Saturday, June 9, 2012

สุภาษิตอาหรับ - ระวังจมูกอูฐที่ยื่นเข้ามาในเต็นท์


สุภาษิตอาหรับ - ระวังจมูกอูฐที่ยื่นเข้ามาในเต็นท์
The Camel's Head in the Tent

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob@sb4af.org


Keywords: การเมือง, การต่างประเทศ, สหรัฐอเมริกา, USA, United States, China, ประเทศจีน, เวียดนาม, ASEAN, การรบ, Drone, war, สนามบิน, อู่ตะเภา,  


ภาพ เครื่องบินไร้คนขับที่สามารถยิงจรวดนำวิถีได้ (Predator drone firing missile)


ภาพ เครื่องบินไร้คนขับ (Boeing X-45 killer drone) ที่สามารถใช้ในการทิ้งระเบิดนำวิถีได้ แต่ก็ยังต้องอยู่ในวิสัยการบินจำกัด

มีสุภาษิตชาวอาหรับบทหนึ่งบอกว่า “ให้ระวังจมูกอูฐที่ยื่นเข้ามาในเต็นท์” หรือบางที่จะมีเขียนว่า “หัวอูฐในเต็นท์”

ทั้งนี้ด้วยประสบการณ์ที่ว่า เมื่อจมูกอันเป็นส่วนเล็กๆของอูฐที่ยื่นเข้ามาในเต็นท์ แล้วเจ้าของไม่ว่าอะไร อูฐก็จะเริ่มเอาหัวเข้ามา แล้วในท้ายสุด ก็จะเอาทั้งตัวเข้ามาอยู่ในเต็นท์ คำสุภาษิตนี้เพื่อเตือนว่า อะไรที่เป็นสิ่งไม่ควร แต่หากเราไม่ดูแล ปล่อยให้มันเกิดขึ้นด้วยความไม่ใส่ใจ ไม่บังคับใช้อย่างจริงจัง ในที่สุดสิ่งที่ไม่อยากให้เกิด ก็จะเกิดขึ้น และขยายวงจนยากเกินกว่าที่จะย้อนกลับไปแก้ไข

ยกตัวอย่าง ครั้งหนึ่งอเมริกาเป็นประเทศมหาอำนาจหลักของโลกเสรี ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หลังปี ค.ศ. 1946 เป็นต้นมา หลายประเทศในยุโรปต้องทยอยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์โซเวียตรัสเซีย และในเอเซียประเทศจีนที่มีประชากรมหาศาลที่สุดในโลกได้กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ภายใต้การนำของเหมา เจอตุง อเมริกาจึงหวาดหวั่นต่อการรุกคืบของคอมมิวนิสต์ที่จะมีไปทั่วโลก ทั้งตะวันตกและตะวันออก

ครั้นเมื่อเกิดสงครามในเวียดนาม ครั้งแรกที่ดูประเทศจะเพรี่ยงพร้ำให้กับคอมมิวนิสต์เวียดนามภายใต้การนำของโฮจิมิน อเมริกาได้ตัดสินใจส่งที่ปรึกษาด้านการทหารมายังเวียดนาม มาฝึกอาวุธ แต่ยังไม่ใช่เป็นหน่วยรบที่เข้ามาปะทะโดยตรง แต่ปรากฏว่าสถานการณ์กลับเลวร้ายยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ อเมริกาจึงต้องส่งกองทหารเข้าสู่สมรภูมิรบกับเวียดกงฝ่ายคอมมิวนิสต์โดยตรง และส่งกำลังทหารเพิ่มมากขึ้นจนถึงระดับสูงสุด 300,000 นาย ปัญหาที่ตามมาคือ การส่งทหารมาแล้ว และสถานการณ์ไม่ดีขึ้น จะถอนทหารออกไป ก็เสียความรับผิดชอบ และไม่ต่างอะไรจากการแพ้สงคราม แต่ครั้นจะขยายแนวรบออกไปอีก ก็จะมีปัญหาด้านการยอมรับจากคนในประเทศและประชาคมโลก และที่สำคัญก็คือทำให้เศรษฐกิจประเทศที่ต้องใช้ทรัพยากรไปกับสงครามที่ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์เกิดขึ้น มีแต่สูญเสีย ทำให้อยู่ในสภาพกลืนไม่เข้า คายไม่ออก

ย้อนกลับมาในประเทศไทยปัจจุบัน หลังอเมริกาได้ถอนออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไม่ใยดีเป็นเวลายาวนาน เขาเริ่มกลับมาคิดใหม่ว่า อเมริกาไม่ควรเสียโอกาสทางเศรษฐกิจในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

จุดแรกที่อเมริกาต้องการ คือการมีฐานทัพ หรือไม่ก็ระดับฐานปฏิบัติการพลเรือน ในประเทศไทยก็มีสนามบินอู่ตะเภา และที่ประเทศฟิลิปปินส์ ก็มีฐานทัพอากาศ Clark เมื่อเริ่มต้นก็บอกว่าจะเป็นการใช้เพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ การศึกษาและพัฒนาระบบการป้องกันสาธารณภัย และเป็นไปเพื่อสันติ แต่ต่อไป ใครจะรู้ว่ามันจะกลายเป็นรื้อฟื้นความเป็นฐานทัพอากาศของอเมริกันใหม่หรือไม่ และไทยจะได้หรือเสียอะไรบ้าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประเทศจีน

ทางที่ดี ไทยควรมีความร่วมมือกับสหรัฐแบบเฉพาะกิจและเป็นครั้งคราว เมื่อเห็นควรในโครงการใดก็ให้คำอนุญาต และอนุญาตแบบมีระยะเวลา เมื่อหมดภารกิจในช่วงสั้นๆแล้ว ก็ให้ถอนกิจกรรมออกไป ที่สำคัญฝ่ายไทยเองต้องระวังโอกาสที่จะใช้ฐานปฏิบัติการเพื่อการสืบราชการลับ และการมีฐานปฏิบัติการในแบบที่สามารถใช้ประโยชน์ในการทำสงครามด้วยยานบินที่ไร้คนขับ หรือ Drone War นั้น เพียงได้ยินว่าอเมริกันมามีฐานปฏิบัติการในไทย ประเทศอย่างจีน และอินเดีย ก็สะดุ้งแล้ว แล้วไทยเราจะยืนอยู่ตรงไหน แล้วไทยจะต้องยอมตัวเองให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของมิตรประเทศเพื่อนบ้านไปเพื่ออะไร?