Saturday, January 11, 2014

แด่นักวิชาการโลกสวย และนักวิชาการลิ้นสองแฉก โดย ศ. ดร. อภิชัย พันธเสน


แด่นักวิชาการโลกสวย และนักวิชาการลิ้นสองแฉก โดย ศ. ดร. อภิชัย พันธเสน

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, ประชาธิปไตย, Democracy, เผด็จการรัฐสภา, ระบอบทักษิณ, Taksinocracy, Thaksinocracy, คณาธิปไตย, Oligarchy, ทักษิณ ชินวัตร, Thaksin Shinawatra, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, พรรคเพื่อไทย, คอรัปชั่น, Corruption, ปฏิรูปประเทศไทย, Thailand Reform, นักวิชาการโลกสวย, นักวิชาการลิ้นสองแฉก
---------------


ภาพ ศาสตราจารย์ ดร. อภิชัย พันธเสน

ศาสตราจารย์ ดร. อภิชัย พันธเสน เป็นนักวิชาการถนัดเขียน มักจะไม่ค่อยได้เห็นขึ้นเวทีปราศรัยแบบดุเดือดเผ็ดมัน ผลงานเขียนที่ท่านถนัดจะนำเสนอที่สุดคือเรื่องเศรษฐศาสตร์แนวพุทธ หรือเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง

 และเพราะความเป็นคนตรงไปตรงมา เวลาเขียนอะไรจึงเขียนได้อย่างชัดเจน ไม่ต้องอ้อมค้อม และสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความเคารพท่านในฐานะนักวิชาการรุ่นพี่ คือ การรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นนักวิชาการอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คิดและเขียนอย่างมองประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ดังนั้นในยามที่มีวิกฤติในสังคม จึงนับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะอ่าน หรือฟังจากนักวิชาการท่านนี้ ขอฝากคารวะมา ณ ที่นี้ด้วยครับ – ประกอบ คุปรัตน์ (12 มกราคม 2557)
------------

ขณะนี้ได้มีความพยายามจะรวมตัวกันของนักวิชาการที่อ้างตนเองว่าจะเป็น มวลมหานักวิชาการในนามของเครือข่าย 2 เอา และ 2 ไม่เอา ซึ่งตามข่าวของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2557 ต้องการสนับสนุนการเลือกตั้ง ต้องการคัดค้านรัฐประหาร รวมถึงไม่เอาการเปลี่ยนแปลงจากอำนาจนอกระบบ 

โดยกลุ่มนักวิชาการเหล่านี้สามารถแยกออกได้เป็นสองส่วนคือ

พวกหนึ่งคือพวกนักวิชาการโลกสวย พวกนี้มองเห็นความเลวร้ายของระบอบทักษิณและความเลวร้ายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เคยคัดค้านโครงการจำนำข้าวและร่วมแสดงความคิดเห็นคัดค้านการคอรัปชั่น ตลอดจนการนิรโทษกรรมสุดซอย แต่หวั่นเกรงว่าการประท้วงของมวลมหาประชาชนอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นนองเลือดในที่สุดโดยไม่ยอมรับรู้ว่าใครเป็นต้นชนวนในการก่อเหตุ ประกอบกับความไม่แน่ใจในความคลุมเครือของกฎหมาย 

โดยไม่ให้ความสำคัญแก่มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม 

และที่สำคัญ นักวิชาการพวกนี้ไม่เคยได้ลงไปคลุกคลีสัมผัสและมีส่วนร่วมชุมนุมกับมวลมหาประชาชน จึงไม่เข้าใจความมุ่งมั่นในการต่อสู้และความรู้สึกของพวกเขาอย่างแท้จริง 

พวกนี้จึงเป็นพวก นักวิชาการลอยลมหรือ นักวิชาการตีนไม่ติดดิน 

ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้นเป็นนักวิชาการที่มีเป้าหมายหลักอยู่เป้าหมายเดียว คือ ไม่เชื่อในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่นักวิชาการพวกนี้จะสรรหามาอธิบาย และเมื่อไม่เชื่ออย่างนี้จึงทำให้ให้ความสนับสนุนอย่างหัวปักหัวปำแก่นักการเมือง กลุ่มการเมือง และพรรคการเมืองที่ตนคิดว่ามีความเชื่อคล้าย ๆ ตน จนกระทั่งมองข้ามความเลวร้ายของนักการเมืองเหล่านี้ที่ได้ทำไว้ให้กับประเทศชาติบ้านเมือง 

ช่วยแก้ต่างให้นักการเมืองเหล่านี้โดยอาศัยการตีความตามตัวอักษรโดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี 

ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินว่าพรรคการเมืองพรรคเดิม ๆ ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่า พวกนี้ก็จะตะแบงไปว่าศาลตัดสินภายใต้อิทธิพลของอำนาจนอกระบบและเข้าข้างฝ่ายที่ยังครองอำนาจสืบไป ถึงแม้ฝ่ายนั้นจะมีตำรวจ อันธพาล ทั้งชุดแดง ชุดดำ นักวิชาการกลุ่มนี้ก็ไม่เคยให้ความสนใจและไม่ยอมทำความเข้าใจ

สาเหตุที่สถานการณ์ในปัจจุบันได้มาถึงจุดใกล้จะเกิดความรุนแรงเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความหน้าด้านของรัฐบาลรักษาการณ์ปัจจุบันที่ทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว เพราะถ้าเป็นต่างประเทศ ที่มีการทำความผิดอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้แล้ว รัฐบาลเขาลาออกไปนานแล้ว มวลมหาประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังมากเท่านี้

นอกจากนี้ สื่อที่ร้ายที่สุดนั้นก็ไม่ใช่สื่อของเอกชน แต่กลายเป็นสื่อสาธารณะที่ดำเนินการอยู่ได้ด้วยเงินภาษีอากรของประชาชน ถึงแม้จะเป็น ภาษีบาปก็ตามที 

ทั้งนี้เพราะสื่อดังกล่าวก็มีการเลือกข้างตั้งแต่ต้น เปิดโอกาสให้เฉพาะนักวิชาการประเภทโลกสวยกับนักวิชาการประเภทลิ้นสองแฉกเท่านั้น ให้มาแสดงความคิดเห็น 

ส่วนนักวิชาการส่วนใหญ่ที่ได้หลอมรวมเข้ากับมวลมหาประชาชนและเป็นมวลมหานักวิชาการที่แท้จริงกลับไม่มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นในสื่อสาธารณะแห่งนี้แต่อย่างไร 

สื่อสาธารณะดังกล่าวถ้าหากยังมีจรรยาบรรณจริงอย่างที่กล่าวอ้าง ควรจะเลิกขอรับการสนับสนุนจากเงินภาษีอากรของประชาชน และไปขอรับเงินจากระบอบทักษิณแทน 

เหตุที่เครือข่าย 2 เอา และ 2 ไม่เอา ออกมาเคลื่อนไหวหนักในครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นพวกฉวยโอกาสจากที่มวลมหาประชาชนจะออกมาปิดล้อมกรุงเทพฯ โดยไม่มีกำหนด เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2557 เป็นต้นไป 

พวกนี้จึงคิดจะแย่งเอาหน้าโดยไม่ได้ลงทุนต่อสู้ เสนอตัวเป็นคนกลาง หรือมิฉะนั้นก็ช่วยยืดอายุรัฐบาลรักษาการณ์โดยไม่มีความจำเป็น จากการใช้เหตุผลว่าไม่ต้องการเห็นความรุนแรง โดยไม่ตระหนักว่าความรุนแรงทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และ 2553 ถึงปัจจุบัน เกิดจาก ชายชุดแดง ชายชุดดำ และตำรวจเป็นหลัก 

มิได้เกิดจากมวลมหาประชาชนที่รักความเป็นธรรมที่เคลื่อนไหวโดยปราศจากอาวุธ สันติ และอหิงสา แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวแบบสันติเชิงรุกนั้นต้องมีบ้าง แต่ถ้ารุกโดยไม่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามเดือดร้อน เช่น อดอาหาร เชื่อว่าผู้ประท้วงคงตายเปล่า เพราะฝ่ายทรราชย์นั้นดื้อด้านเหลือทน 

อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงที่เครือข่าย 2 เอา และ 2 ไม่เอา นั้นหวั่นเกรงก็คงจะไม่เกิด

เพราะฝ่ายทหารได้ออกมายืนยันแล้วว่า กองทัพรับไม่ได้หากเกิดเหตุรุนแรง ระบุชัด พร้อมใช้ชีวิตป้องกัน นอกจากนั้น ทหารยังกล่าวว่า กองทัพยังคงทำหน้าที่ภายใต้กรอบกฎหมาย ดังนั้น ไม่ควรกล่าวเชิงบีบบังคับให้กองทัพต้องเลือกข้างใคร เพราะกองทัพมีหน้าที่และความรับผิดชอบ คือ ประชาชนต้องปลอดภัย เรื่องใดที่เป็นความขัดแย้งทางกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาดูแล 

ดังนั้นเมื่อมวลมหาประชาชนทำการต่อต้านด้วยวิธีการที่สันติ สงบ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ความรุนแรงจากฝ่ายมวลมหาประชาชนก็ไม่มี ถ้าไม่มีความรุนแรงจากฝ่ายตรงข้าม คือ จากรัฐบาลรักษาการณ์ จากฝ่ายเสื้อดำ เสื้อแดง และฝ่ายตำรวจพวกที่จะแฝงตัวมา และถ้ามีความรุนแรงเกิดขึ้น ทหารจำเป็นต้องป้องกันและระงับเหตุ อีกทั้งทหารจะวางตัวเป็นกลาง 

ดังนั้น จึงไม่ควรมีทั้งความรุนแรง ไม่มีการรัฐประหารโดยทหาร และไม่มีการใช้อำนาจนอกระบบตามที่เครือข่าย 2 เอา และ 2 ไม่เอา ออกมาเคลื่อนไหว ถ้าจะมีก็คือการใช้อำนาจอธิปไตยทางตรงจากมวลมหาประชาชน ซึ่งได้มีการรับรองไว้ในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน 

ดังนั้น เครือข่าย 2 เอา และ 2 ไม่เอา จึงไม่ควรออกมาตะแบงอีกต่อไป 

เพราะเรารู้ดีว่าพวกคุณเป็นนักวิชาการ โลกสวยและนักวิชาการลิ้นสองแฉกที่ออกมาทำหน้าที่ชักใบให้เรือเสียเท่านั้นเอง ดังนั้น จึงขอร้องให้นักวิชาการโลกสวย หันมาดูข้อเท็จจริงจากการที่มีเด็กและเยาวชนหลายหมื่นออกมาให้กำลังใจลุงกำนันสุเทพ เมื่อวันที่ 9 มกราคม ที่ผ่านมา 

พร้อมกับขอบคุณลุงกำนันที่ทำการต่อสู้รัฐบาลทรราชย์เพื่อพวกเขาจะได้มีชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต เมื่อนักวิชาการโลกสวยเข้าใจ ความจริงดังกล่าวมาแล้ว 

โปรดหันมาร่วมสนับสนุนมวลมหาประชาชนเสียเถิด และปล่อยให้นักวิชาการลิ้นสองแฉกมีอันเป็นไปตามกรรมที่พวกเขาก่อไว้เองในที่สุด