Monday, July 9, 2012

คนไทยต้องเข้าใจสังคมไทยและการเมืองของเราให้ได้เสียก่อน

คนไทยต้องเข้าใจสังคมไทยและการเมืองของเราให้ได้เสียก่อน

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: Thailand, politics, การเมือง, ประชานิยม, populism, อนุรักษนิยม, conservatism, ประชาธิปไตย, democracy, Thaksin, Yingluck Shinawatra, truth, สมานฉันท์, reconciliation

ได้อ่านบทความเรื่อง “After year of peace, trickier times ahead for Thai PM” ที่ลงตีพิมพ์ใน Chicago Tribune ฉบับวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 2012 เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับการบริหารประเทศ เขียนโดยผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ Martin Petty


ภาพ นายกรัฐมนตรีหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในสายตาของสื่่อตะวันตกที่ห่างไกล

ดูเขาจะเขียนชมนายกรัฐมนตรีหญิงของไทยที่เป็นคนถ่ายรูปขึ้น คือสวย มีความอดทน เดินตามแผนที่พี่ชาย คือคุณทักษิณ ชินวัตรกำหนด และเขาเห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้ดีกว่าที่หลายคนคาด แม้จะต้องผ่านปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปลายปี พ.ศ. 2554 และฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในโลกที่กระทบถึงประเทศไทย และเขาไม่ได้วิจารณ์นโยบายประชานิยม (Populism policies) ของรัฐบาล ทั้งในเรื่องขึ้นค่าแรง การผลักดันราคาพืชผลการเกษตร ซึ่งเป็นนโยบายที่ประชาชนพึงพอใจ

แต่ขณะเดียวกันเมื่อเขาเขียนเกี่ยวกับฝ่ายต่อต้านทักษิณ และนายกฯยิ่งลักษณ์ว่าเป็นพวกสวามิภักดิ์ต่อสถาบันกษัตริย์ พวกอนุรักษ์นิยม เมื่อพูดถึงกลุ่มคนเสื้อเหลือง (Yellow Shirts) เขาโยงถึงพวกที่ยึดทำเนียบและปิดสนามบิน แต่เขาไม่ได้เอ่ยถึงสภาพแวดล้อมของการเมือง การทุจรติคอรัปชั่นที่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้กล่าวถึงฝ่ายเสื้อแดง (Red Shirts) ที่ก่อความรุนแรงและรวมถึงการใช้อาวุธสงครามทำร้ายฝ่ายตรงข้าม และการเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งยังเป็นคดีความกันอยู่ในปัจจุบัน

เขาไม่ได้เอ่ยถึงหรือแสดงความเข้าใจต่อปัญหาซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบผูกขาด การคอรัปชั่นทางนโยบาย การเล่นพวกเล่นพ้อง การไม่ได้ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกกลุ่มและภูมิภาคอย่างเท่าเทียมกันในสังคมที่ต้องเปิดและแข่งขันกันอย่างเสรี

ไม่แปลกใจที่สื่อตะวันตกเขาจะเขียนในทำนองนี้ โดยเฉพาะสื่อในอเมริกา เพราะแนวโน้มที่ชัดเจน คือ เขาเขียนบทความหรือข่าวอย่างไม่ลึกซึ้ง เขียนจากพื้นฐานของเขาและคนอเมริกันของเขามีความโน้มเอียงอยู่แล้ว เช่น ความเสมอภาคย่อมก้าวหน้ากว่าระบบกษัตริย์ เขียนด้วยแนวคิดการเมืองแบบซ้ายและขวา ฝ่ายประชาธิปไตยที่ต้องการเปลี่ยนแปลง กับพวกที่ล้าหลังกว่า และไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง เขียนแล้วก็เข้าใจว่าทหารคือพวกเผด็จการที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย

ในอีกด้านหนึ่ง ในประเทศพม่า นางอองซาน ซูจีนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คือขวัญใจของสื่อตะวันตก รวมถึงในยุโรปอเมริกา ทั้งนี้ประการหนึ่ง เพราะมันเป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการทหารอย่างชัดแจ้งและยาวนาน ในอดีต มหาตมะ คานธีมหาบุรุษของอินเดีย นางคอราซอน อาคีโนแห่งฟิลิปปินส์ ก็เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ที่สื่อตะวันตกกลุ่มเสรีนิยมเคยเชียร์อย่างมากมาแล้วเช่นกัน

แต่สังคมและการเมืองไทยมีความซับซ้อนมากกว่าการเมืองในประเทศพม่า มันไม่เป็นเรื่องระหว่างขาวกับดำ แต่มันมีสีเทาๆอยู่มาก และความซับซ้อนนี้ยากเกินกว่าที่สื่อต่างประเทศ ที่จะเขียนบทความภายใน 1-2 หน้ากระดาษจะทำให้คนระดับประชาชนสามัญในประเทศเขาเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง

ทางออกของสังคมไทย คือ เราฟังว่าเขาคิดอย่างไร แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเราต้องร่วมกันทำความเข้าใจด้วยตัวเราเองให้ได้จริงๆเสียก่อนว่า มันเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทยของเรา สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือความจริงอย่างรอบด้าน ช่วยกันมองอย่างไม่มองว่าฝ่ายใดเป็นพระเอกะฝ่ายใดเป็นผู้ร้าย ทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นหลักวิชาการสักหน่อย ลดระดับอารมณ์ความรักความชอบลง เพื่อทำให้เปิดใจสื่อสารกันได้มากขึ้น

 หากจะปรองดองกันจริง ก็ต้องทำให้ความจริงปรากฏ (Truth) ทำให้ชัดเจนโดยผ่านกระบวนการของศาลพิจารณาความ ผ่านการมีคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริง และจากศึกษาของนักวิชาการในหลายสาขาวิชา ที่ต้องศึกษาเรื่องที่มีความซับซ้อนนี้ ให้ปรากฏออกมาอย่างมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์ การปรองดอง (Reconciliation) ไม่ใช่เรื่องยาก หากเราทนและเปิดใจที่จะรับทราบความจริง เราได้ทนกับสิ่งต่างๆมากว่า 6 ปีแล้ว และคงไม่ยากที่จะต้องทนต่อไป  อดทนที่จะให้กาลเวลาเป็นเครื่องสมานแผล