Wednesday, May 6, 2015

จดหมายจากศาสตราจารย์ระพี สาคริก ถึงอาจารย์ประกอบ คุปรัตน์

จดหมายจากศาสตราจารย์ระพี สาคริก ถึงอาจารย์ประกอบ คุปรัตน์

ผมขออนุญาตนำจดหมายเปิดผนึกของท่านศาสตราจารย์ระพี สาคริก ที่ได้ให้เกียรติเขียนถึงผม และเพื่ออภิปรายในหลายๆประเด็นที่ท่านกล่าวถึง จึงขอนำข้อเขียนของท่านนี้นำมาเผยแพร่อีกครั้งหนึ่งครับ

ด้วยรักและเคารพ
ประกอบ คุปรัตน์
6 พฤษภาคม 2558


ภาพ ศ. ระพี สาคริก


8 hrs · Bangkok · 
เรียนท่านอาจารย์ประกอบที่เคารพ
เสียงของท่านอาจารย์ได้เตือนให้ผมระลึกถึงเรื่องราวในอดีต ผมคิดว่าเรื่องราวในอดีตที่มันอยู่ในใจเรานี้เปรียบเหมือนหางเสือเรือที่กำลังแล่นอยู่ในท้องทะเลหลวงอย่างมีทิศทาง
ทิศทางของเราก็คือใช้อดีตเป็นพื้นฐานแล้วใช้อนาคตเป็นเป้าหมาย ช่วงที่ผ่านมานี้ผมโทรศัพท์ไปถึงตุ่มหลายหน ตุ่มเป็นเด็กน่ารัก เขาเป็นคนภูเก็ตที่ใฝ่ฝันอยากเห็นภูเก็ตมีความเป็นไทแก่ตัวเอง ตุ่มในที่สุดก็สามารถเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ
ผมถือว่าตุ่มก็คือลูกศิษย์ของเรา ผมเป็นครูถึงได้ไม่ลืมลูกศิษย์แต่ละคน เมื่อเร็วๆนี้ผมเดินทางไปเยี่ยมลูกศิษย์ค่ายอาสาที่จมน้ำตายอยู่ในลำน้ำมูล
เขาตายไปแล้วกว่า 30 ปี แต่ผมก็ไม่ลืมจึงเดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่เขาที่ร้านขายของชำปากซอยอำเภอบางพระจังหวัดชลบุรี ญาติพี่น้องของเขาดีใจมากถึงขนาดโผเขามากอดแล้วร้องไห้
หลายครั้งหลายหนที่เกิดเหตุแบบนี้เพราะผมจำได้ว่าลูกศิษย์คนไหนมีอันเป็นอยู่ที่จังหวัดไหนอำเภอไหน ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ผมก็จะเดินทางไปเยี่ยมเพื่อเป็นกำลังใจให้เขามีพละกำลังในการทำงานสนองพระคุณแผ่นดิน
เราพูดทำไมครับว่าเกิดมาก็มาจากพื้นเดิน ตายไปก็ลงไปสู่พื้นดิน ไหนลองแสดงให้ดูสิว่าการปฏิบัติมันตรงกับคำพูดหรือเปล่า
ครับผมว่าไม่ใช่ว่าผมเป็นตาแก่ผมขาวเท่านั้น แม้ไม่อาศัยทรัพย์สินเงินทองผมก็อยู่อย่างมีความสุขได้เพราะผมไม่ลืมแผ่นดินถิ่นเกิดของเราเอง
ใจผมจึงมอบไว้ให้แก่แผ่นดินผืนนี้ ผมเคยเขียนร้อยกรองบทหนึ่งฝากไว้ว่า
ช้างแดง แรงดลใจ ให้ได้คิด
ถึงชีวิต ความเป็นไท ที่ใฝ่ฝัน
คิดครวญครำ ร่ำหา สารพัน
ด้วยมุ่งมั่น ฝันสุดใจ ในความงาม
อันคุณงาม ถามที่ใจ ให้รู้ค่า
ถือวิญญาณ์ พารักถิ่น ปิ่นสยาม
แม้นจากไป ไกลแสนไกล ไร้เขตคาม
เมื่อถึงยาม นามหวนรับ กลับถิ่นเดิม
จากวิญญาณ ที่มั่นหมาย ให้แผ่นดิน
อันเป็นถิ่น ถือกำเนิด เลิศเฉลิม
กลับมาตาย หมายพื้นดิน ถิ่นดั้งเดิม
ไม่เคลิบเคลิ้ม ไปมอบใจ ให้แดนไกล
ใจคิดสู้ กู้แผ่นดิน ให้ถิ่นเกิด
อันล้ำเลิศ เจิดคุณค่า จะหาไหน
สู้บั่นบาก แม้นยากเหลือ เหนืออื่นใด
เพราะมอบใจ ให้มุ่งมั่น ผันสู่ดิน
สานทุกสิ่ง ถึงพื้นดิน ถิ่นชีวิต
เพื่อพิชิต กล้วยไม้ไทย ให้ท้องถิ่น
หวังหวนกลับ มารับใช้ ให้ปฐพิน
เพื่อชีวิน ถิ่นคนไทย ใจภาคภูมิ
ความจริงเรื่องคนติดสีนั้นผมได้ยินมานานแล้ว ตั้งแต่อายุยังไม่เท่าไหร่ ในที่ทำงานเขาพูดกันว่าคนหนึ่งติดสีชมพู อีกคนหนึ่งติดสีแดง อีกคนหนึ่งติดสีเขียว คนเหล่านั้นจบจากมหาวิทยาลัยแล้วไปทำงานร่วมกันได้ยาก
ความจริงติดอะไรมันก็ไม่ดีทั้งนั้น ขอให้ทำจิตอิสระเถิดนะครับย่อมช่วยให้ใจตัวเองมีคุณค่ายิ่งขึ้น ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจบจากเกษตร แล้วก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองมาจากจุฬาฯ หรืออะไรต่อมิอะไรอีกแล้วแต่ใครจะคิดนะครับ
ถ้าเราเปิดจิตใจให้อิสระย่อมเป็นผลดีแก่ตนเองโดยแท้ ที่ว่าเป็นผลดีนั้นมันช่วยให้เรามีความสุขและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพราะทำแล้วบังเกิดความสุขยังไงละครับ
ค้นหาดูก็ได้ว่า ในบทความที่ผมเขียนเอาไว้ที่หอประวัตินั้นยังมีหลายเรื่อง พ่อผมสอนให้ผมรู้คุณค่าของชีวิต ท่านอยู่กับระดับสูงมาแล้วซึ่งคนมักพูดกันว่าคนที่อยู่ระดับสูงนั้นมักมีคนหลายก๊กอยู่ข้างล่าง แต่พ่อผมไม่เคยเข้าไปอยู่ก๊กไหน คงรักษาตัวรักษาใจให้อิสระอยู่เสมอ และเป้นคนกล้าที่จะทำงานเพื่อความชอบธรรม
ผมได้ข่าวคนติดสีครั้งใดก็อดนึกไม่ได้ถึงเรื่องนี้ ท่านอาจารย์ประกอบครับ แต่ก่อนเราเคยทำงานโตรงการจัดการศึกษาอิสระมาด้วยกัน นอกจากตุ่มแล้วยังมีอีกหลายคน อาจารย์อุทัยก็ใช่ อาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็ใช่ครับ ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัดแล้วเรามาพบกันที่อาคารแห่งหนึ่งใกล้อนุสาวรีย์ขัยสมรภูมิ
มาตอนหลังเรามาพบกันที่หลังคณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครูหยุยก็มาร่วมด้วย และครูหยุยเป็นคนนำผมไปพบอะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง แม้ไปนอนอยู่บนกองขยะที่ซอยอ่อนนุชร่วมกับเด็กกำพร้าพ่อกำพร้าแม่ และในนัยน์ตา จมูก ปากเต็มไปด้วยแมลงวันตอม
ผมไม่เคยลืมเรื่องเหล่านี้เพราะผมไม่ใช่คนลืมตัว ถ้าลืมตัวเมื่อไหร่ก็ลืมทุกสิ่งทุกอย่างหมด แม้การรู้คุณค่าของตัวเองมันก็ไปด้วย ความคิดที่จะทำเรื่องเสวนาเกี่ยวกับปรัชญานั้นเราทำกันไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งหน้าอาจจะทำที่ไหนอีกก็ได้ครับ
ขอบพระคุณครับ
ระพี สาคริก
ปล.เขียนจากลิงค์ที่ท่านอาจารย์ประกอบได้แชร์จากเฟสบุคคุณพ่อ รูปที่ถ่ายที่ British museum ครับ
กราบขอบพระคุณครับท่านอาจารย์
กลศ หิรัญบูรณะ