Wednesday, January 1, 2014

อภิสิทธิ์เตรียมโพสต์เฟสบุค เขียนจม. เชิญ ปชช. ปฏิรูปประเทศ


อภิสิทธิ์เตรียมโพสต์เฟสบุค เขียนจม. เชิญ ปชช. ปฏิรูปประเทศ

30 ธ.ค. 2556


ภาพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, ประชาธิปไตย, Democracy, เผด็จการรัฐสภา, ระบอบทักษิณ, Taksinocracy, คณาธิปไตย, Oligarchy, ทักษิณ ชินวัตร, Thaksin Shinawatra, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, พรรคเพื่อไทย, คอรัปชั่น, Corruption, ปฏิรูปประเทศไทย, Thailand Reform, พรรคประชาธิปัตย์, Democrat Party, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
------------

 (30 ธ.ค. 56) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ว่า ขณะนี้ทุกคนมีความกังวลต่ออนาคตที่จะเกิดขึ้น แต่ก็มีความหวังอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ตั้งใจจะโพสต์เฟสบุค พูดเรื่องวาระการปฏิรูปว่าจะต้องมีอะไรบ้าง และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ตั้งใจว่าจะขึ้นเฟสบุค เขียนจดหมายถึงพี่น้องประชาชนส่งท้ายปีเก่า เพราะว่าผมมีความรู้สึกว่าขณะนี้ทุกคนก็มีความกังวลต่ออนาคตที่จะเกิดขึ้น แต่ก็มีความหวัง เพราะว่าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เพราะฉะนั้นข่าวสารเราทุกวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการชุมนุม เรื่องการเลือกตั้ง เรื่องการปฏิรูป

ที่จะเขียนเฟสบุคนี้ เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนใช่หรือไม่ จะมีเนื้อหาอย่างไร

ผมก็เขียนเวลาอำนวยครับ เป็นคนไม่ค่อยชอบเขียนเท่าไหร่ ก็จะพูดถึงการปฏิรูป ก็จะเชิญชวนพี่น้องประชาชนมาปฏิรูป พูดถึงว่า วาระการปฏิรูปนี้คงจะต้องมีอะไรบ้าง แล้วก็ขณะเดียวกันนั้นมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร และผมกับพรรคประชาธิปัตย์จะมีความตั้งใจอย่างไร เกี่ยวกับการปฏิรูป

สถานการณ์การชุมนุมในช่วงที่ผ่านมาทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย แต่พอมีการเปิดการรับสมัครวันแรก ดูมีกระแสความรุนแรงเกิดขึ้น คุณอภิสิทธิ์มองบรรยากาศขณะนี้อย่างไร

ตกลงมีมือที่สามเหรอครับ ผมมีความรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้เราใช้คำว่ามือที่สามกันง่ายเกินไป คำว่ามือที่สามนี้ความจริง หมายความว่า อย่างสมมติว่า ผมกับคุณวิทเยนทร์มีกรณีกันอยู่ แต่ปรากฏว่า คุณถนอมซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง อาจจะไม่ได้รู้เรื่อง รู้ราวหรืออาจจะจงใจอยากจะแกล้งให้ 2 คนทะเลาะกันหนักขึ้นเข้าไปก็มาทำอะไร แต่ว่าเดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่ามือที่สามพยายามที่จะถูกใช้ให้เป็นตัวที่ เวลาที่ไม่มีคำตอบว่า ใครเป็นคนทำ แล้วก็พอคนเขาสงสัยว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำ ก็โยนมือที่สามเข้าไปก่อน อย่างเช่นกรณีของภาพที่ถ่ายจากมุมสูง บ่งบอกชัดว่ามีกลุ่มบุคคลซึ่งมีอาวุธ แล้วก็ทำร้ายประชาชนจากตึกสูง แล้วก็ตึกนั้นก็อยู่ในบริเวณอาคารที่มีการรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง กรณีอย่างนี้ผมนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นมือที่สามได้อย่างไร เพราะว่าถามว่าในพื้นที่ตรงนั้นใครเข้าไปได้บ้าง ถ้าเข้าไปกันได้ง่ายๆ ก็คงสมัครรับเลือกตั้งกันเรียบร้อยไปหมดนั่นแหละครับ

แล้วก็จำนวนคนก็เยอะ อาวุธก็มี หรือแม้กระทั่งภาพที่มีการมาทุบรถอาสา แต่งกายก็ชัดเจนว่าแต่งกายแบบไหน อย่างไร มันจะเป็นไปได้เหรอครับที่คนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับความขัดแย้งทั้งหลายจะแต่งตัวอย่างนั้น มีอุปกรณ์อย่างนั้น ไปอยู่ในสถานที่ตรงนั้นแล้วก็ทำการอย่างนั้น ผมว่ามันไม่ใช่

เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็อยากจะเรียกร้องให้ ผบ.ตร. ต้องคลี่คลายเรื่องเหล่านี้โดยเร็วที่สุด เพราะว่ามันมีคลางแคลงใจ แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า ยิ่งมันยืดเยื้อออกไปโดยไม่มีคำตอบ หรือไม่มีการดำเนินการอะไร ก็กลายเป็นว่ามีการไปยุยงส่งเสริมให้ประชาชน หรือผู้ชุมนุมเป็นการเฉพาะ มีความขัดแย้งกับตำรวจ
ผมก็เชื่อนะครับว่า ถ้ามันมีการกระทำในลักษณะนั้น ผบ.ตร. คงไม่มีทางที่จะให้ตำรวจนั้นปฏิบัติการณ์ในลักษณะนั้น ถ้าใช่ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก แต่แสดงให้เห็นว่ามันมีหน่วยที่อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือมีความพยายามไปใช้นอกรูปแบบ เอาคนอื่นเข้ามา หรือว่ามีหน่วยพิเศษอยู่ แล้วมาทำการอย่างนี้ ซึ่งไม่ควรปล่อยไป หรือถ้าไม่ใช่จริงๆ บอกว่าเป็นกลุ่มไหนเข้ามาแฝงตัว ก็ต้องจัดการให้ได้สิครับ เพราะมันไม่น่าจะยาก เพราะว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุนั้นความจริงต้องถือว่าทางเจ้าหน้าที่ควบคุมไว้ทั้งสิ้น

คุณอภิสิทธิ์เคยชื่นชม พล.ต.อ.อดุลย์ ในวันแรกๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผบ.ตร. ถึงบัดนี้ผิดหวังกับคนนี้หรือไม่

ผมก็อยากให้ ผบ.ตร. คนนี้ยังพิสูจน์ให้เห็น เพราะว่าต้องยอมรับว่า หลายคนซึ่งก็เคยแสดงความชื่นชม คุณสุเทพก็ยังเคยชมบนเวทีเมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมว่าหลายคนขณะนี้ก็มีเครื่องหมายคำถามเยอะ เพราะฉะนั้น ผบ.ตร. ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองครับคราวนี้

ถ้าพูดท่าทีของตำรวจที่มีต่อประชาชน และประชาชนที่มีต่อตำรวจ คุณอภิสิทธิ์มองอย่างไร

เป็นห่วง เป็นห่วงเพราะว่ามันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ความสัมพันธ์ตรงนี้เป็นปัญหามากขึ้นๆ เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายตั้งสติว่า กรณีแบบนี้อย่าไปเหมารวม สมมติว่ามีประชาชนอาจจะเป็นผู้ชุมนุม หรือไม่ใช่ผู้ชุมนุม สมมติว่ามีตำรวจที่ไปทำอะไรที่ไม่ดี เราก็ต้องพยายามแยกแยะ อย่าไปมองว่า เพราะฉะนั้นถ้าใครใส่เครื่องแบบตำรวจนั้นเป็นปัญหา หรือใครมาชุมนุมก็เป็นปัญหา ต้องทำอย่างนั้น แต่ผมเห็นในโซเชียลมีเดียนั้นก็มีการขึ้นข้อความอะไรหลายอย่าง ซึ่งดูแล้วมันก็มีแต่จะทำให้เกิดความเกลียดชัง แล้วก็ไม่แยกแยะ ขนาดพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังโดนลากเข้าไปด้วย

การให้ข่าว อย่างเช่นการแถลงข่าวของ ศอ.รส. ที่มีต่อที่ชุมนุม ว่าตำรวจที่เสียชีวิตนั้นเกิดจากผู้ชุมนุม หรือการมีการโยนประทัดยักษ์ ระเบิดปิงปอง ทำให้การ์ด คปท. ได้รับบาดเจ็บวานนี้ ล่าสุดตำรวจโพสต์ขึ้นเฟสบุคว่าเป็นการคาดการณ์ว่าเป็นระเบิดตัวเอง

คือนี่ครับ การให้ข่าวที่ผ่านมา ของ ศอ.รส. ก็เป็นปัญหามาโดยตลอด แล้วก็ใช้คำว่ามีขบวนการที่พยายามสร้างความเข้าใจผิด อย่างวันก่อนก็มีเรื่องของรูป ที่เอารูปปี 51 มา อยู่ดีๆ ก็มาสวมใส่ตรงนี้มันไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติเลย ที่จะผิดพลาดกันอย่างนั้น เพราะว่ารูปก็เป็นรูปซึ่ง หรือกรณีที่เอารูปมาใช้นี้ก็เป็นกรณีซึ่งค่อนข้างที่จะโด่งดังพอสมควรในขณะนั้น มันก็ดูว่าเป็นการจงใจ มันก็เหมือนกับตัว ศอ.รส. เอง ท่าทีที่ผ่านมาก็มีลักษณะอย่างนี้มาโดยตลอด

พ.ต.ท.ทักษิณตอนนี้อยู่ที่ฮาร์บิน เสมือนหนึ่งว่าเสี้ยมให้ประชาชน กับตำรวจชนกัน
คือผมเคยพูดนะครับว่า คุณทักษิณนั้นพออยู่นอกประเทศ ก็ต่อสู้โดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้น เพราะว่าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ด้วย ไม่ได้มาประสบกับผลกระทบที่เกิดขึ้นด้วย อันนี้ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่พูดมาตลอด

คุณอภิสิทธิ์เห็นการสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงคนที่ยังระบุฝ่ายไม่ได้ ทำให้ย้อนนึกถึงปี 53 หรือไม่ว่าเป็นยุทธศาสตร์แบบเดียวกัน

ผมว่าในเชิงข้อเท็จจริง เรายังไปพูดอะไรมากไม่ได้นะครับ เพราะว่ามันก็ต้องมีการคลี่คลายให้เห็นภาพทั้งหมดก่อน แล้วมันไปเปรียบเทียบกับปี 53 เสียทีเดียวมันก็ลำบาก เพียงแต่ว่าผมพูดเปรียบเทียบให้เห็นอย่างหนึ่งก็แล้วกันว่า การชุมนุมครั้งนี้ ก็เหมือนกับตอนที่พันธมิตรมีการชุมนุม จะเห็นว่าการยิง หรือการก่อเหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เกิดขึ้นกับผู้ชุมนุมในบริเวณการชุมนุมหลัก จะเป็นที่มีการกราดยิง M16 วันก่อน จะเป็นการลอบยิงก่อนหน้านั้นอะไรต่างๆ แต่ในปี 53 จะไม่มี ปี 53 มีแต่อาวุธออกมาจากที่ชุมนุม ยิงระเบิดไปที่ BTS ยิงระเบิดออกมาที่พระราม 4 อย่างนี้เป็นต้น มันก็จะมีความแตกต่างกันชัดเจน ซึ่งก็เป็นตัวบ่งบอก ทีนี้ก็คงต้องติดตามกันต่อไป

แต่ว่าทั้งหมดนี้ที่เราพูดกันอยู่นี้ ที่มันแปลกก็คือว่า ผู้ที่มีอำนาจ ยังไม่คิดที่จะแสวงหาแนวทางในการคลี่คลายปัญหา จะเห็นได้ว่ากลายเป็นว่าขณะนี้ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำอย่างเดียวขณะนี้คือ ขู่ กกต. ว่าคุณต้องเดินหน้าอย่างนั้นอย่างนี้ ในขณะที่ กกต. กลับมาทำหน้าที่ในการพยายามแสวงหาทางออก อย่างเช่นที่เขาพยายามจะนัด เห็นว่านัดคุยกับทางรัฐบาลไปเรียบร้อย 1 กลุ่มอย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ครับที่ผมคิดว่ามันน่าเป็นห่วงว่ายังมีคนที่คิดว่า ก็ไม่เป็นไร ลุยกันไปอย่างนี้

คุณอภิสิทธิ์ดูสถานการณ์การรับสมัครการเลือกตั้งขณะนี้แล้วมีความเห็นอย่างไร

เคยบอกไปนะครับ ผมพูดง่ายๆ ว่า สำหรับ กกต. ทุกคน ผมก็ต้องให้กำลังใจในการทำหน้าที่ เมื่อรัฐบาลยืนยันเดินหน้าแล้วก็การรักษาการตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาทำร่วมกัน แต่ว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แล้วจะต้องดำเนินการถ้ามีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร ตราบเท่าที่รัฐบาลไม่ยอมพิจารณาเลย เขาก็ต้องมีหน้าที่ในการที่จะต้องพยายามจัด นั่นก็หมายถึงว่าพอรับสมัคร เขาก็ต้องพยายามดำเนินการให้มันประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ต้องเห็นใจเขา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องบอกเช่นเดียวกันนะครับว่า เจ้าหน้าที่คนไหนก็ตามในการที่พยายามที่จะปฏิบัติภารกิจนี้แล้วปรากฏว่าไปทำผิด คำว่าทำผิดก็คือว่า ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไปสมคบกับผู้สมัคร อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ได้แล้วก็ในที่สุดก็จะเป็นคนที่สร้างปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมา

การรับสมัครเขตก็เหมือนกันนะครับวันนี้ อาจจะไม่เหมือนกับการรับสมัครของบัญชีรายชื่อ ตรงที่ว่าไม่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาในการเปลี่ยนแปลงสถานที่หรืออะไร แต่ก็มีกฎ ระเบียบ ที่บังคับใช้อยู่ โดยหลักแล้วการประกาศรับสมัครการเลือกตั้ง ก็ต้องประกาศให้คนทั่วไปทราบ มิฉะนั้นแล้วคนที่จะไปสมัครจะทราบได้อย่างไร ในขณะนี้นอกเหนือจากความมีพิรุธ หรือการดำเนินการซึ่งอาจจะไม่ชอบก่อนหน้านี้ในเรื่องการสมัครบัญชีรายชื่อ การสมัครเขตในหลายจังหวัดที่ผมติดตามอยู่ก็เริ่มจะมีปัญหาคล้ายๆ กัน แล้วก็เริ่มเป็นปัญหากับเจ้าหน้าที่ กกต. เอง ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งบางคนก็ไม่ยอมที่จะทำอะไรที่มันผิดด้วย ครั้นที่จะออกไปก็ถูกกล่าวหาอีกว่าละทิ้งหน้าที่อะไรทำนองนั้น


ถ้าดูจากบรรยากาศตอนนี้ ดูเหมือนว่าประชาชนถูกบังคับให้ต้องไปเลือกตั้ง และต้องไปเลือกคนที่ประชาชนไม่อยากเลือก แล้วมันเป็นประชาธิปไตยตรงไหน

คือขณะนี้เราก็ได้ยืนยันไปแล้วในส่วนของพรรคฯ ว่าบรรยากาศ และสถานการณ์ของบ้านเมือง มันไม่เอื้อให้เกิดการเลือกตั้งที่มีความเรียบร้อย กกต. ก็ออกมาย้ำว่ามันจะไม่เป็นการเลือกตั้งที่สุจริต เที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมก็ยังยืนยันว่า ทุกฝ่ายต้องพยายามมาหาทางออกแก้ปัญหาตรงนี้กัน จะหลับหูหลับตาทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็เดินหน้ากันไปดุ่ยๆ อย่างนั้น ผมว่ามันไม่ได้ครับ

ถ้าคุณอภิสิทธิ์ออกจากบ้านจะเห็นป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ขอโอกาส พรรคเพื่อไทย เดินหน้าทำงานสานต่อนโยบายเดิมให้สำเร็จฟังดูน่ากลัวหรือไม่

น่ากลัวมากครับ ไม่รู้จะกี่ล้านล้านครับ สำหรับจำนำข้าวครับ แต่ว่าที่ผมหงุดหงิดนิดหน่อย คือพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันประชุมใหญ่ ผมก็ได้กำหนดคำขวัญเอาไว้สำหรับช่วงนี้ว่า ประชาธิปัตย์ ขจัดคอร์รัปชั่น มุ่งมั่นปฏิรูป ปรากฏว่าเริ่มมีป้ายขึ้นใช่มั้ย เริ่มมีป้ายขึ้นว่าอะไรนะ

ปฏิรูปประเทศไทย มุ่งขจัดภัยคอร์รัปชั่น ของพรรคเพื่อไทย

ลอกหรือเปล่าไม่ทราบนะครับ แต่ต้องดูว่า เอ๊ะ ผมว่ากล้าพูดนะ กล้าพูดว่า ในขณะที่เขาเรียกร้องกันให้ปฏิรูป ให้ปฏิรูป ก็พยายามที่จะเบี่ยงเบนปฏิเสธ หรือว่าทำแบบขอไปที ล้มเหลวมาแล้วกี่ครั้งก็ไม่ทราบเรื่องปฏิรูป ของเขานั้น เขาใช้ขจัดภัยคอร์รัปชั่น เขาอาจจะไปขจัดภัยที่เกิดขึ้นกับคอร์รัปชั่นมั๊งครับ ใช้ถ้อยคำแปลกดี

สมมติว่ามีการจัดการเลือกตั้งสำเร็จ คุณยิ่งลักษณ์ก็กลับมาเป็นนายกฯ อีก แล้วจะยุบสภาทำไม

ก็เวลานี้ทุกคนก็ตั้งคำถามนะครับกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ตั้งแต่มีการพยายามล้าง ออกกฎหมายล้างความผิดให้คนโกง ซึ่งผมไม่รู้ว่า ขจัดภัยคอร์รัปชั่น ทำกันแบบนี้หรือเปล่า มันไม่มีความเปลี่ยนแปลงในแง่ของจุดยืนท่าทีสำนึกของฝ่ายรัฐบาล เพราะฉะนั้นก็ยังเดินหน้ากันไปในลักษณะนี้ นี่ก็เป็นปัญหาครับ

เพื่อไทยกำลังใช้กระบวนการการเลือกตั้ง ฟอกตัวเองหรือไม่

คือเขาก็ถือว่าเขาก็ทำตามระบบ เพียงแต่ว่า ทำไมเขาไม่ตั้งคำถามว่าขณะนี้ระบบมันมาถึงจุดที่มันน่าจะต้องมีการปรับ มีการเปลี่ยน เพื่อแก้ไขปัญหา แล้วก็ที่สำคัญก็คือว่า อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งครั้งนี้ เมื่อดำเนินการมาถึงขณะนี้ก็เห็นได้ชัดว่า ไม่อาจเป็นคำตอบ แล้วก็คงไม่สามารถสร้างความชอบธรรมให้กับใครก็ตามซึ่งจะเข้ามาหลังการเลือกตั้ง ซึ่งก็มองเห็นกันอยู่แล้วว่าจะเป็นอย่างไร

จากคำพูดของนายนพดล ปัทมะ ซึ่งสะท้อนวิธีคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่บอกว่า ยอมสุดซอยแล้ว จะไม่ถอยอีกแล้ว คำพูดแบบนี้ส่งสัญญาณอะไร

ผมยังไม่เห็นว่ามันมีการยอมอะไรตรงไหน กฎหมายล้างผิดก็ยังค้างอยู่ในสภา แล้วก็จากเดิมซึ่งพยายามจะบอกว่า เดี๋ยวมีเสียงไม่พอใจ มีเสียงเรียกร้องว่า พรรคการเมืองเป็นของตระกูลๆ เดียว บัญชีรายชื่อก็ยืนยันเหมือนเดิม มันถอยตรงไหนครับ

ถ้าเขารู้สึกว่าเขาถอยแล้ว และจะไม่ถอยอีกต่อไปแล้ว จากนี้ไปจะมีแต่ความรุนแรงหรือไม่

ก็คงไม่ค่อยเป็นผลดีหรอกครับ ก็หมายถึงเป็นการยืนยันว่าจะเผชิญหน้า ยืนยันว่าจะสู้ ใช้คำนี้ก็แล้วกัน ก็ผมก็คิดว่า พี่น้องประชาชนที่เขาต่อสู้ คัดค้าน เขาก็คงไม่ยอมเหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นก็น่าเป็นห่วงครับ

ปกติแล้ว เขาสละชีพเพื่อชาติ ทำไมครั้งนี้ สละชาติเพื่อชีพ

ผมคิดว่าเราจะคาดหวังอะไรครับ กับกลุ่มบุคคลซึ่งกล้าทำหลายสิ่งหลายอย่างในอดีตครับ