Wednesday, May 8, 2013

การแต่งตั้ง John Marshall เป็นหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐอเมริกา


การแต่งตั้ง John Marshall เป็นหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงสหรัฐอเมริกา

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com


ภาพ จอห์น มาร์แชล (John Marshall)

ศึกษาและเรียบเรียงจาก Wikipedia, the free encyclopedia

Keywords: การเมือง, politics, การปกครอง, governance, ศาล, judiciary, federal court, ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, constitution court, สหรัฐอเมริกา, USA, United States, Federalists, จอห์น มาร์แชล, John Marshall จอห์น อาดัมส์, John Adams, เจฟเฟอร์สัน, Jeffersonians

ความนำ


ภาพ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กับความเห็นด้านการทำงาน

การเมืองไทยในปัจจุบันเป็นเรื่องของการเปลี่ยนผ่าน ที่จะต้องพิสูจน์ถึงความศักดิ์สิทธิของ 3 สถาบัน คือฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลากร ในสองฝ่ายแรกเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ขาด ฝ่ายบริหารยังมีอิทธิพลเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ แถมเป็นที่รู้กันว่าอำนาจแท้จริงยังเป็นของทักษิณ ชินวัตร คนที่หลบหนีคดีอยู่นอกประเทศ ส่วนคนที่ทำหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ต่างอะไรจากหุ่น หรือตัวแทน ที่สามารถสั่งการสายตรงทางออนไลน์ได้

ฝ่ายตุลาการ โดยเฉพาะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (Constitution Court) ซึ่งมีคณะบุคคล 9 ท่านที่ได้รับการสรรหาและเข้าสู่ตำแหน่งในสมัยก่อนมีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และนั่นเป็นสิ่งปกติ ที่ศาลต้องเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร ดังนั้นการที่ฝ่ายที่ไม่พอใจศาลรัฐธรรมนูญจะใช้วิธีกดดันอย่างไร หรือพยายามใช้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย นั่นไม่สำคัญ เพราะการได้มาและการดำรงอยู่ตามวาระของศาล เขาออกแบบมาเพื่อให้มีความมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปด้วยอิทธิพลทางการเมืองใดๆ

ผมมองอย่างเป็นทางบวก และเชื่อมั่นว่าศาลทั้ง 9 ท่าน ต้องสามารถยืนหยัดทำหน้าที่ดูแลรัฐธรรมนูญให้เป็นหลักของกฎเกณฑ์ประชาธิปไตย และยิ่งเวลาผ่านไป เราก็จะได้ระบบที่มีวุฒิภาวะมากขึ้นเรื่อยๆ และเราจะเห็นคุณค่าของการต้องมีระบบศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้กลับมาย้อนศึกษาประวัติศาลสูงของสหรัฐอเมริกา ที่ทำหน้าที่คล้ายกับศาลรัฐธรรมนูญ ลองติดตามประวัติของ John Marshall ผู้ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าศาลสูงของสหรัฐอเมริกา และตลอดระยะเวลาดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 34 ปี ผ่านประธานาธิบดีมาหลายสมัย เขาได้วางรากฐานประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา ให้ดำรงอยู่อย่างแข็งแกร่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ตำนานผู้พิพากษาเที่ยงคืน

เมื่อวาระของจอห์น อาดัมส์ (John Adams) ประธานาธิบดีคนที่สองของสหรัฐจบลง อาดัมส์ได้แต่งตั้งคณะตุลาการเข้ามา ดังที่มีการเรียกขานว่า คณะผู้พิพากษาเที่ยงคืน” (Midnight Judges) เพราะผู้พิพากษาเหล่านี้ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในช่วงเวลาไม่กี่วัน ก่อนที่ประธานาธิบดีอาดัมส์จะหมดอำนาจลง คณะผู้พิพากษาเหล่านี้ต้องหมดอำนาจลง เมื่อ Jefferson ได้ตำแหน่ง ยกเว้น John Marshall ที่ยังคงตำแหน่งอยู่ในฐานะ หัวหน้าตุลาการศาลสูงสุดของสหรัฐ (Chief Justice of the United States) และจัดเป็นอิทธิพลท้ายสุดของกลุ่ม Federalists ซึ่งต้องการให้รัฐบาลกลางมีความแข็งแกร่งเป็นหลักของประเทศ และเพราะความแตกต่างจากฝ่ายเจฟเฟอร์สัน (Jeffersonians) ที่เห็นตรงกันข้าม จึงทำให้ฝ่ายตุลาการได้กลายเป็นอำนาจอิสระอีกสายหนึ่งที่ต้องมีการทดสอบในทางปฏิบัติ ที่มีอำนาจเท่าเทียมกับฝ่ายบริหาร (Executive) และฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative)

John Marshall เกิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1755 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1835 เป็นรัฐบุรุษของชาวอเมริกัน เป็นผู้ได้รับชื่อว่าเป็นผู้วางระบบศาล และกฎหมายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และทำให้ศาลสูงทรงอำนาจ เป็นที่เคารพของตำแหน่งในวัฒนธรรมการเมืองของอเมริกัน

John Marshall ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าศาลสูงสุด (Chief Justice of the United States) เริ่มรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1801 จนกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1835 ก่อนหน้านี้เขาได้เริ่มชีวิตการเมืองด้วยการเป็นผู้แทนราษฎรในสภาล่าง (The United States House of Representatives) จากวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1799 จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1800 และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (Secretary of State) จากวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1800 ถึงวันที่ 4 มีนาคม ค.ศ. 1801 เขาเป็นคนมีพื้นฐานมาจาก Commonwealth of Virginia และเป็นผู้นำคนหนึ่งของพรรค Federalist Party

เขารับหน้าที่เป็นหัวหน้าศาลสูงสุดของสหรัฐที่ยืนยาวที่สุดของสหรัฐ คือ 34 ปี และได้ทำให้ระบบศาลของสหรัฐได้มีรากฐานที่เข้มแข็ง ทำให้ศาลสามารถยืนหยัดเป็นเสาหลัก 1 ใน 3 ของประชาธิปไตยของสหรัฐ ร่วมกับอีก 2 เสา คือ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ภายใต้ระบบศาลของเขาได้ทำให้ศาลเป็นอิสระ เขาได้ตัดสินคดีที่สำคัญที่เกี่ยวกับความเป็นรัฐบาลกลาง สร้างดุลอำนาจของรัฐบาลกลางและรัฐบาลของรัฐแต่ละรัฐในช่วงแรกๆของการเป็นระบบสาธารณรัฐ และในหลายๆครั้ง เขาได้แสดงให้เห็นถึงอำนาจของรัฐบาลกลาง และกฎหมายของรัฐบาลกลาง (Federal Law) ในกรณีที่ขัดกัน จะต้องอยู่เหนือกฎหมายของแต่ละรัฐ คำตัดสินของเขาได้กลายเป็นฐานรากในทิศทางของศาลและของประเทศในระยะต่อมา