Sunday, November 10, 2013

เรียนรู้ภาษาอังกฤษกับการเมือง คำว่า Amnesty Bill


เรียนรู้ภาษาอังกฤษกับการเมือง คำว่า Amnesty Bill

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, การเปลี่ยนแปลง, change, การวางแผนเพื่อการเปลี่ยนแปลง, planned change, ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม, amnesty bill, รัฐธรรมนูญ, constitution, ประชาธิปไตย, democracy, ฝ่ายนิติบัญญัติ, legislative, ฝ่ายบริหาร, executive, ฝ่ายตุลาการ, judiciary

ในระยะที่บ้านเมืองมีความสับสนและความขัดแย้งเกี่ยวกับพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม (Amnesty Bill) สำหรับประชาชนทั่วไปอย่างเราท่าน ก็ต้องปรับตัวเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายบ้าง เริ่มกันจากสิ่งที่ใกล้ตัว และเราต้องเผชิญหน้ากับมันในขณะนี้.


ภาพ การเคลื่อนไหวประท้วง "ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม" (Amnesty Bill) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2556)


Amnesty อ่านว่า แอมเนสตี แปลได้ตรงๆว่า นิรโทษกรรม หรือการให้อภัย

Bill อ่านว่า บิล แปลว่าร่างกฎหมาย หรือกฎหมายที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาดำเนินการ
แต่หากเมื่อได้ผ่านเป็นขั้นตอนและสามารถบังคับใช้ได้แล้ว จะเรียกว่า “กฎหมาย” หรือ Law ซึ่งอ่านว่า ลอว์

ในประเทศสหรัฐอเมริกา วุฒิสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่เป็นฝ่ายเสนอร่างกฎหมาย และเมื่อผ่านการพิจารณาจากทั้งสองสภาแล้ว ก็จะส่งต่อมาให้ฝ่ายบริหาร คือประธานาธิบดีลงนามเพื่อประกาศใช้

แต่ประธานาธิบดีมีสิทธิยับยั้ง (Vetoอ่านว่า วีโต) แล้วส่งกลับไปให้ฝ่ายนิติบัญญัติอีกครั้ง แต่หากฝ่ายนิติบัญญัติจะผลักดันให้ผ่านเป็นกฎหมายให้ได้  ก็จะต้องใช้เสียงรวมกันไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 และในขณะเดียวกัน หากประธานาธิบดีในฐานะฝ่ายบริหารที่จะต้องเป็นฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย เห็นว่ากฎหมายนั้นจะไม่สามารถกระทำได้ ก็จะสื่อสารกับประชาชนถึงจุดอ่อนของร่างกฎหมาย และประชาชนก็จะต้องแสดงความเห็นของตนเองทั้งทางตรงและทางอ้อมไปยังผู้แทนของตน และในระหว่างนี้ ก็มักจะต้องมีการสื่อสารและต่อรองกัน มีการติดต่อกันระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ มีการต่อรองกันทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

ประธานาธิบดีไม่สามารถจะลงนามรับรอง และประกาศใช้กฎหมายโดยไม่รับรู้ ไม่รับผิดชอบไม่ได้ และในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดีจะต้องทำงานร่วมกับสภา (Congress) ผ่านทางฝ่ายสภาในซีกพรรคของตนเอง และกับพรรคฝ่ายตรงกันข้าม ที่จะพัฒนาร่างกฎหมาย เพราะการเมืองของสหรัฐอเมริกาเป็นระบบมีสองพรรคใหญ่ (Bipartisan อ่านว่า ไบพาร์ติซัน)

เกือบจะในทุกเรื่องที่ฝ่ายบริหารรัฐบาลกลางจะดำเนินการนั้น ต้องมีกฎหมายรองรับ ประธานาธิบดีมีสิทธิใช้อำนาจเต็มตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ประธานาธิบดีไม่สามารถกระทำการใดๆที่ขัดต่อกฎหมาย และหรือเกินเลยจากที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

ในอีกด้านหนึ่ง ประชาธิปไตยสหรัฐอเมริกาของสหรัฐอเมริกามีฐานอยู่ที่รัฐธรรมนูญ (Constitution) ที่ตั้งอยู่บนหลักของ 3 สาขา (Branches) อิสระต่อกัน นั่นคือ หนึ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative อ่านว่า ลีจิสเลทีฟ) อันได้แก่สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา สอง ฝ่ายบริหาร (Executive อ่านว่า เอกเซคคูทีฟ) คือประธานาธิบดีและคณะรัฐมนตรีที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และสาม คือฝ่ายตุลาการ (Judiciary – อ่านว่า จูดิเชียรี) อันมีคณะศาลสูง (Supreme court) ซึ่งเสนอแต่งตั้งโดยฝ่ายบริหาร และต้องรับการตรวจสอบและความเห็นชอบโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญของไทย (Constitution court – อ่านว่า คอนสติติวชั่น คอร์ท)จะทำหน้าที่คล้ายศาลสูงของสหรัฐ

เมื่อมีความไม่แน่ใจว่ากฎหมายที่จะออกมานั้นสอดคล้องหรือขัดกับหลักรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ต้องมีการนำสู่การตีความโดยคณะตุลาการศาลสูง ซึ่งที่มาของคณะตุลาการศาลสูงนั้นมาจากผู้มีประสบการณ์หรือทรงความรู้ด้านกฎหมาย ซึ่งต้องตัดสินใจตามตัวบทในรัฐธรรมนูญ