Friday, March 23, 2012

BTS ต้องทำมากกว่าไล่รปภ.ที่มีเรื่องกับชาวต่างชาติ

BTS ต้องทำมากกว่าไล่รปภ.ที่มีเรื่องกับชาวต่างชาติ

ประกอบ คุปรัตน์
Pracob Cooparat
E-mail: Pracob@sb4af.org

Keywords: บันทึกชีวิต, รถไฟฟ้า, BTS

ผมได้ติดตามข่าวทางช่อง 3 ที่ลงภาพวงจรปิดเกี่ยวกับชาวต่างชาติ หรือฝรั่งถูกทำร้าย เพราะนำลูกโป่งที่เป็นของบุตรสาวขึ้นรถไฟฟ้า BTS แล้วได้รับการปฏิเสธจนมีการใช้กำลัง ทำให้ชาวต่างชาตินั้นตาบวม และศรีษะมีบาดแผลต้องเย็บ เพราะมีการใช้กำปั้นและมีของหนักฟาด

ตามข่าวทางฝ่ายบริหารบอกว่าได้ไล่รปภ.ที่มีเรื่องนั้นออกจากงานแล้ว ซึ่งผมว่าน่าจะต้องมีการสืบสาวราวเรื่องให้ได้ชัดเจนกว่านี้ และให้ความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้วย โดยทั่วไปรถไฟฟ้าของไทยไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปกำกับดูแลความปลอดภัย ไม่เหมือนดังต่างประเทศ ในมหานิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ในระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน เขาใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจจริงๆ มาดูแลรักษาความปลอดภัย ซึ่งผู้โดยสารทุกคนต้องเชื่อฟัง และเขาจะเคร่งครัดและระมัดระวังเรื่องผู้ก่อการร้ายมาก การขัดขืนนั้นถือว่าส่อเจตนาการก่อการร้ายได้อย่างง่าย ในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน หรือปารีสก็เหมือนกัน การให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ถือเป็นสิ่งสำคัญ

ในประเทศไทยดังรถไฟฟ้า BTS เราใช้เจ้าหน้าที่รปภ. เป็นลูกจ้างของระบบรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นของเอกชน แต่กระนั้นก็นับเป็นความจำเป็นที่ผู้โดยสารก็ยังจะต้องให้ความร่วมมือในระเบียบที่เขามี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้โดยสารทั่วไปที่เป็นคนไทยก็ให้ความร่วมมือ เช่นเขาไม่อนุญาตให้นำอาหารและเครื่องดื่มไปกินบนรถไฟฟ้า คนก็ปฏิบัติตาม แต่ในนิวยอร์คเขาไม่ห้าม เด็กๆที่เดินทางกลับบ้านนั่งในรถโดยสารนานถึง 20 นาที จึงต้องมีของว่างและเครื่องดื่มกินรองท้อง แต่เด็กๆและแม้ผู้ใหญ่ที่จะกินอาหารบนรถ ก็ต้องกินอย่างไม่รบกวนคนอื่นๆ และไม่ทำของหกเลอะเทอะ แต่ในสิงค์โปร์ ไม่ใช่เพียงห้ามอาหารและเครื่องดื่ม แต่หมากฝรั่งก็ห้ามเคี้ยวแล้วเที่ยวไปบ้วนทิ้ง จะโดนจับและปรับแน่ แต่ที่สถานีรถโดยสารหมอชิต เราจะเห็นฤทธิของหมากฝรั่งที่บ้วนทิ้งตามพื้น แกะไม่ออก เป็นดวงๆไปทั้งทางเดิน ดูสกปรกสิ้นดี

ในระบบขนส่งมวลชนที่มีคนใช้บริการวันหลายแสนคน จึงเห็นด้วยที่ให้มีกฎระเบียบเพื่อรักษาความเรียบร้อยและปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารทั้งมวล แต่กระนั้นทุกสิ่งทุกอย่างควรกระทำอย่างมีวิจารณญาณ การไปกระชากผู้โดยสารลงจากรถต่อหน้าลูกสาวตัวเล็กๆของเขา จนกระทั่งวิวาทกัน ชกต่อยรุมทำร้ายผู้โดยสารกันนั้น ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่อันควร ในกรณีเช่นนี้ เจ้าหน้าที่สามารถปล่อยไป แล้วไปแจ้งหน่วยเหนือให้ทราบเอาไว้เป็นหลักฐาน

สิ่งที่น่าเห็นใจก็คือมันมีเรื่องของภาษาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเจ้าหน้าที่ไทย บรรดารปภ.ทั้งหลายก็ไม่รู้ภาษาอังกฤษหรือภาษาต่างประเทศเอาเสียเลย การจะพูดคุยสื่อสารกันอย่างสุภาพชนก็เป็นไปได้ยาก เมื่อพูดกันไม่รู้เรื่อง ก็จะทำให้ขัดแย้งกันได้ง่ายขึ้นไปอีก สิ่งที่ฝ่ายบริหาร BTS ต้องระวังก็คือ มีผู้โดยสารจำนวนมากขึ้นที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งในบางช่วงเวลา มีมากถึงร้อยละ 20 ของผู้โดยสาร ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดีของการท่องเที่ยวไทย แต่การมีเรื่องในลักษณะวิวาทกันแล้วไปโผล่ใน Social Media บ่อยๆ ไม่เพียงจะไม่ดีต่อ BTS มันเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของกรุงเทพฯ และประเทศไทยด้วย

ในด้านการสื่อสาร ภายในตู้รถ BTS และตามสถานีมีโทรทัศน์โฆษณาและข่าวอยู่แล้ว ก็ควรได้ใช้เพื่อชี้แจงกฎระเบียบ และวัฒนธรรมที่คาดหวังในการใช้รถไฟฟ้าร่วมไปด้วย ไม่ใช่มีไว้โฆษณาอย่างเดียว

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความเครียดของเจ้าหน้าที่รปภ.ทั้งหลาย คือรถไฟฟ้ายามเร่งด่วนยิ่งมีปัญหาคนจำนวนมาก จำนวนรถเท่าที่มีระบายคนไม่ได้เร็วพอ เพราะ BTS เองก็ไม่ได้เพิ่มตู้รถอย่างเพียงพอกับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้น เรื่องนี้หากฝ่ายบริหารจะมีการอบรมเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติงานด้วยอารมณ์ที่ไม่เครียดจนเกินไป ให้รู้จักผ่อนคลายบ้าง มีเจ้าหน้าที่หญิง และคนรู้ภาษาอังกฤษมาช่วยบ้างเป็นบางจุดก็จะเป็นประโยชน์ เพราะโดยส่วนใหญ่ ผู้โดยสารต่างชาติเอง ก็พร้อมจะให้ความร่วมมืออยู่แล้วหากเขารู้และเข้าใจในกฏระเบียบที่มี ไม่มีใครเขาอยากมาเที่ยวแล้วมามีเรื่องชกต่อยกันในประเทศไทยหรอก