Saturday, May 26, 2012

หยุดมองย้อนกลับดูชีวิต แล้วจึงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป


หยุดมองย้อนกลับดูชีวิต แล้วจึงก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob@sb4af.org

Keywords: life diary, บันทึกชีวิต, การทำงาน, life reflection, การมองสะท้อนกลับ

สวัสดียามเช้าครับ วันอาทิตย์ 27 พฤษภาคม 2555 ตรงกับขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะโรง วันพักผ่อนสบายๆ ลองคิดทำอะไรใหม่ๆดูบ้าง

ทุกเช้าเราตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำ ชำระร่างกาย แปรงฟัน และแต่งตัว เราติดกระจกเงาไว้หลายบาน เพื่อดูทั้งเมื่อแต่งหน้า หวีผม แต่งตัว และอาจชั่งน้ำหนักทุกวัน แต่เคยคิดบ้างไหมว่าการมองภาพสะท้อนกลับดูตัวเราเองแบบนี้นั้น มันเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏภายนอก เรายังไม่ได้มีโอกาสมองภาพสะท้อนเกี่ยวกับความเป็นตัวตนของเราเองอย่างลึกซึ้ง

หลายคนในแต่ละวันตื่นขึ้นก็ต้องรีบไปทำงาน และก็หมกมุ่นกับงานจนลืมเรื่องอื่นๆ หรือบางคนใช้ชีวิตสนุกสนาน เที่ยวเตร่ ชอบจับจ่ายใช้สอย แต่ก็อีกนั่นแหละ ไม่เคยได้มีโอกาสมองภาพสะท้อนของชีวิต วัฒนธรรมตะวันตกที่เรารับมาใหม่ สอนให้เรามองออกไปนอกตัวเรา แต่ไม่ได้สอนให้เรามองเข้าไปภายในตัวตนของเรา

มีคนหนุ่มสาวมาคุยให้ฟัง เขาอายุเข้า 35-40 ปี ทำงานอยู่ในองค์การเดิมมานาน มีเงินเดือนรายได้ดีพอประมาณ แต่เงินเดือนชักไม่ขยับ มีหลายคนพอถึงในวัยเขา ก็ลาออกเปลี่ยนงานไปอยู่ที่อื่นๆแล้ว แล้วตัวเขาควรจะทำอย่างไร?

มีบางคนทำงานมานานแล้ว ได้เงินเดือนดีพอประมาณ แต่เริ่มไม่มีความสุขกับงาน หงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงาน เครียดมากขึ้น ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจถามหา จะทำอย่างไร?

บางคนรุ่นหนุ่มสาวหน่อย กำลังจะมีครอบครัว แต่ก็กังวลว่าเมื่อแต่งงานแล้วจะอยู่กินกันอย่างไร จะอยู่กับพ่อแม่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือแยกครอบครัวมาอยู่กันเองแบบอิสระ?

วิลเลียม คิงดอน คลิฟฟอร์ด (William Kingdon Clifford) เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1845 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 1879 เขาเป็นนักวิชาการด้านคณิตศาสตร์ และนักปรัชญาชาวอังกฤษ คลิฟฟอร์ด เขียนข้อคิดของเขาในภาษาอังกฤษว่า

A little reflection will show us that every belief, even the simplest and most fundamental, goes beyond experience when regarded as a guide to our actions. ~ William Kingdon Clifford

Reflection = ผลสะท้อน, การสะท้อนกลับ, อาโลกนะ, มุมกลับ, การส่องกลับ, สิ่งที่คิด, การสะท้อนภาพให้เห็น

คำกล่าวของคลิฟฟอร์ดแปลได้ว่า “Reflection คือการได้ใช้เวลาสะท้อนอดีต เพื่อให้เห็นความเป็นตัวตนของเรา ในทุกความเชื่อ แม้แต่สิ่งที่ว่าง่ายและพื้นฐานที่สุด สะท้อนไปให้ไกลเกินกว่าประสบการณ์ที่เป็นตัวนำการปฏิบัติของเรา”

คนเราแต่ละคนเคยถามตนเองบ้างไหมว่า เกิดมาเพราะอะไร และเกิดมาเพื่ออะไร เราทำมาหากิน เหนื่อยยากทั้งสิ้น มีมากจนเกินกินเกินใช้ในช่วงชีวิตหนึ่งนั้น เพื่ออะไร บางครั้งที่เราว่าเราเป็นทุกข์นั้น มันเป็นความทุกข์จริง หรือว่ามันเป็นความรู้สึกในใจเรา หากเราต้องทำมาหากินกันเหนื่อยหนัก เพื่อจะได้มีเงินจับจ่ายใช้สอย มีในสิ่งที่ไม่เคยมี ได้กินใช้อย่างที่ไม่เคยมาก่อน แล้วทั้งหมดนั้นเพียงเพื่อสิ่งนี้หรือ ลองเปลี่ยนใหม่ได้ไหม มีน้อยลง ใช้จ่ายน้อยลง ใช้ชีวิตอย่างที่เราไม่ต้องเป็นทาสของเวลา เราจะใช้ชีวิตอย่างมีเวลาเป็นเพื่อน ทำงานได้อย่างไม่ต้องกังวลกับมันมากนัก ทำงานอย่างมีความสุข จะได้ไหม?

ผมเองเป็นคนที่โดยธรรมชาติเป็นพวกเก็บตัว ไม่ค่อยได้สนุกกับการเข้าสังคมมากนัก เรียกได้ว่าเป็นพวก Introvert ผมเองจะอาศัยเวลาเมื่อต้องไปงานศพต่างๆ เวลานั่งฟังพระสวด ว่างๆ ก็จะได้คิดย้อนทบทวนความหมายของชีวิต การเกิด แก่ เจ็บ และตาย คิดได้แล้ว ก็จะได้ทำตัวให้สบาย ยอมรับสภาพความไม่แน่นอนที่จะเกิดกับชีวิต เราจะมีอายุยืนยาวเพียงใด แค่ไหน ก็แค่นั้น ไม่ต้องไปกังวล

สำหรับคนหนุ่มสาว ทุกสัปดาห์ ทบทวนการทำงาน สักช่วงหนึ่งก่อนงานในวันจันทร์ มีอะไรในการทำงานที่ผ่านมายังไม่ได้ทำ และที่ทำไปแล้ว มีอะไรบ้างที่ทำไปทั้งๆที่ไม่ต้องทำ หรือไม่ควรทำ แล้วเราจะก้าวไปข้างหน้าต่อไปอย่างไร

ในแต่ละปี ทุกคนควรให้มีเวลาได้คิดทบทวน กับตัวเอง กับคนที่เรารักหรือไว้ใจกันว่า ในปีที่ผ่านมาได้ทำอะไรไป มีอะไรที่เราพอใจ ไม่พอใจ อะไรคือความสุข ความสำเร็จในชีวิต แล้วปีต่อๆไป เราจะก้าวเดินอย่างไร ในแต่ละปีผมจะไปร่วมกับงานทำบุญหลังสงกรานต์กับครอบครัว พี่น้องที่เกิดคลานตามกันมา ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในคนร่วมวัยที่โรยราไปตามธรรมชาติ ได้เห็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่เติบโตขึ้น มาทดแทนรุ่นเราที่ได้แต่หันมามองอดีต

ในทุก 4-5 ปี เราอาจต้องคิดถึงการอาชีพ การงาน และการใช้ชีวิต เราพอใจกับอาชีพของเราหรือไม่ มันมีอะไรและทิศทางใดที่จะก้าวเดินต่อไป งานอะไรที่เราทำแล้วมีความสุข มองเห็นความหมาย หรือว่าเรามีความพอใจในด้านการเงินความมั่งมี แต่ไม่มีความสุขในชีวิตการทำงาน และเมื่อใดที่เราสงสัยว่าเราไม่เหมาะแก่การงานนั้นๆ อาจจะถึงเวลาที่ต้องศึกษาว่ามีอะไรในชีวิตที่มันเหมาะแก่ตัวเรา แต่เรายังค้นไม่พบ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลา การจะเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนกิจวัตรในการทำงาน เปลี่ยนที่ทำงาน ย้ายเมืองที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่ย้ายประเทศ เหล่านี้ต้องใช้เวลาในการใคร่ครวญ

ขอสันติสุขจงมีแด่ทุกท่าน ชีวิตคือการเดินไปข้างหน้า แต่เป็นครั้งคราว เราต้องหยุดบ้าง  แล้วมองไปรอบๆตัวและมองไปข้างหลัง ชีวิตต้องมองไปที่โลกกว้าง แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่เป็นคำตอบ อาจอยู่ในส่วนลึก ด้านจิตใจ และจิตวิญญาณของตัวเราเอง