Monday, February 4, 2019

8 แนวโน้มโลกที่มีผลกระทบต่อการอุดมศึกษา


8 แนวโน้มโลกที่มีผลกระทบต่อการอุดมศึกษา

ประกอบ คุปรัตน์
แปลและเรียบเรียง
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

ความนำ

โลกในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องของ “โลกาภิวัตน์” (Globalization) หากใครไม่รับรู้ ไม่ตระหนัก ไม่เตรียมการ ย่อมต้องประสบผลร้ายอย่างรุนแรง

ตัวอย่างวิกฤติเศรษฐกิจแห่งเอเชีย (Asian financial crisis) ที่ฝรั่งเรียกว่า “วิกฤติต้มยำกุ้ง” (Tom Yum Goong crisis) ที่ทำให้ไทยจากที่คิดว่าประเทศไทยจะเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ห้า กลายเป็นล้มละลายทางการเงินทั่วประเทศ ค่าเงินบาทจาก 26 บาทต่อเหรียญ กลายเป็นเกือบ 60 บาทต่อเหรียญ ธนาคารไทยต้องถูกเข้ามาถือครองโดยบริษัทการเงินต่างประเทศ คนไทยที่ลงทุนทำธุรกิจด้วยเงินกู้ แล้วธนาคารไม่สามารถปล่อยเงินกู้ได้ เพราะธนาคารเองก็อยู่ในฐานะล้มละลายเหมือนกัน หรือโครงการที่ดำเนินการจนเสร็จสิ้น แต่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพราะคนไม่มีเงินมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ
ในปี ค.ศ.2000 กองทุนนานาชาติ (International Monetary Fund – IMF) ได้จำแนก “โลกาภิวัตน์” เป็น 4 ลักษณะพื้นฐาน คือ โลกาภิวัตน์ทางการค้าและการแลกเปลี่ยน (Trade and transaction) ทางการเงินและการลงทุน (Capitial and investment) ทางการย้ายถิ่นฐานของประชากร (Migration and movement of people) และการเผยแพร่ความรู้ (Dissemination of knowledge) นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่เป็นผลกระทบกันทั่วโลก ดังเช่นเรื่องโลกร้อน (Global warming) ผลกระทบแบบข้ามพรหมแดนทางน้ำ (Cross-boundary water) มลพิษทางอากาศ (Air pollution) และการประมงแบบข้ามถิ่นกันทางทะเล (Over-fishing)

โลกาภิวัตน์มีผลกระทบทางธุรกิจ องค์กรการทำงาน ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม และทรัพยากรทางธรรมชาติ

ในบทความนี้จะกล่าวถึงผลกระทบของโลกาภิวัตน์ต่อการอุดมศึกษา  (Instituitions of higher learning) ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้นำสถาบันอุดมศึกษาต้องให้ความสนใจ

8 แนวโน้มโลกที่มีผลกระทบต่อการอุดมศึกษา

8 global trends impacting higher ed By Shalina Chatlani, Jan. 24, 2018

เมื่อพูดถึงอนาคตของสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่ทั่วโลก ผู้นำอุดมศึกษาต่างตระหนักว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องที่ที่มีผลกระทบต่อสถาบันอุดมศึกษาในความรับผิดชอบของตน แต่มันเป็นผลกระทบจากภายนอก จากทั้งโลก ที่จะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการอุดมศึกษา

จากรายงาน A New Report โดย StudyPortals สื่อระบบออนไลน์ที่เผยแพร่ในวงการอุดมศึกษาที่มีสมาชิกที่ร่วมเป็นหุ้นส่วนประมาณ 3,000 แห่ง โดยเลือกการทำนายเชิงเส้น (Linear projection modeling) โดยเลือกสถาบันอุดมศึกษาใน 15 ประเทศที่มีรายได้สูง แล้วทำนายออกมาเป็นแนวโน้มการอุดมศึกษาที่จะมีผลกระทบสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่ทั่วโลก ต่อไปนี้เป็นรายงานผลของอุตสาหกรรมการอุดมศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและในประเทศอื่นๆ และอะไรคือสิ่งที่ผู้นำอุดมศึกษาควรตระหนักในการเดินไปข้างหน้า

EDUCATION DIVE

1. ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปตามผลของระบบอัตโนมัติที่เพิ่มมากขึ้น

1. Labor market shifts and the rise of automation


ภาพ หุ่นยนต์ที่เข้ามาทำหน้าที่งานที่มีความเสี่ยง อย่างเช่น การเชื่อมโลหะ

ตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปตามผลของระบบอัตโนมัติ (Automation) ที่เข้ามามีผลต่อระบบอุตสาหกรรมและบริการ

ซินเธียร์ แอล เอสลุนด์ (Cynthia L. Estlund) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค (New York University School of Law) ได้นำเสนองานที่ตีพิมพ์โดย McKinsey Global Institute โดยอ้างว่าร้อยละ 73 ของเวลาที่มนุษย์ในปัจจุบันทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนนั้น แรงงานเหล่านี้จะถูกเครื่องจักรกลที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติทำแทน (Automation)

เดวิด ไฟน์โกลด์ (David Finegold) อธิการบดีแห่งมหาวิทยาลัยแชตแฮม (Chatham University) เมืองพิทซเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา กล่าวต่อ StudyPortals ว่า

ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาทั้งหลายต้องกลับมาคิดแล้วว่าจะเตรียมนักศึกษาอย่างไรให้ออกไปเผชิญกับโลกของการทำงานในอนาคต เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ค่าใช้จ่ายด้านแรงงานทั้งในระดับเบื้องต้นและระดับกลางได้เพิ่มขึ้น เราอาจเห็นแนวโน้มที่ผกผัน ที่แรงงานทางเทคนิคที่ใช้ฝีมือแรงงาน เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา พ่อครัว เหล่านี้จะได้รับผลกระทบอย่างแรงจากการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาใช้ ในขณะที่การศึกษาในระดับปริญญา เช่น กฎหมาย การบัญชี คนเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบพื้นๆ สื่อสารมวลชน และฝ่ายประมวลข้อมูล เหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบ” ไฟน์โกลด์กล่าว

เขากล่าวว่าสถาบันอุดมศึกษาต้องเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะการเป็นผู้ประกอบการและมีความยืดหยุ่น มีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาตนเองขึ้นใหม่ได้หลายๆครั้งในชั่วชีวิตหนึ่ง

2. เศรษฐกิจที่เคลื่อนไปตามตลาดที่เกิดใหม่

2.  Economic shifts and moves toward emerging markets

ในขณะที่ผู้เรียนในระดับอุดมศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการขยายตัวของชาติที่มีรายได้ระดับกลาง ส่วนชาติมีรายได้ระดับสูงดังในยุโรปและสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะหยุดนิ่ง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโปรแกรมการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อทั้งในยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาได้ลงทุนไปกับแหล่งข้อมูลทางการศึกษา และการเคลื่อนไหวของโปรแกรมนานาชาติ

สถาบันสถิติของ UNESCO ได้รายงานว่าประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับล่าง ได้มีคนเข้าเรียนในระบบอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้นเกินกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ความจริงนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาได้มีอัตราการเรียนอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นทั่วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เขียนได้กล่าวว่าร้อยละ 75 ของผู้จบการศึกษาในสาย STEM คือในสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ได้เกิดมากขึ้นในประเทศอย่างกลุ่ม BRICS อันได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และอัฟริกาใต้ ในปี ค.ศ. 2030 ในขณะที่ตลาดในสหรัฐมีเพียงร้อยละ 8 ในยุโรปร้อยละ 4 นั่นหมายความว่าผู้นำสถาบันอุดมศึกษาดังในสหรัฐอเมริกาและประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป ควรเริ่มมองหาทางที่จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าอุดมศึกษาใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้


Credit: StudyPortals, "Envisioning Pathways to 2030"

3. ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความต้องงานของผู้จ้างงาน และประสบการณ์จากมหาวิทยาลัย

3. Growing disconnect between employer demands and college experience 

ความต้องการกำลังคนในตลาดแรงงานไม่ตรงกับประสบการณ์การฝึกอบรมในสถาบันอุดมศึกษา
ในปี ค.ศ. 2016 มีผลงานสำรวจของ PayScale ของบริษัทที่สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับเงินเดือน ผลประโยชน์ และค่าตอบแทน พบว่ามีเพียงครึ่งหนึ่งของผู้จัดการที่คิดว่าบัณฑิตจากสถาบันอุดมศึกษาได้รับการฝึกอบรมเพื่อตลาดแรงงานอย่างเหมาะสม ราหุล โชดาฮา (Rahul Choudaha) รองประธานกรรมการบริษัท StudyPortals และเป็นหัวหน้าทีมของผู้เขียนรายงาน ได้บอกแก่ Education Dive ถึงความไม่ต่อเนื่องกันระหว่างตลาดแรงงานและประสบการณ์ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัย และด้วยเหตุนี้ สถาบันอุดมศึกษาจึงได้รับการวิพากษ์ที่ไม่สามารถเตรียมตัวนักศึกษาในการนี้ได้

เคน กิลล์ (Ken Gill) ผู้บริหารของ NCIK ฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัยต้องเลือกวิธีให้นักศึกษาได้มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่จะมีผลดีในระยะยาว วิธีหนึ่งที่จะเริ่มเดินไปในทิศทางนี้ คือเพิ่มความร่วมมือแบบข้ามชาติ (Global collaboration)

การเพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติจะผลักดันให้ทักษะการทำงานไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตลาดแรงงาน และไม่สอดคล้องกับความเร็วของระบบอุดมศึกษาที่จะปรับตัวเอง
กิลล์กล่าวว่า “การเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยในเอเชียที่ก้าวสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยในระดับโลก ทำให้ลดคุณค่าของมหาวิทยาลัยแบบเก่าในโลกตะวันตก และเกิดการไหลของนักศึกษาสู่ตะวันออกไกล โดยเฉพาะประเทศจีน”

“ความไม่สมดุลในศักยภาพนี้ จะทำให้เกิดการเพิ่มการใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนในแบบประสมประสาน ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความร่วมมือ ประสานสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษาโดยมีจุดเน้นพิเศษ” เขากล่าว

4. การขยายตัวของชุมชนเมือง และการเกิดวิถีชีวิตคนเมือง

4. The growth in urbanization and a shift toward cities 


ภาพ กรุงเทพฯในอดีต


ภาพ กรุงเทพฯในปัจจุบัน

ตามสภาพแนวโน้มของโลก มีรายงานว่าคนจำนวนมากขึ้นที่ย้ายไปอยู่อาศัยในเขตเมือง (Metropolitan areas) โชดาฮากล่าวว่า มันมีความจำเป็นที่จะต้องจัดระบบการศึกษาให้เข้ากับงานในแต่ละภูมิภาค เขาอธิบายว่าเมืองใหญ่จะกลายเป็นแหล่งของงานและการอาชีพ บทบาทของสถาบันอุดมศึกษา ในการพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นจะยิ่งมีความสำคัญ และทำให้ต้องเกิด “ความเป็นหุ้นส่วนกันของอุตสาหกรรมและสถาบันอุดมศึกษา” (Industrial-institution partnerships)

สตีเฟน คิฟฟิน (Steven Kyffin) รองอธิการบดีของมหาวิทยาลัย U of Northumbria ที่ Newcastle ในประเทศอังกฤษ สะท้อนให้เห็นความจำเป็นที่สถาบันอุดมศึกษาต้องปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของภูมิภาค

การขยายตัวของเมืองระดับหลายล้านคน (Mega-cities) และชุมชนเมือง โดยเฉพาะในโลกใหม่ จะผลักดันให้เกิดการศึกษาแบบใหม่ ที่ทำให้คนมีความสามารถในการงานใหม่อย่างแท้จริง

วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยในอนาคต จะกลายเป็น “ศูนย์สร้างสรรค์” (Creative hub) ที่ทำให้ต้องเกิดความเป็นหุ้นส่วนกัน ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยจะมีความเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกๆสิ่งได้

5. ความเข้มงวดของนโยบายคนเข้าเมืองและเคลื่อนย้ายถิ่นของนักศึกษา

5. Restricted immigration policies and student mobility 

นักวิจัยของ StudyPortals ใช้การทำนายเชิงเส้น (Linear projection model) ทำให้มองเห็นว่าจะมีนักศึกษานานาชาติประมาณ 412,000 คน ที่จะเข้ามาศึกษาในประเทศพัฒนาแล้วมีรายได้สูง 15 ประเทศในช่วงปี ค.ศ. 2015-2030 สามในสี่ของนักศึกษาเหล่านี้จะเลือกศึกษาในชาติที่พัฒนามากกว่าชาติของตน ทั้งนี้โดยใช้ Millennium Development Indicators มีหนึ่งในสามของนักศึกษาเหล่านี้จะเลือกศึกษาในสายวิชาเอก STEM (Sciences, Technologies, Engineering, Mathematics) อีกหนึ่งในสามศึกษาในสายวิชาธุรกิจ การบริหาร และกฎหมาย

นักศึกษานานาชาติเหล่านี้เป็นอันมากจะไปศึกษาต่อในประเทศสหรัฐอเมริกา มากกว่าจะเป็นประเทศอย่างชิลี โปแลนด์ สเปน และญี่ปุ่น แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับการเลือกไปศึกษาต่อในประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออกเตรเลีย และเดนมาร์ก โชดาฮากล่าวว่า การขยายตัวของนโยบายต่อต้านผู้อพยพ เมื่อบวกกับการขยายตัวของนักศึกษาต่างชาติ จึงทำให้ต้องหาวิธีการดึงดูดนักศึกษาต่างชาติ

นโยบายการศึกษานานาชาติจะดำเนินไปได้อย่างยากยิ่ง เมื่อยังมีนโยบายต่อต้านการอพยพย้ายถิ่นคนเข้าประเทศ โดยเฉพาอย่างยิ่งเมื่อสถาบันอุดมศึกษาต้องการนักศึกษา การศึกษาในสาย STEM จำเป็นสำหรับนายจ้างที่ขาดแคลนแรงงานยุคใหม่ และการกระตุ้นเศรษฐกิจของท้องถิ่น

 Credit: StudyPortals, "Envisioning Pathways to 2030"

 6. การขาดอุปทาน แต่มีความต้องการที่เพิ่มขึ้น

6.  Lack of supply but growth in demand

สถาบันสถิติของยูเนสโก (UNESCO Institute of Statistics) ประมาณการว่าในปี ค.ศ. 2030 จะมีนักศึกษาในขั้นอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นทั่วโลกประมาณ 120 ล้านคน มี 2.3 ล้านคน เป็นนักศึกษาจากต่างชาติ ซึ่งเรื่องนี้แสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลงถึงร้อยละ 51 ของนักศึกษานานาชาติ

รายงานระบุว่าระหว่างปี ค.ศ. 2000-2014 จะมีนักศึกษาขั้นอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นจาก 100 ล้านคน เป็น 207 ล้านคน และร้อยละ 30 ของจำนวนนี้จะเป็นนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน

ข้อน่าสนใจ โชดาฮา ชี้ว่า ส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นจากชาติที่มีรายได้ต่ำและรายได้ระดับกลาง ส่วนชาติที่มีรายได้ระดับสูง จะพบว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เขากล่าวว่า ผลก็คือ ชาติที่พัฒนาแล้วจะหันไปสรรหาชักจูงนักศึกษาจากส่วนของประเทศกำลังพัฒนา

แบรดลีย์ ฟาร์นสเวิร์ท (Bradley Farnsworth) รองประธานกรรมการฝ่ายความร่วมมือนานาชาติของคณะกรรมการอเมริกันเพื่อการศึกษา (American Council on Education) อธิบายว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้น และความต้องการโอกาสของการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนา หมายถึงสถาบันอุดมศึกษาจะมีโอกาสใหม่ที่เพิ่มขึ้นโดยวิธีการนวตกรรมทางการศึกษาและรูปแบบธุรกิจใหม่

เราควรลองคิดล่วงหน้าไปในเรื่องการหาวิธีการจัดการเรียนการสอนใหม่ (New modes of delivery) และในบางกรณีต้องเป็นสถาบันอุดมศึกษาในแบบใหม่เลย (New types of institutions)

7. การเพิ่มขึ้นของนักศึกษาใหม่

7. The rise in non-traditional students 

ความหมายของนักศึกษาใหม่ – New students

ในช่วงปี ค.ศ. 2015-2030 จะมีนักศึกษาระดับอุดมศึกษาจำนวน 4.3 ล้านคน ที่มีอายุมากว่า 24 ปีจากกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง 15 ประเทศที่จะเข้ามาเป็นนักศึกษาใหม่

เทรเวอร์ โฮล์ม (Trevor Holmes) รองอธิการบดีดูแลด้านกิจการภายนอกและยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไอร์แลนด์ (U of Ireland) อธิบายให้ผู้นำการอุดมศึกษาทั้งหลายให้ต้องมองหาวิธีการที่สร้างสรรค์ในการให้บริการแก่นักศึกษาใหม่เหล่านี้

สถาบันอุดมศึกษาเองต้องแบ่งปันทรัพยากรกันและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการจัดบริการอุดมศึกษา เป็นการให้การศึกษาแบบข้ามชาติข้ามพรมแดนโดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ช่วย แต่เมื่อจะประเมินก็ใช้ระบบการประเมินที่กระทำได้ในแต่ละท้องถิ่น ซึ่งทั้งนี้จึงต้องออกแบบหลักสูตรและโปรแกรมการศึกษาอย่างสร้างสรรค์

Credit: StudyPortals, "Envisioning Pathways to 2030" / OECD (2015) How is the global talent pool changing?

 8. งบประมาณสำหรับสถานศึกษาที่ลดลง

8. Dwindling budgets for institutions

การวิจัยบ่งว่ารัฐทั้งหลายจะใช้เงินเพื่อการอุดมศึกษาลดลง 9,000 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับในปี ค.ศ. 2008 ใน 33 รัฐ จะมีงบประมาณที่ลดลงจากที่ประมาณการไว้แต่แรก เป็นผลทำให้มีการตัดงบประมาณเพื่อการอุดมศึกษาอย่างกว้างขวางไปทั่ว

แนวโน้มทรัพยากรลดลงอย่างต่อเนื่องมีผลกระทบต่อระบบอุดมศึกษา สตีฟ จอร์แดน (Stephen Jordan) อธิการบดีของมหาวิทยาลัย Metropolitan State University ที่เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ทำนายว่าในปี ค.ศ. 2025 จะไม่มีงบประมาณสำหรับอุดมศึกษา

เพื่อพิสูจน์คุณค่าของการอุดมศึกษา และแสดงให้เห็นว่าการลงทุนเพื่อการอุดมศึกษาจะได้ผลตอบแทนที่ตัวผู้เรียนอย่างไร เวนดี เพอร์เซล (Wendy Purcell) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และศาสตราจารย์กิติคุณและรองประธานของมหาวิทยาลัยพลีมัธในสหราชอาณาจักร ได้อธิบายว่า “ผู้นำอุดมศึกษาต้องให้คำอธิบายว่าระบบอุดมศึกษาให้ปริญญาทางด้านใดบ้าง ท่านเสริมว่า “เราต้องเห็นการศึกษาตลอดชีวิตเป็นกุญแจสำคัญที่จะสร้างดุลยภาพของเศรษฐกิจโลก เราต้องทำให้ระบบอุดมศึกษาไปกระตุ้นการคิด ความมีชีวิตชีวา และความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น เราต้องก้าวเกินกว่าการให้เนื้อหาสาระ แต่ต้องให้ประสบการณ์

Wednesday, September 5, 2018

หลังครบ 72 ปี คือปีกำไรแห่งชีวิต


หลังครบ 72 ปี คือปีกำไรแห่งชีวิต


ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com
Website: http://pracob.blogspot.com

นัดพบเพื่อนเทพศิรินทร์รุ่น 04-06

นัดพบเพื่อนเทพศิรินทร์ 04-06 วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน 2561 ร่วมรับประทานอาหาร และปรึกษาหารือเรื่องการเลือกประธานรุ่นคนใหม่ เวลา 11:00-14:00 น. ณ สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี

เทพศิรินทร์ 04-06 คืออะไร

กลุ่มเพื่อนเทพศิรินทร์รุ่น 04-06 ซึ่งมีสมาชิกที่ร่วมเรียนกันมาในช่วงพ.ศ. 2501 ถึงพ.ศ. 2506 แต่มีบางคนที่จบมัธยมศึกษาชั้นต้น 3 ปี เรียกว่ารุ่น 2504 แล้วออกไปศึกษาต่อที่อื่นๆ หรือออกไปทำงาน ส่วนพวกที่เรียนต่ออีก 2 ปี เรียกว่ารุ่น 2506 พวกเรามีเพื่อนร่วมรุ่นประมาณ 200 คน หากใช้หลักประชากรศาสตร์ เราจะมีเพื่อนร่วมรุ่นที่ยังมีชีวิตอยู่อย่างน้อย 100 คน

เราสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์ ระบบ Line, Facebook นัดพบกันอย่างเป็นประจำเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วงวันพฤหัสบดีที่ 3 ของทุกเดือน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ครึ่งหนึ่งของเวลาพบกันทำที่กรุงเทพฯ ตามสถานที่ต่างๆ แต่ที่บ่อยครั้งที่สุด คือที่สโมสรกองทัพบก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งปรับเป็นกิจกรรมที่พบกันตามสถานที่ต่างๆนอกเขตกรุงเทพฯ แต่ภายในรัศมีไม่เกิน 150-200 กม. จากศูนย์กลางกทม. มีทั้งที่จังหวัดระยอง สมุทรสาคร อ่างทอง สระบุรี โดยจัดรถขับกันไป 4-8 คัน

ความต้องการพบปะสังสรรค์กันเป็นธรรมชาติของเพื่อนๆในวัย “ทารกสะพรั่ง” หรือ Babyboomers นี้ เราเป็นคนรุ่นที่เกิดกันมากๆในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรายังกระชุ่มกระชวย สดใสคึกคัก เราจะไม่ปล่อยชีวิตให้ซึมเศร้าเหงาหงอย เราออกท่องเที่ยว เราต่างตั้งชื่อคนรุ่นนี้ไปต่างๆนานา เช่น


"รุ่นไม่มีอนาคต" - เป็นความคิดแบบขำขัน ด้วยเห็นว่าเป็นคนที่แม้บางคนประสบความสำเร็จในชีวิตมามากมาย แต่ในวัยนี้เกือบทั้งหมดถือเป็นอดีตแล้ว ไม่มีเพื่อนมากนัก ที่คิดจะขยันทำงานหวังสร้างความมั่งคั่งต่อๆไป ส่วนใหญ่ที่ยังทำงานอยู่เพราะงานเป็นส่วนที่ทำให้เรา Active ยังได้ใช้สมอง และพลังกาย เป็นกิจกรรมคุณค่าของชีวิต ซึ่งทำให้เรามีอายุยืนยาว บางส่วนทำ เพราะไม่มีลูกหลานที่จะรักษางานของพ่อแม่ได้ เพราะเป็นความสามารถเฉพาะตัว

"รุ่นกำไรชีวิต" - คนในวัย 72-75 ปี ใครที่มีสุขภาพยังดี เดินได้ สมองยังมีความจำดีพอสมควร ยังใช้สื่อยุคใหม่อย่าง Smartphone ได้บ้าง มีเจ็บป่วยก็รักษากันไป ดูแลตนเองได้ หากใครเจ็บป่วย ก็มีเพื่อนๆจัดกลุ่มไปเยี่ยมเยียน ช่วยกันให้กำลังใจ คนรุ่นนี้ ชีวิตที่เหลืออยู่คือกำไรชีวิต อยากทำอะไรก็ได้ หรือจะไม่ทำอะไร ก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะได้ทำงานมามากแล้วในชีวิต

ขอขอบคุณเพื่อนๆที่ได้ให้เกียรติทำงานให้กับรุ่น

เพื่อนๆที่รักทุกท่าน การที่ผมได้รับเกียรติรับมอบหมายให้เป็นประธานรุ่นมา 2 ปีนี้ (2560-2561) ถือเป็นเกียรติและโอกาสที่จะได้รับใช้เพื่อนๆทั้งหลาย ได้มีโอกาสไปกินไปเที่ยวด้วยกัน ได้คุยกัน เราจะมีประธานรุ่นกันต่อๆไปในช่วง 10 ปีนี้ โดยรวมคือมีประธานรุ่นอีก 4-5 คน เราจะสรรหา (20 กันยายน 2561) เพื่อน แล้วเราจะเลือกและให้ความเห็นชอบกันในวันที่ 18 ตุลาคม 2561 นี้

กิจกรรมในช่วง 4 เดือนนี้

- 20 กันยายน 2561 นัดพบปรึกษาหารือเรื่องวิธีการเลือกประธานและคณะกรรมการเทพศิรินทร์รุ่น 04-06 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี กทม.

- 18 ตุลาคม 2561 ทำการเลือกประธาน (Selection & Comfirmation) ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดี กทม.

- 18 พฤศจิกายน 2561 เที่ยวและรับประทานอาหาร อัมพวา สมุทรสาคร ค้างคืนพร้อมกิจกรรมที่ Homestay ทันตแพทย์ถนอม บุญบุตร เป็นผู้อำนวยการ ใครสนใจจะร่วมเดินทาง จะขับรถไปเอง หรือจะอาศัยรถไปกับเพื่อนๆ โปรดแจ้งที่อัตถสิทธิ์ กลั่นปรีชา

- 20 ธันวาคม 2561 เลี้ยงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ พร้อมส่งมอบงานให้กับประธานรุ่นคนใหม่ ยังไม่ได้กำหนดสถานที่ครับ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

ในช่วงปลายปีนี้ เนื่องด้วยย่างเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศดี ฝนไม่ตก มีเพื่อนที่วางแผนการท่องเที่ยวที่เพื่อนๆจะไปร่วมด้วยได้ เช่น การเดินทางไปจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา 5 วัน 4 คืน เยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงที่อยู่ในจังหวัดต่างๆในภาคนี้ ติดต่อได้ที่พิเชษฐ์ (ตี๋) อิศรางพร โทร 089-895-1318





Sunday, August 26, 2018

รถสามล้อไฟฟ้าบีแมค รุ่น BEMAC 68VM Electric Tricycle ผลิตในประเทศฟิลิปปินส์


รถสามล้อไฟฟ้าบีแมค รุ่น BEMAC 68VM Electric Tricycle ผลิตในประเทศฟิลิปปินส์

ประกอบ คุปรัตน์Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com 
Keywords: Phyathai Superblock, e-trike, e-tuk tuk, BEMAC e-trike, Pecolo E-trike

ความนำ

ผมเขียนบทความนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ "ชุมชนพญาไทพัฒนา" (Phyathai Superblock) เพื่อเป็นหนึ่งในต้นแบบการพัฒนาชุมชนใหม่ของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการเห็นชุมชนที่เน้นการดูแลสิ่งแวดล้ออม ใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด ลดปริมาณ Carbon ในอากาศในรูปแบบต่างๆ เน้นการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน โดยทำให้คนเดินกันมากขึ้น ใช้ยานพาหนะที่ใช้แรงงานคนอย่างจักรยานสองล้อ / สามล้อ ส่วนโครงการรถสามล้อโดยสารไฟฟ้า หรือ E-trike หรือ E-Tuk Tuk นับเป็นตัวช่วยให้คนเดินทางไปและกลับ ตลอดจนการสัญจรในชุมชนได้ โดยไม่ต้องใช้พลังงานเผาไหม้อย่างน้ำมันเชื้อเพลิง




ภาพ รถสามล้อไฟฟา BEMAC ที่ผลิตแล้ว พร้อมวิ่งตามถนนในประเทศฟิลิปปินส์


ภาพ รถสามล้อไฟฟ้า BEMAC ขนาดจุผู้โดยสารได้ 6 คน นั่งแบบรถสองแถว ขึ้นลงรถทางด้านหลัง


ภาพ รถ BEMAC ที่พัฒนาตัวถังแล้ว เป็นแบบโดรงเป็นโลหะกลวงเบา และมีตัวถังหุ้มที่เป็นไฟเบอร์กลาส หล่อได้ง่ายๆทั้งคัน


ภาพ รถ BEMAC ที่ใช้วิ่งในเมือง Guezon City ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Metro Manila คล้้ายๆชุมชนย้านนนทบุรี ปทุมธานี ธนบุรี ฯลฯ


ภาพ รถจี๊ปดัดแปลง ต่อตัวถึงให้ยาวขึ้น ใช้เครื่องยนต์เก่าจากญี่ปุ่น รถพวกนี้ใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง และก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ


ภาพ รถสามล้อไฟฟ้า เพื่อสันทนาการ ชื่อ Arcimoto ในสหรัฐอเมริกา  นั่งได้ 2 คน เหมาะแก่การเดินทางได้เหมือนรถยนต์ แต่ใช้พลังงานเพียง 1 ใน 5 หรือ 6 ของรถยนต์ โดยใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่


ภาพ จักรยาน 3 ล้อไฟฟ้าแบบมีแรงงานคนช่วยถีบ ใช้แบตเตอรี่ขนาด 500-1000 วัตต์ ใช้เดินทางไกลได้ แต่เหมาะแก่การขี่เพื่อสันทนาการ และออกกำลังกาย


ภาพ จักรยานสามล้อใช้คนถีบ แต่อาจมีมอเตอร์ช่วยสนับสนุน เหมาะแก่การส่งเสริมกิจการท่องเที่ยวของเมือง ดังที่มีใช่ในเมืองใหญ่อย่าง New York, สหรัฐอเมริกา


ภาพ เมืองมานิลา ประเทศฟิลิปปินส์ มีหมอกควันปกคลุมเมืองตลอดเวลาเป็นปกติ คนไม่คุ้น มาใช้ชีวิตเดินตามเมืองไม่นานจะรู้สึกว่ามีอาการปอดหรือหลอดลมอักเสบ


ภาพ เมืองมานิลา ประเทศฟิลิปปินส์ในหมอกควัน ปัญหามลพิษทางอากาศ ที่ลดคุณภาพชีวิตของประชาชน


ภาพ การจราจรบนถนนสาทร ในกรุงเทพมหานคร การเพิ่มรถยนต์ไม่ใช้เพิ่มคุณภาพชีวิต เมื่อรถยนต์ไม่มีที่วิ่ง แต่ปล่อยควันพิษตลอดเวลาขณะอยู่ยนท้องถนน

ชุมชนพญาไทพัฒนา (Phyathai Superblock)

ผมรับปากกับเพื่อนๆชาวพญาไท ย่านซอยอารียสัมพันธ์ ชุมชนที่ทางใต้มีถนนราชวิถี ทางเหนือมีถนนปฏิพัทธิ์ ทางตะวันตกมีถนนพระราม 6 ทางตะวันออกมีถนนพหลโยธิน พื้นที่ในระหว่าง 4 ถนนนี้ ผมอยากจะเรียกให้ง่ายๆว่าเป็น “ชุมชนพญาไทพัฒนา” เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Phyathai Superblocks” คล้ายๆกับชุมชนต้นแบบในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ที่เขาปรับชุมชนที่มีถนนตัดผ่านบลอค (Blocks) ปกติของเขา แต่ละบลอคของชุมชนในบาร์เซโลนา เป็นเหมือนเกาะที่มีรถยนต์ความเร็วสูงวิ่งผ่านไปทั่ว ไม่เหมาะแก่การเป็นชุมชนที่มุ่งให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ช้าลง ลดมลพิษในเมือง เป็นชุมชนในเมืองแบบใหม่ มีคุณภาพชีวิต คนจับจ่ายใช้สอยสิ่งของสำหรับชีวิตประจำวันได้ โดยการเดิน การขี่จักรยาน หรือจักรยานไฟฟ้า

ดูจากแผนที่

ผมจะเขียนเรื่อง Phyathai Superblock นี้อย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง เป็นแนวคิดอย่างคร่าวๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ แต่ในวันนี้จะได้เขียนถึงโครงการนึ่งที่วางแผนให้เป็นต้นแบบขนาดเล็กๆ โดยเริ่มใช้รถสามล้อไฟฟ้าสัก 5-10 คันเพื่อมาวิ่งทดแทนรถสามล้อใช้น้ำมันเผาไหม้แบบเดิม โดยเป็นการวิ่งระยะทางไม่เกิน 1.5-2.0 กม. ขนส่งผู้โดยสารแบบเหมือนรถสองแถวที่วิ่งในต่างจังหวัด แต่ใช้เป็นสามล้อไฟฟ้า คิดค่าโดยสารรายคนที่คนละ 10 บาท/เที่ยว รับผู้โดยสารได้ 4-6 คนก็ออกรถ ซึ่งปัจจุบันรถสามล้อรับผู้โดยสารเป็นคนหรือต้องเป็นกลุ่ม เที่ยวละ 30 บาท

การใช้รถสามล้อไฟฟ้า

ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาโครงการรถสามล้อไฟฟ้าต้นแบบ (Pilot Project) ที่จะใช้วิ่งตามตรอก ระยะทางไม่เกิน 2-3 กิโลเมตร ต้องการได้รถไฟฟ้าสามล้อที่มีราคาไม่เกิน 350,000-400,000 บาท เป็นการจัดยานพาหนะให้คนขับรถตุ๊กตุ๊กที่มีอยู่แล้วในรูปให้เงินยืม และส่งคืนในระยะเวลา 2 ปี จะเริ่มโครงการ จะเริ่มโครงการโดยใช้เงินที่ชาวชุมชน บ้าน บริษัทห้างร้าน ร้านค้าในซอย ปากซอย บริษัทห้างร้านที่เป็นประโยชน์จากการลดมลภาวะในกรุงเทพฯด้วยระบบไฟฟ้า (Electrification)

คิดว่าคงต้องมีการระดมเงินและก่อตั้งองค์การในรูป Social enterprise มีการบริหารแบบโปร่งใส มีคณะกรรมการบริหารที่ไม่มีเงินเดือน แต่ได้ประโยชน์จากชุมชนที่พัฒนา ได้เติบโตอย่างยั่งยืน มีมลภาวะทางอากาศที่ลดอย่างเห็นได้ชัด สัก 25-30 เปอร์เซ็นต์ ผู้คนได้ออกมาเดิน หรือใช้ยานพาหนะที่ไม่สร้างมลพิษ อย่างขี่จักรยาน หรือใช้ยานพาหนะไฟฟ้ามากขึ้น

การมีรถสามล้อไฟฟ้า (E-trikes) ที่สามารถใช้ได้จริงมาเป็นตัวทดสอบ โดยให้ใช้ยานพาหนะในลักษณะคล้ายกับ BEMAC 68VM ขอยืม Specs ของเขามาเป็นบรรทัดฐาน ใครมีความคิดเห็นหรือทางเลือกที่ดีเท่า หรือดีกว่าก็ให้เสนอมาครับ ผมจะเป็นผู้ประสานงานให้ในช่วงแรกนี้ แน่นอนว่าในระยะยาว เราควรมีระบบอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทย

รถสามล้อไฟฟ้าบีแมค รุ่น BEMAC 68VM Electric Tricycle การริเริ่มอันเกิดจากความจำเป็นในเมืองใหญ่อย่างมานิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีปัญหาด้านมลภาวะขั้นวิกฤติ คล้ายๆกับในเมืองใหญ่อื่นๆในโลก เช่น ปักกิ่ง เซียงไฮ จาร์กาต้า ซึ่งเป็นผลมาจากการเผาไหม้ของยานพาหนะทั้งหลาย

ฟิลิปปินส์คิดแก้ปัญหานี้มานับเป็นสิบๆปี ดังเช่น ลดและจำกัดรถที่สร้างปัญหาควันพิษมากที่สุดอย่างรถโดยสารดัดแปลงอย่าง Jeepney ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลใช้แล้วจากประเทศญี่ปุ่น และอีกด้านหนึ่งคือทำให้รถสามล้อแบบเดิมที่ดัดแปลงจากรถจักรยานยนต์ มาสู่การใช้รถสามล้อไฟฟ้า ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ในรูปแบบคล้ายๆรถตุ๊กตุ๊กในประเทศไทย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ราคาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ลดลงอย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพของรถใช้แบตเตอรี่มีสมรรถนะและราคาเริ่มเหนือกว่ารถยนต์ใช้น้ำมันเผาไหม้แล้ว ราคาแบตเตอรี่ในยุคต่อไปนี้จะมีราคาลดลงต่ำกว่า USD100 หรือ 3300 บาทต่อกิโลวัตต์
รถสามล้อไฟฟ้าบรรทุก BEMAC 68VM เป็นการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น และใช้ระบบอุตสาหกรรมขนาดกลาง ผลิตรถที่แข็งแรง โครงสร้างเบาด้วยใช้วัสดุโลหะกลวง และไฟเบอร์กลาสที่ผลิตได้ง่าย ขนาดผลิตที่พอจะอยู่ได้ คือผลิตเดือนละ 500 คัน สำหรับในประเทศไทย หากจะมีอุตสาหกรรมดังนี้ ก็ทำได้ โดยต้องให้มีนโยบายจากรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนยานพาหนะในเมืองให้หันไปใช้ระบบไฟฟ้า แทนระบบเผาไหม้
BEMAC E-trikes มีขนาดไม่ใหญ่ ตัวรถ ยาว 3,300 มม. กว้าง 1,440 มม. ยาว 3,300 มม. จากฐานล้อหน้าถึงล้อหลัง 2,450 มม. ใต้ท้องรถสูง 170 มม. น้ำหนักตัวรถ 530 กก. รวมน้ำหนักบรรทุก 915 กก. จุผู้โดยสารรวมคนขับ 6+1 หากรวมที่นั่งเสริมข้างคนขับด้านซ้ายและขวาอีก 2 คน เป็นบรรทุกได้ 8 คน เพราะความเป็นรถสามล้อ สะดวกในการกลับรถบริเวณปากซอยหรือในถนนแคบๆได้ เหมาะแก่การใช้ระบายผู้คนออกจากซอยมาสู่ถนนใหญ่
BEMAC E-trikes ตัวถังออกแบบและผลิตเพื่อรองรับการใช้งานที่ต้องทนต่อสภาพอากาศน้ำเค็ม และถนนที่ขุขระ และอาจมีน้ำท่วมได้ (Tough, robust and rust-proofed chassis designed for Philippine road conditions) คล้ายๆในประเทศไทย
ระบบชาร์จไฟแบตเตอรี่ (On-board 220V charger included. Charge anywhere, anytime!) ใช้ไฟฟ้าทั่วไปของฟิลิปปินส์ที่ใช้ระบบ 220 โวลต์ ใช้เวลาชาร์จไฟ 4 ชั่วโมง โดยเจตนาเมื่อใช้เป็นรถสามล้อไฟฟ้าเพื่อขนส่งผู้คน  จะใช้ระบบยกเปลี่ยนได้ (Swapping) โดยเสียเวลาเพียง 1-2 นาที หากพัฒนาให้ชาร์จไฟด้วยระบบ Supercharge ใช้กระแสฟ้าที่สูงขึ้นจะลดเวลาชาร์จไฟได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง
BEMAC E-trikes เปลี่ยนระบบหยุดรถโดยนำพลังกลับมาใช้ใหม่ได้ (Regenerative braking.) ซึ่งเป็นมาตรฐานของรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป
มอเตอร์ขนาด 5kW ระบบ AC (Powerful 5kW AC Motor and flood resistant gearbox assembly) ขนาดเพียง 1 ใน 10-15 ของรถยนต์ไฟฟ้าดังเช่น Tesla Model 3 หรือ Model S แต่ก็มีขนาดมอเตอร์ใหญ่กว่ารถจักรยานไฟฟ้าทั่วไป 10 เท่า ขนาดของแบตเตอรี่และมอเตอร์ที่ใช้ในฟิลิปปินส์เล็ก เพราะเขาต้องการให้ใช้ความเร็วอย่างจำกัด คือไม่เกิน 60 กม./ชั่วโมง สำหรับในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ใช้วิ่งรับส่งคนในตรอกหรือถนนคับแคบ ซึ่งก็จะเคลื่อนตัวได้ประมาณ 10-20 กม./ชั่วโมง และเพื่อความปลอดภัยสำหรับคนเดินถนนตามตรอกซอย ที่บางแห่งไม่มีทางเดินเท้าสำหรับคน สำหรับยานพาหนะไม่ว่าจะเป็นรถจักรยาน จักรยานยนต์สองล้อ สามล้อ หรือรถยนต์ ก็ต้องจำกัดความเร็ว แต่ถ้าต้องออกถนนใหญ่บ่อยๆ ก็ต้องทำให้มีมอเตอร์และแบตเตอรี่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เป็นความเร็วสูงสุดที่ไม่เกิน 80 กม./ชั่วโมง
BEMAC E-trikes ใช้แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion ซึ่งมีน้ำหนักเบา มีความจุพลังงานได้มากกว่าระบบใช้ตะกั่วแบบเดิม และแน่นอนว่า หากในอนาคต 5-10 ปี มีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่เบาลงอีก เช่นระบบ Solid State ราคาประหยัดยิ่งขึ้น และมีอายุยืนยาว สิ่งเหล่านี้ก็สามารถปรับมาใช้กับรถสามล้อไฟฟ้าได้



Thursday, March 23, 2017

การมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข - สารบัญ

การมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข - สารบัญ

ผมได้เขียนหนังสือเรื่อง “การมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข” เสร็จแล้วครับ มีทั้งหมด 11 บท ขณะนี้อยู่ในช่วงการทำเป็น Draft แรก ยังเปิดรับความคิดเห็นเพิ่มเติม หากมีส่วนใดที่ไม่ถูกต้อง หรือยังไม่ชัดเจน โปรดช่วยกันอ่าน แล้วให้คำแนะนำมาที่ผมได้ครับ ทาง
·       
·       ผ่าน Facebook – Pracob Cooparat
·       หรือทาง Website “การมีอายุยืนยาวอย่างมีความสุข” นี้ ซึ่งอยู่ใน pracob.blogspot.com

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com
24 มีนาคม พ.ศ. 2560

1.     

2.     

3.     

4.     

5.     

6.     

7.     

8.     

9.     

10.  

11.  



Updated: March 24, 2017

16 สิ่งที่พึงปล่อยวางเพื่อความสุขแห่งชีวิต

16 สิ่งที่พึงปล่อยวางเพื่อความสุขแห่งชีวิต

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmal.com

Updated: March 24, 2017

Keywords: การมีอายุยืนยาว, longevity, ความสุข, happiness, การปล่อยวาง, things to let go

ศึกษาและเรียบเรียงจาก “16 Things to Let Go to Live a Truly Happy Life.” โดย Sumitha Bhandarkar แต่ได้ปรับความคิดเห็นและการประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้สูงอายุ และวัฒนธรรมบางประการของไทยที่ต่างกันจากสากล

ความนำ

การปล่อยวาง (Letting go) อาจเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดในชีวิต แต่ในขณะเดียวกัน การปล่อยวางคือการทำให้ตนเองเป็นอิสระ มีพลังที่จะเดินหน้าต่อไป

When one door closes, another opens; but we often look so long and so regretfully upon the closed door that we do not see the one which has opened for us. – Alexander Graham Bell

ในขณะที่ประตูหนึ่งปิดลง ก็มีอีกประตูหนึ่งที่เปิดขึ้น แต่เรามักจะมองไปที่ประตูเดิม และเสียใจไปกับประตูที่ปิดลงนั้น เรามองไม่เห็นประตูที่ได้เปิดขึ้นใหม่เพื่อเรา – อเลกซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์

ผู้สูงวัยมีปัญญามากขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น หากอยู่ในวัยเกษียณจากการทำงานหลักแล้ว อาจมีเวลามากขึ้น แต่พลังลดถอยลง ต้องรู้จักการปล่อยวาง แต่การปล่อยวางนั้น มิได้หมายความถึงการปล่อยวางในทุกเรื่อง แต่เป็นการปล่อยวางในบางเรื่อง เพื่อให้มีเวลา และทรัพยากรที่เหมาะแก่สภาพการณ์ เพื่อจะมุ่งเน้นการทำในบางอย่างเพื่อให้บรรลุผล ส่วนการจะปล่อยวางเรื่องใด และจะมุ่งมั่นทำอะไรนั้น ก็ต้องมีการออกแบบชีวิตสำหรับตนเองใหม่ แต่โดยรวมจะเน้นไปที่การปล่อยวางมากขึ้น

ในทุกขณะที่เราบรรลุเป้าหมายหนึ่ง ก็จะมีเป้าหมายต่อๆมาที่เราหวังว่าจะนำเราไปสู่ความสุขสมหวัง

·       การปล่อยวาง – คือการทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป (Graduation)
·       การปล่อยวาง คือปล่อยให้ใคร และอย่างไร ก็ต้องเตรียมการไปสู่สิ่งนั้น (Preparation) บางอย่างปล่อยทันทีไม่ได้
·       การปล่อยวาง – ต้องมีลำดับความสำคัญก่อนหลัง (Priority) การปล่อยวางจากเล็กไปหาใหญ่ ทำให้คนค่อยเรียนรู้ที่จะรองรับได้

การปล่อยวาง หมายถึง ทำให้ชีวิตเราเบาสบายขึ้น มีความกังวลให้น้อยลง แต่ยังอยู่ในแนวทาง “งานคือธรรมะ” ของท่านพุทธทาส ไม่ใช่ว่าปล่อยวางหมด แบบเราไม่เหลืออะไร ไม่ต้องคิดหรือทำอะไรเลย เรายังทำงานต่อไปในชีวิต เพียงแต่ให้เป็นงานที่เราเบาสบายขึ้น งานและคนรอบตัวเราก็ได้เรียนรู้จากเราไปด้วย และมีความรับผิดชอบพอเหมาะแก่วัยและพลังที่ยังมีอยู่

หลักของการปล่อยวางมี 16 เรื่องดังต่อไปนี้

เมื่อเป็นผู้สูงวัย – หยุดคิดที่จะคุมทุกสิ่งทุกอย่าง

Let go of trying to control everything.

เมื่อเป็นผู้สูงวัย 60-70 ปีขึ้นไป ต้องหยุดคิดที่จะควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่เราจะควบคุมได้จริงๆคือทัศนคติและการกระทำของเรา และหากเรายอมรับในสิ่งนี้ เราจะพบความสุขมากขึ้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เราฝึกตัวเองให้รับในสิ่งเหล่านั้นได้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยากแต่จำเป็นต่อชีวิตของเรา

ยิ่งเป็นคนเคยมีอำนาจ มีตำแหน่งในหน้าที่การงาน แต่สถานะได้เปลี่ยนไปแล้วดังเช่นการเกษียณอายุการทำงาน เราต้องยอมรับในสภาพใหม่ และทำใจเรียนรู้กับสถานะใหม่ หากทำได้ก็ให้สนุกสนานกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ฝึกเรียนรู้ ปรับตัว สนุกสนาน และมีอารมณ์ขันในชีวิตมากขึ้น

เมื่อเป็นผู้สูงวัย – หยุดการเอาใจทุกฝ่ายทุกคน

Let go of trying to please everyone.

เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เราจะเรียนรู้ว่า การพยายามทำตนเองให้เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นๆ หรือทุกคน ซึ่งบางครั้งขัดกับความคิดและทัศนคติของเรา ขัดกับข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เรามี ทำให้เราหลุดจากความเป็นตัวตนของเรา และทำให้เราไม่มีความสุข การหยุดเอาใจคนทุกฝ่ายทุกคน ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปเป็นปฏิปักษ์ของทุกคน แต่เราต้องสามารถแสดงความคิดเห็นที่เป็นของตนเอง โดยเฉพาะที่คนอื่นๆไม่ทราบ การกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง เมื่อเราตรองแล้วว่าเราควรยืนหยัดที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้สิ่งเหล่านั้นจะขัดกับความรู้สึกของคนบางคน หรือคนเป็นอันมาก

คนมีทักษะทางสังคม โดยเฉพาะผู้สูงวัย เมื่อมีประสบการณ์ และฝึกทักษะการนำเสนอมาดีพอ เราเคารพความเห็นต่างของคน ฟังคนอื่นๆ แต่ขณะเดียวกัน เรามีความคิดเห็นของเราที่ในบางครั้งจำเป็นต้องแสดงความเห็น ข้อมูล และความคิดที่เรามี เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ทราบ ความขัดแย้งไม่ใช่เป็นเรื่องเลวร้าย มีเป็นอันมากที่ความขัดแย้งเป็นเรื่องสร้างสรรค์

หยุดคิดเรื่องการเป็นสิทธิ

Let go of the sense of entitlement.

ในสังคมไทย เราติดยึดกับความเป็นอาวุโส หากเป็นเรื่องของการเข้าสู่ตำแหน่ง มักจะถือเป็นมารยาทที่จะให้ผู้มีอาวุโสได้สิทธิไปก่อน แต่ในอีกด้านหนึ่ง องค์การ ชุมชน หรือสังคมต้องการสิ่งที่ดีที่สุด การเข้าสู่ตำแหน่งบางอย่างจึงต้องเป็นเรื่องของคนแสดงความสามารถ เสนอความคิดใหม่ แสดงวิสัยทัศน์ และแสดงความตั้งใจและศักยภาพที่จะทำหน้าที่นั้นๆ

ในโลกยุคใหม่ ความเปลี่ยนแปลงมาเร็ว โอกาสมาเร็วและไปเร็ว คนจะทำงานที่มีความหมาย คือคนที่พร้อมที่จะฉกฉวยโอกาสนั้นๆ เพื่อให้ตนเองได้ทำหน้าที่ๆเขามีความสามารถ มีความเหมาะสมที่สุด และในขณะเดียวกัน หากมีใครที่เขาสามารถเข้าสู่ตำแหน่ง มีโอกาสได้ทำหน้าที่นั้นๆ ก็ต้องยินดีกับเขา และให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจ

ปล่อยวางความรู้สึกไม่พอใจ

Let go of resentment.

เมื่อเราเป็นเด็ก เราถูกฝึกให้รักและชอบสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายๆ และในอีกด้านหนึ่ง ก็คุ้นเคยกับการจะบอกว่าสิ่งใดดีหรือไม่ดี เช่น กลางวันดี กลางคืนไม่ดีเพราะมันมืด เด็กเมื่อไม่พอใจสิ่งใด ก็แสดงออก ร้องไห้ หรือชักดิ้นชักงอ เพื่อให้ผู้ใหญ่ตามใจ

แต่เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ความรู้สึกไม่พอใจถูกฝึกให้ลดลง หรือซ่อนเอาไว้ แต่ประสบการณ์ในชีวิตยิ่งมากเข้า เราจะเริ่มเข้าใจฝ่ายตรงกันข้ามกับเรามากขึ้น บางครั้งเพราะการสรวมหัวโขนที่ต่างกัน ทำให้เราไม่พอใจต่อกัน ขัดผลประโยชน์ของหน่วยงานที่มีต่อกัน ก็สร้างความไม่พอใจ

เมื่อเข้าสู่ความเป็นผู้สูงวัย เหมือนเราได้ขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขา มองเห็นชีวิตที่วุ่นวายเบื้องล่าง เราจะเข้าใจโลกและสังคมมากขึ้น ความเป็นศัตรูต่อผู้คนจะลดลง แม้ชีวิตของเราก็รู้ว่าต้องไปสิ้นสุดที่ปลายอุโมงค์ ทุกอย่างจะกลายเป็นศูนย์ รัก โลภ โกรธ หรือหลงจะหมดไป

ความโกรธ เกลียด อาฆาต เหมือนเป็นไฟเผาผลาญเรา บั่นทอนเรา ทำให้เราไม่มีความสุขสงบดังนั้น จงฝึกเสียแต่เนิ่นๆ เมื่อมีความโกรธหรือเกลียดใคร ก็ปล่อยวางให้ได้ หากยังทำไม่ได้ ก็ให้ลืมชื่อเขาเสีย อย่าปล่อยให้มันมาติดฝังในใจเรา

หยุดความรู้สึกผิด

Let go of guilt.

A man must be big enough to admit his mistakes, smart enough to profit from them, and strong enough to correct them. - John C. Maxwell

คนต้องโตพอที่จะยอมรับความผิดพลาดของตน ฉลาดพอที่จะได้ประโยชน์จากมัน และแข็งแรงพอที่จะแก้ไขมัน – จอห์น ซี แมกซ์เวล

ผู้สูงอายุ วัย 60-70 ปีขึ้นไป เราผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านโลกมามาก ทำดีก็มาก ทำพลาดก็มี แต่เมื่อถึงวัยนี้ การทำอะไรพลาด ก็ให้ถือเป็นบทเรียนสำหรับเรา และสำหรับที่จะใช้เล่าและสอนลูกหลานต่อๆไป ที่สำคัญเราต้องสอนคนรุ่นใหม่ให้ทำดีที่สุด และอย่ากลัวผิดพลาด คนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลย คือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย แต่ทำผิดพลาดแล้ว ก็ให้รู้จักยอมรับ เพื่อที่จะได้เรียนรู้จากมัน และที่สำคัญ ดังที่กล่าว ต้องแข็งแรงพอที่จะปรับปรุงแก้ไขมัน

หยุดการมีทิฐิ

Let go of pride.

เมื่อเราทำผิดพลาด การขอโทษหรือขอให้ยกโทษจะไม่เกิดขึ้น หากเรายังติดยืดกับการรักษาหน้า หากมีความหมางเมินที่ควรต้องปรับปรุง มันจะไม่เกิดขึ้น หากเรายังติดยึดกับหน้าตาและความภาคภูมิใจ
เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราทำผิดไม่ได้ หรือไม่เคยทำผิด และเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นคนทำผิด หรือเป็นผู้ก่อให้เกิดความผิดพลาด ดีที่สุดคือคนเป็นผู้ใหญ่ต้องยอมเสียหน้า และกล่าวขออภัยในความผิดพลาดนั้น

หยุดคิดแบบมุ่งสู่ความสมบูรณ์แบบ

Let go of perfectionism.

The fastest way to break the cycle of perfectionism and become a fearless mother is to give up the idea of doing it perfectly - indeed to embrace uncertainty and imperfection. - Arianna Huffington

วิธีที่เร็วที่สุดที่จะหยุดวงจรของลัทธิสมบูรณ์แบบ และกลายเป็นแม่ที่ไม่กลัวอะไร คือเลิกคิดการทำให้สมบูรณ์แบบ และนั่นคือการยอมรับความไม่แน่นอนและความไม่สมบูรณ์แบบ – แอเรียนา ฮัฟฟิงตัน

การทำผิดพลาด ไม่สมบูรณ์แบบ นั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ หากจะทำบัญชีให้ถูกต้อง คำนวณได้อย่างไม่ผิดพลาด ก็ให้ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จัดการ และมันจะทำหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว มนุษย์มีความไม่สมบูรณ์แบบ แต่เราก็ยังต้องใช้มนุษย์ทำงานในส่วนที่เครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำหน้าที่นั้นๆได้ ดังเช่นการคิดอย่างเป็นยุทธศาสตร์ เหมือนแม่ทัพคิดและตัดสินใจในช่วงของสงคราม และนั่นก็อาจนำไปสู่ความผิดพลาด ไม่สมบูรณ์แบบ (Imperfection) แต่นั่นก็เป็นโอกาสที่จะทำให้การบรรลุผลได้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเกมส์กีฬา การศึกสงคราม หรือการบริหารองค์การยุคใหม่ที่ต้องเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

ทีมรักบี้ All Blacks เป็นทีมรักบี้แห่งชาติของประเทศนิวซีแลนด์ ที่เป็นตำนานของการเล่นรักบี้ ผู้เล่นทุกคนเล่นอย่างตั้งใจ อย่างมองภาพเป็นทีม เล่นแบบไม่กลัวผิด ไม่กลัวจะไม่สมบูรณ์แบบ และทำผิดแล้วไม่ต้องมาขอโทษ ให้มองการเล่นต่อไปทำให้ดีที่สุด การจะชนะคู่ต่อสู้ ไม่ใช่เล่นอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ทำผิดพลาดเลย แต่เป็นการเล่นที่ดุดัน รวดเร็ว เป็นทีม และเล่นในกลยุทธ์ที่ฝ่ายตรงข้ามคาดไม่ถึง นั่นแหละที่ทำให้ทีมนี้มีประวัติการเล่นที่เป็นตำนานของการเล่นรักบี้ในระดับนานาชาติ

หยุดการทำในทางลบ

Let go of negativity.

Negativity – การแสดงออก การวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบเกี่ยวกับบางสิ่ง หากมีน้ำสักแก้วที่มีน้ำครึ่งแก้ว คนมองในแง่ลบคือมองในส่วนที่ขาด แต่คนมองในแง่บวก (Positivity) คือมองสิ่งที่ดีที่มีอยู่
ในทุกสถานการณ์เรามีทางเลือก การเลือกมองและทำในทางบวก มองในแง่ดีและมองในสิ่งที่มีอยู่ หรือจะมองในแง่ข้อผิดพลาด มองอย่างจัดผิด และบ่นว่า แต่แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรให้ดีขึ้นได้อย่างไร การที่คนเรามีอายุมากขึ้น ร่างกายอาจเสื่อมลง จิตใจอาจหม่นหมอง ต้องระวังตัวเองอย่าให้กลายเป็นคนแก่ขี้บ่น หวาดกลัวในสิ่งเลวร้ายที่จะเกิขึ้น เป็นคนอารมณ์ร้าย ซึ่งจะยิ่งเป็นคนไม่น่าคบ ผู้คนก็จะหนีหาย
แต่เราต้องรู้จักปรับตัว มองในอีกแง่หนึ่ง เรายังมีชีวิตอยู่ มีโลกทั้งใบที่เราจะได้เรียนรู้

เราควรเลือกที่จะมองชีวิตในแง่บวก มองอย่างขอบคุณในสิ่งที่เรามี สิ่งที่ทำให้เราเดินไปสู่สิ่งที่ดีๆยิ่งขึ้น เป็นคนมีจิตใจแจ่มใส เป็นที่พึ่งทางด้านอารมณ์แก่คนอื่นๆได้

หยุดสัมพันธภาพที่ไม่เป็นคุณ

Let go of draining, unhealthy relationships.

หยุดโกรธ หากโกรธใคร ก็ให้มีสติให้มากขึ้น ควบคุมสติไม่ให้แตกบ่อยครั้ง จนไปสู่การไม่ต้องโกรธใครเลย

หยุดเกลียด หากเรามีคนที่เราเกลียดเขาอย่างมาก ก็ให้อยู่ห่างไกลเสีย ต่างให้ไปกันคนละเส้นทาง ไม่ต้องไปคิดอะไรถึงเขาเหล่านั้น ลืมไปเสียเลยว่ามีเขาอยู่ในโลกนี้

หยุดคบคนที่ไม่มีความซื่อตรง แม้เราคิดว่าเราจะสามารถควบคุมเขาได้ จะยังได้ประโยชน์อะไรจากเขา เพราะเราฉลาดกว่า ให้เปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ ให้สร้างกลุ่มเพื่อนที่มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน สามารถคบค้ากันได้อย่างสบายใจ แม้จะเป็นเพื่อนกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ดีกว่าที่จะต้องอยู่ร่วมกันกักบผู้คนจำนวนมาก ที่มีความหวาดระแวงต่อกัน

หยุดกิจกรรมธุรกิจที่วุ่นวาย

Let go of the busyness.

ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ชอบคิดฝันอยากทำนั่นทำนี่ คิดอย่างที่เขาสอนในวงธุรกิจ คือ “คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก” คิดแบบนี้คือสำหรับคนหนุ่มสาวที่มีไฟมีพลัง เมื่อคิดแล้วก็ต้องมาลงมือทำ

แต่เมื่อถึงในวันหนึ่งที่เราเป็นผู้สูงวัย ก็ต้องทำใจมาคิดได้ว่า เราต้องหยุดที่จะคิดทำอะไรใหม่ๆด้วยตัวของเราเอง เพราะเรามีความไม่แน่นอนว่าจะมีชีวิตและความแข็งแรงที่จะดูแลสิ่งที่เราคิดให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้

แต่เราสามารถเป็น “คนขายฝัน” เรามีความคิดความฝันที่เคยอยากทำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและส้งคมแวดล้อม ถ้าเป็นดังนี้ จงหาคนรุ่นใหม่ๆมารับฟังความคิดของเรา ฝากความฝันของเราไว้ เป็นที่พึ่งที่ปรึกษาให้แก่เขา แล้วปล่อยให้เขาเดินหน้าต่อไป เราก็จะเป็นเหมือนคนที่ได้ปลูกต้นไม้ เพียงคอยดูต้นไม้นั้นๆที่จะเติบโตต่อไป

หยุดอะไรที่เกี่ยวกับเงินทอง

Let go of the attachment to money.

เงินทองเป็นของจำเป็น แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อเรามีอายุมากขึ้น เขาสู่วัยเกษียณอายุการทำงานแล้ว ต้องทำให้ชีวิตเราไม่ไปผูกกับการต้องใช้เงินทองมากมาย พยายามใช้ชีวิตอย่างไม่ต้องพึ่งพาการใช้เงินมากนัก เพราะอย่างไรเสีย เราต้องเตรียมตัวกินน้อย อยู่ในที่เล็กลง ลดค่าใช้จ่ายในชีวิตลง แล้วเราจะพบว่าเรามีชีวิตที่มีความสุขได้โดยพึ่งพาเงินไม่ต้องมากเลย

วิธีการคิดแบบฝรั่ง ต้องมีเงินเหลือในบั้นปลายแบบ 401k หรือมีเงินและทรัพย์สิน USD400,000 หรือ 14 ล้านบาทขึ้นไป บางรายก็บอกว่าจะให้ปลอดภัยต้องมี USD1,000,000 หรือ 35 ล้านบาทขึ้นไป คิดอย่างฝรั่งแล้วกลุ้ม เพราะชีวิตที่จะมีความสุขได้จริง ไม่จำเป็นต้องมีเงินขนาดนั้น หรือหากเป็นในประเทศไทย มีเงินหรือทรัพย์สินติดตัวจำนวนหนึ่งได้ก็เป็นเรื่องดีที่จะอุ่นใจ แต่หากไม่มีมากนัก เราก็มีวิธีการใช้ชีวิตที่มีความสุขได้ เพราะมันมักจะมีส่วนอื่นๆมาทดแทนได้ เช่น มีลูกหรือญาติ ชุมชนท้องถิ่นของเรา หรือระบบต่างๆที่จะมาดูแลเรา

แต่ที่สำคัญที่สุด คือให้มีเพื่อน และสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ความสัมพันธ์นี้มักจะเกิดจาการที่เรามีใจให้แก่กัน เราเคยเป็นที่พึ่งแก่เขาได้มาก่อน เรามีเพื่อน มีชุมชนที่สามารถเป็นที่พึ่งแก่กันได้ เหล่านี้ก็เป็นสิ่งทดแทนได้

หยุดกลัวความล้มเหลว

Let go of the fear of failure.

ทุกคนที่คิดจะทำอะไรใหม่ ล้วนแต่ต้องประสบกับความล้มเหลว เราต้องออกแบบให้โอกาสชีวิตของเรามีล้มเหลวอย่างเล็กๆ เพื่อจะอาศัยเก็บเกี่ยวประสบการณ์นั้นๆในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า ในอุตสาหกรรมจึงต้องมี “การวิจัยและพัฒนา” (Research & Development – R&D) ในชีวิตของคนเราก็เหมือนกัน ไม่มีใครที่จะเริ่มอะไรแล้วสำเร็จเลย มันต้องมีการลองแล้วลองอีก บางอย่างลองไม่นานก็ตัดสินใจเปลี่ยนเลย บางอย่างลองทำหลายๆครั้ง กว่าที่จะได้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้

เมื่อสูงวัยขึ้น โอกาสที่เราจะคิดใหญ่เองลดลง และต้องส่งผ่านสู่คนรุ่นใหม่ แต่เมื่อปล่อยมือความร้บผิดชอบให้กับคนรุ่นใหม่แล้วอย่าไปคิดแทนเขาแบบอนุรักษ์ เราสอนเขาให้เป็นคนกล้าคิด ก็ต้องกล้าที่จะปล่อยให้เขารับผิดชอบอนาคตไปด้วยตนเอง ดังมีสุภาษิตว่า “หากเตี่ยไม่ตาย เสี่ยไม่โต” หากมีอะไรผิดพลาด ก็ให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนนั้นๆด้วยตนเอง

หยุดกลัวถูกทอดทิ้ง

Let go of the fear of abandonment.

อย่ากลัวถูกทอดทิ้ง ถ้าเรากลัวก็จะเกิดชีวิตที่ติดยึด มีการตัดสินใจที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล
เมื่อเราเป็นพ่อแม่ แล้วลูกๆเป็นเด็ก ไม่แปลกที่เขาเป็นเด็กที่ติดพ่อแม่ แต่เราก็ต้องสอนเขาให้เป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีเรา แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อลูกๆโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ เขาก็ต้องไปมีครอบครัวของเขา พ่อแม่ก็ต้องคิดอย่างเข้าใจความอยากเป็นอิสระของเขา อย่าหวาดกลัวที่จะต้องแยกจากกัน

เราเองก็ต้องพร้อมที่จะออกแบบการดำรงชีวิตใหม่ของเราอย่างมีอิสระ โดยไม่ต้องคิดอย่างกลัวว่าจะถูกทอดทิ้ง ความเป็นครอบครัวแบบพ่อแม่ลูก และต่อไปอาจมีหลาน ความสัมพันธ์เหล่านี้จะยังคงมีอยู่ การอยู่ห่างกันไม่ได้หมายความว่าอยู่อย่างตัดขาดจากกัน มีการไปมาหาสู่กัน มีอะไรที่เป็นปัญหา ก็สามารถช่วยกันแก้ปัญหาได้ พึ่งพากันได้เมื่อจำเป็น

หยุดความคาดหวัง

Let go of expectations.

ชีวิตที่คาดหวัง แล้วนำมาซึ่งความทุกข์ เมื่อเราเป็นหัวหน้าครอบครัว และบุคคลในความดูแลของเรายังเป็นเด็กเล็ก เราต้องดูแลเขา สั่งสอนและคาดหวังจากเขา แต่เมื่อเขาโตขึ้น เป็นอิสระมากขึ้น ความคาดหวังที่เรามีต่อเขาจะเปลี่ยนไป เช่นเรามีกิจการของครอบครัวที่เห็นว่าเขาควรเป็นคนสืบต่อกิจการนั้นๆ แต่ทำไมลูกๆจึงไม่สนใจ เรามีบ้านที่น่าอยู่ ทำไมเขาไม่อยากอยู่กับเรา บางคนคาดหวังยิ่งกว่านั้น เราอยากให้เขาแต่งงานกับคนนั้นคนนี้ แล้วทำไมเขาไม่ทำอย่างที่เราต้องการ

การหวังให้ลูกหลานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆที่เขามีชีวิตที่เป็นของเขา และเขาโตขึ้นทุกวัน ย่อมนำมาซึ่งความไม่สมหวัง และเมื่อคาดหวังแล้วไม่ได้เป็นไปตามคาดหวัง ก็จะเกิดความรู้สึกผิดหวัง และเสียใจ ทั้งๆที่บุคคลที่เราหวังดีต่อเขานั้น เขามีวิธีการคิด มีค่านิยม และความคาดหวังที่เป็นของเขาเอง

ดังนั้นจึงพึงปล่อยให้ชีวิตของเขาเป็นอิสระ ได้ตัดสินใจเอง ส่วนชีวิตของเราก็เป็นสิทธิของเราที่จะคิดได้อย่างอิสระ เมื่อภาระในการดูแลลูกๆได้หมดไปแล้ว

ปล่อยอดีตและไม่วุ่นวายกับอนาคต

Let go of yesterday and tomorrow.

เป็นเรื่องแปลกที่ฝรั่งที่ติดกับวัตถุนิยม กับไทยที่ไม่ได้ติดยึดเหมือนเขา แต่ท้ายสุดปราชญ์ทั้งสองซีกโลก ต่างแนะนำให้เราปล่อยวางในอดีต และไม่วุ่นวายกับอนาคต แม้กับคนที่รวยที่สุด แต่ประวัติศาสตร์บอกว่า ความมั่งคั่งของตระกูลใดๆนั้น จะคงอยู่ได้เพียง 3 ชั่วคน คือรุ่นปู่สร้างองค์การและความมั่งคั่ง เป็นคนบุกเบิกเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในรุ่นนำหน้า แต่พอมาถึงรุ่นพ่อ ก็เพียงรักษาสถานะและความเป็นปึกแผ่นต่อไป แต่พอถึงรุ่นลูก ก็มักจะเข้าสู่ระยะไม่รู้จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างไร ก็จะกินจะใช้แบบเสวยสุข แล้วในที่สุด ความมั่งคั่งนั้นก็ละลายหายไป

มหาเศรษฐีที่มีสายตากว้างไกล จึงไม่คิดว่าเขาจะต้องสร้างสมความมั่งคั่งให้คงอยู่ต่อไป แต่จะใช้เงินให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ฝากชื่อและวงศ์ตระกูลของเขาเอาไว้ ส่วนลูกๆ เขาก็จะฝึกให้มีความสามารถในระดับดูแลตัวเองได้ อยากทำอะไรที่มีความสุขก็ทำ และขอให้เป็นคนดี

ส่วนในอดีต ไม่ว่าเราจะยิ่งใหญ่ หรือมีปัญหาที่เราไม่อยากพูดถึง แต่ในที่สุดเมื่อเราจากโลก ทุกสิ่งก็จะกลับไปเริ่มต้นที่ศูนย์ จงลืมอดีตเสีย รู้จักให้อภัยกับตนเอง ให้อภัยคนอื่นๆ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน โลกในทุกๆวันยังมีอะไรที่เราจะเรียนรู้และได้ชื่นชมอีกมากครับ

สรุป

ท่านได้มาถึงส่วนสุดท้ายของบท และส่วนสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้แล้ว

การอ่าน หากมีข้อสงสัย หรือมีความเห็นต่าง ขอให้สื่อสารกลับมา โดยใช้ Facebook ของผม Pracob Cooparat หรือ ใน Website ที่ชื่อ pracob.blogspot.com ในการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมกลับมา


ต้องขอบคุณล่วงหน้าครับ ข้อมูลสะท้อนกลับเป็นเรื่องที่ดี จะได้ใช้เพื่อประกอบการปรับปรุงหนังสือ ส่วนไหนที่ต้องการข้อมูลลึกซึ้งขึ้นไป จะได้สื่อต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ หรือไม่ก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมเอง เพื่อพัฒนาในเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งขึ้นไปและเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น