของชาวเอเธนส์ (The End of Athenian Democracy)


ในราว 460 ปีก่อนคริสตกาล มีหลักอยู่ว่า บรรดานายพลในกองทัพ เป็นข้าราชการที่ได้รับการเลือกตั้ง (Elected) ไม่ใช่การแต่งตั้ง ในระยะต่อมา ประชาธิปไตยของชาวเอเธนส์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย (Aristocracy) ซึ่งเข้าหลักที่ว่า อำนาจจะมาตกอยู่กับคนหนึ่งคนที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยในเอเธนส์ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน และอำนาจก็ตกเป็นของนักการเมืองและบรรดาข้าราชการในที่สุด


ภาพ การประชุมร่วมกันของระบบรัฐสภาในยุคกรีกโบราณ

จงทำให้มากกว่าพูด – สุภาษิตชาวกรีก

จงทำให้มากกว่าพูด สุภาษิตชาวกรีก

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance ประชาธิปไตย, democracy, สิทธิ, right, privilege, เสรีภาพ, freedom, การลงมือปฏิบัติ, action, ความรับผิดชอบ, responsibility

หลังจากพูดกันทั้งหมดแล้วก็ทำ จะกลายเป็นพูดมากกว่าทำ – อีสป นักเล่านิทานชาวกรีกโบราณ


ภาพ ประชาธิปไตยในยุคกรีกโบราณราว 300-500 ปีก่อนคริสตกาล คือการต้องนำปัญหามาถกกัน เพื่อหาทางออก แต่สิ่งที่เป็นจุดอ่อนคือ จะเริ่มมีคนอยากพูด อยากใช้สิทธิ แต่ไม่มีคนอยากเหนื่อยอยากรับผิดชอบ

กรีกในยุคโบราณ (Ancient Greece) ที่รุ่งเรืองนั้น เพราะมีทั้งนักคิด นักปรัชญา (Philosophers) นักพูดที่เรียกว่า Orators แล้วก็มีคนทำงาน ในยุคประชาธิปไตยรุ่งเรือง เพราะเขามีทั้งนักคิด คิดแล้วนำไปพูดคุยกัน เมื่อพูดกันเป็นที่รู้เรื่องแล้ว ก็นำไปสู่การลงมือปฏิบัติร่วมกัน และเมื่อมีปัญหาใหม่เกิดขึ้น ก็นำปัญหานั้นไปสู่การพูดคุยกัน แล้วให้ได้ข้อตกลงที่จะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ

นครรัฐเอเธนส์ (Athens) ในยุคกรีกโบราณที่รุ่งเรือง มีคนอาศัยอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 300,000 คน ในจำนวนนี้มีประชากรที่มีสิทธิออกเสียงเป็นชายอายุเกิน 18 ปี 50,000 คน แต่เพราะคนจำนวนนี้มีหน้าที่ต้องทำ เป็นทหารบก ทหารเรือ พ่อค้าวาณิชย์ มีคนที่จะเข้าไปร่วมใช้สิทธิแสดงความเห็นประมาณ 5,000 คน มีคนที่จะไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหารที่เป็นตัวแทนจากชนเผ่าต่างๆ 500 คน ความรุ่งเรืองเกิดขึ้นเมื่อทุกคนรู้หน้าที่ๆจะต้องกระทำ และยึดมั่นในหลักคุณงามความดี (Virtues) มีค่านิยมยืดถือไปในแนวทางเดียวกันที่ยอมรับได้ ทำอย่างเสียสละ ไม่เอาเปรียบกัน

แต่เมื่ออยู่ๆไป หลักการที่ดีที่คนยืดถือก็เริ่มมีการแปรเปลี่ยนไป มีคนอยากพูดมาก มีสิทธิมีเสียงมากกว่าคนอื่นๆ มีคนมีเงิน มีอำนาจ มีบุคคลและญาติพี่น้องมากขึ้นที่ใช้สิทธิอย่างไม่ยุติธรรมต่อคนส่วนใหญ่ ในที่สุดระบอบประชาธิปไตยที่ว่าดีงามก็เสื่อมสลาย เปิดทางให้กับการยืดครองอำนาจของคนส่วนน้อย และทรราชย์ที่เข้ามาครอบงำชุมชน สังคม และประเทศในที่สุด

ย้อนกลับมาในสังคมไทยปัจจุบัน หากเราพูดกันมาก แต่เป็นการพูดอย่างเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน แต่เวลาต้องลงมือปฏิบัติ ต้องทำงานในอำนาจหน้าที่กลับไม่ใส่ใจ คนจำนวนมากเรียกร้องสิทธิ แต่ไม่ลงมือปฏิบัติตามหน้าที่ ดังนี้ไซร้ สังคมโดยรวมก็จะเสื่อม

Wednesday, March 26, 2014

ความเข้าใจผิดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโภชนาการผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes)

ความเข้าใจผิดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโภชนาการผู้ป่วยเบาหวาน (Diabetes)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุขภาพอนามัย, health care, เบาหวาน, diabetes, การออกกำลังกาย, exercise, โภชนาการ, nutrition,การควบคุมอาหาร, diet

จากการติดตามร่วมสังสรรค์กับเพื่อนสูงอายุในวัยเดียวกัน ส่วนใหญ่รู้จักการดูแลตนเอง มีคนประมาณร้อยละ 30 ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ซึ่งมีทั้งระดับไม่มาก อาศัยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยาควบคุม แต่มีบางส่วนที่แม้มีการศึกษา แต่ไม่ใส่ใจในการดูแลตนเอง ขี้เกียจออกกำลังกาย ยังดื่มสุราและแอลกอฮอล (Alcohol) ต่างๆอยู่ หรือยังไม่เลิกนิสัยการกินอย่างที่เคย

ความจริงเบาหวานที่ป่วยเป็นกันมากเป็นประเภท Type II กันเสียร้อยละ 80 ยังไม่ถึงขั้นต้องฉีดอินซูลิน เพราะร่างกายยังผลิตอินซูลินได้เองอยู่ คนส่วนนี้ต้องรู้จักดูแลตนเอง เพราะหากไม่รีบกระทำ ก็จะกลายเป็น Type I ต้องใช้การฉีดอินซูลิน ร่างกายก็อ่อนแอลง ไตก็จะวาย ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจก็จะตามมา

ปัญหาของโรคเบาหวานอีกส่วนหนึ่งคือการรู้ข้อมูลอย่างผิดๆ จึงปฏิบัติตนเองอย่างผิดๆ ทำให้การดูแลโรคเบาหวานผิดพลาด ผมจึงคิดว่าน่าจะมีการนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยนี้เป็นระยะๆ โดยอาศัยการค้นคว้าในเอกสารที่เผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต ที่มักจะเป็นภาษาอังกฤษ ใครรู้แล้วก็ช่วยกันบอกต่อครับ จะหวังพึ่งแพทย์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะในการไปพบแพทย์แต่ละครั้งจะมีเวลาปรึกษาถามไถ่ไม่มากนัก เพราะแพทย์เป็นอันมากไม่ได้รู้เรื่องการออกกำลังกายและการดูแลด้านอาหาร สู้คุยกับครูพลศึกษา พยาบาล และนักโภชนาการที่มีความรู้ความเข้าใจ และมีเวลาก็จะได้ประโยชน์กว่า

ในปัจจุบัน การแพทย์ยุคใหม่ได้เรียนรู้วิธีการที่คนป่วยเบาหวานจะดำรงชีวิตได้อย่างง่ายและเป็นธรรมชาติได้มากขึ้น และที่สำคัญคือการไม่จำเป็นต้องไปหลงเข้าใจผิด
ความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุดมีดังต่อไปนี้

เข้าใจผิด - ท่านต้องลดหรือหลีกเลี่ยงน้ำตาลอย่างที่สุด

ข้อเท็จจริง – ข่าวดีคือท่านสามารถมีความสุขกับอาหารโปรดที่มีน้ำตาลได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำตาลในอาหารเสียทั้งหมด ตราบเท่าที่มันเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนมื้ออาหารและการออกกำลังกาย เช่น กินขนมหวานสักหน่อย แต่โดยรวมก็ลดสัดส่วนของอาหารที่บริโภค ทำให้การบริโภคแคลอรี่ไม่ได้เพิ่มขึ้น หรืออาจอาศัยออกกำลังกายเพิ่มเป็นพิเศษ

เข้าใจผิด – กินอาหารโปรตีนสูงเป็นสิ่งที่ดี

ข้อเท็จจริง – จากการศึกษาพบว่าการกินอาหารที่มีโปรตีนสูงมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ที่หนักขึ้นไปอีกคือไขมันจากสัตว์ อาหารเหล่านี้อาจทำให้เกิดการต้านอินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุของเบาหวาน โภชนาการที่ดีคือการกินอาหารครบหมวดหมู่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรท และไขมัน ร่างกายของเราต้องการอาหารทั้งสามส่วน ความสำคัญคือการกินอย่างสมดุล

เข้าใจผิด – ท่านต้องลดการกินอาหารพวกแป้ง

ข้อเท็จจริง – ข้อสำคัญคือการกินอาหารอย่างสมดุล ปริมาณและประเภทของคาร์โบไฮเดรทที่ท่านกินนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ท่านต้องเน้นการกินธัญพืชแบบไม่ขัดสี (Whole grain) ดังเช่นข้าวกล้อง เพราะจะทำให้ได้แหล่งเยื่อใย การย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้าๆ และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเป็นไปอย่างสม่ำเสมอยิ่งขึ้น

เข้าใจผิด – ท่านไม่สามารถกินอาหารได้อย่างปกติอีกต่อไป ท่านต้องกินอาหารสำหรับคนเป็นเบาหวาน

ข้อเท็จจริง – หลักของการกินอย่างถูกสุขอนามัยนั้นเหมือนกัน ไม่ว่าเราต้องการจะควบคุมเบาหวานหรือไม่ อาหารสำหรับคนเป็นเบาหวานราคาแพงไม่ได้มีประโยชน์มากไปกว่าอาหารทั่วไป ท่านสามารถกินอาหารร่วมกับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนๆได้ หากท่านรู้จักการกินอย่างปานกลาง

การต้องแยกตนเองกินอาหารที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ และไม่มีความอร่อย ไม่ถูกปากเสียเลย ย่อมทำให้จิตใจหดหู่ได้ ดังนั้นขอให้ยืดหลักสายกลาง ใช้หลายๆวิธีอย่างเข้าใจธรรมชาติของโรคและตัวเราเอง เพื่อเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตได้อย่างเป็นปกติได้มากที่สุด


ภาพ เมื่อยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว ต้องรู้จักออกกำลังกาย หากิจกรรมที่ทำให้ร้างกายได้กระฉับกระเฉงอยู่เสมอ อย่าเพียงนั่งโต๊ะ ทำงานไปในแต่ละวัน


ภาพ ดูแลตนเองอย่าให้เป็นโรคอ้วน (Obesity) หากรู้ตัวว่าอ้วนเกิน โดยเฉพาะบริเวณลำตัว ก็ต้องควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย


ภาพ การออกกำลังกาย ให้เลือกให้เหมาะแก่วัย ไม่หนักจนเกินไป แต่ทำให้ร่างกายทุกส่วนกระชับ หัวใจแข็งแรง


ภาพ การใช้ยาให้เป็นตามแพทย์สั่ง แต่ปรึกษาการใช้ยาอย่างปานกลาง แต่เน้นไปที่อาหารที่เหมาะสม และการออกกำลังกาย


ภาพ ชั่งน้ำหนักตัวเป็นประจำ ทุกเช้าได้ก็ไม่เสียหาย เพราะน้ำหนักที่ขึ้นหรือเลงผิดสังเกต ก็นำไปสู่การตรวจหาความผิดปกติอื่นๆได้ง่ายขึ้น


ภาพ การวัดความดันโลหิต สามารถกระทำได้เองที่ย้านหรือ ชุมชน หรือที่ทำงาน เป็นอีกตัวหนึ่งที่จะใช้ในการกำหนดกิจวัตรการออกกำลังกาย และการบริโภคอาหาร


Tuesday, March 25, 2014

Stella รถยนต์ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ใช้วิ่งบนท้องถนนได้จริง

Stella รถยนต์ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ใช้วิ่งบนท้องถนนได้จริง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: 
pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: รถยนต์ไฟฟ้า, electric vehicles, ev, electric car, รถยนต์ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์, solar powered car, Stella

SOLAR CAR THAT SEATS 4

รถยนต์ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ แผงรับไฟฟ้าใหญ่พอ แต่ที่นั่งคนขับไม่สะดวกที่จะรองรับคน 4 คน เป็นรถที่่จะสามารถใช้วิ่งได้จริงบนถนนปกติ


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขัน นั่งได้เพียงคนเดียว


ภาพ รถยนต์ธรรมดาแบบ Station wagon นั่งได้สี่คน แต่มีพื้นที่รับแสงไม่มาก และมีน้ำหนักตัวรถมากจนทำให้ต้องใช้พลังงานมาก


ภาพ Stella รถยนต์ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ พัฒนาโดยทีมอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย Eindhoven University of Technology (TU/e) ประเทศเนเธอร์แลนด์

Stella มีที่นั่งสำหรับ 4 คน พร้อมที่บรรจุสัมภาระ สามารถวิ่งได้ไกล 600 กิโลเมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 120 กิโลเมตร

การออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ประโยชน์จากเซลล์พลังแสงอาทิตย์ (Solar powered car) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับพัฒนาเพื่อการแข่งขัน แต่ยังไม่มีใครคิดในระดับนำไปใช้วิ่งบนถนนจริง ประเด็นหลักของการออกแบบที่จะทำให้ใช้ประโยชน์ได้จริงนั้นมีดังนี้

1.    การมีที่นั่งภายในขนาด 4 ที่นั่ง เท่ากับรถยนต์ประเภท Sedan ทั่วไป

2.    การมีพื้นที่รับแสงอาทิตย์พอ ที่จะได้พลังมากพอที่จะใช้ประโยชน์ได้ นั่นคือใช้พื้นที่หลังคารถยนต์ที่เรียบและมีพื้นที่มากพอ

3.    การมีน้ำหนักรถยนต์ที่เบา และมีโครงสร้างไม่ต้านลม หรือเพรียวลมให้มากที่สุด

4.    การมีพลังเสริม เพราะลำพังเพียงไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์จะไม่เพียงพอ หลักพลังเสริมง่ายที่สุดตรงไปตรงมาคือพลังไฟฟ้า และจากแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว คือมีความเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเหมือนอย่างที่มีใช้วิ่งในปัจจุบัน แต่เนื่องจากมีพลังไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์เสียส่วนหนึ่งแล้ว เมื่อมีพลังจากแบตเตอรี่ที่เสียบปลั๊ก ชาร์จไฟเพิ่มได้ด้วย ก็จะทำให้มีพลังไฟสมทบมากพอ

5.    สัดส่วนของพลังไฟฟ้า 2 ระบบ สมมุติในสัดส่วน 50 : 50 คือได้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งจากการไฟฟ้าที่ชาร์จจากแบตเตอรี่ หากไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ทำให้วิ่งได้สัก 200 กม. อีกเท่าหนึ่งมาจากไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ดังนี้รถยนต์ก็จะสามารถวิ่งได้ 400 กิโลเมตร/ครั้ง ส่วนความสามารถในการชาร์จไฟได้อย่างรวดเร็ว เพียงใน 30 นาทีได้ไฟเต็มที่ร้อยละ 80 ของแบตเตอรี่ ดังนี้ก็เท่ากับว่าเดินทางไปได้อีก 160 กม. หรือหากเป็นชาร์จ 2 ครั้ง ก็เท่ากับ 320 กม. รวมเป็นระยะทางวิ่งต่อวัน 720 กม. ต่อวัน นั่นเพียงพอสำหรับรถยนต์ธรรมดาที่จะใช้วิ่งบนถนนในระยะทางไกลได้อย่างสบายแล้ว

ส่วนหลักการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์อย่างนี้ ก็ต้องมีที่จอดรถกลางแจ้ง (Outdoor parking) ที่บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อให้ได้รับแสงอาทิตย์ตลอดเวลา ถ้าจอดนิ่งๆเฉยๆอยู่ที่บ้าน ก็เปลี่ยนจากชาร์จไฟเพื่อใช้กับรถยนต์ ก็เป็นเปลี่ยนเป็นส่งต่อไฟฟ้า เพื่อการใช้ในงานบ้านด้วยได้

Thursday, March 20, 2014

มารู้จักอาจารย์มหาวิทยาลัยเสื้อแดง

มารู้จักอาจารย์มหาวิทยาลัยเสื้อแดง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, อุดมศึกษา, higher education, tertiary education, มหาวิทยาลัย, เสรีภาพทางวิชาการ, academic freedom, ความอดทนทางปัญญา, intellectual tolerance


วัฒนธรรมคนเสื้อแดง ก่อเกิดมาพร้อมกับระบอบทักษิณ และมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อมีการรัฐประหาร

ทำไมอาจารย์หลายคนเป็นเสื้อแดง

ผมได้มีโอกาสพูดคุยถามความเห็นผู้ใหญ่ในแวดวงที่รู้จัก “อาจารย์เสื้อแดง” เหล่านี้ พอสรุปประเด็นได้ว่านักวิชาการและอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนที่จบการศึกษามาอย่างดี แต่ทำไมไปเดินตาม
แนวทางเสื้อแดงเหมือนอย่างหลุดโลก ซึ่งมีหลายเหตุผลดังนี้ครับ

 (1) มีพื้นฐานการเกลียดเจ้า มองไม่เห็นสิ่งดีในสถาบัน (2) มีความเชื่อในทฤษฎีการต่อสู้ทางชนชั้น และเขามองการต่อสู้เพื่อชนชั้นที่เสียเปรียบในสังคมเป็นสิ่งดีงาม (3) ติดยึดกับหลักปรัชญา ประวัติศาสตร์ มากกว่าที่จะยืดข้อมูลข้อเท็จจริงในสภาพที่เป็นอยู่ ซึ่งในทางวิชาการเรียกพวกนี้ว่า Dogmatic (4) อยู่ในแวดวงที่ต้องเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์หรือวารสาร ชนิดที่ไม่ได้มีโอกาสศึกษาวิจัยอย่างลึกซึ้งที่ต้องใช้เวลา จึงเป็นแนวเขียนแบบใช้ทฤษฎีแล้วตีความออกมาในแนวความเชื่อของตน มากกว่าที่จะไปศึกษาจากสภาพการณ์ที่เป็นจริง ยิ่งมีสื่อของระบอบทักษิณรองรับการนำเสนอ มีระบบรางวัลทางสังคมของกลุ่มเขาสนับสนุน หากจะพูดหรือนำเสนอ ก็มีทั้งสื่อโทรทัศน์เสรี วิทยุ หนังสือพิมพ์และวารสารสิ่งพิมพ์ต่างๆในค่ายรัฐบาลรองรับ

คนเหล่านี้แม้จะเป็นคนเรียนหนังสือมาสูง เป็นผู้มีสติปัญญา แต่ก็ติดหล่มวิชาการ มองปัญหาอย่างเพียงด้านเดียว และหาทางออกจากหล่มไม่พบ

ภาพเก่า จากการชุมนุมของคนเสื้อแดง
-------------


ภาพ ทักษิณ ชินวัตร ผู้มีบทบาทสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไป สู่ความขัดแย้งรุนแรง


ภาพ อาจารย์เสื้อแดง เหมือนกับคนเสื้อแดงมองไม่เห็นจุดอ่อนของการบริหารบ้านเมืองโดยผ่านระบบตัวแทนอย่างนายกรัฐมนตรีตัวแทน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 


ภาพ อาจารย์เสื้อแดงยึดการเลือกตั้งเป็นดังคัมภีร์ของประชาธิปไตย และมองไม่เห็นปัญหาเผด็จการรัฐสภา และระบบคอรัปชั่นที่ตามมา


ภาพ นักวิชาการเสื้อแดง มองไม่เห็นและไม่เคยวิเคราะห์ปัญหาระบอบทักษิณว่ามีจริง และมีปัญหาร้ายแรงต่อสังคมไทย


ภาพ นักวิชาการ อาจารย์เสื้อแดง มองไม่เห็นปัญหาของสิ่งที่ตามมาจากระบอบทักษิณ ดังเช่นกรณีนโยบายรับจำนำข้าทุกเม็ด

ทำไมไม่ไล่อาจารย์เสื้อแดงออกจากมหาวิทยาลัย

มีคนถามผมบ่อยครั้ง “ทำไมไม่ไล่อาจารย์เสื้อแดงออก” แล้วมักให้เหตุผลตามมาว่า เขาหมิ่นเบื้องสูง เขาทำให้บ้านเมืองแบ่งแยก เขาเป็นคอมมิวนิสต์ เขาเผยแพร่สิ่งที่เป็นอวิชชา และอื่นๆอีกมากมาย
ผมคิดว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยตั้งแต่ระดับอธิการบดี คณบดี จนระดับหัวหน้าภาควิชาคงจะได้รับคำวิพากษ์ว่า “ใช้ไม่ได้” คำอธิบายมีดังนี้ครับ ในมหาวิทยาลัยของประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก เขาต้องมีหลักหนึ่งที่เหมือนกันคือ ผดุงเสรีภาพวิชาการ (Academic freedom) เขาจึงให้การบริหารคณาจารย์ยึดหลักว่าจะไม่มีการไล่ออกด้วยความคิดเห็นทางวิชาการหรือการเมืองที่ต่างกัน ตรงกันข้าม อาจารย์มหาวิทยาลัยพึงร่วมกันรักษาหลักการนี้ไว้ตราบที่อาจารย์เขาได้ทำหน้าที่ในการวิจัยและแสดงความคิดเห็นทางวิชาการอย่างบริสุทธิใจ

แต่มีอีกหลักหนึ่งที่ว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยจะดำรงอยู่ได้ด้วยหลัก Publish or perished หรือ “หากไม่ทำงานวิชาการ ไม่วิจัย ไม่เขียนหนังสือ ชีวิตของท่านต้องเน่าเสียแน่” และเมื่อเขียนงานวิชาการใดๆ หรือพูดอะไรออกมา ก็ต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลและความคิดความเห็นนั้น และต้องไม่กระทำอย่างรับอามิสสินจ้าง แล้วมาบิดเบือนงานวิชาการ หรือเขียนอย่างยกเมฆ หรือลอกเลียนงานคนอื่นๆเขามา


อาจารย์เสื้อแดงเป็นคนส่วนน้อยของมหาวิทยาลัย แต่เขามีสิทธินำเสนอเรื่องราวความคิดความเห็นของเขา เพราะผู้มีอำนาจในสังคมและสื่อต่างๆ เป็นฝ่ายสนับสนุนเขา แต่ภายในมหาวิทยาลัยเอง เขาเป็นกลุ่มคนแปลกแยก เรียกว่า พวก Non-conformist สังคมไทยก็ต้องเข้าใจสภาพเช่นนี้ครับ เมื่อเราเป็นคนกลุ่มน้อย เราก็ต้องการเสียงของเราได้รับการรับฟัง และเมื่อใดเมื่อเรากลายเป็นคนส่วนใหญ่ เราก็ต้องมีความอดทนที่จะรับฟังเสียงของคนส่วนน้อยอื่นๆด้วย ซึ่งสิ่งนี้เป็นคุณสมบัติของสังคมอารยะ คือต้องมี “ความอดทนทางปัญญา” (Intellectual tolerance) พระเจ้าให้ปากเรามา 1 ปาก แต่ก็ให้หูเรามา 2 หู นั่นคือ เราต้องฟังคนอื่นๆเขามากกว่าที่เราจะพูดออกไปแล้วไม่รับฟังใครเลยครับ

Tuesday, March 4, 2014

ทัศนศึกษาของเพื่อนเทพศิรินทร์รุ่น 04-06 (Debsirin 04-06 Tour)

ทัศนศึกษาของเพื่อนเทพศิรินทร์รุ่น 04-06 (Debsirin 04-06 Tour)

Keywords: ท่องเที่ยว, tourism, เดินทาง, traveling, เทพศิรินทร์ 04-06, Debsirin 04-06,

ภาพ รถยนต์ Toyota Commuter ขนาดที่จะใช้เดินทาง 11 ที่นั่ง รวมคนขับ

ความเป็นมา

การเดินทางไปทัศนศึกษาของเพื่อนๆศิษย์เก่าเทพศิรินทร์รุ่น 04-06 (Debsirin 04-06) จำนวน 10 คน เดินทางท่องเที่ยวแบบสบายๆ ศึกษาสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และพบเพื่อนๆที่มีมิตรภาพในวัยเด็กด้วยกันเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว การเดินทางโดยรถไมโครบัส ผ่านจังหวัด สุโขทัย (1 คืน) ผ่านพะเยา เชียงราย (1 คืน) เชียงใหม่ (2 คืน) ใช้เวลา 5 วัน 4 คืน

วัตถุประสงค์

จัดท่องเที่ยวภายในประเทศ แบบสบายๆ ไม่เป็นอุปสรรคทางด้านร่างกาย แวะห้องน้ำได้ตามสะดวก (Elderly friendly)
แสวงหาความรู้หลากหลายด้าน ทั้งทางศิลปะ วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมได้คุยกันในหมู่เพื่อนฝูงในวัยและรุ่นราวคราวเดียวกัน
ในการเดินทางไปนี้ จะได้ประชาสัมพันธ์สื่อสารให้เพื่อนๆอื่นๆที่ไม่ได้ร่วมไปด้วย ได้รับรู้ติดตามได้ผ่าน Facebook และเรื่องเล่าที่จะร่วมกันเขียน
ในครั้งต่อๆไป - ไม่จำกัดทั้งชายและหญิง สมาชิกในครอบครัวร่วมไปด้วยได้ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศิษย์เก่าเทพศิรินทร์ เพียงอยู่ในกลุ่มคนที่พอรู้กัน เที่ยวไหนเที่ยวได้
ต่อไปนี้ จะเรียกการเดินทางท่องเที่ยวลักษณะนี้ว่า “Debsirin 04-06 Tour” มีขนาดเพื่อนร่วมเดินทาง 3-5 คน ด้วยรถยนต์ส่วนตัว เดินทางและพักค้างไม่เกิน 1 วัน หรือ ขนาด 7-10 คน โดยรถไมโครบัส (Toyota Commuter) 4 แถวที่นั่ง ใช้เวลาเดินทาง 1-5 วัน

ผู้ร่วมเดินทาง

จำนวน 10 คน (เต็มจำนวนแล้ว)
ประสิทธิ ยามาลี, อาจารย์
ประธานรุ่น
พิเชษฐ์ อิสรางพร, (ตี๋)
ผู้จัดการท่องเที่ยว
สันติสุข วรกิจโภคาทร, พลตรี (จุก)
-
มงคล จิวสิริรุ่ง, นาย (เหม่ง )
-
จรัส เสมดี, นาย
-
ไพฑูรย์ วราภาพงษ์, นาย ( จุ๊ง)
-
บุญส่ง เล้าสุวรรณ, นาย
-
สงวน เหมือดตะคุ, รอ.
-
มานะ จินดาชาญประพันธ์, นาย (โด)
ประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร
ประกอบ คุปรัตน์, รศ.ดร. (กอบ)
ประชาสัมพันธ์และการสื่อสาร

เพื่อนที่จะพบในระหว่างทาง

ในการเดินทางไปครั้งนี้ หวังจะได้พบเพื่อนที่อยู่ในท้องที่ระหว่างทางดังนี้
1.    นรินทร์ พานิชกิจ, นาย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ปัจจุบันพำนักอยู่ที่อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย จะพบที่สุโขทัย
2.    วิวัฒน์ วิศนุวิมล, พลโท (ตุ๋ย) พบที่เชียงใหม่ มีครอบครัวที่ทำกิจการเกี่ยวกับโรงแรม
3.    ศิริพงษ์ บูรณศิริ, นาย (โล้น) พบที่เชียงใหม่ และจะช่วยเป็นผู้นำทางท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่
หากมีเพื่อนอื่นๆที่อยากมาพบปะเพื่อนร่วมรุ่น จะพบได้ที่ระหว่างทาง และพักร่วมกันได้ที่ สุโขทัย, เชียงใหม่, เชียงราย โดยโทรติดต่อที่ พิเชษฐ์ อิสรางพร, (ตี๋) 089-895-1318

กำหนดการ

5 วันระหว่างวันที่ 12-16 มีนาคม 2557

วันที่ 12 มีนาคม 2557

6:00 น. นัดพบพร้อมกันที่ ปั๊ม ปตท. เรียบทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรา หากนับเส้นทางออกนอกเมือง จะอยู่ทางซ้ายมือ ก่อนขึ้นสะพานวัชรพล

เดินทางไปอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ พักค้างคืนที่สวรรคโลก 1 คืน

วันที่ 13 มีนาคม 2557

8:00 น. อาหารเช้าที่บ้านนรินทร์ พานิชกิจ เดินทางผ่านอุตรดิษ เด่นชัย ถึงพะเยา แวะกว้านพะเยา รับประทานอาการกลางวัน

ค่ำ ถึงเมืองเชียงราย รับประทานอาหารค่ำ พักที่โรงแรมพิมานอินทร์ พร้อมรับประทานอาหารค่ำที่ ครัวกุ้งบ้านสวน เมืองเชียงราย

โรงแรมพิมานอินน์ (Pimanninn) 652/1 ม.24 ต.รอบเวียง, อำเภอเมืองเชียงราย, เชียงราย, ไทย 57000 โทร 053-756733 , 053-756972-3, 086-9161133 (โทรศัพท์สายด่วน)

วันที่ 14 มีนาคม 2557

7:00 น. อาหารเช้าที่โรงแรมพิมานอินน์ อ.เมืองเชียงราย

8:00 น. เยี่ยมวัดงามเมือง สักการะอนุสาวรีย์เม็งรายมหาราช

11:00-12:00 น. รับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารศรีวรรณ อ. เชียงแสน ริมฝั่งโขง
สักการะพระเจ้าล้านตื้อ เดินทางต่อไปเชียงใหม่ แวะพักกินกาแฟที่ร้านจรินทร์ อำเภอแม่สรวย และเดินเข้าเข้าสู่เมืองเชียงใหม่

16:00 น. ถึงเชียงใหม่ พักโรงแรม อรวี โฮม, เชียงใหม่
(Orawee Home Hotel) 163 หมู่ 1 ถ.เชียงใหม่ - ฝาง ต.แม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ 163/14 Moo 1, Maesa, Maerim, Chiangmai 50180, Thailand, Tel.053-863019-20 Fax.053-862971 วันที่ 15 มีนาคม 2557

ศิริพงษ์ บูรณศิริ, นาย (โล้น) นำทัศนศึกษา

วันที่ 15 มีนาคม 2557

8:00 น. หลังอาหารเช้า เดินทางไป Botanic Resort อำเภอแม่ริม สวนสมเด็จ พบพลโท วิวัฒน์ วิสนุวิมล พักค้างคืนที่ Botanic Resort

โรงแรมอยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตร ตั้งอยู่ที่กม. 12 ถนนแม่ริม อยู่ในบริเวณ Queen Sirikit Botanic Garden นับเป็นสวนที่สะสมพืชสวยงามตามธรรมชาติที่หลากหลายและมากมายที่สุดแห่งหนึ่งในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ พักค้างคืนที่ Botanic Resort

วันที่ 16 มีนาคม 2557

8:00 น. อาหารเช้า และ พักผ่อนตามอัธยาศัย เดินทางเข้ากรุงเทพฯ แวะท่องเที่ยวตามอัธยาศัย ซื้อของฝาก อาหารกลางวันยืดหยุ่น


19:00 น. ถึงกรุงเทพฯ ณ ปั้มปตท. เรียบทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรา (ที่เดิม) 

























Sunday, February 23, 2014

ตาต่อตาจะจบลงด้วยทำให้คนทั้งโลกล้วนตาบอด - มหาตมะ คานธี

ตาต่อตาจะจบลงด้วยทำให้คนทั้งโลกล้วนตาบอด - มหาตมะ คานธี

An eye for an eye only ends up making the whole world blind. - Mahatma Gandhi

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, government, ระบอบทักษิณ, Thaksinocracy, โจราธิปไตย, Kleptocracy, ความรุนแรง, violence, การก่อการร้าย, terrorism, จังหวัดตราด, ราชประสงค์


ภาพ การต่อสู้ให้คำนึงถึงสันตุภาพ และสันติสุขของสังคมในท้ายสุด

------------

Michael Yon - Do Not Threaten Shinawatra Family Children
อย่าข่มขู่เด็กๆของตระกูลชินวัตร

มีข้อความหลายแบบส่งกระจายไปทั่วเกี่ยวกับการข่มขู่เด็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับทักษิณ ถ้าคุณเห็นการพูดแบบนี้ กรุณาช่วยโต้ตอบกลับ อย่าปล่อยให้ผู้คนข่มขู่เด็กๆแม้ว่าเด็กๆนั้นจะเป็นลูกของศัตรู นี่เป็นสิ่งผิด ผมคนหนึ่ง ที่จะหยุดสนับสนุน ถ้าคนไม่เริ่มที่จะตำหนิแนวคิดที่จะทำร้ายเด็กๆ ที่เกี่ยวข้องกับทักษิณ ผมรู้ว่าลูกของพ่อแม่คนหนึ่งโดนฆ่าจากการก่อการร้ายวันนี้ ใช่ ผมรู้ว่าเป็นไปได้มากที่สุดที่ผู้ก่อการร้ายสนับสนุนทักษิณ ผมเห็นเลือดที่ถนนวันนี้ โปรดช่วยดูภาพโปร์ไฟล์ผมที่เป็นภาพทหารอุ้มเด็กที่โดนฆ่าจากระเบิดพลีชีพในอิรัค นี่เป็นสิ่งที่ผมจริงจังมาก การข่มขู่ต่อเด็กๆ--รวมถึงเด็กๆที่เกี่ยวข้องกับทักษิณ
มันทำให้เลือดในกายผมเย็นเชียบ

ทักษิณคือศัตรู ไม่ใช่เด็ก อย่าไปยุ่งกับพวกเค้า
-------------

ไมเคิล ยอน (Michael Yon) เป็นเพื่อนของเรา อยากรู้จักเขามากขึ้นให้ไปอ่านได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Michael_Yon

ผมเห็นด้วยกับคุณไมเคิล ยอน นักข่าวชาวสหรัฐผู้มีประสบการณ์จากทั้งเป็นทหารในหน่วยรบพิเศษ และติดตามสงครามโหดมาแล้วในอีรัก และมาทำข่าวติดตามการโค่นล้มระบอบทักษิณ เราไม่ควรข่มขู่เด็กๆของตระกูลชินวัตร แม้เราจะมีความเกลียดชังพ่อแม่ของเขา หรือเกลียดระบอบทักษิณ

การดำเนินการโค่นล้มระบอบทักษิณที่ใช้สันติวิธี สู้อย่างสงบ และไม่ใช้อาวุธนั้น นับว่าได้เดินมาถูกทางแล้ว ระบอบทักษิณอ่อนกำลัง แพ้ในทุกด้าน เพราะเขาแตกต่างกับมวลมหาประชาชนผู้ต่อต้านระบอบทักษิณในเกือบจะทุกด้าน เรามุ่งสันติภาพ แต่เขากล้าใช้ความรุนแรง แม้กับประชาชนเจ้าของประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง

ทักษิณและบริวารกำลังเข้าตาจน เหมือนหมาจนตรอก เขาย่อมจะใช้วิธีการรุนแรงอย่างอำมหิตที่สุด พวกเขาใช้การก่อการร้าย (Terrorism) เพื่อหวังให้ฝ่ายต่อต้านหันมาใช้ความรุนแรง แล้วเขาก็จะใช้อำนาจจากรัฐตำรวจ ใช้ความรุนแรงในการปราบปราม เราต้องไม่หลงกลเขาในเรื่องนี้

ทางที่ดี เราสู้อย่างสันติ อย่างมียุทธศาสตร์ หาทางป้องกันเหตุร้ายให้รอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ลดละที่จะโค่นล้มระบอบทักษิณ แล้วในที่สุดหาคนกระทำผิดมาลงโทษ ไล่จากตัวใหญ่ไปยังผู้ลงมือก่อเหตุ ใช้กระบวนการทางกฎหมายอย่างที่อารยชนและอารยประเทศพึงกระทำ เมื่อเราสู้อย่างอารยะ ก็อย่าไปตอบโต้เขาด้วยความรุนแรง

ขอให้ยืดหลักคำสอนของหลวงปู่พุทธอิสระ “หากจะเอาชนะคนเสื้อแดง ก็ต้องเอาชนะใจเขา ไม่ใช่ไปทำร้ายตอบโต้เขา” ชัยชนะสูงสุดคือการทำให้คนที่แม้เคยเป็นศัตรูได้พบเห็นสัจธรรม ตาสว่าง มองเห็นและเดินร่วมไปบนเส้นทางสันติธรรมในที่สุด