Thursday, July 23, 2015

Federal DRIVE Act ภาษีจากรัฐบาลกลางที่เก็บจากรถยนต์ รวมรถยนต์ไฟฟ้า


ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: สหรัฐอเมริกา, The United States, USA, การขนส่ง, Transportation, ภาษี, tax, Federal DRIVE Act

เก็บความจากข่าว “Federal DRIVE Act would charge EV drivers a new fee.” โดย Danny King, Autoblog, Jul 23rd 2015 at 1:58PM


ภาพ ทาง Interstates ทางหลวงด่วนชั้นหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกา ได้รับการสนับสนุนโดยอ้อม ทำให้คนอเมริกันพึ่งพาการใช้รถนต์ส่วนตัวมากเกินไป


ภาพ รถยนต์ไฟฟ้า Tesla Model S ดังในภาพ ในอนาคตก็ต้องเสียภาษีการใช้ทางด้วย

รัฐบาลกลางสหรัฐกำลังหาทางเก็บภาษีจากผู้ใช้ถนนทุกราย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาถนนหลวงสายต่างๆ ของรัฐบาลกลาง รวมถึงถนน Inter-State Highways

รัฐสภาสหรัฐกำลังเตรียมออกกฎหมาย เรียกว่า DRIVE Act ซึ่งจะต้องรวมถึงให้เจ้าของยานพาหนะ รวมรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – Evs) ต้องจ่ายภาษีเพิ่ม กฎหมายนี้มีความหนา 1030 หน้า

รัฐบาลกลางกำลังเตรียมจัดหางบประมาณเพื่อรองรับอนาคตของทางหลวง ซึ่งกองทุนเพื่อดูแลทางเหล่านี้กำลังจะหมดไปในปีงบประมาณนี้ ฝ่ายวุฒิสมาชิกผู้ออกกฎหมาย กำลังผลักดันโครงสร้างภาษีผู้ใช้ถนน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า แม้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ก็ต้องรับผิดชอบต่อค่าบำรุงรักษาทางหลวงนี้ เงินที่ได้จากภาษีนี้คาดว่าจะใช้เพื่อการซ่อมแซมถนนในช่วง 6 ปีข้างหน้า

สิ่งที่เขาต้องคิดกัน คือ ในอนาคต คนจะหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆที่ไม่ใช่น้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งทำให้ไม่ต้องเสียภาษีน้ำมัน คนใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่เก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้า เงินรายได้ของรัฐบาลกลางก็จะหายไปร้อยละ 20 หรือมากกว่า ภาษีที่จะจัดเก็บจากเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้านี้ในรัฐวอชิงตันได้เก็บภาษีนำร่องไปตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012เป็นปีละ USD100 หรือประมาร 3,400 บาท/ต่อคัน ซึ่งเป็นการเก็บรถยนต์ที่ตีทะเบียนภายในรัฐเอง ส่วนรัฐบาลกลางเองที่รับผิดชอบถนนระหว่างรัฐ (Inter-State Highways) ก็ต้องมีการจัดเก็บภาษีการใช้รถยนต์เพื่อรองรับถนนเหล่านี้

ภาษีที่เพิ่มมากขึ้นนี้นับว่าไม่ใช่วิถีปฏิบัติของอเมริกัน ที่คุ้นเคยกับภาษีน้ำมันปิโตรเลียมต่ำ ภาษีการใช้ถนนหลวงต่ำ เพราะได้รับการอุดหนุนจากรัฐจนเคย และเป็นเหตุที่ทำให้การขนส่งระบบรางที่เอกชนต้องดูแลระบบรางของตนเอง จึงไม่ก้าวหน้าเหมือนในยุโรป ที่เขาเก็บภาษีน้ำมันและการใช้ถนนสูง แล้วนำเงินรายได้ไปสนับสนุนการขนส่งสาธารณะระบบราง คนในยุโรปจึงใช้รถยนต์น้อยกว่า และคันเล็กกว่า และหากไม่จำเป็นเขาก็ไม่ใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่ไปเช่าใช้รถเป็นเฉพาะกิจเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น


ภาพ อเมริกากำลังให้ความสนใจการสร้างการขนส่งระบบรางที่ทันสมัยความเร็วสุงมากขึ้น โดยมีการไปดูงานในประเทศอื่นๆ


ภาพ การขนส่งระบบรางความเร็วสูง (High Speed Rail System) ในสหรัฐอเมริกา ยังไม่พัฒนา เพราะระบบภาษีไปเกื้อหนุนให้คนใช้ระบบชนส่งส่วนตัว คือ รถยนต์มากเกินไป

ข้อมูลพื้นฐาน

สถิติจากสำนักสถิติยานพาหนะของสหรัฐ ในปี ค.ศ. 2012 มียานพาหนะ (Vehicles) 254,639,386 คัน 183,171,882 คันเป็นพวกยานพาหนะขนาดเบา (Short wheel base) เช่น รถยนต์นั่ง รถบรรทุกเล็ก 50,588,676 คันเป็นรถใช้งานเบาแบบช่วงล้อยาว (Long wheel base) อีก 8,190,286 คันเป็นรถใช้เพลา 2 แกน และใช้ 6 ล้อหรือมากกว่า ส่วนอีก 2,469,094 คัน เป็นรถบรรทุกหรือรถลากตู้ Containers (Truck, combination) 8,454,939 คันเป็นจักรยานยนต์ และอีก 764,509 คัน เป็นรถโดยสาร (Buses) ส่วนจักรยาน (Bicycles) ไม่ต้องจดทะเบียน ไม่ต้องเสียภาษี


ในปี ค.ศ.2014 สหรัฐอเมริกามีประชากร 318.9 ล้านคน จากแนวโน้มการมีระเบียบสังคมใหม่ ชาวอเมริกันควรต้องหันไปใช้ยานพาหนะทางเลือกที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น และใช้พลังงานจากพวกปิโตรเลียม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเบนซิน หรือดีเซลให้น้อยลง ใช้ระบบขนส่งมวลชนในแต่ละชุมชนและระหว่างชุมชนให้มากขึ้น รวมถึงรถไฟ รถไฟความเร็วสูง สำหรับยานพาหะนะส่วนตัว คนก็ต้องหันไปใช้รถจักรยาน และรถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น