Tuesday, October 22, 2013

ฟังคนที่รวยที่สุดในโลก วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett) เขาสอนให้ฟัง


ฟังคนที่รวยที่สุดในโลก วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett) เขาสอนให้ฟัง

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob.cooparat@gmail.com

Keywords: เศรษฐกิจทุนนิยม, free market economy, นักธุรกิจแนวหน้า, business magnate, นักลงทุน, investor, ผู้มีกุศลจิต, philanthropist, วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟต, Warren Edward Buffett


ภาพ วอร์เรน บัฟเฟต (Warren Buffett)

ผมอยากให้คนที่มั่งคั่งในประเทศไทย ได้อ่านและติดตามประวัติชีวิตของคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก เขาคิด และเขาประพฤติปฏิบัติกันอย่างไร อยากให้นักการเมืองที่หลงในอำนาจที่นำมาซึ่งเงินทอง ได้มีโอกาสสำรวจชีวิตของคนเอง ว่าอยากรวยไปเพื่ออะไร ในเมื่อความมั่งมีนั้น ประวัติศาสตร์บอกว่า ท่านไม่สามารถรักษามันได้ เมื่อท่านเสียชีวิตลงแล้ว และแม้แต่ทายาทที่รับสมบัติมหาศาลนั้นไป เขาทั้งหลายก็มักจะไม่สามารถรักษามันได้เกิน 3 ชั่วอายุคน

วอร์เรน เอ็ดเวิร์ด บัฟเฟต (Warren Edward Buffett) ผู้เกิดในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 1930 นักธุรกิจชาวอเมริกัน นักลงทุน และผู้ให้การบริจาค (Philanthropist) เขาได้รับการยอมรับในฐานะนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในศตวรรษที่ 20  บัฟเฟตเป็นประธานและผู้บริหารสูงสุด และผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัท เบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์ (Berkshire Hathaway) เขาได้รับการจัดอันดับเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดอย่างต่อเนื่อง เขาได้รับการจัดอันดับเป็นคนรวยที่สุดในโลกในปี ค.ศ. 2008  และรวยอันดับสามในปี ค.ศ. 2011 ในปี ค.ศ. 2012 นิตยสาร Time ของอเมริกันให้ฉายาเขาว่าเป็นหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก

ในปี ค.ศ. 1988 บัฟเฟตกล่าวถึงทัศนะที่มีต่อทรัพย์สินเงินทอง และชีวิตของเขาดังนี้

ผมไม่มีปัญหารู้สึกผิดเกี่ยวกับความมั่งมี ผมมองเห็นเงินของผมเป็นเหมือนเช็คเรียกเก็บเงินจากสังคมจำนวนมหาศาล มันอาจเปลี่ยนเป็นการใช้จ่าย (Consumption) ที่ผมจะทำอะไรก็ได้ หากผมต้องการใช้มัน ผมสามารถจ้างคนสัก 10,000 คนให้มาวาดภาพผมทุกวันไปตลอดชีวิตของผม แล้วอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (GD) ก็จะสูงขึ้น แต่ผลิตผลจากการใช้จ่ายนั้นก็ไม่มีค่า แต่หากผมใช้คนทั้ง 10,000 คน ให้ทำวิจัยเรื่องโรคเอดส์ (AIDS) หรือไปสอนหนังสือ หรือทำงานพยาบาล มันจะมีคุณค่ากว่ามาก ผมไม่ได้ใช้เช็คเรียกเก็บเงินเหล่านั้นเพื่อตัวเองมากนัก และผมจะให้เช็คเหล่านี้แก่สาธารณกุศลเมื่อผมและภรรยาเสียชีวิต (Lowe 1997:165–166)

กับนิตยสาร NY Times ในบทความเรื่อง “ผมไม่เชื่อในความมั่งคั่งดังเป็นราชวงศ์” บัฟเฟตเรียกคนที่มั่งคั่งในสภาพความมั่งมีดังนั่งอยู่บนกองเงินกองทองที่พ่อแม่และวงศ์ตระกูลสะสมให้ เรียกคนเหล่านี้ว่า “สมาชิกสโมสรสเปิร์มโชคดี” (members of the lucky sperm club) บัฟเฟตได้เขียนหลายๆครั้งถึงความเชื่อของเขาในระบบตลาดเสรีว่า คนรวยสามารถหารางวัลได้มากมายเกินกว่าความสามารถของเขา
พี่น้องทั้งหลาย ในสังคมไทยเราทุกวันนี้ เรามีปัญหากันอย่างมาก ด้วยความอยากได้ที่ในที่สุด หรือความโลภในลาภ ยศ สรรเสริญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ในความเป็นจริงนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง หากเรามีปัญญา มีเงิน มีอำนาจ ก็พึงใช้มันเพื่อยังประโยชน์แก่คนอื่นๆที่เขายังขาดโอกาสอยู่เถิด