Thursday, May 30, 2013

กิจของรัฐบาล คือการไม่ไปทำธุรกิจเสียเอง

กิจของรัฐบาล คือการไม่ไปทำธุรกิจเสียเอง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat

E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, ธรรมาภิบาล, good governance, free enterprise, free market, rice business,


ภาพ ทุ่งนา ปลูกข้าวที่พร้อมจะเก็บเกี่ยว

The business of the government is no business.
กิจของรัฐบาล คือการไม่ไปทำธุรกิจเสียเอง

รัฐบาลไม่มีกลไกในการแข่งขัน คนทำธุรกิจเองก็จะเตือนราชการว่า อย่ามาทำธุรกิจแข่งกับเอกชนเลย หน้าที่ของรัฐบาลในระบบทุนนิยมเสรี และตลาดเสรี (Free market) คือการอำนวยความสะดวก การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เอกชนสามารถประกอบการธุรกิจ แข่งขันกันเองในประเทศได้อย่างเสรีและเป็นธรรมกับ่ทุกฝ่าย และเมื่อต้องค้าขายกับต่างประเทศ ก็ทำให้มีต้นทุนต่ำพอที่จะค้าแข่งกันระหว่างประเทศได้

แต่กระนั้นในรัฐบาลปัจจุบัน (2556) เราก็ยังจะเห็นภาครัฐเข้าไปทำธุรกิจเสียเอง ในที่ๆควรปล่อยให้เอกชนดำเนินการ

เมื่อรัฐบาลเข้าไปดำเนินการในธุรกิจใด อาจจะทำดีได้ในระยะแรกๆ  เพราะมีก้อนเงินที่จะลงทุน แต่ในระยะยาว เมื่อขาดกลไกการแข่งขัน ท้ายสุดก็กลายเป็นองค์กรธุรกิจผูกขาด ตั้งราคาสินค้าและบริการได้เอง ประสิทธิผลและประสิทธิภาพลดลง เกิดการคอรัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก กลายเป็นปัญหาของการบริหารประเทศ

มีบางกิจการ ที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เช่น การป้องกันประเทศ กิจการตำรวจ ซึ่งต้องเข้าไปดำเนินการ แต่ก็สามารถให้รัฐบาลท้องถิ่นแบ่งไปดำเนินการได้ การดูแลด้านกฎหมายและความยุติธรรม การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ต้องรับผิดชอบ และสามารถดำเนินการได้อย่างกระจายอำนาจให้รัฐบาลและองค์กรท้องถิ่นไปดำเนินการ การสาธารณสุข ที่รัฐต้องให้หลักประกันการรักษาดูแลสุขภาพให้ตลอดชีวิต ซึ่งต้องรับผิดชอบโดยประมาณร้อยละ 25 ของความต้องการด้านสุขภาพ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า แม้คนที่ตกอับ ยากจนที่สุด เมื่อเจ็บป่วย ก็จะยังได้รับการดูแลจากรัฐตามหลักสิทธิมนุษยชน

ในประเทศไทย รัฐเข้าไปดำเนินการในหลายๆเรื่องที่ไม่พึงเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น กิจกาธนาคาร การขนส่ง รถไฟ รถโดยสารประจำทาง การบิน การไฟฟ้า การพลังงาน ฯลฯ รัฐวิสาหกิจในประเทศไทยในปัจจุบันที่ทำงานด้านดังกล่าว ที่อยู่ได้ เพราะมันเป็นการผูกขาด แต่เมื่อใดที่ต้องเปิดสู่ตลาดเสรี กิจการนั้นก็จะอยู่ได้ลำบาก

อีกกิจการหนึ่งที่รัฐควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวให้น้อยที่สุด คือการค้าข้าว และพืชผลการเกษตรทั้งหลาย

การค้าข้าว ไม่ว่าจะเป็นแบบ G To G หรือรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ในท้ายสุดประเทศคู่ค้าก็จะนำเอากลุ่มธุรกิจเข้ามาสวมรอย เพราะรัฐบาลขาดกลไกในการดำเนินการ นอกจากนี้ การที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปกำกับการค้าข้าว ก็ยังใช้หลักธุรกิจที่การดำเนินการถือเป็น "ความลับ" ทางการตลาด ค้าขายกันอย่างไรในเงินที่ใช้ไปเป็นหลายแสนล้านบาท ขาดการตรวจสอบที่ดี ประชาชนเจ้าของเงินไม่ได้รับทราบถึงผลการดำเนินการในแต่ละปี นับเป็นการขาดหลัก “ความโปร่งใส” (Transparency) โดยสิ้นเชิง

ในรัฐบาลก่อน การค้าข้าวใช้การประกันราคาข้าว คือเมื่อข้าวราคาตกต่ำกว่าเกณฑ์ เกษตรกรต้องขาดทุน หรือประสบภัยพิบัติน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง รัฐบาลก็จะใช้กลไกของรัฐเช่นธนาคารเพื่อการเกษตรจ่ายเงินชดเชย

การเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่รัฐบาลขาดกลไก ตั้งแต่โรงสี ยุ้งฉาง ตลาด และตลอดจนเจ้าหน้าที่ๆมีความเชี่ยวชาญ ท้ายสุดก็นำไปสู่การสูญเสีย ดังเช่น เมื่อรัฐบาลเข้ามาดำเนินการค้าข้าว โดยหวังว่าจะทำให้ราคาข้าวดีพอสำหรับเกษตรกรทุกคน

เมื่อประกาศราคารับจำนำข้าวที่ขั้นต่ำตันละ 15,000 บาท แต่ปรากฏว่าในปี 2554-2555 รัฐบาลเข้าไปดำเนินการรับจำนำข้าว ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำ นอกจากรัฐบาลจะดำเนินการไม่ได้ทั่วถึงแล้ว ยังทำให้รัฐสูญเสียเงินไป 260,000 ล้านบาท และเงินเหล่านี้ไม่ได้ไปถึงชาวนาอย่างเต็มที่ แต่ในทางตรงกันข้าม การดำเนินการได้ทิ้งร่องรอยของการรั่วไหลมากมาย จนท้ายสุดปรากฏว่า ข้าวราคาตลาดโลกที่ 8,500-12,000 บาท/ตัน แต่รัฐต้องไปประมูลปล่อยขายข้าวไปในราคาต่ำสุดที่ตันละ 5,800 บาท หรือเพียง 1 ใน 3 ของราคารับจำนำ คือที่ 15,000 บาท/ตัน

ในราคาประกาศรับจำนำข้าวที่ 15,000 บาท/ตัน แต่ชาวนาจะได้เงินจริงเพียง 10,000-12,000 บาท แต่ต้องลงนามขายข้าวไปในราคา 15,000 บาท และพ่อค้าคนกลางที่มีส่วนร่วมได้เสีย ก็ไปสวมสิทธิรับเงินจากรัฐบาลกลาง ชาวนาจะไม่ลงนามหรือไม่ทำตามก็ไม่ได้ เพราะอำนาจการรับซื้อไปอยู่ในมือของพ่อค้าคนกลาง เจ้าของยุ้งฉาง ผู้รับซื้อข้าวจากชาวนา

ปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว มีความเสียหายแล้ว เพราะเมื่อรัฐบาลเข้าไปยุ่งกับธุรกิจที่ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล ทำงานอย่างรั่วไหล ไม่รัดกุม เกิดการขาดทุนมากมาย เงินรายได้ของรัฐไม่เข้าเป้า ก็ต้องเพิ่มภาษี เพิ่มราคาน้ำมันที่รัฐเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งต้องขอกลับมาที่หลักการของประเทศทุนนิยมเสรีว่า “The business of government is no business.” ซึ่งหมายความว่า “กิจของรัฐบาล คือการไม่เข้าไปทำธุรกิจเสียเอง”



ภาพ เครื่องสีข้าวขนาดเล็ก เหมาะสำหรับสนับสนุนชาวนา เพื่อให้มีกินมีใช้


ภาพ ข้าวในกลไกตลาดที่ซับซ้อน ทำให้รัฐบาลเมื่อมาค้าข้าวเสียเอง ก็จะติดตามดูแลไม่ทั่วถึง