Monday, January 9, 2012

เรียนให้เต็มที่ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่จะให้ได้ คือโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน

เรียนให้เต็มที่ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่จะให้ได้ คือโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน

ประกอบ คุปรัตน์Pracob Cooparat
E-mail: pracob@sb4af.org

Keywords: Live diary, บันทึกชีวิต, Proverbs, สุภาษิต, Education, การศึกษา, Training, การฝึกอบรม

มีสุภาษิตในภาษาอังกฤษบทหนึ่งกล่าวว่า “Learning is a treasure that will follow its owner everywhere.” ~ English proverb แปละเป็นไทยได้ว่า “การเรียนรู้เป็นสมบัติอันล้ำค่าที่จะติดตัวเจ้าของไปทุกหนทุกแห่ง
พ่อแม่เคยบอกผมและพี่ๆน้องๆว่า "เรียนให้เต็มที่ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่จะให้ได้ คือโอกาสในการศึกษาเล่าเรียน ทรัพย์สมบัตินั้นยังเป็นสิ่งรองคำสอนนี้เป็นสิ่งที่ดีและผมก็จำได้ตลอดมา และเป็นแนวทางที่ผมเองพยายามใฝ่หาเรียนรู้ในช่วงยังเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น หนุ่มสาว ผู้ใหญ่ และได้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตลอดชีวิตจนปัจจุบัน

ในช่วงของการศึกษาเล่าเรียนมีหลายครั้งที่เบื่อเรียน หนีเที่ยว อยากหาประสบการณ์อะไรมากกว่าการท่องจำ การทำความเข้าใจและเรียนรู้ตามตำรา เรื่องหนึ่งที่ชอบมากคือการได้ออกไปเล่นที่สนามกีฬา ได้วิ่งได้เตะฟุตบอล และต่อมาก็เล่นกีฬาอีกหลายอย่าง แต่นั่นแท้จริงก็คือส่วนหนึ่งของการศึกษาอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ได้จำกัดแต่เพียงในชั้นเรียน แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องสอบเพื่อเลื่อนชั้นในแต่ละปี ผมจะระลึกได้เสมอว่า หากเรียนไม่ได้ดีพอสมควร และสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้แล้ว ชีวิตผมคงอาจต้องไปเป็นเด็กช่วยขายของหน้าร้านของที่บ้าน หรือไม่ก็กลายเป็นพนักงานระดับล่างที่ไหนสักแห่งหนึ่ง

ในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นของผมนั้น มันชัดแจ้งว่า เราต้องเรียนหนังสือจนถึงระดับมหาวิทยาลัยให้ได้ และในสมัยนั้นที่เรียนในมหาวิทยาลัยมีเพียงไม่กี่แห่ง มีนักเรียนเพียงร้อยละ 1-5 ของในแต่ละวัยเท่านั้นที่จะได้ศึกษาและมีที่เรียนและเรียนจนจบมหาวิทยาลัย เพราะในระยะนั้นยังไม่มีมหาวิทยาลัยเปิด หรือมีมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดขึ้นมากมายดังในระยะหลัง

สำหรับคนจากครอบครัวระดับล่างและคนชั้นกลางที่ยังต้องดิ้นรน เด็กๆยังพอได้เห็นตัวอย่าง ความจำเป็นขัดสนที่ทุกคนจะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ อย่างนี้เขาเรียกว่า พวก Upward Mobility มันมีแรงขับดันทั้งตัวพ่อแม่และเด็กๆเอง ที่จะต้องต่อสู้ เพื่อไปสู่สถานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดีกว่า แต่กลับมีอีกพวกหนึ่งที่ดูจะยากกว่า คือเด็กๆพวกที่มีแนวโน้มว่า ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ดีเท่าพ่อแม่ของเขา เช่นพวกที่พ่อแม่เป็นคนร่ำรวย ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งในสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม เหมือนขึ้นไปยืนอยู่บนยอดเขาแล้ว มีแต่จะต้องลงเขามา เรียกว่า พวก Downward Mobility พวกนี้แหละจะสอนลูกยาก พ่อแม่เคี่ยวเข็ญมาก ก็ไม่พอใจ หรือไม่เข้าใจว่าจะต้องไปทำอะไรมากมาย

ผมอยากจะแนะนำคุณพ่อคุณแม่ ท่านผู้มีฐานะร่ำรวยเป็นพิเศษ ที่จะต้องอบรมสั่งสอนบุตรหลานของท่าน เพราะเด็กๆที่เขารู้ว่าเขาได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง เหมือนมีกินไปอีกสิบชาติก็ไม่หมด เพราะถ้าเขารับรู้ว่าเขาจะได้รับทรัพย์สมบัติมรดกตกทอด มีสถานะที่เหนือคนอื่นๆอยู่ตลอดเวลา เขาจะขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง และยิ่งทุกสิ่งทุกอย่างได้มาง่ายๆ เด็กๆ ก็จะขาดความพยายามขวนขวายเรียนรู้ และฝึกฝนทำงานอาชีพในสิ่งที่เขาอาจมีพรสวรรค์ที่จะทำให้ได้ดีที่สุด เด็กบางคนที่ได้รับการอุ้มชูมาก อาจกลายเป็นเด็กอ่อนแอช่วยตัวเองไม่ได้ กลายเป็นคุณหนูหน่อมแน้ม บางคนกลายเป็นเด็กตามใจตนเอง เพราะพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ แต่พยายามจะใช้เงินเลี้ยงลูกทดแทนเวลาที่ขาดหายไป อย่างที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Spoiled brat และบางส่วนรุนแรงหนัก กลายเป็นเด็กติดเหล้า เมายา หรือติดสิ่งเสพติดทั้งหลาย

การที่จะทำให้เด็กๆต้องสนใจศึกษาเล่าเรียนนั้น เป็นสิ่งจำเป็น บางครั้งวิธีการศึกษาของเราอาจน่าเบื่อหน่ายสำหรับเด็กๆยุคใหม่ แต่หากให้เขามีความอดทน ปรับตัว และปรับรูปแบบเรียนรู้ที่ทำให้สิ่งน่าเบื่อหน่ายนั้นได้มีคุณค่า นำไปใช้ประโยชน์ได้ แต่โดยรวมก็คือต้องทำอย่างไรอย่าให้เขาเบื่อเรียน ไม่สนใจไปโรงเรียน ไม่เข้าร่วมในกิจกรรมการศึกษาต่างๆ เพราะหากเขาขาดจุดสนใจในการศึกษาเล่าเรียนแล้ว มันมีโอกาสที่จะทำให้เขาตกเส้นทาง ไปเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มหรือสิ่งที่นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตอนาคตของเขาแล้ว ยังอาจพาเขาหลงไปทำในสิ่งที่ผิดต่างๆได้มากมาย

โดยรวม จงส่งทอดสอนเด็กๆของเราต่อไปว่า สิ่งที่พ่อแม่จะให้แก่เขาและมีค่าที่สุด คือการให้โอกาสในการศึกษาเล่าเรียน เรียนเพื่อให้เขาได้มีอาชีพอย่างที่เขาชอบ หรือมิฉะนั้น ก็ต้องให้เขาลองออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงชีพสักระยะ ลองให้เขาพึ่งตนเอง จนกว่าเขาจะเห็นความหมายของการศึกษา และจะได้รู้คุณค่าว่าเขาต้องการเรียนอะไร และเพื่อไปทำอะไรในชีวิตของเขา