Saturday, May 3, 2014

แผนรถไฟความเร็วสูงในแคลิฟอร์เนีย California High-Speed Rail

แผนรถไฟความเร็วสูงในแคลิฟอร์เนีย California High-Speed Rail

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, ประชาธิปไตย, democracy, การมีส่วนร่วม, participation, การคมนาคม, transportation, commuting

ศึกษาและเรียบเรียงจาก Wikipedia, the free encyclopedia

ความนำ

ผมสนใจศึกษาการวางแผนการสร้างรถไฟความเร็วสูง (High Speed Rail System) ในสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มศึกษาก่อนจากที่ดำเนินการโดยรัฐแคลิฟอร์เนีย

รัฐแคลิฟอร์เนียมีพื้นที่ 423,970 ตรกม. มีความยาวเหนือจรดใต้ 1,240 กม. มีความยาวจากฝั่งตะวันตกไปตะวันออก 400 กม. มีประชากร 38.3 ล้านคน ประมาณกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย มีระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 8 ของโลก มีเพียง 7 ประเทศในโลกรวมทั้งสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่านี้

แล้วประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีวิทยาการก้าวหน้า มีกำลังเศรษฐกิจที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ทำไมมีปัญหาในการสร้างระบบรถไฟความเร็วสูง ปล่อยให้ประเทศจีนก้าวรุดหน้าไปกว่าอย่างมากมาย

รถไฟความเร็วสูงของรัฐแคลิฟอร์เนีย
California High-Speed Rail

Artist's rendering CHSR train set and livery
ภูมิหลัง
Background
ท้องถิ่น
Locale
แคลิฟอร์เนีย
California
ประเภทของการขนส่ง
Transit type
รถไฟความเร็วสูง
High-speed rail
จำนวนผู้ใช้ต่อวัน
Daily ridership
260,000 (CHSRA projection)[1]
Website
Operation
Operator(s)
TBD
Technical
ความยาวของระบบ
System length
800+ mi (1,300+ km) (proposed)[2]
ความเร็วสูงสุด
Top speed
220 mph (350 km/h)[3]



แผนที่เส้นทางรถไฟความเร็วสูงในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่จะสร้างขึ้นในอนาคต

รถไฟความเร็วสูงแห่งแคลิฟอร์เนีย (California High-Speed Rail) เป็นโครงการรถไฟความเร็วสูงในรัฐแคลิฟอร์เนีย ดำเนินการโดยหน่วยงานชื่อ California High-Speed Rail Authority แผนในเบื้องต้น คือการเชื่อมโยงระหว่าง 2 เมืองใหญ่คือ ลอสแองเจลิส (Los Angeles) กับเมืองซานฟรานซิสโก (San Francisco) และมีแผนที่จะขยายไปทางใต้ถึงเมืองซานดิเอโก (San Diego) และทางเหนือถึงตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก เงินที่ใช้ในการลงทุนแรกนี้มาจากชาวแคลิฟอร์เนียเอง โดยได้มีการออกเสียงโดยชาวแคลิฟอร์เนียในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 โดยให้ผ่านข้อเสนอ 1A (Proposition 1A) ให้อำนาจดำเนินการได้ในกรอบเงิน USD 9,950 ล้าน หรือ 318,400 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลของรัฐให้หลักค้ำประกันด้วยการออกพันธบัตร และถือเป็นเงินลงทุนเบื้องต้น ส่วนค่าใช้จ่ายทั้งระบบ จากการประเมินคือ USD91,400 ล้าน หรือ 2,924,800 ล้าน ตามแผนธุรกิจในปี ค.ศ. 2012 ซึ่งเทียบได้กับแผนรถไฟความเร็วสูงของไทยทั้งระบบที่ตกอยู่ที่ 2.0-2,2 ล้านบาท จะสังเกตได้ว่ารัฐบาลของรัฐเขาลงเงินให้เพียงร้อยละ 10-12 ส่วนที่เหลือ ฝ่ายบริหารโครงการต้องไปดำเนินการเอง อาจจะกับภาคเอกชน หรือต่างประเทศไทย การที่รัฐบาลลงเงินให้เหมือนเงินก้นถุงนั้น เป็นการแสดงความสนับสนุน ซึ่งใช้เป็นการไปแสวงหาผู้ร่วมทุนอื่นๆต่อได้ ทั้งนี้โครงการฯจะต้องแสดงให้ผู้สนใจได้เข้าใจว่า จะหารายได้มาอย่างไรที่จะคุ้มค่าแก่การลงทุน

การพัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงในรัฐแคลิฟอร์เนีย จะใช้การพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่มีการคมนาคมหนาแน่น ด้วยยานพาหนะแบบดั่งเดิม คือ รถยนต์ส่วนตัว รถโดยสาร รถไฟความเร็วปกติที่ไม่ตอบสนองด้านเวลา และเครื่องบิน และนับวันจะมีความคับคั่งทางอากาศ จนเกินขึดความสามารถที่จะรับได้

เมืองลอสแองเจลีส เป็นศุนย์กลาง

ลอสแองเจลิส (Los Angeles, California) จัดเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของอเมริกา และอันดับหนึ่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย มีประชากรล่าสุด 3,857,799 คน มีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมา 1.72% นับเป็นเมืองศูนย์กลางของการพัฒนา เปรียบเหมือนกรุงเทพฯ ที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทางรถไฟความเร็วสูงของประเทศไทย

การพัฒนารถไฟความเร็วสูงจึงเป็นการพัฒนาที่เริ่มจากเมืองใหญ่ที่มีปัญหาด้านการสัญจรในแต่ละวันอยู่แล้วอย่างลอสแองเจลิส ไปสู่เมืองใหญ่อื่นๆที่มีความจำเป็นด้านการเดินทางและขนส่งเช่นกัน

ลอสแองเจลีส - ซานฟรานซิสโก

การพัฒนารถไฟความเร็วสูงระหว่างเมืองลอสแองเจลีส (Los Angeles) ไปยัง เมืองซานฟรานซิสโก (San Francisco, California) เมืองใหญ่อันดับที่ 15 ของสหรัฐอเมริกา มีประชากร 825,863 คน เติบโตจากปีที่ผ่านมา 2.56%

หากใช้การขับรถยนต์ตามเส้นทาง I-5 N ระยะทาง 382 ไมล์ (611.2 กม.) ใช้เวลาในการขับ 5 ชั่วโมง 36 นาทีในยามการจราจรปกติ และถึงประมาณ 6-7 ชั่วโมง เมื่อการจราจรมีความหนาแน่น หากใช้การเดินทางโดยรถประจำทาง จะใช้เวลา 9 ชั่วโมง 20 นาที หรือ 10 ชั่วโมง

เส้นทางนี้นับเป็นความคุ้มที่สุดที่จะพัฒนารถไฟความเร็วสูง เพราะจะไปลดการจราจรบนทางหลวง เพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการเดินทาง ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ที่หนาแน่นอยู่แล้วบนทางด่วน Interstate ซึ่งการนี้รัฐบาลของรัฐแคลิฟอร์เนียได้มีการให้ความเห็นชอบด้านงบประมาณเบื้องต้นไปแล้ว

ลอสแองเจลิส - เมืองซานดิเอโก

เส้นทางเมืองลอสแองเจลิส กับเมืองซานดิเอโก (San Diego, California) เมืองใหญ่อันดับ 8 ของสหรัฐอเมริกา และอันดับสองของรัฐแคลิฟอร์เนีย มีประชากร 1,338,348 คน มีอัตราการเติบโต  2.37%

หากใช้การเดินทางโดยรถยนต์ ผ่านเส้นทาง I-5 S ระยะทาง 120 ไมล์ (192 กม.) ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ 2 ชั่วโมง ใช้ทางรถโดยสาร หรือรถไฟแบบเดิม ประมาณ 3 ชั่วโมง เส้นทางนี้มีรถไฟปกติวิ่งอยู่แล้ว แต่ว่าความเร็วต่ำ ทำอย่างไรจึงจะปรับปรุง โดยใช้เส้นทางเดิมให้มากที่สุด และลดค่าใช้จ่ายด้วยการสนับสนุนของการเก็บภาษีน้ำมัน เพิ่มค่าผ่านทางปกติ หรือภาษีรถยนต์

ลอสแองเจลีส – ลาสเวกัส


การเดินทางจาก Los Angeles ไปยัง Las Vegas, รัฐ Nevada เมืองใหญ่อันดับที่ 31 ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากร 596,424 คน มีการเติบโตของประชากรในปีที่ผ่านมา 2.17%

โครงการนี้เข้าข่ายการรับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง เพราะเป็นการต้องใช้ความร่วมมือระหว่างสองรัฐ ในด้านระยะทาง หากขับรถบนเส้นทาง I-15 N ระยะทาง 269 ไมล์ (430 กม.) ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง นับเป็นระยะทางที่รถไฟความเร็วสูงสามารถแข่งขันกับเครื่องบินได้อย่างสบาย

ปัญหาคืออะไร

สหรัฐอเมริกามีระบบขนส่งทางไกลอย่างการบินพาณิชย์ และระบบทางด่วนระหว่างรัฐ อย่าง Interstates ที่พัฒนาไว้อย่างมากมายอยู่แล้ว การพัฒนารถไฟความเร็วสูงจึงเป็นเหมือนส่วนเกินสำหรับคนอเมริกันทั่วไป หากต้องเดินทางไกลกว่า 500 กม. แล้วเดินทางไปคนเดียว เขาก็เลือกนั่งเครื่องบินไป แล้วก็ไปเช่ารถยนต์ใช้ในอีกที่หนึ่ง หากเส้นทางสั้น 100-200 กม. เขาก็ขับรถไปเอง

คนอเมริกันมีวัฒนธรรมการใช้รถยนต์ เพราะมีทางรถยนต์ที่พัฒนาอย่างดีรองรับทั่วประเทศ มีภาษีรถยนต์ต่ำ ราคาน้ำมันต่ำ ทำให้คนคุ้นเคยกับการใช้รถยนต์ จนอะไรที่ทำให้ต้องจ่ายเพิ่ม ลงทุนเพิ่มมักจะได้รับการต่อต้าน

การมียุทธศาสตร์

ในทางปฏิบัติ การวางแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลง จึงต้องลดระดับการลงทุนไปกับระบบดั่งเดิม แล้วหันไปส่งเสริมสิ่งใหม่ นั่นคือใช้มาตรการภาษี เก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้น เหมือนดังที่เกิดขึ้นในยุโรป ที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นจนถึง 70-85 บาท/ลิตร และขณะเดียวกัน เขายังไม่ได้พัฒนาระบบทางระหว่างรัฐที่ใหญ่โตมากมายเหมือนอย่างในสหรัฐอเมริกา

แต่โดยที่ทราบกัน น้ำมันในโลกกำลังจะหมด ราคาจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงทำให้การใช้รถยนต์ส่วนตัวมีแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จึงต้องมีทางเลือกด้านการคมนาคมเพิ่มขึ้น ในค่าใช้จ่ายที่รับได้ และการใช้เวลาที่ลดลง