Saturday, December 20, 2014

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla จะเข้าตลาดอินเดียด้วย Model III

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla จะเข้าตลาดอินเดียด้วย Model III

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: อุตสาหกรรม, รถยนต์, รถยนต์ไฟฟ้า, electric vehicles, ev, electric cars


ภาพ Elon Musk ผู้บริหารหนุ่มของบริษัท Tesla Motors


ภาพ Tesla Roadster รถยนต์สปอร์ตไฟฟ้า ใช้โครงสร้างรถสปอร์ตของ Lotus


ภาพ รถยนต์นั่งไฟฟ้า Tesla Model S จัดเป็นรถยนต์นั่งเต็มขนาดที่หรู (Premium sedan)


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model III ยังไม่ได้เปิตตัว ได้แต่เป็นข่าวมานาน ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าลูกประสม BMW i3 ได้เปิดตัวแล้ว ด้วยเทคโนโลยใหม่ที่ลดน้ำหนักรถยนต์ลงถึง 400 กิโลกรัมจากรถยนต์ประเภทเดียวกัน

เก็บความจาก “Tesla To Enter India With Model III.” December 19th, 2014 โดย Christopher DeMorro 
รถยนต์ไฟฟ้าเป็นทางเลือกสำหรับการเดินทางในยุคใหม่ และแม้รถยนต์ไฟฟ้าจะยังอยู่ในขั้นของการพัฒนา ราคาโดยพื้นฐานยังสูงอยู่ แต่ชาติในยุโรปและอเมริกาเหนือต่างให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าใช้ ในอเมริกามีเงินอุดหนุนและการลดหย่อนภาษีถึง 2 ต่อ คือส่วนหนึ่งเป็นเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง และอีกส่วนหนึ่งคือเงินอุดหนุนจากท้องถิ่น ทั้งในระดับรัฐและเมืองใหญ่ ดังในกรณีรัฐแคลิฟอร์เนีย ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้เพื่อทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาถึงมือผู้บริโภคที่ถูกลงจนซื้อหามาใช้ได้อย่างน้อยจำนวนหนึ่ง

Tesla Motors เป็นบริษัทรถยนต์ขนาดเล็ก แต่ในด้านรถยนต์ไฟฟ้า (Electric cars) ถือว่าเป็นบริษัทที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกปัจจุบัน

บริษัทรถยนต์ไฟฟ้า Tesla Motors นั้นได้เข้าไปเปิดตลาดในระดับสากลมาแล้ว ไม่ใช่เพียงในสหรัฐอเมริกา Tesla ได้เปิดตัวแล้วทั้งในยุโรป ประเทศจีน และออสเตรเลีย จึงมีคนสงสัยว่าเมื่อใดจึงจะบุกเข้าตลาดอินเดียซึ่งมีประชากร 1200 ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

Tesla ศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่การเข้าตลาดประเทศอินเดียต้องเผชิญกับสิ่งต่อไปนี้

อินเดียเป็นตลาดปิด สินค้านำเข้าอย่างรถยนต์ ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เสียภาษี 125 เปอร์เซ็นต์ รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตหรู อย่าง Tesla Roadster ราคาคันละ USD100,000 หรือรถยนต์นั่งไฟฟ้าที่ว่าดีที่สุดในโลก อย่าง Tesla Model S ราคาคันละ USD75,000 ซึ่งจัดเป็นรถยนต์หรู ไม่ใช่รถยนต์ประเภท Eco cars ก็คงจะทำตลาดไม่ได้มากนัก

นอกจากนี้ อินเดียเป็นประเทศที่มีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดังเช่น ระบบเครือข่ายไฟฟ้า ไฟฟ้าติดๆดับๆ ซึ่งมีปัญหาทั่วประเทศ ถึงแม้อินเดียจะมีการลงทุนในด้านพลังงานทางเลือก เช่น กังห้นลม (Wind mills) เพื่อผลิตไฟฟ้า แต่อินเดียไม่มีเครือข่ายสายไฟฟ้าที่วางทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่เหมือนกับสถานีเติมน้ำมัน ที่มีอยู่ทั่วประเทศ แม้จะดูไม่เป็นมาตรฐานดังในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แต่ก็สามารถให้บริการน้ำมันได้ทั่วประเทศ


โอกาสที่ Tesla จะเข้าสู่ตลาดอินเดียจะเป็นไปได้ ก็คือเมื่อใครก็ตาม สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดไม่ใหญ่ สามารถวิ่งได้ (Range) 200 ไมล์หรือ 320 กิโลเมตรขึ้นไป ด้วยการชาร์จไฟเพียงครั้งเดียว และที่สำคัญคือราคาสามารถแข่งขันได้ ดังนั้นรถยนต์ Tesla ที่จะเข้าข่ายนี้คือ Tesla Model III ซึ่งหวังว่าจะผลิตได้จำนวนมาก ในยุคที่แบตเตอรี่มีสมรรถนะดียิ่งขึ้นในราคาที่ถูกลง สามารถทำราคาขายได้ที่ USD30,000 หรือคิดเป็นเงินไทยราว 960,000 บาท เมื่อนั้น Tesla ก็จะสามารถเปิดตลาดในอินเดียได้อย่างเป็นผล ซึ่งคาดว่าไม่เร็วไปกว่า 2017 และต้องให้เวลาในการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกสัก 5-10 ปี

Monday, December 15, 2014

เราต้องเรียนรู้จากกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านบ้าง –

เราต้องเรียนรู้จากกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านบ้าง –

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, government, governance, ประเทศกัมพูชา, Cambodia, ความสามัคคี, เอกภาพ, unity

ต่อไปนี้คือคำปราศรัยของสม รังสี (Sam Rainsy) หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา (CNRP) ผมขอแปลและเก็บความมาโดยรักษาสาระของสิ่งที่เขาพูดให้มากที่สุด



ภาพ นายสม รังสี (Sam Rainsy) หัวหน้าพรรคกัมพูชากู้ชาติ (CNRP)
------
Sam Rainsy -  15 Dec. 2014, 10:00 - CNRP meeting in Pursat province.
สม รังสี – วันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 2014 ในการปราศรัยของพรรคกัมพูชากู้ชาติ (CNRP) ที่จังหวัดปูรสัท
"We must achieve national unity in order to preserve Cambodia's very existence. Over the last centuries, Cambodians used to fight against each other in order for a group to conquer power over another group. But whichever group won, Cambodia as a whole did lose because the winner used to call on a neighboring country for help to achieve victory over the rival group. In exchange for its intervention the foreign country, whether on the East or on the West, annexed one or several Cambodian provinces. Cambodia ended up getting smaller and smaller and, in the future, may completely disappear if we continue to fight each other as if we were enemies. Only national unity can save our country and turn it into a great nation."
--------
.... เราต้องทำความสามัคคีแห่งชาติให้ปรากฏ เพื่อรักษาความเป็นกัมพูชาไว้ ในหลายศตวรรษที่ผ่านมา กัมพูชาเคยแต่จะต่อสู้กันเอง ด้วยกลุ่มหนึ่งให้เหนือกลุ่มอื่น แต่ไม่ว่ากลุ่มใหนจะชนะ กัมพูชาโดยรวมก็สูญเสีย เพราะผู้ชนะมักจะคุ้นกับการขอความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้ได้ชัยชนะเหนือกลุ่มอื่นๆ ในการที่จะเข้าแทรกแซงโดยต่างชาติ จะโดยฝ่ายตะวันออกหรือตะวันตกก็เข้าผนวกแผ่นดินของกัมพูชา กัมพูชาเองก็เล็กลงๆ ในอนาคตเราอาจไม่มีอะไรเหลือ หากเรายังคงต่อสู้กันเองเหมือนเราเป็นศัตรูกัน สามัคคีแห่งชาติเท่านั้นที่จะทำให้เราเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ได้

ข้อมูลพื้นฐาน

พรรคกัมพูชากู้ชาติ (Cambodia National Rescue Party – CNRP) เป็นหนึ่งในสองพรรคใหญ่ของกัมพูชา อีกพรรคหนึ่ง คือพรรคประชาชนกัมพูชา (Cambodian People’s Party – CPP) เป็นพรรครัฐบาล มีนายฮุนเซนเป็นหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี พรรคกัมพูชากู้ชาติก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2012 โดยเป็นการรวมตัวของพรรคสม รังสี (Sam Rainsy Party) และพรรคสิทธิมนุษยชน (Human Rights Party)

พรรคกัมพูชากู้ชาติ (CNRP) มีแนวคิดเพื่อการทำให้หลักประกันเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนมีความเข้มแข็ง มีสถาบันที่ทำให้เกิดการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม ปกป้องอธิปไตยแห่งชาติกัมพูชา มีคำขวัญของพรรคว่า “กู้ชาติ รับใช้ ปกป้อง” (Rescue, serve, protect)

ราคาน้ำมันร่วง ไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพล้งงานแสงอาทิตย์

ราคาน้ำมันร่วง ไม่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพล้งงานแสงอาทิตย์

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Updated: Monday, December 15, 2014

Keywords: พลังงาน, energy, พลังงานทางเลือก, alternative energy, พลังงานแสงอาทิตย์, solar energy

ศึกษาจาก “Falling Oil Prices Will Not Bother Solar.” December 14th, 2014 โดย Anand Upadhyay 

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries – OPEC) ได้ตัดสินใจไม่ลดการผลิตน้ำมันลง เป็นเหตุให้ตลาดตอบรับด้วยการที่ราคาน้ำมันตกต่ำลงเป็นประวัติการณ์ในระอบ 5 ปี

หากประเทศซาอุดิอาเรเบีย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดและมีอิทธิผลต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่นๆ จะตัดการผลิตน้ำมันเพียงจำนวนหนึ่ง ก็จะส่งสัญญาณไปยังประเทศอื่นๆให้ลดปริมาณการผลิตลง แต่เหตุผลที่เขาไม่ทำ เพราะต้องการบีบสหรัฐที่พัฒนาระบบผลิตน้ำมัน Shale oil ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายจริงที่สูงกว่า นอกจากนี้อเมริกายังเปิดบ่อผลิตก๊าซเพิ่มขึ้น

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะ OPEC ต้องการให้ระบบผลิตของอเมริกันต้องหยุดชะงัก และปิดระบบผลิตไปก่อน ซึ่งอเมริกันเองก็กลัวว่าน้ำมันในโลกจะขาดแคลนด้วยเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองขึ้นในหลายประเทศในโลก เช่น รัสเซีย อาหรับ อิรัค อิหร่าน ลิเบีย ฯลฯ จึงผลิตน้ำมันในลักษณะเกินความต้องการเพื่อทดแทน แต่ปรากฏว่าประเทศที่คิดว่าจะมีปัญหาในการผลิตน้ำมันกลับไม่ผลิตลดลง แต่กลับผลิตเพิ่มขึ้น ประกอบกับโลกในทศวรรษนี้ได้หันมาลดการใช้น้ำมันลง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำมันของรถยนต์มากขึ้น มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และยานพาหนะทางเลือกมากขึ้น มีการพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้าพลังลม และไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้น

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ตกต่ำนี้น่าจะเป็นไปอย่างชั่วคราว แต่การเตรียมการพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่นๆต้องใช้เวลา ดังนั้นระบบโครงสร้างพื้นฐานของหลายๆประเทศทั่วโลกจึงไม่ตระหนกไปกับความผันผวนของราคาน้ำมันในปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงสั้น เขายังคงต้องเดินหน้าไปในด้านการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกให้กว้างขวางออกไป


ภาพ แปลงติดตั้งแผง Solar panels ที่ตั้งบนพื้นดิน เมื่ออยู่ในที่ๆแห้งแล้ง ไม่สามารถใช้ประโยชน์อื่นจากพื้นดินได้


ภาพ สถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า ของ Tesla Motors ที่ใช้พลังแสงอาทิตย์ ช่วยในการชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเร็ว (Fast charging)


ภาพ ยานพาหนะในสนามกอล์ฟ หรือตามโรงแรมติดตั้งแผงรับพลังแสงอาทิตย์แล้วเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องกลับมาชาร์จไฟที่อู่บ่อยๆ


ภาพ สถานที่จอดรถยนต์ (Parking lots) ที่ใช้หลังคาเป็นที่กันแดดกันฝน และผลิตพลังงานไฟฟ้าไปด้วยในตัว


ภาพ อาคารจอดรถขนาดใหญ่ ส่วนบนสุดมักมีปัญหาคนไม่อยากจอด เพราะแดดร้อน แต่เมื่อติดแผง Solar panels เพื่ออเนกประสงค์ คือ ใช้บังแสงอาทิตย์ และใช้ผลิตไฟฟ้าไปด้วยในตัว


ภาพ บ้านในยุโรปและอเมริกาเหนือจำนวนมากขึ้น ได้หันมาใช้หลังคาบ้านเป็นตัวผลิตไฟป้อนคืนให้กับบริษัทไฟฟ้า แล้วก็รับกลับคืนมาใช้ในบ้านเรือนของตัวเองอีกส่วนหนึ่ง


ภาพ ลานจอดรถขนาดใหญ่ ที่ได้ใช้ส่วนหลังคาติดตั้ง Solar panels


ภาพ บริเวณทางเดินในบริเวณวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย สามารถใช้ติดตั้ง Solar panels เพื่อบังแดดบังฝน พร้อมกับใช้ผลิตไฟฟ้าไปด้วยในตัว


ภาพ สถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้จะพบมีมากขึ้นเรื่่อยๆ ตามสถานที่ๆคนจะมาพักจอดรถชาร์จไฟ และทำกิจธุระอื่นๆ ดังเช่น กินอาหารและดื่มเครื่องดื่ม จับจ่ายข้าวของ ซักเสื้อผ้า ฯลฯ


ภาพ อาคารชุด Apartment, condominium หากมีความสูงใกล้เคียงกัน ก็จะไม่บังกัน สามารถรับแสงได้เต็มที่


อาคารขนาดใหญ่ ดังเช่นศูนย์การค้า โรงงาน เหล่านี้ใช้ประโยชน์หลังคา ติดตั้ง Solar panels เพื่อการผลิตไฟฟ้าได้



Wednesday, December 10, 2014

การศึกษา – การเรียนรู้ที่สนุกสนาน

การศึกษา – การเรียนรู้ที่สนุกสนาน

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Updated: Thursday, December 11, 2014

Keywords: การศึกษา, education, ความเครียด, stress, tension, ความตื่นตัว, alert, การศึกษาที่สนุกสนาน, edutainment, การแข่งขัน, competition, ความร่วมมือ, collaboration, cooperation

ครูแจ๋วครับ

ผมขอนำบทความที่ครูเขียน “ประสบการณ์ pretest-สวนกุหลาบ” 11 ธันวาคม 2557 เพื่อนำเผยแพร่ต่ออีกที่หนึ่ง แต่ด้วยวัตถุประสงค์ที่อาจแตกต่างกันไป แล้วแต่ประสบการณ์ของคน

เมื่อ 55 ปีที่แล้ว เมื่อผมยังเป็นเด็ก เคยมีประสบการณ์ต้องไปสอบชิงเข้าโรงเรียนชั้นนำในขณะนั้น 2 แห่ง คือที่โรงเรียนอัสสัมชัญ-บางรัก และที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์-คลองผดุงกรุงเกษม กทม. ประสบการณ์ไม่ต่างกัน คือเครียดมาก ตอนสอบเข้าโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่อจบชั้นปี 4 ทำข้อสอบภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เพราะพื้นฐานจากโรงเรียนเดิมไม่พอ เมื่อจบชั้นมัธยมต้น หรือเทียบเท่ากับ Grade 7 จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนขนาดใหญ่ในขณะนั้น ได้ไปเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษมา 2 ปีเต็มจึงสอบเข้าโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ได้

เมื่อสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ได้ ชีวิตความเครียดผมลดลงไปมากเลย พ่อแม่เบาใจแทบจะปล่อยวางเลย เพราะคิดว่าเราโตแล้ว เรียนได้ด้วยตัวเองแล้ว ส่วนผมเองก็หันมาใช้ชีวิตอยากเที่ยวอยากไปเห็นไปมีประสบการณ์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผลการเรียนตกลงไปพอสมควร แต่ด้านร่างกายแข็งแรงขึ้น มีร่างกายอย่างที่เป็นนักกีฬา ด้านการเล่าเรียน ผมพอประคองตัวรอด ท้ายสุดจบมัธยมศึกษา สอบเข้าเรียนที่คณะครุศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษยังคงใช้ได้อยู่
เวลาผ่านไปกว่า 55 ปี ผมอยากจะฝากบอกพ่อแม่ผู้ปกครองว่า เราไม่ต้องกดดันเด็กหรือสร้าง
ความเครียดเรื่องต้องเรียนให้ชนะเขาอื่นจนเกินไป ในวัยประถมศึกษา ทำครอบครัวให้เป็นสุข ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่าไปปรนเปรอเขามากในด้านการเรียนรู้ ทำให้เด็กๆได้อยากเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มาก หากจะใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ก็ให้เขาสนุกที่จะใช้ด้วยตัวของเขาเอง ให้เวลากับเขาในยามที่เขาต้องการมันมากที่สุด หากเขามีจุดอ่อนในเรื่องใด ก็ช่วยสอนให้เขา หากเขามีปัญหาด้านจิตใจในเรื่องใด ก็ให้เปิดใจคุยกับผู้ใหญ่ได้

เมื่อเด็กๆขึ้นชั้นมัธยมศึกษา ช่วยดูแลการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ฝรั่งเรียกว่า 3Rs คือ Reading – การอ่าน, Writing – การเขียน, และ Arithmetic – เลขคณิต/คณิตศาสตร์ ซึ่ง 3 สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ช่วยสอนได้ แต่เป็น 3Rs ในระดับลึกขึ้นไปสักหน่อย การอ่าน ก็ให้รู้จักเลือกอ่าน อ่านในสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ อ่านแล้วคุยกันกับพ่อแม่ บางอย่างเขารู้มากกว่าผู้ใหญ่ ก็ให้เขาเล่าให้ฟัง แต่บางอย่างเขาอ่านแล้วต้องการชี้แนะจากผู้ใหญ่ ในด้านการเขียนนี้สำคัญ โรงเรียนมัธยมศึกษาที่เรามีอยู่ทั่วไปไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการเขียน แต่เรื่องการเขียนนี้ หากพ่อแม่เป็นคนที่เรียนหนังสือไม่สูง มีงานที่ต้องเขียน เช่นเขียนแผนขอกู้เงินธนาคาร จะกี่หมื่นกี่แสน หรือกี่ล้านบาทก็ตาม คิดแผนงานแล้วให้ลูกมาช่วยกันเขียนให้เป็นแผนธุรกิจอย่างที่จะไปขอกู้ยืมเขา ในด้านคณิตศาสตร์ เด็กมัธยมศึกษาใช้คอมพิวเตอร์เป็นเกือบทุกคน ลองให้เขาช่วยทำบัญชีของครอบครัวหรือกิจการครอบครัว แล้วอาจให้เงินค่าขนมเพิ่มแก่เขาเมื่อเขาต้องทำงานพิเศษ ทำให้เขารู้คุณค่าของเงินไปในตัว

ในปัจจุบันการศึกษาก็ยังเป็นความเครียดสำหรับเด็กๆทุกคนอยู่ ลองอ่านบทความของ “ครูแจ๋ว” และเห็นรูปแล้ว อย่างไรเสียมันก็เครียดแน่ๆ ขอขอบคุณครูแจ๋ว ที่เห็นความสำคัญของการศึกษา และเห็นปัญหาความเครียดของเด็กๆ

จาก – ประกอบ คุปรัตน์
-----------

ประสบการณ์ pretest-สวนกุหลาบ จาก Krujaew Happyclub

11 ธ้นวาคม 2557


ภาพ กิจกรรม Pretest ของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย


ภาพ การศึกษาไม่ว่าที่ใดๆ ก็เป็นเรื่องของการแข่งขัน การจะทำงาน ก็เป็นเรื่องของการต้องสอบแข่งขัน


ภาพ การศึกษาในประเทศสิงคโปร์ การศึกษายังเป็นเรื่องของการแข่งขัน

ยามเช้าเด็กๆทยอยเข้าสู่รั้วสวนกุหลาบพร้อมเสียงตามสายของคุณครูกล่าวทักทายต้อนรับเป็นระยะๆและแจ้งเรื่องการจัดระเบียบในการสอบครั้งนี้ บรรยากาศในโรงเรียนเต็มไปด้วยหนุ่มน้อย สาวน้อยที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความฝันทั้งที่เป็นฝันของตัวเอง(และฝันของพ่อแม่) และกองเชียร์อีกคณะใหญ่ บางครอบครัวก็สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในโรงเรียน บางครอบครัวจัดการเรื่องอาหารเช้าในโรงอาหารและอีกหลายครอบครัวกระจายไปตามส่วนต่างๆของโรงเรียน

เมื่อถึงเวลา 8.30น.ครูเริ่มให้สัญญาณการเข้าแถวโดยจัดการเข้าแถวกลางสนามฟุตบอล...โดยขอให้เด็กเข้าไปเองแต่ก็มีผู้ปกครองบางส่วนอดห่วงที่จะเข้าไปส่งลูกไม่ได้ทำให้คุณครูต้องขอร้องให้เด็กๆมีโอกาสช่วยเหลือตัวเอง เมื่อเวลา 8.45 น.พี่เลี้ยงนำเด็กกระจายเข้าห้องสอบตามอาคารที่เด็กสอบ..โดยแจ้งว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ์ออกจากห้องสอบเมื่อหมดเวลาเท่านั้น..เป็นอันเข้าใจตรงกันว่าลูกๆๆของผู้ปกครองจะลงมาจากห้องสอบเมื่อเวลา 12.00 น.เด็กๆจะสอบทั้งหมด 5 วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ ไทย สังคม โดยเริ่มที่เวลา9.00-12.00 น.เด็กสามารถบริหารเวลาในการจัดการกับแต่ละวิชาเอง
ในส่วนของผู้ปกครองบางส่วนนั่งรอที่โรงเรียน บางส่วนก็แยกย้าย... ระยะเวลาแห่งการรอคอยลูกในรั้วสวนกุหลาบบ่งบอกความรัก ความหวัง และกำลังใจของพ่อแม่ที่ส่งเข้าไปในห้องสอบได้เป็นอย่างดี
12.00 น.เด็กๆทยอยลงมาจากอาคาร แล้วภารกิจตามหาพ่อแม่ก็เริ่มขึ้นเนื่องจากทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์ติดตัวไป ซึ่งเด็กๆทุกคนก็ปฏิบัติภารกิจสำเร็จนั่นเป็นการบ่งบอกว่าคำสอนของโรงเรียนแห่งนี้ในเรื่องของการเอาตัวรอดในโรงเรียนผ่านไปได้ เมื่อเจอพ่อแม่ คำถามแรกจากปากพ่อแม่แต่ละครอบครัวต่างกันออกไป บางครอบครัวถามลูก "ว่าเหนื่อยไหม" บางครอบครัวถามลูกว่า"ทำได้ไหม" บางครอบครัวถามลูกว่า "หิวไหม" ทุกคำถามย่อมสะท้อนหัวใจเราได้เป็นอย่างดีว่า เด็กๆจะมีความสุขบ้างไหม

แต่ที่น่าแปลกใจคือ..เด็กหลายคนเกิดแรงบันดาลใจในสถาบันแห่งนี้ จากที่เคยมีมีมากขึ้น จากที่ยังไม่มีกลับมีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ หลายครอบครัวเด็กไม่รู้สึกหิว ไม่รู้สึกเหนื่อย แต่กลับขอให้พ่อแม่พาไปยังพิพิธภัณฑ์ตึกยาวสวนกุหลาบ 100ปี ภาพที่เห็นในพิพิธภัณฑ์จึงเป็นภาพเด็กน้อยในเครื่องแบบหลากหลาย เดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งความสำเร็จของรุ่นพี่ด้วยแววตาชื่นชม แววตาแห่งความหวังและปรารถนาที่จะได้เข้ามาเป็น ศิษย์สวนกุหลาบรุ่นต่อไป

การสอบ pretest ครั้งที่1 ของสวนกุหลาบแห่งนี้มิเพียงเปิดมิติแห่งความรู้..ให้เด็กๆที่อยากเข้าเพราะคำบอกเล่าว่าดี แต่ยังเป็นการเปิดมิติความเข้าใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจ ที่จะก้าวเข้ามาในสถาบันแห่งนี้ได้ดีอีกด้วย..

ผลสอบที่ลูกๆๆทำมามิได้เป็นตัวตัดสินว่าลูกควรได้หรือไม่ได้ แต่ควรใช้เป็นตัววัดว่าพ่อแม่จะขับเคลื่อนลูกๆอย่างไรให้เขาทำได้และทำได้อย่างมีความสุข.."สุภาพบุรุษสวนกุหลาบ"


Sunday, December 7, 2014

การเสียชีวิตของอีริค การ์เนอร์ (Death of Eric Garner)

การเสียชีวิตของอีริค การ์เนอร์ (Death of Eric Garner)

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Updated: Monday, December 08, 2014

Keywords: กิจการตำรวจ, กระทรวงยุติธรรม, สหรัฐอเมริกา, USA, เมืองนิวยอร์ค, New York City, NYC, กรมตำรวจนิวยอร์ค, NYPC, อีริค การ์เนอร์ (Death of Eric Garner) Daniel Pantaleo, Justin Damico
ศึกษาและเรียบเรียงจาก Wikipedia, the free encyclopedia

การเสียชีวิตของอีริค การ์เนอร์ (Death of Eric Garner)
เวลา
Time
3:45 p.m. (EST)
วันที่
Date
July 17, 2014
สถานที่
Location
202 Bay Street, Staten Island, New York
สาเหตุ
Cause
การรัดคอทำให้ขาดอากาศหายใจจนหมดสติ
Compression of neck (chokehold), compression of chest and prone positioning during physical restraint by police[1]
รายงานครั้งแรก
First reporter
Daily News (New York)
บันทึกภาพโดย
Filmed by
Ramsey Orta[2]
ผู้มีส่วนร่วม
Participants
เจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองนิวยอร์คสองนาย
Daniel Pantaleo and Justin Damico (NYPD officers)
ผล
Outcome
ไม่มีการฟ้องเจ้าหน้าที่แพนทาลิโอ
No indictment of Pantaleo[3][4]
การเสียชีวิต
Deaths
1
ผลการดำเนินคดี
Litigation
ครอบครัวของ Garner ฟ้องค่าเสียหายกรมตำรวจเมืองนิวยอร์ค 75 ล้านเหรียญ หรือ 2400 ล้านบาท
$75 million lawsuit filed by Garner's family against New York City, the New York City Police Department (NYPD), and six NYPD officers[5]

ในวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 อีริค การ์เนอร์ (Eric Garner) ชายผิวดำ ร่างอ้วนและสูงใหญ่ เสียชีวิตที่ชุมชน Tompkinsville ในเขต Staten Island ของมหานครนิวยอร์ค (New York City – NYC) หลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้าบังคับควบคุมตัว แล้วใช้วิธีล๊อคคอ (Chokehold) นายอีริค การ์เนอร์เป็นเวลา 19 วินาที การจับกุมด้วยการล๊อคคอนี้ถูกห้ามใช้โดยกรมตำรวจนิวยอร์ค (New York City Police Department - NYPD) เนื่องจากเป็นวิธีอันตรายถึงชีวิตได้


ภาพ Eric Garner ก่อนถูกจับกุม ล๊อคคอและเสียชีวิต

ดูวิดิโอคลิปได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=g-xHqf1BVE4

การ์เนอร์ถูกเรียกตรวจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ Justin Damico ด้วยสงสัยว่าจะขายบุหรี่หนึ่งมวนแกะจากซองที่ไม่ได้ติดแสตมป์เสียภาษีตามกฎหมาย ซึ่งเขาเรียกกันว่า “Loosies” หลังจากการ์เนอร์บ่นกับเจ้าหน้าที่ว่าเขาเบื่อที่ถูกตามรบกวนในการขายบุหรี่ เจ้าหน้าที่ได้รุกเข้าจับกุม ล๊อคคอดังที่เห็นในวิดิโอ

A loose cigarette or "loosie" is a single cigarette purchased at the store for usually between 10 cents to a quarter.
Loose cigarette or "loosie บุหรี่แกะซองขายที่ละมวนจากซองที่ไม่ติดสแตมป์เสียภาษี มวนละ 10 เซนต์หรือ 25 เซนต์ในสหรัฐอเมริกา หรือมวนละ 8 บาท ในทัศนะเจ้าหน้าที่ตำรวจของบางเขตที่บุหรี่ต้องเสียภาษีหนัก แต่บางเขตหรือบางรัฐไม่ต้องเสียภาษี จึงทำให้เกิดปัญหาทางกฎหมายและการบังคับใช้ แต่ก็ต้องจัดว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายเล็กน้อย กระทำการโดยคนยากจนที่อาจจะดีกว่าขอทานสักเล็กน้อย

เจ้าหน้าที่ตำรวจแดเนียล แพนเทลิโอ (Daniel Pantaleo) ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุได้เข้าทางด้านหลังของการ์เนอร์ซึ่งตัวใหญ่มาก แล้วล๊อคคอ เหตุการณ์เหล่านี้ถูกบันทึกวิดิโอแล้วถูกส่งต่อไปในสื่อสังคม ขณะที่การ์เนอร์นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นได้ร้องบอกถึง 11 ครั้งว่าหายใจไม่ออก แต่ในที่สุดการ์เนอร์ถูกส่งไปโรงพยาบาลและในอีก 1 ชั่วโมงต่อมาได้มีการประกาศว่าเสียชีวิตแล้ว

หลังเหตุการณ์แพทย์พิสูจน์ศพได้สรุปว่าการ์เนอร์ได้เสียชีวิตด้วยการถูกล๊อคคอ (Chokehold) และถูกลัดตัวอยู่ยาวนาน (Prone positioning) ในระหว่างการจับกุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบกับการ์เนอร์ป่วยเป็นโรคหอบหืด (Bronchial asthma) โรคหัวใจ (Heart disease) โรคอ้วน (Obesity) โรคหลอดเลือดและหัวใจตีบตัน (Hypertensive cardiovascular disease) หลังการเสียชีวิต ผู้ช่วยพยาบาลเหตุฉุกเฉิน (EMTs & paramedics) ที่ไปรับตัวผู้ป่วยสู่โรงพยาบาลถูกสั่งพักงานโดยไม่ได้รับเงินเดือนในวันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 2014 เจ้าหน้าที่สองคน คือ ดามิโกและแพนเทลิโอ (Damico & Pantaleo) ถูกให้หยุดงานออกตรวจพื้นที่และให้นั่งอยู่โต๊ะทำงาน แพนเทลิโอถูกยืดปื่นและตราเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2014 คณะลูกขุนได้ตัดสินว่าเจ้าหน้าที่แพนเทลิโอไม่มีความผิด ซึ่งฝืนความรู้สึกของประชาชนทั่วประเทศ ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงขึ้นหลายจุดในประเทศ กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ (Police brutality)


อัยการสูงสุดแห่งสหรัฐอเมริกา นายอีริค โฮลเดอร์ (Attorney General Eric Holder) ได้ประกาศว่ากระทรวงยุติธรรมจะทำที่โดยเดินทางไปศึกษาอย่างละเอียดและอิสระอีกครั้ง และฝ่ายที่ติดตามเรื่องสิทธิมนุษยชนจะเข้าไปศึกษากรณีอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง


ภาพ การเดินขบวนใหญ่ทั่วเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา แต่ส่วนใหญ่เป็นไปโดยสงบ

ความคิดเห็นต่อกรณีปัญหาเรื่องสีผิวและความยากจนในสหรัฐอเมริกา

ประมวลจาก Facebook, Pracob Cooparat -

Pracob Cooparat > ในสหรัฐอเมริกา ขับรถแล้วถูกตำรวจเรียกให้หยุด อย่าลงจากรถจนกว่าได้รับคำสั่ง ถ้าลงจากรถ เขาจะเข้าใจว่าหนีการจับกุมหรือคิดต่อสู้

ในยามวิกาล อย่าไปเคาะประตูบ้านคน โดยเฉพาะคนสูงอายุ เพราะเขากลัวจะถูกจี้หรือทำร้าย จึงมักเตรียมอาวุธตอบโต้ มีคนถูกยิงตายหน้าประตูบ้านหลายรายแล้ว โดยเฉพาะคนผิวดำและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ
December 8 at 3:30pm

กุลธร เบิ้ม > เหตุการบานปลายเป็นเดินขบวนกันทั่วประเทศ

ผมมีความเห็นว่าเที่ยวนี้ตำรวจ"ซวย" ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าตำรวจมากันหลายคนเป็นทีม เพื่อมาจับตัวเจ้าหมอคนนี้คนเดียว น่าจะเตรียมกันมาด้วยเหตุผลบางอย่าง คนตัวใหญ่ๆอย่างนี้ถ้าแข็งแรงดี ตำรวจจิ๋วๆ 4-5 คนที่เห็นเอาไม่อยู่หรอกครับ มีวิธีเดียวคือต้องล๊อกคอ ล๊อกคอ 19 วินาทีไม่น่าตายหรอกครับ อีกอย่างคือ คนที่ยังสามารถบอกว่า หายใจไม่ออก หายใจไม่ออก จนตำรวจปล่อยมือแล้วก็ยังพูดอยู่ แสดงว่ายังหายใจออกอยู่ ถา้ไม่เชื่อลองวิ่งด้วยตัวเองดู ช่วงแรกๆจะพูดได้เป็นประโยค พอเหนื่อยขึ้นก็จะพูดได้เป็นประโยคสั้นๆ แล้วต่อมาก็พูดได้เป็นคำๆ แล้วพอเหนื่อยหายใจไม่ทันจะพูดไม่ออก ตานี้กลับไปดูผลการชันสูตรศพ พบว่าคนนี้มีอาการของโรคมากมายหลายอย่างรวมถึงโรคหัวใจด้วย การตายไม่น่าจะเป็นจากการถูกตำรวจล๊อกคอโดยตรง แต่ในทางอ้อมอาจทำให้โรคหัวใจหรือโรคอื่นกำเริบทำให้หายใจลำบากจนถึงขั้นตายได้เพราะการล๊อกคอ

ลองกลั้นใจดู 20 วินาทีนะครับ ............ ตายไหมครับ
December 8 at 4:03pm

Thai Hrd > คนผิวขาวในสหรัฐฯไม่น้อยที่ยังมีความรู้สึกเยียดผิวอยู่ จึงทำให้มองคนผิวสีอื่นไปในทางลบเป็นส่วนใหญ่ ไม่เฉพาะคนผิวดำเท่านั้น ผิวเหลืองก็โดนด้วย
December 8 at 4:18pm · Edited

กุลธร เบิ้ม > ผิวเหลืองโดนน้อยหน่อยครับ แต่ถ้าไปอยู่อเมริกาแถบเหนือๆ หรือตะวันออกแล้ว พวกผิวดำก็น่าเหยียดอยู่พอควร เขารวมกันเป็นกลุ่ม พูดภาษา(แสลง)ของเขาฟังไม่ออก ทำตัวแปลกๆ แต่พอแตกกลุ่มออกมาก็ ok แต่ทางใต้คนผิวดำดี ไม่น่าเหยียดผิวเลย
December 8 at 4:29pm · Like

Arom Chanuanjit > ปี 1976 รถยางแตกอยู่แถว Houston หน้าหนาว รถคนขาวผ่านไปคันแล้วคันเล่า จำได้ว่าคนที่ลงมาช่วยคือคนมืดหนึ่งครอบครัว ช่วยเสร็จยังมอบเสบียงให้อีกเห็นพวกเราเป็นนักศึกษา จึงประทับใจน้ำใจพวกเขาไม่เคยลืมจนบัดนี้
December 8 at 8:07pm

กุลธร เบิ้ม > Houston ก็ค่อนข้างใต้แล้วแต่เป็น Texas เจริญหน่อย
December 8 at 11:23pm

Prasit Yamali > เรื่องสีผิวในอเมริกายังอยู่ในลักษณะที่แตกต่าง

ไปทั้งในแง่บวกและลบเหมือนที่เบิ้มเขียน ที่ Cincinnati คนผิวขาวผิวดำแยกกันอยู่คนละ zone เลย และไม่ยุ่งซึงกันและกัน แต่ไม่เป็นศัตรูกันเนื่องจากในอดีตเมืองนี้เคยมีปัญหาเรื่องผิวอย่างรุนแรงเป็น 10 ปี เลยมาตกลงกันว่าจะไม่ยุ่งซึ่งกันและกัน และแบ่ง zone กันอยู่ เมืองนี้จะมีรถเมล์เฉพาะ zone ผิวดำ เพราะคนผิวขาวมีรถยนส่วนตัว ครั้งหนึ่งเข้าไปร้าน McDonald ใกล้มหาวิทยาลัย ซึ่งชายแดนของคนผิวดำ แทบทุกคนมีอัธยาศัยดีทักทายพวกเรา(non white) อย่างดี ทั้งไม่รูจักกัน แต่คนผิวขาวและผิวดำไม่ทักทายกัน คนผิวขาวไปซื้อ พนักงานผิวดำก็ขายให้ตามปกติ คนผิวดำและผิวขาวดีกับพวกเรา (Non white) ทั้งสองกลุ่มเป็นคนดี ยกเว้นกลุ่มเล็กๆของวัยรุ่นและพวกมีปัญหาทางเศรษฐกิจ

ที่น่าเสียดายก็คือเมือง Cincinnati สวยมาก แต่ตึกอาคารย่านผิวดำโทรมขาดการดูแล คนผิวดำท่ีเป็นเศรษฐี (นักกีฬาอาชีพ) มีบ้านอยู่ย่านเศรษฐีผิวขาวก็มไมมีปัญหาอะไร
December 9 at 12:48am

Saturday, December 6, 2014

มารู้จักโฟล์คเต่า (Volkswagen) รถยอดนิยมจากเยอรมนี

มารู้จักโฟล์คเต่า (Volkswagen) รถยอดนิยมจากเยอรมนี

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Updated: Sunday, December 07, 2014

Keywords: อุตสาหกรรม, รถยนต์, ประวัติศาสตร์, โฟล์คสวาเกน,  Volkswagen, VW, Volkswagen Beetle, Volkswagen Type 1, Ferdinand Porsche, Adolf Hitler

โฟล์คเต่า หรือที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Volkswagen Beetle ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า โฟล์คสวาเกนแบบที่หนึ่ง (Volkswagen Type 1) เป็นรถยนต์นั่ง 2 ประตู นั่งได้ 4 คน มีเครื่องยนต์ตั้งด้านหลัง ผลิตโดยบริษัทรถยนต์เยอรมันชือ Volkswagen (VW) ในช่วงปี ค.ศ. 1938 จนถึงปี ค.ศ. 2003

ความต้องการผลิตรถยนต์ในลักษณะนี้ เป็นวัตถุประสงค์เชิงใช้สอย เกิดขึ้นในสมัยเยอรมันนาซีภายใต้การชี้นำของอดอล์ฟ ฮิตเลอรื (Adolf Hitler) ที่หวังให้ประชาชนคนทั่วไปมีรถยนต์ราคาถูก เรียบง่าย ผลิตจำนวนมาก สามารถใช้วิ่งบนทางหลวงใหม่ในยุคนั้นของเยอรมันได้ เขาได้ให้สัญญาแก่ Ferdinand Porsche และทีมงานได้ออกแบบผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องการ รถโฟล์คเต่านับเป็นรถยนต์เครื่องหลังรุ่นแรกๆ รถยนต์ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนมีการผลิตต่อเนื่องกันยาวนานเป็นจำนวนรถถึง 21 ล้านคัน (21,529,464) นับเป็นรถยนต์แบบเดียว คือระบายความร้อนด้วยอากาศ มีเครื่องด้านหลัง ขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง ที่ผลิตออกใช้เผยแพร่ไปทั่วโลกยาวนานถึง 65 ปี


ภาพ Dr. Ing. (h.c.) Ferdinand Porsche ผู้ออกแบบผลิตรถยนต์โฟล์คเต่า VW Beetle


ภาพ รถโฟล์คเต่า รุ่น 1949 แบบมีหน้าต่างหลังแบ่งออกเป็นสอง ซึ่งนักเล่นรถโฟล์คเต่าเรียกว่า Split หรือโฟล์เต่ารุ่นหน้าต่างแยก


ภาพ ภายในของรถโฟล์คเต่าที่เรียบง่าย ไม่มีหน้าปัดหวือหวา

ในช่วงทศวรรษ 1930s ได้มีการผลิตรถโฟล์เต่าออกมาเพียงจำนวนหนึ่งจนถึงปี ค.ศ. 1945 การผลิตจำนวนมากจริงๆนั้นต้องชะลอจนถึงช่วงหลังสงคราม และเมื่อผลิตในช่วงหลังสงครามโลกได้มีผลิตออกจำหน่ายไปทั่วโลก เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูเศรษฐกิจเยอรมนีหลังสงคราม โดยใช้ชื่อเรียกเพียง Volkswagen หรือ “รถของประชาชน” ต่อมามีการผลิตรุ่นใหม่ๆตามมา ด้วยชื่อ VW 1200, 1300, 1500, 1302 หรือ 1303 อันบ่งบอกขนาดของเครื่องยนต์ ต่อมาในเยอรมนี้ มันมีชื่อที่เรียกทั่วไปว่า Käfer ในภาษาเยอรมันแปลว่า “เต่าทอง” (Beetle)

โฟล์คเต่าถูกออกแบบถูกออกแบบให้สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงบนถนนหลวงยุคใหม่ของเยอรมันที่เรียกว่า โอโตบาน (Autobahn) ต่อมาจึงได้มีการผลิตรถยนต์รุ่นอื่นๆที่มีเทคโนโลยีและแนวคิดต้นแบบที่แตกต่างกันออกไป ดังเช่น Volkswagen Karmann Ghia และ Volkswagen Type 2 อันเป็นรถตู้โดยสาร
โฟล์คเต่านับว่าได้สร้างแนวโน้มใหม่ในนวตกรรมผลิตรถยนต์ โดยการผลิตรถจำนวนมากๆที่ราคาไม่แพงในยุโรป ที่ตามมาโดย Fiat ของอิตาลี และ Renault ของฝรั่งเศส ในขณะที่รถยนต์เครื่องหลัง ขับเคลื่อนล้อหลังได้เพิ่มจำนวนขึ้นในทวีปยุโรปจากร้อยละ 2.6 เป็นร้อยละ 26 ในปี ค.ศ. 1956 ในปี ค.ศ. 1948 Citroën 2CV และรถยนต์ยุโรปอื่นๆได้หันมาผลิตรถยนต์ขนาดเล็กวิ่งด้วยล้อหน้า และในแนวโน้มนี้ได้ปรากฏชัดในราวปี ค.ศ. 1974 บริษัท Volkswagen (VW) ก็หันมาผลิตรถยนต์เล็กตั้งเครื่องหน้า วิ่งด้วยล้อหน้าที่เรียกว่า VW Golf เป็นการทดแทนโฟล์คเต่า

ในปี ค.ศ. 1994 Volkswagen ได้เปิดเผยแนวคิดรถยนต์ต้นแบบที่เรียกว่า Concept One ที่มีรูปโฉมภายนอกคล้ายโฟล์คเต่า เรียกว่า New Beetle ใช้โครงร่างของ VW Golf ได้แฟนของโฟล์ที่ยังติดใจกับรถโฟล์คเต่า แต่ใช้เทคโนโลยีผลิตรถยนต์ใหม่

ในปี ค.ศ. 1999 จากการสำรวจรถยนต์ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่20 รถโฟล์คเต่า (Type1) มาเป็นอันดับที่ 4 ตามหลัง Ford Model T ของฟอร์ดสหรัฐอเมริกา, Mini ของอังกฤษ และ Citroën DS ของฝรั่งเศส ซึ่งทั้งหมดเป็นรถยนต์ขนาดไม่ใหญ่ มีเทคโนโลยีเรียบง่าย ไม่ต้องการการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน ราคาไม่แพง และทนทาน


ภาพ VW Beetle รุ่น 2014 ซึ่งมีหน้าตาแบบโฟล์คเต่าแต่มีเครื่องและระบบแบบรถยนต์ใหม่ ออกไปทางรถสปอร์ตทั้งในด้านสมรรถนะและราคา ใช้โครงสร้างและระบบเครื่องของ VW Golf

Thursday, December 4, 2014

มากินถั่วเขียว (Mung bean) เป็นอาหารกัน

มากินถั่วเขียว (Mung bean) เป็นอาหารกัน

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุขภาพอนามัย, health care, โภชนาการ, nutrition, ถั่วเขียว, mung bean, Moong bean, Lentil, เบาหวาน, diabetes, โภชนาการ, nutrition,การควบคุมอาหาร, diet

มารู้จักถั่วเขียว

ถั่วเขียวอย่างที่คนไทยรู้จัก มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Mung bean, Moong bean และ Lentil แต่ไม่ใช่ Green bean เป็นคนละอย่างกัน


ภาพ ถั่วเขียว (Mung beans)

ถั่วเขียวมีชื่อทางวิชาการว่า Vigna radiate เป็นพืชในตระกูล Legume เป็นพืชท้องถิ่นของชมพูทวีป หรือ Indian subcontinent ในปัจจุบันมีเพาะปลูกกันในประเทศอินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเขตอื่นๆมีปลูกกันในเขตร้อนและแห้ง ดังในตอนใต้ของยุโรปและตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทยมีปลูกกันในทุ่งนาช่วงก่อนหรือหลังปลูกข้าว ปลูกพืชถั่วเขียวเพื่อปรับสภาพดิน เพิ่มไนโตรเจนในดิน เป็นการสร้างปุ๋ยตามธรรมชาติ

ในการใช้บริโภคเป็นอาหาร ถั่วเขียวต้ม ใช้เป็นอาหารหลักประสมไปกับข้าว ทั้งข้าวสวยหรือข้าวต้ม เป็นการเพิ่มเยื่อใย (Fiber) และเพิ่มโปรตีนในอาหาร เพราะมีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 23 นับเป็น 3 เท่าของข้าว (Rice) ทั่วไป เป็นการลดการพึงพาอาหารโปรตีนจากสัตว์ และไม่เป็นการเพิ่มคลอเลสเตอรอล (Cholesterol) ในเลือด ถั่วเขียวใช้ทำอาหารจานหลัก หรือจะทำเป็นขนมก็ได้ โดยทั่วไปคนไทยตั้งแต่เด็ก มักเห็นแต่เอาถั่วเขียวไปทำเป็นของหวาน (Dessert) ดังเช่นง่ายที่สุดคือ “ถั่วเขียวต้มน้ำตาล” หรือไม่ก็เอาไปแช่น้ำลอกเปลือกออก กลายเป็นถั่วสีเหลือง แล้วจึงเอาไปทำขนม แต่เราสามารถนำถั่วเขียวไปเป็นส่วนหนึ่งของอาหารจานหลักได้ โดยไม่ต้องทำเป็นเพียงขนมหรือต้องใส่น้ำตาล

ซุปถั่วเขียว (Green Mung Soup)

Gentle Nourishing Cleansing with Green Mung Soup-


ภาพ ซุปถั่วเขียว เป็นอาหารเรียกน้ำย่อย

วันนี้จะแนะนำท่านที่สนใจทำอาหารแปลกๆ แต่มีคุณค่าทางโภชนาการรายการหนึ่ง คือ “ซุปถั่วเขียว (Green Mung Soup) เป็นอาหารของชาวอินเดีย อาหารจานนี้เป็นของคาว ไม่ใช่ของหวาน กินเป็นซุปก่อนอาหารจานหลัก ทำหน้าที่ช่วยในการขับถ่ายเพราะถั่วเขียวมีเยื่อใยอยู่มาก ระบายของเสีย และเสริมสร้างโปรตีน เพื่อลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง

ส่วนประสม
Ingredients:

ถั่วเขียว 1 ถ้วย (แช่น้ำก่อนอย่างน้อย 5 ชั่วโมง)
1
cup whole green mung beans (must soak at least 5 hours)

น้ำ 3 ½ ถ้วย
3 1/2
cups water

เนย 1 ช้อนโต๊ะ ขิงสับ 1 ½ ช้อนชา
1
Tbsp Ghee11/2 tsp ginger - chopped

กระเทียมสับ ½ ช้อนชา
1/2
tsp garlic - chopped

ผงยี่หร่า ½ ช้อนชา
1/2
tsp cumin seeds

ผงหรือผลิตผลจากยี่หร่า (Cumin) มีคุณสมบัติทางการแพทย์ตะวันออกและโภชนาการ คือ ช่วยให้อยากอาหาร (Appetite), การรับรู้รสชาติ (Taste perception), การช่วยย่อย (Digestion), การบำรุงสายตา (Vision), ความแข็งแรง (Strength), และการกระตุ้นให้หลั่งน้ำนมในแม่ลูกอ่อน (Lactation)

มัสตาร์ด ½ ช้อนชา
1/2
tsp mustard seeds

ขมิ้น ½ ช้อนชา
1/2
tsp Turmeric

ฮิง (Hing) 1 หยิบน้อยๆ (ฮิง หรือ Hing หรือ Asafoetida อ่านว่า อาสาโฟอิทิดา มีขายตามร้านขายเครื่องเทศของอินเดีย) ฮิงมีคุณสมบัติช่วยในการย่อยอาหาร
1 small pinch of hing (asafoetida- available for purchase at the Indian Store)

เกลือ 1 ช้อนชา หรือตามรสชาดที่ต้องการ
1 tsp Himalayan Pink Rock Salt or to taste (available at Trader Joes or Whole Foods)

อาหารแบบอินเดียมักจะมีกลิ่นเครื่องเทศแรงกว่าที่คนไทยคุ้นเคย แต่อย่างไรก็ตาม การกินอาหารแบบอินเดียนั้น ส่วนของเครื่องเทศจะเป็นประโยชน์ทางโภชนาการและสุขภาพร่างกาย หากรสชาติไม่ถูกปากในระยะแรกๆ ก็ให้ทำใจเป็นกลาง ลองกินหลายๆครั้ง แล้วจะมองเห็นคุณค่าของอาหารประเภทนี้

วิธีการทำ
Directions

1. แช่ถั่วเขียวข้ามคืนหรืออย่างน้อย 5 ชั่วโมง
Soak the mung beans overnight in water.

ข้อแนะนำ – การต้มถั่วเขียว/ถั่วแดง/ถั่วเหลือง ให้สุก อาจใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า (Electric rice cooker) ต้ม (Boil) และอุ่น (Warm) ใส่น้ำให้มากกว่าการหุงข้าวปกติ ข้อดีคือเมื่อต้มจนน้ำแห้งแล้ว ระบบอัตโนมัติจะตัดไฟแรง กลายเป็นไฟอ่อน เราเพียงดูให้มีน้ำพอ แล้วปล่อยให้มันอุ่นไปเรื่อยๆ เพื่อให้เม็ดถั่วสุกอืดได้เต็มที่ หากน้ำแห้งเกินไปแล้วยังไม่สุก ก็ให้เติมน้ำแล้วต้มและอุ่นต่อไป โดยทั่วไป ใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการต้มปริมาณมากหรือน้อยเพียงใด การจะดูว่าถั่วสุกหรือไม่ ก็ให้ตักมาสักครึ่งข้อนชาแล้วลองเคี้ยวดู หากสุกนิ่มทั้งเม็ดก็ถือว่าใช้ได้
ข้อดีของการต้มด้วยหม้อไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ เราไม่ต้องกังวลเรื่องไฟจะไหม้เหมือนการใช้ระบบแก๊สหรือการใช้เตาไฟฟ้าธรรมดา ซึ่งมันจะไม่มีระบบตัดไฟ แต่กระนั้นก็แนะนำว่าอย่าอยู่ไกลจากครัว หรือไปงีบ ไปนอนหลับ หรือทำอย่างอื่นๆจนลืมไปว่ามีของที่ใช้ไฟฟ้าหรือไฟ ที่อาจเกิดอัคคีภัยได้

2. ใส่ขิงและกระเทียมสับละเอียด
Finely chop ginger and garlic.

3. รินเอาน้ำที่ต้มถั่วเขียวออก แล้วเติมน้ำในถั่วเขียว 3 ½ ถ้วย
Drain the mung beans, rinse them and put them in pot with 3 1/2 cups of water.

4. ใส่เกลือและขมิ้น แล้วต้ม
Add salt and turmeric and bring to a boil.

5. ต้มถั่วเขียวจนเดือดปุดๆเป็นระยะๆ จะแน่ใจว่าถั่วเขียวสุกดีแล้วเมื่อเม็ดแตก ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 45 นาที
Cook Mung beans fully stirring occasionally. (they are not fully cooked until they are breaking apart. Will take approx. 45 min unless you use a pressure cooker in which case it will only take about 20 minutes)

6. ผัดเนยในกระทะแยกต่างหาก ใส่ฮิง (Hing) และมัสตาร์ดและผงยี่หร่า ให้สุกพอประมาณแล้วใส่กระเทียมและขิง รอให้ระอุสักระยะ จนกระเทียมมีสีเหลือง
Heat ghee in a separate pan. Add hing, mustard seeds and cumin seeds. Wait until you hear the cumin seeds pop. Then add garlic and ginger and let simmer for a few minutes until garlic becomes golden brown.

7. ใส่เนยที่ผสมแล้วลงในถั่วเขียวต้มแล้วคนให้เข้ากัน
Add ghee mixture to cooked mung beans and stir.

8. ท่านสามารถใส่ผักใบเขียว เช่นคะน้าหรือผักขมที่หั่นแล้วลงไปได้
You can add greens like kale or spinach to this for some added texture.


9. หลังจากนี้ก็ตักบริการและรับประทานกันได้ตามอัธยาศัย 

Wednesday, December 3, 2014

Mirai รถเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ของ Toyota

Mirai รถเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ของ Toyota

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Updated: Thursday, December 04, 2014

Keywords: อุตสาหกรรม, รถยนต์, รถยนต์ไฟฟ้า, รถยนต์พลังไฮโดรเจน, รถเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน, Toyota Mirai, โฟล์คสวาเกน, Volkswagen Passat HyMotion, พลังงานฟิวเซลล์ไฮโดรเจน, Hydrogen Fuel-Cell

รถยนต์ Toyota Mirai ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “อนาคต” (Future) เป็นรถยนต์ใช้เทคโนโลยีฟิวเซลล์ไฮโดรเจน (Hydrogen fuel cell vehicle) ที่มีการผลิตขายสู่ตลาดเป็นอันดับแรกๆ Mirai เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2014 ในการแสดงรถยนต์ที่เมืองลอสแองเจลีส รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา Toyota วางแผนผลิตรถยนต์รุ่นนี้จำนวนเพียง 700 คัน ที่จะวางขายทั่วโลกในปี ค.ศ. 2015

การขายในประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 2014 ในราคา ¥6.7 million หรือประมาณ 1.836 ล้านบาทไทย ซึ่งยังไม่ได้หักเงินที่รัฐบาลจะสนับสนุนให้อีกคันละ 627,200 บาท ราคาขายในสหรัฐอเมริกาจะอยู่ในระดับราคาเดียวกัน และจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ คันละ USD7200 หรือ 230,400 บาท การขายในราคานี้คาดว่าจริงๆทางบริษัทก็ยังคงต้องขาดทุน เพราะไม่ได้ผลิตในจำนวนมากพอที่จะทำให้ต้นทุนต่อคันลดลง


โตโยต้า มิราอิ
Toyota mirai
ภาพรวม
Overview
ผลิตโดย
Manufacturer
เริ่มกระบวนการผลิต
Production
Scheduled for 2015
ตัวถัง
Body and chassis
ระดับขนาด
Class
ขนาดกลาง
mid-size
ลักษณะตัวถัง
Body style
รถยนต์นั่ง 4 ประตู
4-door sedan
การวางเครื่อง
Layout
วางเครื่องด้านหน้า ขับเคลื่อนด้วยล้อหน้า
Front-engine, front-wheel-drive layout
ความเกี่ยวข้อง
Related
รถยนต์ต้นแบบ FCV ของโตโยต้า
Toyota FCV concept
พลังขับเคลื่อน
Powertrain
มอเตอร์ไฟฟ้า
Electric motor
152 แรงม้า
fuel cell-powered 113 kW (152 hp) 335 N·m (247 lbf·ft)[1]
แบตเตอรี่
Battery
ระยะทางวิ่งได้
Range
480 km (300 mi) (Toyota)[4]
ขนาด
Dimensions
ฐานล้อ
Wheelbase
2,780 mm (109.4 in)[1]
ความยาว
Length
4,890 mm (192.5 in)[1]
ความกว้าง
Width
1,815 mm (71.5 in)[1]
ความสูง
Height
1,535 mm (60.4 in)[1]
น้ำหนักตัว
Curb weight
1,850 kg (4,078.6 lb)[1]

ข้อสังเกต

Mirai รถเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน ของ Toyota และรถยนต์แบบเดียวกันของบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่ทั้งในสหรัฐอเมริกา General Motors, Mercedes และ Volkswagen ของเยอรมนี, Honda และ Toyota ของญี่ปุ่น ล้วนยังไม่สามารถบุกผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (Electric vehicles – Evs) ในระดับขยายการผลิตได้อย่างเต็มที่ เหตุสำคัญที่สุดคือสมรรถนะของแบตเตอรี่ในปัจจุบัน ยังมีราคาแพงเกินไปที่จะใช้ได้อย่างเต็มที่และกว้างขวาง จึงทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าที่ดีจริงๆนั้นมีราคาสูงกินไป ระดับอย่าง Tesla Model S ที่ว่าดีที่สุดนั้น ก็ตกคันละ USD 75,000 หรือประมาณ 2.4 ล้านบาท ซึ่งยังสูงเกินไปสำหรับใช้เป็นรถยนต์ทั่วไป
แต่สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่จะแสดงตนเองว่าเป็นคนเดินตามบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เกิดใหม่อย่าง Tesla Motors ของสหรัฐอเมริกา ก็ดูน่าขายหน้า จึงต้องแสดงวิสัยทัศน์ความคิดก้าวหน้าที่ดูแล้วโอกาสอาจสู้เร่งพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ ดังนั้นหลายๆบริษัทจึงหันมาออกข่าวเรื่องรถยนต์ใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนกันอย่างถ้วนหน้า เพราะยังไม่มีบริษัทรถยนต์ขนาดเล็กหรือบริษัทตั้งใหม่ใดๆ หรือประเทศใดที่กล้าพัฒนารถยนต์ใช้เทคโนโลยีนี้


แต่หากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้พัฒนาจนทำให้ราคาลดลงเหลือร้อยละ 35-50 ของปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายคงจะใช้เวลาไม่นานที่จะพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างขนานใหญ่ เพราะจริงๆแล้วทุกบริษัทล้วนมีส่วนงานวิจัยและพัฒนาที่จับเรื่องรถยนต์ไฟฟ้ากันอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีใครกล้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะวิ่งได้ 320 กิโลเมตร หรือ 200 ไมล์ขึ้นไป เพราะราคาคงยังสูงอยู่มาก