Thursday, December 24, 2015

สุภาษิตเยอรมัน – ของถูกสุดมักจะเป็นของที่แพงที่สุด

สุภาษิตเยอรมัน – ของถูกสุดมักจะเป็นของที่แพงที่สุด

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สุภาษิต, Proverbs, เยอรมัน, German, Germany, คุณภาพ, quality, ราคา, price
มีสุภาษิตเยอรมันบทหนึ่งกล่าวว่า “Das Billige ist immer das Teuerste.” ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า ““The cheapest is always the most expensive.” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “ของที่ถูกที่สุด คือของที่แพงที่สุด”


ภาพ รถยนต์โฟล์คสวาเกนแบบสองประตู นั่งได้ 4 คน ติดตั้งเครื่องด้านหลัง ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ตัดปัญหาหม้อน้ำที่น้ำมักแข็งตัวในช่วงฤดูหนาว



ภาพ รถ VW Beetle รุ่น 2016 รูปทรงยังคงเดิม แต่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่แฟนๆของ VW ยังคงยึดมั่นในแบรนด์ของ VW อย่างเหนียวแน่น แม้ราคาจะไม่ใช่รถยนต์ราคาประหยัดอีกต่อไป

ในขณะที่สินค้ายามเริ่มแรกของประเทศเมื่อกำลังพัฒนา อย่างญี่ปุ่นหลังสงครามโลก มักจะเน้นการผลิตสินค้าราคาถูกเพื่อการส่งออก หาเงินที่หายากเข้าประเทศ เกาหลีใต้หลังฟื้นตัวจากสงครามเกาหลี และจีนหลังเปิดประเทศสู่ระบอบการค้าเสรี ประเทศเหล่านี้มักดำเนินนโยบายที่คล้ายกัน คือใช้นโยบาย ทำให้สินค้าราคาถูกกว่าเขาไว้ก่อน ดังเช่นรถยนต์นิสสัน หรือดัทสัน (Datsun) ของญี่ปุ่นในระยะแรก คือออกตัวสู่ตลาดได้ด้วยทำให้สินค้าราคาถูก ถูกกว่ารถยนต์จากตะวันตกแบบ ซื้อรถยุโรป 1 คัน ซื้อรถญี่ปุ่นมาทำแทกซี่ได้ 4-5 คัน แต่นั่นเป็นระยะเริ่มแรก ที่ผู้เข้าสู่ตลาดที่เขามีระบบเดิมอยู่แล้ว ก็ต้องทำสินค้าให้ถูกกว่าเข้าไว้ แต่ต่อมาเมื่อเขาตั้งตัวติด ก็ต้องหันมาผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น เป็นที่ไว้ใจในตลาดโลก และก็สามารถตั้งราคาแข่งขันที่สูงขึ้นได้

ในอีกด้านหนึ่ง คิดแบบเยอรมัน คือต้องทำสินค้านั้นๆให้ได้ดีก่อน ต้องมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาจนมั่นใจว่าสินค้าของตนนั้นจะแข็งแรงทนทาน และแม้จะต้องผลิตขึ้นมาด้วยต้นทุนและราคาขายที่สูงกว่าเขาอื่น สินค้าจากเยอรมันจะเน้นคุณภาพ ความทนทานเสมอ แม้ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจย่ำแย่ แต่เยอรมันก็ยังเน้นการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ตัวอย่างเช่น รถยนต์โฟล์คเต่า (VW Beetles) เจตนาผลิตให้เป็นรถราคาประหยัด เป็นรถมหาชน แต่ก็ไว้ลาย ผลิตออกมาอย่างมีคุณภาพสูง เป็นรถที่เรียบง่าย ไม่ใช้หม้อน้ำ มีปัญหาจุกจิกในการดูแลน้อยมาก แต่เพราะผลิตอย่างมีคุณภาพนี้เอง แม้ราคาจะสูงกว่าสินค้าที่ผลิตโดยประเทศที่มีสินค้าถูกกว่า แต่รถของเยอรมันก็ขายได้ดี หลักคิดแบบเยอรมัน คือ ทำสินค้าให้มีคุณภาพ ใช้แล้วไม่มีปัญหาจุกจิก เมื่อต้องซ่อมแซม เขาจะคิดถึงระบบบริการอะไหล่ และบริการหลังการขายควบคู่ไปด้วย

สุภาษิตเยอรมันที่ว่า – ของถูกสุดมักจะเป็นของที่แพงที่สุด ยกตัวอย่างนาฬิกาหรือเสื้อผ้า มีเป็นอันมากที่ซื้อมาเพราะมันราคาถูก แต่แล้วก็ไม่ได้ใส่ หรือใส่เพียงครั้งสองครั้งก็ทิ้งไป ในกรณีนาฬิกา ราคาเรือนละไม่กี่ร้อยบาท แต่แล้วก็เสียแบบซ่อมไม่ได้ แล้วก็ทิ้งไป