Thursday, January 3, 2013

การเดินทางด้วยยานพาหนะเร็วทางน้ำ


การเดินทางด้วยยานพาหนะเร็วทางน้ำ

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: pracob@sb4af.org

Keywords: Transportation, vessel, High-speed craft, water vessel, fastcraft, fast ferry

เมื่อพูดถึงยานพาหนะทางบก เราใช้คำว่า Vehicle

เมื่อพูดถึงพาหนะทางน้ำ เราใช้คำว่า Vessel

การเดินทางด้วยเรือความเร็วสูง (High-speed craft – HSC) เป็นยานพาหนะทางน้ำ (Water vessel) ที่ใช้ในกิจการพลเรือน ที่มีความเร็วสูง ซึ่งอาจมีชื่อเรียกอื่นๆว่า Fastcraft หรือ Fast ferry เหมาะสำหรับการเดินทางข้ามฟาก ในระยะทางที่ไม่ไกล หรือใช้เวลายาวนานเกินไป เช่นภายในไม่เกิน 2 ชั่วโมง ระยะทางไม่เกิน 200 กิโลเมตร เพราะหากใช้เวลายาวนานกว่านี้ และมีบริการขนส่งทางอื่น เช่น เครื่องบินเป็นทางเลือก การเดินทางด้วยเรือก็จะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสม

ประเทศที่มีเกาะแก่งมาก ดัง ประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น สแกนดิเนเวีย ฯลฯ ก็ต้องใช้การขนส่งด้วยวิธีทางเรือนี้มาก แต่หากเป็นประเทศที่ตั้งอยู่พื้นดินภาคพื้นทวีปอย่าง

ประเทศไทย จีนแผ่นดินใหญ่ อินเดีย ฯลฯ ความจำเป็นต้องใช้เรือข้ามฟาก ก็มีลดลง

เรือที่ต้องแล่นไปตามผิวน้ำ จะต้องประสบกับแรงต้านของน้ำ จะต้องใช้พลังขับเคลื่อนอย่างสูง หากต้องเดินทางในระยะทางเท่ากัน แล้วมีถนนเชื่อมโยงเส้นทางนั้นๆ ความจำเป็นต้องใช้เรือก็น้อยลง
ยานพาหนะทางน้ำที่มีความเร็วสูงมักได้แก่เรือไฮโดรฟอยด์ (Hydrofoils) หรือโฮเวอร์คราฟต์ (Hovercraft) แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1990s เป็นต้นมาได้มีเรือเร็วแบบลำตัวคู่ (Catamaran) และแบบลำตัวเดี่ยว (Monohull) ซึ่งสามารถให้ความเร็วในการเดินทาง และสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ดีกว่า เข้ามาทำหน้าที่ได้มากขึ้น

เรือความเร็วสูงเหล่านี้มักทำหน้าที่เป็นเรือข้ามฟาก แต่เรือลำตัวคู่ (Catamarans) และโดยเฉพาะ เรือลำตัวเดี่ยว (Monohulls) สามารถบรรทุกรถยนต์และแม้แต่รถโดยสาร และบรรทุกสินค้าได้ด้วย และด้วยคุณสมบัติดังกล่าว เรือข้ามฟากแบบลำตัวเดี่ยวขนาดใหญ่ จึงมีข้อได้เปรียบบางประการในการดำเนินธุรกิจ เพราะสามารถนำคน รถ ยานพาหนะ หรือสิ่งของหนักที่ต้องติดตัวไปด้วยได้ และใช้เวลาในการเดินทางไม่นานนัก

หากจะต้องใช้บรรทุกทั้งคน และเคลื่อนย้ายรถยนต์ รถบรรทุก เรือแบบลำตัวเดี่ยวขนาดใหญ่ จะทำหน้าที่เป็น Ferry ที่ดีกว่า ค่าใช้จ่ายต่อน้ำหนักต่ำกว่า แต่จะช้ากว่าบ้าง

หากจะใช้ขนส่งผู้โดยสารในลักษณะเดียวกับเครื่องบิน หรือรถโดยสาร และแล่นระยะทาง 100-150 กิโลเมตร เรือแบบ Hydrofoil หรือเรือลำตัวคู่ (Catamaran) จะมีความเหมาะสม

เรือแบบลำตัวคู่ (Catamaran) จะมีความเร็วสูงกว่าเรือลำตัวเดี่ยว (Monohull) แต่หากจะต้องรับน้ำหนักมาก เช่น รถยนต์ รถโดยสาร สินค้าด้วยแล้ว เรือแบบลำตัวเดี่ยวจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า แต่จะใช้เวลาแล่นที่นานกว่า


ภาพ สาธิตเรื่อ Hydrofoil เหมือนติดสกีที่ด้านล่าง ทำหน้าที่แฉลบน้ำ ลดแรงต้านของน้ำ ทำให้แล่นได้ด้วยความเร็วสูง


ภาพ เรือ Hydrofoil ขณะกำลังแล่นในทะเลด้วยความเร็ว



ภาพ เรือความเร็วสูงแบบ Hydrofoil ทำความเร็วได้ 148 กิโลเมตร/ชั่วโมง และเป็นไปได้ที่ทำความเร็วได้ 100 Knots หรือ 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง


ภาพ เรือแบบ Hovercraft ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์รับส่งผู้โดยสารได้ เรือเหมือนมีเบาะลม ยกลำตัวให้เหนือน้ำเล็กน้อย ลดแรงต้านของน้ำลง ความเร็ว 154 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในปัจจุบันมีบริการน้อยลง


ภาพ เรือความเร็วสูงแบบลำตัวคู่ (Catamarans)


ภาพ เรือความเร็วสูงแบบลำตัวคู่ (Catamaran) ขณะกำลังแล่นด้วยความเร็วต่ำ


ภาพ เรือลำตัวคู่ (Catamarans) ความเร็วสูงใช้เพื่อการพาณิชย์ ขณะกำล้งแล่นในทะเล แล่นด้วยความเร็วสูง ลำตัวจะถูกยกแฉลบน้ำ ความเร็วประมาณ 50.9 กิโลเมตร/ชั่วโมง


ภาพ เรือเร็วลำตัวเดี่ยว (Monohulls) ดังที่เห็นในภาพ ความเร็วสูงสุด 66.6 กิโลเมตร/ชั่วโมง


ภาพ เรือข้ามฟาก (Ferry) ลำตัวเดี่ยว (Monohull) มีความเร็วสูงพอ ที่สามารถรับส่งผู้โดยสาร ร่วมไปกับขนรถยนต์ รถบรรทุก รถโดยสารขนาดเล็กและกลาง (Vans) ได้

ลำตัวเรือ (Hull) ออกแบบให้ใช้แรงขับจากเจ็ทน้ำ (water jets) ร่วมกับเครื่องดีเซลความเร็วปานกลาง ส่วนเรือ Hovercraft มักใช้พลังจากระบบกังหันแก๊ส (Gas turbines) หรือเครื่องดีเซลส่งกำลังไปยังใบพัดเรือ (Propeller) และเครื่องผลักน้ำ (Impellors)


ภาพ ใบพัดเรือ (Propeller)


ภาพ ตัวผลักน้ำ (Impellor) ทำหน้าที่ผลักน้ำ เป็น Waterjet

เรือความเร็วสูงจะต้องมีการออกแบบให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งกำหนดโดย High Speed Craft Codes ของปี ค.ศ. 1994 และ 2000 ซึ่งเป็นที่ยอมรับคณะกรรมการความปลอดภัยทางน้ำ แห่งองค์การนาวีนานาชาติ (International Maritime Organisation -IMO).